+100%-

บทที่ 28: เกาะกลาง (1)

บทที่ 28: เกาะกลาง (1)

 

 

ฮันซูมองไปยังเกาะกลางที่เขาสามารถมองเห็นได้จากที่ไกลๆ ยามที่อยู่บนเรือ

เกาะที่ใหญ่โตแม้จะเทียบกบัเกาะอื่นรอบข้าง

“คุณมักจะเหนือความคาดหมายเสมอเลยนะ ฮี่ฮี่ อย่ากังวลไป เราจะไม่พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ออกไปหรอก”

แฟรี่มองไปยังเข็มในมือของฮันซูที่ยังคงมีเลือดไหลหยดอยู่ ชายหนุ่มมองไปยังมันด้วยสีหน้าไร้อารมณ์

‘ไม่เสียใจ’

ฆ่ามนุษย์ไม่ใช่สิ่งที่น่าสบายใจแม้ว่าอย่างไรพวกเขาก็จะตายอยู่แล้วก็ตาม และเขาเพิ่งจะส่งพวกนั้นออกไปอย่างสบายที่สุดหลังจากที่ตัดสินแล้วว่าการปล่อยให้พวกนั้นมีชีวิตอยู่จะเป็นเรื่องที่เจ็บปวดมากกว่า

แต่เขาไม่มีความคิดที่จะลังเลหากมันจำเป็น และไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับแผนของเขา

เมื่อเขาไม่ได้มาเล่นเป็นฮีโร่

แฟรี่อาจจะรู้สึกอึดอัดเมื่อฮันซูมองไปยังมันด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก มันจึงได้ยักไหล่ของมันและเริ่มอธิบาย

“ยินดีต้อนรับสู่เกาะกลาง คุณเป็นคนสุดท้ายแล้ว เราจะเริ่มในบัดนี้”

ในตอนนั้นเอง ทุกคนที่อยู่บนจุดจอดเรือก็ได้เทเลพอร์ตไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง

“นี่มัน…”

ทุกคนมองไปรอบๆ

ปราสาทขนาดยักษ์

คนนับพันกำลังมองไปรอบๆ หลังจากที่ถูกส่งตัวมาสูงกว่ากำแพง และไม่ช้า แฟรี่ที่ได้ปรากฏตัวขึ้นเหนือศีรษะของพวกเขาก็เริ่มอธิบายสถานการณ์

“สวัสดี ผู้เข้าร่วม 1912 คนในเกาะกลาง ฉันเดาว่าฉันคงต้องอธิบายเรื่องสามอย่างก่อนเป็นอย่างแรก มีสามสิ่งที่สำคัญที่สุดในเกาะแห่งนี้ ปราสาท ปราสาทของจอมมาร และดันเจี้ยนใต้ดิน”

ทุกคนมีสีหน้าขมขื่นเมื่อได้ยินเช่นนั้น

มันมีเพียงดันเจี้ยนใต้ดินที่ถูกเขียนไว้บนแผนที่

ดันเจี้ยนใต้ดินของเกาะกลางนั้นเต็มไปด้วยสัตว์อสูรพร้อมด้วยรางวัลอย่างงาม และพวกเขาสามารถแข็งแกร่งขึ้นและมีของใช้อย่างรวดเร็ว

และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ทุกคนใช้ตั๋วสามใบเพื่อที่จะมายังเกาะกลาง

ปราสาทที่พวกเขายืนอยู่คือสิ่งหนึ่ง ทว่าอะไรคือปราสาทจอมมาร

แฟรี่หัวเราะขณะที่มันเอ่ยต่อ

“คำอธิบายของฉันค่อนข้างจะไม่ครบอยู่บ้าง แต่มันไม่ใช่คำโกหก พวกคุณเห็นปราสาทที่อยู่ไกลๆ นั่นไหม?”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนเหนือปราสาทก็ได้มองไปยังบางสิ่งที่อยู่ที่ชายขอบของเกาะ

มันเป็นเกาะ ทว่ามันใหญ่เสียจนพวกเขาต้องพยายามเพ่งสายตาอย่างมากเพื่อที่จะมองออกว่ามันคือปราสาท

“นั่นคือปราสาทจอมมารที่เป็นจุดหมายสุดท้ายของพวกคุณ จริงๆ แล้วพวกคุณจะตายทั้งหมดถ้าจอมมารตัวจริงอยู่ที่นี่ ดังนั้นแล้วเราจึงได้เตรียมเวอร์ชั่นอ่อนแอของจอมมารให้พวกคุณแทน”

‘จอมมาร…’

ฮันซูหัวเราะ

เขาคิดถึงยามที่สิ่งนั้นได้สร้างการสังหารหมู่เผ่าพันธุ์อื่นในยามที่พวกเขาอยู่ในนรกชั้นที่เจ็ด

หากไอ้สิ่งนั้นมาอยู่ที่นี่จริงๆ ทุกคนก็คงจะถูกฆ่าเพียงจากลมหายใจของมัน

คนที่นี่ รวมทั้งตัวเขาเอง ไม่ได้อยู่ในระดับที่จะฆ่ามันได้แม้ว่าจะเป็นเวอร์ชั่นอ่อนแอก็ตาม

“กองทัพปีศาจถูกแบ่งออกเป็นปีศาจและผีดิบ ปีศาจคือสิ่งที่จะให้รางวัลจำนวนมากที่วพกคุณต้องการ ทว่าผีดิบจะไม่ให้อะไร มีมีไอเท็ม ไม่มีรูน ไม่มีอะไรเลย”

สิ่งมีชีวิตตัวเล็กหยุดไปชั่วครู่ก่อนจะเริ่มอธิบายต่อ

“และปราสาทที่พวกคุณอยู่ มีเวลาหนึ่งเดือน ถ้าหากพวกคุณสามารถต่อต้านการโจมตีของราชาปีศาจและปกป้องคริสตัลที่ใจกลางปราสาทได้ พวกคุณจะชนะ พวกคุณเองก็สามารถที่จะเอาชนะได้โดยการแย่งชิงมาจากปราสาทจอมมารเช่นกัน”

ทุกคนมีสีหน้าขมขื่นเมื่อได้ยินเช่นนั้น

เมื่อพวกเขาสามารถเห็นกองทัพจำนวนมหาศาลในระหว่างทางที่มุ่งไปยังปราสาทจอมมารเพียงแค่เหลือบตามอง

“และสุกท้าย ฉันจะอธิบายถึงดันเจี้ยนใต้ดิน พวกคุณสามารถเห็นทางเข้าจำนวนมากได้จากภายในของปราสาทใช่หรือไม่?”

ทุกคนผงกศีรษะขณะที่พวกเขามองไปยังภายในปราสาท

มันมีทางเข้าดันเจี้ยนที่ดูน่าสงสัยอยู่จำนวนมากในสถานที่ที่แตกต่างกัน

มันมีทางเข้าที่กำแพงปราสาท และกระทั่งทางเข้าที่เจาะลงไปจากห้องโถง

“มันเป็นเหมือนกับดันเจี้ยนใต้ดินที่พวกคุณรู้จัก ถ้าพวกคุณล่าที่นั่น รูนก็จะดรอปลงมาเหมือนแมลง รวมทั้งอาร์ติเฟคเช่นกันแบบที่พวกคุณรู้”

จากนั้นแฟรี่จึงเอ่ยเกี่ยวกับรูนไร้สีและอาร์ติเฟค

จากนั้นสีหน้าของทุกคนจึงเปลี่ยนแปลงไป

หลายสิ่งเกิดขึ้น ทว่ามันเป็นเวลาเพียงสิบวันที่พวกเขามาที่นี่

พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นทางกายภาพ ทว่าพวกเขาใช้มีดเป็นอาวุธเสียส่วนมาก

ทว่าโอกาสที่จะได้รับรูนและอาร์ติเฟคที่ระดับสูงกว่า

แฟรี่โน้มน้าวพวกเขาให้ไปยังดันเจี้ยนเพื่อที่จะแข็งแกร่งขึ้น

‘ไอ้ตัวบัดซบนั่น’

ฮันซูถอนหายใจ

เมื่อเขารู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้ามันเป็นไปแบบนี้

“ตอนนี้พวกคุณคงต้องการฝึกซ้อมหน่อยใช่ไหม? เมื่อมันเป็นเพียงแค่วันแรก มันจะมีการโจมตีเพียงสามครั้ง รวมทั้งยังไม่มีปีศาจด้วย เริ่มได้!”

ไม่ช้า โครงกระดูกจำนวนมากก็เริ่มลุกขึ้นจากพื้นดินด้วยความเร็วอันน่าสะพรึงนอกปราสาทพร้อมด้วยเสียงแคร่กคราก

“เวรเอ้ย… ไม่ใช่ว่ามันควรจะเป็นพวกกระจอกที่พวกเราต้องสู้ตอนระดับหนึ่งเหรอ?”

ผู้คนเอ่ยพึมพำเหนือกำแพงปราสาท

โครงกระดูกที่มีไฟสีฟ้าลุกโชนในเบ้าตา หรือกูลที่กำลังกรีดร้องคำรามด้วยเสียงน่าสะพรึงไม่ใช่สิ่งที่กระจอกในสายตาของผู้ใด

ไม่สิ มันกระทั่งสวมใส่สิ่งของที่ดีกว่าพวกเขาที่มีเพียงดาบเป็นอย่างมาก

เมื่อพวกมันกระทั่งสวมใส่เกราะ

และไม่ช้า ผีดิบที่ได้สร้างแนวการจู่โจมก็เริ่มที่จะพุ่งเข้าหาประตูและกำแพงของปราสาท

“ป้องกัน!”

ไม่ช้า เหล่านักผจญภัยและผีดิบก็เริ่มที่จะเข้าปะทะกันด้วยพลังที่น่าหวาดหวั่น

 

“… เราต้องแบ่งหน้าที่กัน”

หนึ่งในลอร์ดเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเหนื่อยอ่อน

มันมีลอร์ดอยู่จำนวนหนึ่งในบรรดานักผจญภัย

ลอร์ดได้ตั้งกองกำลังของพวกเขาขึ้นและมายังเกาะกลางด้วยตั๋วสามใบเพื่อที่จะชักจูงคนที่แข็งแกร่งกว่า

มีกิลด์ทั้งหมด 12 กิลด์ และลอร์ดที่รวมตัวกันในเกาะกลาง

พวกเขาไม่แม้แต่จะมีกองกำลังถึงกึ่งหนึ่งของคนเกือบสองพันคน ทว่ามันเพียงพอที่จะเอ่ยปากขึ้นอย่างมีพลัง

เมื่อนักผจญภัยคนอื่นนั้นไม่แม้แต่มีอย่างอื่นที่คอยผลักดันพวกเขาอยู่

แต่ว่าสีหน้าเหนื่อยล้าได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของลอร์ดทั้งสิบสองคนหลังจากการป้องกันได้สิ้นสุดลง

‘เวรเอ้ย… มันน่ากลัวจริงๆ’

เจ้าของสัญลักษณ์บนหลังมือของจีมิน เยริน ได้กัดฟันกรอด

การโจมตีเป็นไปอย่างต่อเนื่องกว่าหนึ่งชั่วโมง จากนั้นพวกเขาจึงมีเวลาพักสามชั่วโมง เพียงเพื่อที่จะสู้ต่ออีกหนึ่งชั่วโมง

มันได้เกิดขึ้นทั้งหมดสามครั้ง

เมื่อพวกเขาสู้ครั้งแรก เกือบ 30 คนไม่ได้สู้ ดังนั้นแล้วคนประมาณ 1,900 คนจึงได้สู้อยู่เหนือกำแพงปราสาท

1,500 สู้ในการโจมตีครั้งที่สองเหนือกำแพงปราสาท

และมีเพียง 700 คนเหลือบนกำแพงปราสาทในการโจมตีครั้งสุดท้าย

และเพราะแบบนั้น ปราสาทจึงได้เกือบถูกรุกรานในเพียงแค่การฝึกซ้อม

‘ไอ้พวกเวรสารเลวนั่น…’

มันไม่ใช่ว่าพวกนั้นตายหรือบาดเจ็บ

ครั้งแรก คนประมาณ 30 คนหนีไป

คน 30 คนที่ได้ลงไปยังดันเจี้ยนได้กลับมาพร้อมกับความแตกต่างอย่างชัดเจนหลังจากต่อสู้ไปราวๆ 2-3 ชั่วโมง

พวกเขาได้รับรูนและอาร์ติเฟคจำนวนมากในเวลาสั้นๆ

แฟรี่ไม่ได้โกหกพวกเขา

การล่าในดันเจี้ยนใต้ดินนั้นได้ทำให้พวกเขาพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปัญหาคือหลังจากนั้น

หลังจากที่เห็นคน 30 คนแข็งแกร่งขึ้น ผู้คนที่กำลังป้องกันกำแพงปราสาทก็ได้รู้สึกอิจฉา

ผีดิบที่พุ่งเข้ามาหาพวกเขานั้นไม่ได้ดรอปรูนหรืออาร์ติเฟคใดๆ

ดังนั้นแล้วพวกเขาจึงตระหนักได้หลังจากการโจมตีระลอกแรกผ่านไป

ว่าพวกเขาไม่อาจแข็งแกร่งขึ้นได้ด้วยการปกป้องกำแพงปราสาท

และในตอนนั้น คนราวๆ 400 คนก็จากไป

พวกเขาไม่อาจแม้แต่จะควบคุมพวกนั้นได้

เมื่อทางเข้าดันเจี้ยนใต้ดินนั้นมีอยู่ทุกที่ พวกเขาเพียงแค่ต้องหลบหนีไประหว่างความวุ่นวายของการต่อสู้

แต่มันไม่เป็นไรในตอนนั้น

เมื่อพวกที่สำนึกได้ว่าการโจมตีของพวกผีดิบนั้นคุกคามและพวกเขาต้องป้องกันปราสาทยังคงมีชีวิตอยู่

ปัญหาคือการโจมตีครั้งที่สาม

30 คนที่ได้เข้าไปในดันเจี้ยนในขณะที่คนอื่นๆ ได้ต่อสู้อย่างยากลำบากพร้อมกับป้องกันได้ออกมาด้วยความแตกต่างโดยสิ้นเชิง

พวกเขาสู้อย่างปลอดภัยและรวบรวมรูนและอาร์ติเฟคจำนวนมหาสษล และความสามารถของอาร์ติเฟคเหล่านี้ก็แข็งแกร่งอย่างแท้จริง

ผู้คนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของลอร์ดนั้นได้รับสัญลักษณ์ และพวกเขาย่อมมีทีมเวิร์คและความสามารถที่ดี

พวกเขาเหนือกว่าผู้อื่นในด้านของทักษะ

แต่ช่องว่างนั้นได้ขยับเข้ามาใกล้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

และคน 400 คนที่ได้เข้าไปโดยที่เมินการโจมตีระลอกที่สองก็ได้ออกมาด้วยความแข็งแกร่งที่มากขึ้นเช่นกัน

และนี่ได้ทำให้ผู้คนกระวนกระวาย

พวกเขาไม่อาจแข็งแกร่งขึ้นได้ถ้าพวกเขาไม่ได้เข้าไปในดันเจี้ยน

ดังนั้นแล้วผู้คนที่ได้กระวนกระวายต่างก็ได้จากไประหว่างการโจมตีระลอกสุดท้าย และผู้คนที่มีจิตสำนึกที่ดีก็ได้ป้องกันอย่างโจมตีสุดท้ายนั้นไว้ได้อย่างกล้ำกลืน

วันแรก แม้ว่าจะเป็นเพียงการฝึกซ้อม

พวกเขาไม่อาจแม้แต่จะจินตนาการว่าพวกเขาจะป้องกันการโจมตีของวันพรุ่งนี้เป็นต้นไปได้อย่างไร

‘เวรเอ้ย… ตอนนี้มันยากที่จะควบคุมพวกนั้น’

ผู้คนที่ได้เข้าไปเป็นกลุ่มแรกนั้นมีสัมพันธ์อันดีต่อกัน ดังนั้นแล้วพวกเขาจึงรวมตัวกันสร้างกลุ่มที่มีชื่อน่าขันว่า <สมาคมชั้นใต้ดิน>

หากอย่างน้อยชื่อของพวกนั้นดูดีมันอาจน่าขุ่นเคืองน้อยลง แต่ว่ามันได้ทำให้พวกเขาหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก

และผู้คนที่ได้หลบหนีจากแนวป้องกันก็ได้รวมตัวกันภายใต้กลุ่มนั้น

พวกเขาได้แก้ไขความรู้สึกผิดในการทรยศพวกพ้องของพวกเขาและไปยังดันเจี้ยนเพื่อผลประโยชน์ของตนเองด้วยการรวมตัวกัน

พวกเขาอาจถูกกระทำอย่างผู้ทรยศสำหรับพวกที่ป้องกัน แต่ว่ามันไม่มีอะไรที่จะต้องอายเมื่อพวกเขารวมตัวกับผู้ที่ทำเช่นนั้นเหมือนกัน

และเพราะแบบนั้น สมาคมชั้นใต้ดินจึงได้แข็งแกรร่งขึ้นเทียบเท่ากับสิบสองกิลด์รวมกัน

และรากของปัญหาเหล่านี้นั้นคือลอร์ดทั้งสิบสองนั้นคิดว่าพวกเขาต้องป้องกันปราสาท และไม่เข้าไปยังดันเจี้ยน

พวกเขาต้องล่าเป็นรอบแม้ว่าพวกเขาจะต้องป้องกันอย่างยากลำบากขึ้นอีกหน่อยก็ตาม

พวกเขาได้เพ่งความสนใจไปยังการป้องกันเพราะพวกเขาไม่คิดว่าช่องว่างจะถูกขยับเข้าใกล้ในเวลาเพียงวันเดียว ทว่าผลของการล่าในดันเจี้ยนใต้ดินนั้นเหนือกว่าที่พวกเขาคาด

พวกนั้นกระทั่งอ้างเหตุผลขึ้นมา

<เพื่อที่จะป้องกันการโจมตีของผีดิบ พวกนายก็ต้องแข็งแกร่งขึ้นจากด้านล่าง>

และเหตุผลนี้ก็ได้ถูกใช้เป็นข้ออ้างในความผิดที่สมาคมชั้นใต้ดินและคนอื่นๆ รู้สึก

‘ไอ้แม่***’

ใบหน้างดงามของเยรินบิดเบี้ยว

เหตุผลนั้นดูดี

และเธอยอมรับมัน

พวกเขาไม่อาจทำเพียงแค่ป้องกันเพื่อปกป้องปราสาท

พวกเขาต้องสลับไประหว่างการโจมตีและการป้องกัน

หากพวกเขาแบ่งไปล่ามากเกินไป ศัตรูก็อาจจะรุกรานเข้ามาเพราะการป้องกันที่อ่อนแอ และหากพวกเขาป้องกันมากเกินไป พวกเขาก็จะถูกเหยียบย่ำโดยกองกำลังที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

แต่เมื่อไหร่กันล่ะที่พวกนั้นจะออกมา?

ผู้คนที่บัดนี้ได้ตั้งแคมป์อยู่หน้าดันเจี้ยนและเข้าๆ ออกๆ ภายใน และพวกนั้นยังกระทำตัวราวกับว่าพลังของพวกเขานั้นอยู่ในระดับราวๆ เดียวกัน

หากพลังของพวกนั้นแข็งแกร่งกว่าพวกเขา พวกเขาก็สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น

‘เวรเอ้ย… เราจะจัดการมันยังไง’

ในขณะที่เหล่าลอร์ดกำลังเค้นสมองของพวกเขาอยู่ ความวุ่นวายก็ได้เกิดขึ้นเบื้องล่าง

“ไอ้เวรนี่! เป็นฮีโร่แห่งความยุติธรรมรึไง!”

‘อะไรนะ?’

ทั้งหมดยื่นศีรษะของพวกเขาออกไปด้านนอกหน้าต่างด้วยสีหน้าสับสน

 

“ไอ้เวร มึงเป็นใครกล้ามาสั่งพวกกู? พวกเราจะเป็นแนวป้องกันข้างบนในวันพรุ่งนี้?”

ซองฮุนที่เป้นหนึ่งในสมาชิกแต่แรกเริ่มของกลุ่มตะโกนอย่างกราดเกรี้ยว

การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นขึ้นพรุ่งนี้

นี่มันเรื่องไร้สาระอะไรกัน?

ฮันซูผงกศีรษะเมื่อได้ยินเช่นนั้น

“ใช่ เมื่อเราทำในส่วนของเราวันนี้แล้ว เราก็ต้องหาของของเราในวันพรุ่งนี้ คนที่ป้องกันในวันนี้ก็ควรจะได้เข้าดันเจี้ยนวันพรุ่งนี้๐

“… ไอ้ฉิบหายนี่”

ซองฮุนกัดฟันกรอด

เขาเป็นหนึ่งใน 30 คนที่เข้าไปในดันเจี้ยนเป็นกลุ่มแรก

แล้วทำไมเขาต้องทำตัวดีเมื่อเขาเป็นคนเริ่มเรื่องทุกอย่าง

จากนั้นคูนจินที่ยืนอยู่ด้านหลังก็ได้เอ่ยขึ้นพร้อมกับเริ่มเดินออกไป

“ใจเย็นหน่อย เราไม่ได้บอกว่าเราจะไม่ออกไป ถ้าเราล่าอีกสักสองวัน งั้นเราก็จะสามารถป้องกันได้ดีกว่าหลังจากที่แข็งแกร่งขึ้น ไม่งั้นเราก็สามารถแลกเปลี่ยนได้ อย่ามาทะเลาะกันเองเลย”

ฮันซูแสยะยิ้มเมื่อได้ยินเช่นนั้น

ตอนนั้นกิลด์ของเหล่าลอร์ดก็คงเละเทะไปหมดแล้ว

‘นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้มันยาก’

ไม่งั้นมันก็ไม่มีเหตุผลที่จะแบ่งแยกอย่างสมบูรณ์แบบนี้

“ปฏิเสธ เริ่มพรุ่งนี้ ทุกคนจะต้องขึ้นไปสู้”

กั้กจินมีสีหน้าบิดเบี้ยวเมื่อได้ยินเช่นนั้น

‘ไอ้หมอนี่กล้ามาก…’

เหตุผลที่กั้กจินมาหยุดการทะเลาะนั้นเป็นเพราะว่าเขารู้สึกว่าฮันซูนั่นยังมีประโยชน์มาก

เมื่อเขาได้เข้าไปในดันเจี้ยนด้วยพลังจิตที่แปลกประหลาดนั่น

พวกเขาไม่อาจแข็งแกร่งได้ขนาดนั้นด้วยตัวเอง

แต่สถานการณ์ในตอนนี้มันต่างออกไป

“นายอาจจะแข็งแกร่งกว่าจริงๆ แต่… ถ้านายทำแบบนี้ทุกอย่างมันอาจจะยาก”

กั้กจินมองไปยังฮันซูอย่างเย็นชา

พวกเขาต่างมีรูนไร้สีคนล่ะหนึ่งหรือสองอันอยู่แล้ว

และจากการล่าในวันนี้ พวกเขาต่างได้รับรูนไร้สีเพิ่มอีก 2 อย่าง

และคนจำนวนหนึ่งประสบความสำเร็จในการสร้างรูนไร้สีในด้านของพลังกาย ความอดทน ความคล่องแคล่ว และความเข้าใจ

และเพราะแบบนั้น พวกเขารู้

รูนความเข้าใจไร้สีของพวกเขาได้บอกพวกเขาอย่างชัดเจน

ว่าไอ้หมอนั้นมีรูนพลังกายอย่างเดียวที่ไร้สี

ฮันซูหัวเราะขณะที่เขาแตะใบหู

 

[คังฮันซู]

พลังกาย (ไร้สี): 0.03%

ความอดทน: 88.8

ความคล่องแคล่ว: 84.0

ความเข้าใจ: 85.1

มานา: 88.4

พลังเวท: 84.5

ป้องกันกายภาพ: 85

ป้องกันเวทมนต์: 85.3

 

‘แน่นอนว่าฉันเอาชนะทั้งแบบนี้ไม่ได้’

มันมีความแตกต่างอย่างมากระหว่างรูนไร้สีหนึ่งรูนกับสี่รูน

และมันกระทั่งมีความต่างของจำนวนด้วย

ฮันซูมองไปยังคนสามสิบคนรอบๆ เขา

เขาไม่ชอบที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่พวกเขาควรจะทำงานในส่วนอย่างพวกเขาเป็นอย่างน้อย

หากผู้คนที่สนใจเพียงแต่ผลประโยชน์ของตนเองเสียสติไป ปราสาทก็จะถูกทำลาย

“พวกนายคงไม่ฟังถ้าฉันแค่พูดใช่ไหม?”

“…ไอ้เวรนี่”

ฮันซูแสยะยิ้มขณะที่เขาหยิบบุหรี่เมฆาขึ้นมาคาบไว้ในปาก

‘มันมีหลายสิ่งที่ต้องทำเพื่อทำลายปราสาทจอมมารในเวลาหนึ่งเดือน ฉันต้องทำให้ทุกอย่างเหมาะสมตั้งแต่เริ่ม’

พวกเขาต้องทำงานอย่างไม่หยุดยั้งเป็นเวลาหนึ่งเดือน

และแม้จะเป็นเช่นนั้น มันก็แค่มีความเป็นไปได้

ความยากของปราสาทจอมมารนั้นมากเพียงนั้น และเพราะว่ามันเป็นแบบนั้น มันจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเคลียร์

เมื่อมันเป็นเพียงหนทางเดียวในการท้าทายดันเจี้ยนสุดท้าย

มันเป็นสิ่งที่แม้แต่กวางกุนจูไม่อาจเคลียร์ได้ เขาแค่ขึ้นไปหลังจากป้องกันอย่างรุนแรง

มันมีคนเพียงคนเดียวที่เขารู้จักที่สามารถเคลียร์มันได้

‘แอรีส เอาเถอะ ฉันคงเคลียร์แบบเธอไม่ได้ แต่…’

ตราบเท่าที่คุณถึงจุดหมาย มันก็สำคัญแค่นั้น

ฮันซูที่สูดควันเข้าไป มองไปรอบๆ พร้อมด้วยเสียงหัวเราะเย็นเยียบ

 


TL: ทั่นปู่เท่มากค่า//โบกป้ายรัวๆ

ติดตามข่าวสารที่รวดเร็วกว่าได้ทาง Facebook: Netear.ST นะคะ

Facebook Comment