+100%-

บทที่ 14: ดวงจันทร์ของอีกโลก (4)

บทที่ 14: ดวงจันทร์ของอีกโลก (4)

 

 

“หืมม อร่อยใช้ได้”

ฮันซูจิ้มชิ้นเนื้อที่แสนจืดชืดด้วยมีดทำครัวและลิ้มรสมันขณะเคี้ยว

เนื้อที่พิษทั้งหมดถูกกำจัดออกโดยการต้มกับเลือดได้ถูกผสมกับตับอ่อนของหนอนเขียว

‘มีน้ำจำนวนมากด้วย’

ฮันซูเอ่ยขณะที่กินอย่างสบายใจ

“พิษส่วนมากในเนื้อก๊อบลินจะหายไปถ้าพวกนายต้มมันกับเลือดของก๊อบลิน เพียงแค่อย่ากินอวัยวะภายในหรือตับของมัน”

แต่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่จะสนใจเรื่องนั้น

แสงจันทร์ได้แสดงให้เห็นว่ากลุ่มคนจำนวนมากได้พุ่งเข้ามาหาพวกเขา

มิฮีกลืนน้ำลายเมื่อเห็นกลุ่มคนที่วิ่งมาหาพวกเขาจากที่ไกลๆ

“นายอาจจะปกป้องพวกเราถ้าเกิดการปะทะกันระหว่างพวกเรากับพวกนั้นใช่ไหม?”

“หืม? บางทีถ้าเราเป็นเพื่อนกันน่ะนะ?

สีหน้าของซังจินสว่างไสวขึ้นเมื่อได้ยินเช่นนั้น

ใครอีกล่ะที่จะเป็นเพื่อนของเขาในสถานที่แห่งนี้?

เขาและมิฮีได้ทิ้งแทซูนและเลือกฮันซู!

แต่มิฮีกัดฟันกรอดเมื่อได้ยินเช่นนั้นก่อนจะเอ่ยว่า

“… เราจะเป็นเพื่อนแบบนั้นได้ยังไง?”

ฮันซูหัวเราะเมื่อได้ยินเช่นนั้น

“มันไม่เหมือนกับการสอบใบขับขี่ ทำไมเราต้องมีเงื่อนไขในการเป็นเพื่อนกันด้วยล่ะ พวกนายอาจจะกลายเป็นเพื่อนได้ทันทีเมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง”

คุณไม่สามารถกลายเป็นเพื่อนกันได้โดยการให้สิ่งของต่างๆ

คุณจะกลายเป็นเพื่อนด้วยการปกป้องและเชื่อมั่นในกันและกันในทุกสถานการณ์

‘เหมือนกับคนพวกนั้น’

ซังจินเข้าใจว่าเขาได้เข้าใจคำพูดของฮันซูผิด จากนั้นจึงเอ่ยด้วยใบหน้าแดงก่ำว่า

“… แต่เราจะจัดการคนพวกนั้นยังไง?”

ฮันซูส่ายศีรษะ

“นายควรจะดูแลตัวเองได้เป็นอย่างน้อย”

ซังจินรู้สึกโกรธจากคำพูดไร้ความใส่ใจของอีกฝ่าย

“เวรเอ้ย! แล้วทำไมเราต้องมาอยู่กับนายด้วย!”

ฮันซูทำเพียงแค่ยักไหล่

“นายควรหาคำตอบนั้นด้วยตัวเองนะ ความจริงแล้วการอยู่กับฉันมันอันตรายกว่าซะอีก”

“…”

ซังจินกัดฟันกรอดเมื่อได้ยินเช่นนั้น

มันเป็นความจริงจริงๆ

พวกเขาติดตามฮันซูและต่อสู้ลึกลงไปยังสถานีรถไฟอันตราย

หากพวกเขาไม่ได้ไปกับฮันซูและอยู่กับกลุ่มคนที่ใหญ่กว่า มันอาจปลอดภัยกว่า

และอีกฝ่ายก็ไม่มีความคิดที่จะช่วยปกป้องพวกเขาด้วย

ซังจินมองผู้คนที่วิ่งมาจากที่ไกลๆ ด้วยอาการกัดฟันแน่น

เขาสูดลมหายใจเข้าออกก่อนจะเริ่มเดินออกไป

“ฉันคิดว่าเราจะไปถึงจุดจบด้วยกันได้ แต่นายมันเกินไป ฉันคิดว่านายเป้นเพื่อนฉัน แต่นายไม่สนใจฉันเลย”

ซังจินเดินไปยังทิศทางหนึ่งเมื่อเอ่ยจบพร้อมกับคิดอยู่ภายในใจ

‘แต่… ฉันไม่ได้ทำอะไรแย่แบบไอ้บัดซบแทซูนนั่น ดังนั้นแล้วถ้าฉันกลับมาหลังจากที่ออกไปสักพัก เขาอาจจะรับฉันกลับ’

ฮันซูหัวเราะไปยังซังจินที่กำลังหาที่กำบังเพื่อที่จะหลบพายุอันน่าผวาเป็นอย่างแรก

‘เอาจริงดิ หืม’

เมื่อพวกเขาอยู่ด้วยกันในโรงเรียนเป็นเวลาไม่กี่ปี คำว่าเพื่อนก็ดูเหมือนจะเป็นคำที่ธรรมดาไป

ฮันซูเอ่ยกับมิฮีขณะที่เขายังมองไปยังซิงจินที่เดินออกไป

“เธอไม่ไปด้วยเหรอ? มันเป็นทางออกที่ดีที่สุดถ้าเธออยากปลอดภัย”

มิฮีส่ายศีรษะ

“…นายจะไม่รับฉันกลับถ้าฉันไป”

‘เธอตามทันได้เร็วจริงๆ’

มิฮีกัดฟันกรอดขณะที่ฮันซูหัวเราะอยู่ในใจ

‘นี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่จะหาร่มเพื่อหลบฝน’

เพื่อนคนอื่นๆ ยังไม่ตระหนักถึงแก่นแท้ของความจริง

พวกเขาได้มองหาสถานที่ปลอดภัยตามสัญชาตญาณเพราะสถานการณ์ที่อันตราย

และเมื่อฮันซูดูปลอดภัย พวกเขาจึงอยู่กับชายหนุ่ม

แต่ฮันซูไม่ได้มีความคิดที่จะปกป้องพวกเขา และพวกเขาเองก็ไม่ควรทำแบบนั้นเหมือนกัน

พวกเขาไม่ควรมองหาที่ปลอดภัยที่นี่ พวกเขาต้องเติบโตขึ้น

พวกเขาต้องรีบเติบโต

เพื่อที่จะต่อกรกับนักล่าที่แข็งแกร่งที่จะไหลบ่ามาหาพวกเขา

และมันไม่ได้มีเพียงแค่สัตว์อสูร

หากคุณไม่ต้องการที่จะถูกกลืนกินโดยมนุษย์ คุณต้องแข็งแกร่งขึ้นและแข็งแกร่งขึ้นได้รวดเร็วกว่าผู้อื่น

และฮันซูได้เอ่ยมันอย่างเรียบง่าย

เขาพูดว่าเขาจะไม่ปกป้องอีกฝ่าย แต่เขาไม่เคยบอกว่าไม่ให้เรียนรู้จากเขา

เขาเคยพูดไปแล้วไม่ใช่เหรอ?

เขาจะไม่รับพวกเขาเข้ามา แต่เขาไม่ใส่ใจถ้าอีกฝ่ายจะตามมาเอง

‘ถ้าพวกเขาพึ่งพาอะไรบางอย่างที่นี่… พวกเขาจะตายจริงๆ’

มิฮีเดินไปข้างฮันซูที่กำลังครุ่นคิด และเริ่มที่จะทำอาหารด้วยเนื้อก๊อบลินหลังจากที่ต้มมันกับเลือดก๊อบลิน

‘นี่เป็นการพนัน’

เธอมีหลายสิ่งที่ต้องเรียนรู้

และเพื่อที่จะทำเช่นนั้น เธอต้องติดตามและเรียนรู้จากฮันซูที่มีพลังจิต และล่าไปพร้อมๆ กับเขา

ถ้าเธอสามารถมีชีวิตรอดจากวันนี้ได้โดยที่อยู่ข้างๆ เขา เช่นนั้นเธอก็มีสิ่งที่ควรค่าแก่การเรียนรู้ในวันต่อๆ ไป

‘ฉันไม่รู้ว่าจะมีตัวแปรที่คาดไม่ถึงอย่างดวงจันทร์นั่นออกมาอีกเมื่อไหร่’

มิฮีที่ให้กำลังใจตนเองเริ่มที่จะลับมีดเพื่อเตรียมรับมือกับผู้ที่กำลังมาทางพวกเขา

 

“แฮ่ก แฮ่ก”

ทั้งสี่ที่วิ่งอย่างขยันขันแข็งได้มาถึงใกล้ๆ ฮันซูในที่สุด

ซุนมิทำสีหน้าน่าขันเมื่อเธอเห็นภาพเบื้องหน้าเธอ

‘…นี่เขามาเข้าค่ายเหรอ? แล้วทำไมถึงได้ใช่หม้อแยกกันแบบนั้น?’

ซังจินหายตัวไปโดยไร้ร่องรอยและมีเพียงมิฮีกับฮันซูเหลืออยู่

ซุนมิกัดฟันกรอดเมื่อเห็นเช่นนั้น

‘ไอ้พวกน่ารังเกียจนี่ สองคนนี้รู้วิธีการเก็บรักษาอาหาร’

ไม่แปลกใจเลยที่อีกฝ่ายจากไปด้วยอาการสบายๆ

คนพวกนี้อาจจะรู้ว่าอาหารทั้งหมดจะถูกเผาไหม้จนไม่เหลืออะไร

ซุนมิที่กำลังกัดฟันกรอดสูดลมหายใจเข้าออกแรงๆ ก่อนจะส่ายศีรษะ

‘ไม่ แบบนี้มันดีกว่า’

ถ้าเขารู้วิธี เขาก็แค่ต้องแบ่งมันกับคนอื่น

‘และเราไม่ได้ทำอะไรผิดพลาดแบบแทซูนไม่ใช่เหรอ?’

ความจริงนั้นแทซูนถูกเลือกโดยพวกเขาเพราะผลประโยชน์

ผู้ชายหน้าโง่ที่ยึดมั่นในตัวเองแม้แต่ในสถานที่แบบนี้

ถ้าเธอเป็นฮันซู เธอจะไม่ปล่อยคนที่ทำตัวแบบแทซูนไว้

‘ใช่ ถ้าคุณต้องการที่จะรอดไปจากโลกที่แสนโหดร้ายนี่ คุณก็ต้องการเพื่อนที่ไว้ใจได้’

สมองของเธอผ่อนคลายขึ้นเมื่อคิดเช่นนี้

และเมื่อสมองของเธอผ่อนคลาย ความรู้สึกหิวก็พุ่งขึ้นสูง

‘เวรเอ้ย ฉันเพิ่งนึกได้ว่าฉันยังไม่ได้กินอะไรเลย’

สถานการณ์ของเธอนั้นอยู่ในความเคร่งเครียดตลอดทั้งวันด้วยการออกแรงอย่างหนักที่เธอไม่คุ้นเคย ทำให้พลังงานของเธอนั้นถูกใช้ไปมากกว่าปกติ

และดูเหมือนว่าเพื่อนๆ รอบๆ ก็อยู่ในสถานการณ์เดียวกันจากอาการน้ำลายไหลเมื่อเห็นเนื้ออยู่ตรงหน้า

ซุนมิเอ่ยขึ้นหลังจากตัดสินใจแล้ว

“เฮือก นายอยู่ที่นี่เอง เรากินด้วยกันได้ไหม?”

ฮันซุแสยะยิ้มและลุกขึ้นจากที่นั่งของเขา

ชายหนุ่มยกเข็มขึ้นและวาดวงกลมรัศมี 3 เมตรจากรอบกายเขา

แคร่ก แคร่กก

“…นายทำลังทำอะไร?”

“อย่าเข้ามา”

“อะไรนะ? นายจะใจแคบขนาดนั้นเลยเหรอ?”

ซุนมิเอ่ยอย่างไม่อยากเชื่อ

พวกเขาไม่ใช่เพื่อนร่วมโรงเรียนหรืออะไรแบบนั้นที่จะต้องวาดวงกลมขึ้นมาเพียงเพราะพวกเขาทะเลาะกันเล็กๆ น้อยๆ

และพวกเขาเป็นเพียงผู้ชมเท่านั้น

ผู้ร้ายที่แท้จริงไม่แม้แต่จะอยู่ที่นี่

แต่ฮันซูไม่ได้เอ่ยตอบเมื่อเขากลับไปยังที่นั่งของเขาและเริ่มเคี้ยวอาหารต่อ

ซุนมิเอ่ยขึ้นหลังจากจ้องชายหนุ่มอยู่ชั่วครู่

“ถ้าเราเข้าไป นายจะทำยังไง”

ฮันซูเอ่ยตอบเสียงเบา

“โฮ่ ฉันไม่รู้หรอก แต่จากพลังจิตของฉัน ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่”

“…ไอ้พลังจิตเลวร้ายนั่นบอกอะไรแบบนั้นด้วยเหรอ”

ขณะที่ซุนมิขบฟันแน่น ฮันซูก็ทำเพียงแค่ยักไหล่

“ฉันรู้อย่างอื่นด้วยนะ อย่างเช่นถ้าพวกนายยังอยู่ที่นี่มันจะอันตรายสำหรับพวกนาย?”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทั้งสี่ก็รีบมองไปด้านหลังพวกเขา

พวกเขาลืมไปชั่วขณะจากความปลอดภัยและความดึงดูดของอาหารเบื้องหน้าพวกเขา

พวกเขากำลังถูกตามล่า

กลุ่มคนกรีดร้องด้วยความกราดเกรี้ยวขณะที่กำลังวิ่งตรงมาทางพวกเขา

“ดูไอ้เวรพวกนั้นสิ! พวกมันกำลังทำอาหารเอง”

“ฉันรู้ว่ามันต้องเกิดขึ้น! ไอ้เวรพวกนั้นเป็นคนที่เข้าไปในร้านสะดวกซื้อก่อน!”

“พวกมึงกล้าหลอกพวกกูเหรอ?”

เบื้องหน้าของกลุ่มคนนั้นปรากฏร่างค่อนข้างโทรมของแทซูนขึ้น

จิซุนตะโกนอย่างยินดี

“แทซูน! นายปลอดภัยเหรอ?”

“หุบปาก! ไอ้พวกบัดซบน่ารังเกียจ! พวกมึงกล้าทิ้งกูไว้แบบนั้น!”

ซุนมิ จิซุนและคนอื่นๆ ชะงักไปกับเสียงตะโกนอย่างกราดเกรี้ยวนั้นที่ดังก้องไปทั่ว

พวกเขานั้นเร่งรีบ ทว่าพวกเขาก็ได้ทิ้งเพื่อนไว้ข้างหลังจริงๆ

แต่จิซุนรีบเอ่ยโต้อย่างรวดเร็ว

“ไม่ มันไม่ใช่แบบนั้น! ฟังฉันก่อน! เรากำลังมาหาฮันซูเพื่อขอความช่วยเหลือ!”

“ไอ้ฉิบหายนี่! มึงกล้าพูดแบบนั้น!”

แทซูนตวาดลั่นขณะที่เขากัดฟันกรอด

เพราะแบบนั้นเขาถึงได้ถูกกระทืบอย่างเลวร้าย

ถ้าเขาไม่อ้อนวอน และไม่พูดว่าเขาจะยอมติดตามพวกนั้น มันก็คงไม่จบง่ายๆ แบบนี้ และเขาคงกลายเป็นเพียงเนื้อบด

‘เวรเอ้ย… กับไอ้พวกที่อ่อนแอกว่าฉัน’

มันไม่มีความแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับจำนวนแล้ว

และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาไม่อาจให้อภัยพวกนั้นได้มากกว่าเดิม

‘ไอ้เวรพวกนี้ ฉันจะจัดการพวกมันทั้งหมด’

เขาไม่อาจให้อภัยฮันซู ไอ้เวรสี่คน และกระทั่งมิฮีที่ทรยศเขาได้

และเพื่อแบบนั้นเขาจึงยอมเสียหน้าเล็กๆ

ในขณะที่แทซูนกำลังมองไปอย่างโกรธเกรี้ยว เสียงตะโกนของกลุ่มคนเบื้องหลังก็ได้ดังขึ้นเช่นกัน ทว่าในตอนนั้นเองที่กิลแตตะโกนออกมา

“โว้ว โว้ว ใจเย็นๆ ก่อนทุกคน พ่อเด็กใหม่ก็ควรจะใจเย็นด้วย”

มันเป็นคำพูดของคนเพียงหนึ่งคน ทว่าคนอื่นๆ กลับค่อนข้างเชื่อฟัง

‘เขาควบคุมกลุ่มคนได้ไม่เลว’

ฮันซูผงกศีรษะให้กับชายที่เอ่ยกับเขายามที่เขาแยกตัวออกมาครั้งแรก

เมื่อเขามากับกลุ่มคนท่าทางสกปรกที่ทำราวกับเขาเป็นหัวหน้า การควบคุมจึงไม่ได้ยากขนาดนั้น

เมื่อเขาดูไม่ใช่เพียงแค่คนธรรมดา

กิลแตแย้มยิ้มขณะที่เขามองไปยังฮันซู

“ดีใจที่เจอนายอีกครั้ง คนหนุ่มที่มีความสามารถแบบนี้ นายไปเอาเนื้อนั่นมากจากไหน?”

ฮันซูพยักพเยิดคางของเขาเมื่อได้ยินเช่นนั้น

“ทำไมพวกนายต้องมาหาเนื้อจากฉันในเมื่อมันมีเนื้ออยู่ทุกที่”

กิลแตมองไปยังศพรอบๆ ที่ถูกกองสุมรอบตัว

‘…เขากินมัน?’

กิลแตไม่ได้ลองด้วยตนเอง

เมื่อเขาได้สั่งให้คนอื่นอีกจำนวนหนึ่งลองมัน

แต่ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถกินได้

พิษของมันนั้นแข็งแกร่งอย่างมากเสียจนกระทั่งผู้ที่กินมันเข้าไปต้องท้องร่วงและทรมานจากอาการขาดน้ำ

พวกเขาอาจตายได้เมื่อการขาดน้ำในสถานการณ์เช่นนี้หมายถึงความตาย

แต่อีกฝ่ายกลับกินมันได้โดยไม่เป็นอะไร

กิลแตจัดการความคิดของเขาก่อนจะเอ่ยขึ้น

“ดูเหมือนว่าน้องชายจะรู้วิธีกินมัน”

เมื่อได้ยินแบบนั้น ฮันซูก็ผงกศีรษะและเอ่ยดังเพียงพอให้ทุกคนได้ยิน

“ถ้าต้มมันในเลือดของก๊อบลิน พวกนายก็จะกินมันได้ ลองดูสิ”

ข้อมูลแสนธรรมดานี้ย่อมไม่ย่นระยะของอบิสเข้ามา

กิลแตคิดในใจขณะที่มองไปยังชายหนุ่ม

‘หมอนั่นบอกว่าไอ้เวรนี่มีพลังจิตใช่ไหม…’

ขณะที่พวกเขามาที่นี่ ไอ้แทซูนนั่นได้พูดทุกอย่างออกมา

และเพราะแบบนั้นพวกเขาจึงได้แข็งแกร่งขึ้นเร็วกว่า และได้รับอาหารจากร้านสะดวกซื้อ

‘และเขาได้อะไรบางอย่างที่ล้ำค่าจากในนั้นใช่ไหม?’

กิลแตตัดสินใจอย่างรวดเร็ว

เขาไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในวันต่อไปเมื่อระยะห่างระหว่างพวกเขาเพิ่มมากขึ้น

และแม้ว่าเขาจะสามารถควบคุมคนกลุ่มใหญ่ได้ แต่ส่วนมากพวกเขาเป็นเพียงคนธรรมดา ดังนั้นแล้วจึงยากที่จะใช้ในการต่อสู้ได้

‘ถ้าพวกเราจะสู้กัน งั้นมันก็คงเป็นวันนี้’

เขาไม่มีความต้องการที่จะฆ่า

ทำไมเขาต้องฆ่าคนที่มีพลังจิตด้วย

และไม่ว่าเขาจะมองอย่างไร อีกฝ่ายก็เป็นเพียงชายหนุ่มธรรมดาอายุราวๆ 20 ปีเท่านั้น

หากหมอนั่นถูกกระทืบสักหน่อย โดนกรีดเล็กๆ น้อยๆ ก็จะบาดเจ็บและเชื่อฟังขึ้น เมื่อนั้นเขาก็จะสามารถเอาทุกอย่างจากหมอนั่นมาได้

‘ท่าทีสบายๆ ของเขามันจะค่อนข้างเป็นปัญหา แต่…’

แต่เขาสามารถจัดการมันได้ทีหลัง มันควรเป็นแบบนั้น

กิลแตที่ตัดสินใจแล้วขยิบตาให้อีกฝ่าย

“พ่อเด็กใหม่ควรเข้าไปขอแบ่งสักหน่อย พูดคุยกันเล็กน้อยด้วย ฉันได้ยินมาว่าพวกนายเป็นเพื่อนกัน ถ้าพวกนายเป็นเพื่อนกัน เขาก็ควรจะให้เนื้อนายสักหน่อยใช่ไหม?”

แทซูนที่กัดฟันกรอดเริ่มที่จะเดินไปอย่างอวดดี

‘ถ้านายมีความต้องการซ่อนอยู่จริงๆ นายก็ไม่ควรที่จะทำตัวมุทะลุเบื้องหน้ากลุ่มคนแบบนี้’

แทซูนสาวเท้ายาวและมุ่งตรงไปยังหม้อของฮันซู

และฮันซูที่มองอยู่ก็หัวเราะออกมา

‘ฉันขอโทษที่ฉันรักษามันไว้ไม่ได้แม้แต่วันเดียว นี่เหมือนจะเป็นจุดจบแล้วล่ะ แอรีส’

จากท่าที่ที่คนพวกนี้ทำ ดูเหมือนว่าความต้องการของแอรีสดูจะยากที่จะรักษาได้

เมื่อไม่ว่าอย่างไรเขาก็สนิทกับเคลเดียนมากกว่า

มันมีเหตุผลที่ทำให้เขาสนิทกับหมอนั่นมากกว่า

มิฮีที่มองแทซูนเดินตรงมายังวงกลมที่ฮันซูวาดไว้พลันรู้สึกเย็นสันหลังวาบ

สีหน้าของฮันซูนั้นแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

ความจริงแล้วหากจะพูดให้แม่นยำกว่านั้น เขายังคงยิ้มอยู่ แต่สีหน้ากลับน่ากลัวขึ้นเมื่อแววตาของชายหนุ่มเปลี่ยนไป

มันลึกล้ำขึ้นและเย็นยะเยือกขึ้นในเวลาเดียวกัน

หญิงสาวรับรู้ถึงมันโดยสัญชาตญาณทันทีที่เธอเห็นมัน

เขาไม่ได้โกรธ

นี่เป็นนิสัยที่แท้จริงของเขา

เขาได้อดทนมาโดยตลอดจนกระทั่งบัดนี้ด้วยเหตุผลบางอย่าง

จากนั้นหญิงสาวจึงตระหนักได้ว่าไม่ว่าแทซูนและคนอื่นๆ จะทำตัวเห็นแก่ตัวแค่ไหนเบื้องหน้าฮันซู พวกเขาก็ไม่เคยขวางทางหรือรบกวนเขาในทางใด

มิฮีที่คิดถึงจุดนี้รีบเอ่ยขึ้นอย่างเร่งร้อน

“ไม่! อย่าเข้ามา! อย่าข้ามเส้นนั่นมา!”

แต่แทซูนกัดฟันกรอดขณะที่ตวาดลั่น

“เธอแค่รออยู่ตรงนั้นแหละ”

จากนั้นชายหนุ่มก็ข้ามเส้นไปอย่างมุทะลุ

 


TL: คนพวกนี้นี่ต้องมีฟันที่แข็งแรงมากนะคะ กัดฟันกันทุกตอนเลยทีเดียว

Facebook Comment