+100%-

บทที่ 1: กลับสู่จุดเริ่มต้น

บทที่ 1: กลับสู่จุดเริ่มต้น

 

 

พระเจ้านั้นเบื่อหน่าย วันหนึ่ง เพื่อสลายความเบื่อหน่ายนี้ เขาจึงได้สร้างโลกใบใหม่ขึ้นเพื่อที่เขาจะได้สามารถเฝ้าดูการต่อสู้เลือดสาดระหว่างสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำได้

ต่อสู้และเข่นฆ่า แล้วเจ้าได้จะรางวัล

หากเกียจคร้านขลาดเขลา ก็จะถูกทิ้งให้ตกตาย

พระเจ้าได้ขานนามโลกแสนโหดร้ายของเขาว่า ‘อบิส’ และเริ่มที่จะส่งสิ่งมีชีวิตที่เขาได้สร้างขึ้นก่อนหน้าลงไป

 

 

“เป็นเหมือนที่เราคิด มีเพียงแค่คนเดียวที่จะสามารถกลับไปยังอดีตได้ เราต้องโหวตกันว่าใครจะได้กลับไป”

เคลเดียนผู้ถือหนังสือสีทองและเป็นหนึ่งในคนสี่คนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าผลึกเอ่ยพึมพำขึ้นขณะที่สังเกตผลึกนั้น

<ผลึกกาลเวลาเอล์คาเนียน>

สิ่งประดิษฐ์ในตำนานที่ถูกกล่าวขานว่ามีพลังลึกลับที่สามารถส่งคนกลับไปยังอดีตได้ ดังนั้นแล้ว มันจึงเป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียวของพันธุ์มนุษย์ ผู้ซึ่งร่วงหล่นสู่อบิสเมื่อ 50 ปีที่แล้วและได้สูญสิ้นไปจนหมด

ชายที่ยืนอยู่ในมุมหนึ่งผู้ซึ่งถือดาบใหญ่ เอ่ยขึ้นพลังจากที่ได้ยินคำเหล่านั้น

“ฉันไปเอง คนที่แข็งแกร่งที่สุดควรไป”

เคลเดียนหัวเราะ

“คังเต้ นายเป็นแค่ไอ้คนโชคดีที่แข็งแกร่งขึ้นจากการกลืนกินรูนและสิ่งของจำนวนมาก มันจะดีกว่ามากหากฉันไป”

“เคลเดียน ฉันยอมรับว่านายฉลาด แต่มันมีความขัดแย้งและข้อถกเถียงเต็มไปหมดตอนที่นายวิ่งเล่นไปทั่วด้วยความฉลาดนั่น ฉันควรไป”

เคลเดียนมองไปยังแอรีสที่เพิ่งเอ่ยปากพูดก่อนจะหัวเราะ

“แอรีส เธอมันสายตาคับแคบเกินไป คิดดูสิว่าเราลำบากเพราะเธอมามากเท่าไหร่ เธอเองก็ไร้คุณสมบัติเหมือนกัน”

ทั้งสามที่กำลังโต้เถียงกันอยู่นั้นพลันหยุดชะงักและมองออกไปในทิศทางหนึ่ง

มังกรร่างยักษ์แสดงร่างอันมหึมาของมันขึ้นขณะที่มันบินมาด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อไปยังเหล่ามนุษย์ที่พูดคุยกัน

แอรีส สตรีที่รับรู้ถึงวิหารที่หลบซ่อนผลึกกาลเวลาไว้เป็นคนแรก รู้ว่าเจ้าของที่แท้จริงของผลึกนี้กำลังใกล้เข้ามา และเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย

“ดูเหมือนว่าจะไม่มีเวลาให้โต้เถียงกันแล้ว”

ความจริงที่ว่ามังกรนั้นกำลังบินมาที่นี่หมายความว่ากองกำลังที่พวกเขาใช้เพื่อซื้อเวลาต่างถูกกำจัดจนหมดสิ้นแล้ว

หากคนเหล่านั้นตายสิ้น ก็หมายความว่าพวกเขาทั้งสี่เป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์กลุ่มสุดท้ายที่เหลืออยู่

เผ่าพันธุ์มังกรทองนั้นเป็นหนึ่งในชนชั้นปกครอง กระทั่งในอบิส

มันอาจเป็นเรื่องราวที่แตกต่างหากพวกเขาอยู่ในสถานะพร้อม ทว่าการมายังที่แห่งนี้ได้ทำให้พวกเขาต้องใช้พลังไปจำนวนมากและไม่อาจจะต่อกรกับมันได้

แอรีถอนหายใจ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเศร้าโศกและเอ่ยขึ้นพร้อมกับมองไปยังชายผมดำที่นั่งอยู่ในมุมหนึ่งอย่างโดดเดี่ยว

“แม้ว่ามันจะน่าผิดหวังนิดๆ แต่คงไม่มีทางอื่น ฮันซู นายควรไป ทุกคนเห็นด้วยไหม?”

เมื่อได้ยินคำพูดนั้น คังเต้และเคลเดียนต่างก็ถอนหายใจอย่างไม่เต็มใจ

“ฉันไปไม่ได้จริงๆ เหรอ? ฉันมั่นใจว่าฉันก็ทำได้เหมือนกัน”

“…”

“เอาล่ะ อย่ามองฉันแบบนั้น ไอ้พวกเวร”

คังเต้เอ่ยบ่นอย่างเศร้าสร้อย

ฮันซุถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้าก่อนจะสั่นศีรษะ

“ฉันหยุดสู้ตอนนี้ไม่ได้เหรอ?”

มันเป็นเวลากว่า 50 ปีแล้วตั้งแต่ที่เกิดสงครามใหญ่ระหว่างเผ่าพันธุ์ดั้งเดิมที่ถูกดึงเข้าสู่อบิส

เหล่าผู้รอดชีวิตต้องต่อสู้มาตลอด 50 ปี

เพียงเพื่อมีชีวิตรอด

‘ฉันสู้มานานเกินไปแล้ว’

ฮันซูส่ายศีรษะ

ในตอนนี้ เขาคิดว่ามันอาจจะดีกว่าเพียงแค่ตายไปทั้งอย่างนี้

แต่แอรีสส่ายศีรษะของเธออย่างรุนแรง

“นายเป็นคนที่ต้องไป”

ในบรรดาคนทั้งสี่ที่อยู่ที่นี่ รวมทั้งตัวแอรีสเอง สามารถมาไกลได้ถึงตอนนี้เป็นเพราะว่าพวกเขานั้นเป็นมนุษย์ที่โดดเด่นที่สุดในบรรดามนุษย์ทั้งเจ็ดพันล้านคน

พวกเขามีความมั่นใจว่าหากพวกเขามีโอกาสกลับไปยังอดีต พวกเขาจะสามารถทำได้ดีกว่าเดิม แต่ภายในใจนั้น ทุกคนรู้ดี

‘เขาคือคนที่ต้องไป’

เผ่าพันธุ์ที่ปกครองอบิสนั้นแข็งแกร่งยิ่งนัก กระทั่งสามคนที่เหลือกลับไปยังอดีตและมีเวลามากกว่าเดิม มันก็ไม่มีข้อยืนยันที่แน่นอนว่าพวกเขาจะสามารถเอาชนะผู้ปกครองเหล่านั้นได้ ทว่าฮันซูนั้นเริ่มต้นช้ากว่าพวกเขา 20 ปี แต่บัดนี้กลับยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเขาทั้งสาม

หากเขาสามารถเปล่งประกายความสามารถที่แตกต่างของเขาออกได้เร็วขึ้นแม้เพียง 5 ปี เช่นนั้นพวกเขาก็อาจไม่ต้องจนตรอกถึงเพียงนี้

ฮันซูมองไปยังทั้งสามและเอ่ยขึ้น

“ถ้าอย่างนั้นพูดอะไรสักหน่อย อย่างน้อยฉันก็ควรฟังคำพูดสุดท้ายของเพื่อนฉัน”

หากเป็นคนอื่น มันย่อมไม่สำคัญ แต่เขาจะเมินเฉยต่อคำพูดของทั้งสามได้อย่างไร?

ขณะที่ฮันซูจ้องไปยังทั้งสามด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย คังเต้ก็เอ่ยขึ้นเป็นคนแรก

“เฮ้ ถ้านายมีโอกาสได้รูนกับของของฉันเมื่อก่อน เอาพวกมันไปและใช้มันทั้งหมดเพื่อตัวนาย”

“หืม? ฉันไม่ควรเอามันให้ตัวนายในอดีตเหรอ?”

ฮันซูเอ่ยถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ

จำนวนของและรูนที่คังเต้มีนั้นนับไม่ถ้วนจนกระทั่งเขามีฉายาว่า ‘ผู้สร้างโชคชะตา’

เขามีมากเสียจนกระทั่งเกิดปัญหาระหว่างพวกเขา

คังเต้ส่ายศีรษะ

“ไม่ มันดีกว่าถ้านายใช้มันแทนที่จะเป็นฉัน ถ้านายจะทำอะไรก็ทำเลย” ฮันซูพยักหน้าให้คำเหล่านั้น

“แอรีส แล้วเธอล่ะ?”

“อย่าไล่คนที่เข้าใกล้นายเพียงเพราะมันน่ารำคาญและดูแลพวกเขา”

“จะพยายาม”

“โถ่ เอาน่า นายกำลังจะช่วยเหลือเผ่าพันธุ์มนุษย์ไม่ใช่รึไง? คิดดูสิว่ามันเจ๋งแค่ไหนถ้าได้เป็นฮีโร่ อย่างน้อยก็ฟังหัวหน้าของนายเป็นครั้งสุดท้ายหน่อย”

“อืม ถ้าสถานการณ์มันเอื้อ”

“เฮ้อ…”

ฮันซูหันหลังให้กับแอรีสที่กำลังถอนหายใจและเอ่ยถามเคลเดียนเป็นคนสุดท้าย

“เคลเดียน นายล่ะ? โอ้ อย่างไรก็ตาม ฉันไม่มีความมั่นใจในการใช้สมองของฉันให้เท่าที่นายทำ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าฉันจะเก็บสกิลที่นายใช้ได้ทั้งหมดรึเปล่า”

เคลเดียนเอ่ยตอบอย่างเย็นชา

“ฉันไม่มีอะไรมาก ถ้านายกลับไปยังอดีต… จัดการไอ้พวกแมลงสาบที่จะเป็นแค่เนื้อร้ายตอนที่ถึงสงครามใหญ่นั่น และไอ้ ‘กษัตริย์แห่งแสง’ นั่น… ฆ่ามันให้ได้ นั่นเป็นคำขอของฉัน”

ฮันซูผงกศีรษะ เคลเดียนจะเผยรอยยิ้มพึงพอใจบนใบหน้า จากนั้นเขาจึงยกหนังสือของเขาขึ้นและเริ่มพึมพำบางอย่าง

แสงสีสว่างจ้าจนตาแทบบอดระเบิดขึ้นจากผลึกกาลเวลาและครอบคลุมร่างของฮันซูผู้ซึ่งปิดเปลือกตาของเขาลงและเริ่มที่จะจางหายไป

‘ถึงเวลาพักแล้วตอนนี้’

พวกเขาทุกคนล้วนอยากไป แต่ในขณะเดียวกัน ก็อยากจะพัก

พวกเขาไม่รู้ถึงความรู้สึกที่แท้จริงของตนเอง ดังนั้นพวกเขาถึงได้เอ่ยปฏิเสธยามที่พวกเขาเสียใจในการตัดสินใจของตน

อย่างไรก็ตาม โอกาสนี้เป็นโอกาสสุดท้ายอย่างแท้จริงที่พวกเขาจะได้รับ

ทว่า เพราะมันถูกตัดสินใจและฮันซูได้ถูกส่งกลับไปแล้ว พวกเขาจึงได้รับรู้ถึงความรู้สึกที่แท้จริงของตน

บัดนี้ สมองของพวกเขานั้นผ่อนคลาย

ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็รู้สึกแย่กับผู้ที่ถูกส่งกลับไป

‘ทำให้ได้ เราทิ้งทุกอย่างไว้ให้นายแล้ว’

ทั้งสามมองร่างที่หายไปของฮันซูพร้อมรอยยิ้มที่ปนเปไปด้วยอารมณ์ของความเศร้าและโล่งใจ ไม่ช้าพลังที่ถูกยงออกจากมังกรทองก็ได้กวาดพวกเขาจากด้านบนราวกับพายุ

 


TL: เปิดโปรเจคใหม่อีกแล้ว แฮ่ เรื่องนี้สนุกน้า

Facebook Comment