+100%-

ตอนที่01:จุดเริ่มต้นของเรื่องราว (แก้ไขแล้ว)

ตอนที่01:จุดเริ่มต้นของเรื่องราว

“หาไอ้เด็กสารเลวนั่นให้เจอ!!”

ชายฉกรรจ์หัวโล้นในชุดสูทสีดำแบบตะวันตกตะโกนออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด ในมือของมันถือแท่งเหล็กเอาไว้แน่น

โดยรอบมีชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำอยู่ประมาณสิบคน พวกมันทั้งหมดกำลังค้นหาใครบางคนที่กำลังหลบซ่อนตัวอยู่ด้วยใบหน้าที่มุ่งร้าย

ผม…กำลังยืนอยู่ด้านหลังของร้านค้าแห่งหนึ่ง มือทั้งสองข้างจับราวเหล็กเอาไว้แน่น ถ้าหากพลาดขึ้นมาเพียงนิดเดียวจะต้องล่วงลงไปในแม่น้ำด้านล่างอย่างแน่นอน

และต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย!! เพราะแม่น้ำแห่งนี้มีความลึกสุดกู๋และยิ่งผมว่ายน้ำไม่เป็น แม่น้ำที่มีความลึกยากจะหยั่งถึงจึงเป็นหลุมฝังศพดีๆนี่เอง

ส่วนชายฉกรรจ์ทั้งสิบเอ็ดคนเป็นคนทวงหนี้นอกระบบที่พ่อแม่บุญธรรมของผมไปกู้ยืมมาจากพวกมัน และทอดทิ้งผมให้ชดใช้หนี้สินจำนวนมหาศาลแต่เพียงผู้เดียว สำหรับผมเงินจำนวนสามล้านบาทไม่รู้ว่าตลอดทั้งชีวิตนี้จะหามาได้หรือเปล่ายังไม่รู้เลย แต่จะต้องนำเงินตั้งสามล้านบาทมาใช้คืนให้กับพวกมันเนี่ยนะ ตลกละ!!

แม้พวกมันจะปล่อยเงินกู้นอกระบบที่มีอัตราการขึ้นดอกเบี้ยค่อนข้างสูงกว่าที่ทางกฏหมายกำหนดไว้ก็ตามแต่ตำรวจก็ไม่สามารถเอาผิดพวกมันได้ เพราะพวกมันเป็นผู้มีอิทธิพลในเขตนี้ ไม่ว่าใครก็ต่างเกรงกลัวและเกรงใจพวกมันกันทั้งสิ้น

“อึก… ฉิบเอ้ย รีบไปสักทีสิวะ” ผมสบถออกมาพร้อมกับเพิ่มแรงจับราวเหล็กขึ้น เหงื่อเย็นไหลชโลมทั่วต้นแขนทั้งสองข้างจนเปียกชุ่ม

ทันใดนั้น “จะเอ๋” หนึ่งในพวกมันเจอตัวผมแล้ว! ผมตกใจสุดขีดจึงเผลอปล่อยมือทั้งสองข้างที่ยึดจับราวเหล็กออกจนล่วงลงไปในแม่น้ำเกิดเป็นเสียงจ๋อมดังขึ้น น้ำสีฟ้าใสสาดกระจายเนื่องจากแรงปะทะ ผมถูกดึงลงไปยังใต้ผิวน้ำแม้จะพยายามว่ายขึ้นไปด้านบนเพียงใดก็ไม่สามารถทำอะไรได้เนื่องจากว่ายน้ำไม่เป็น

“บึมๆ”

ผมเริ่มรู้สึกกลั้นหายใจต่อไปไม่ไหว

ดวงตาเริ่มพร่ามัว

นี่เราจะต้องมาตายที่นี่จริงๆอย่างนั้นเหรอ?!

ผมยังมีสิ่งที่อยากทำอยู่อีกตั้งเยอะ!

แต่ผมเริ่มทนไม่ไหวซะแล้วสิ

ในขณะที่กำลังจะสิ้นสติ มือขวาได้ยื่นออกไปด้านหน้าเองโดยอัตโนมัติอย่างไม่รู้ตัว

…และทันใดนั้น

บู้มมมมม

มีบางสิ่งบางอย่างปรากฏขึ้นมาตรงหน้าของผม เป็นมิติสีดำที่มีลักษณะเป็นรูปวงกลมมันได้ดูดผมเข้าไปด้านในและทันใดนั้น

แว้บบบบบบบ

“แค่กๆๆๆ”

ผมไอออกมาราวกับว่าปอดกำลังจะพัง! น้ำจำนวนมวกพุ่งออกมาจากปากและจมูก ร่างกายเปียกโชกจนเสื้อผ้าแนบชิดติดร่างกายเผยให้เห็นแผงอกและแผ่นหลังที่สมบูรณ์ดูมีเสน่ห์น่าหลงไหล

‘นี่เรายังไม่ตาย… เป็นไปได้ไง’ ผมรู้สึกตกใจมาก ก่อนจะได้ยินเสียงตะโกนเรียกลูกค้าแลกเปลี่ยนซื้อขายกันอย่างอึกทึกจากรอบๆ

เมื่อมองไปรอบๆก็ต้องตกใจ เพราะสิ่งที่เห็นอยู่ในขณะนี้เป็นภาพของเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนที่มาจากหลากหลายเผ่าพันธ์ราวกับหลุดออกมาจากนวนิยายแฟนตาซี สิ่งมีชีวิตที่ไม่น่าจะมีอยู่บนโลก สิ่งก่อสร้างที่ยุคปัจจุบันไม่น่าจะมี

‘ที่นี่มันที่ไหน… ไม่ใช่ว่าเราจมน้ำอยู่เรอะ?’

ต้องใช้เวลาสักพักถึงจะกลับมาสงบจิตสงบใจลงได้ โดยรอบมีแผงลอยตั้งอยู่จำนวนมาก ผู้คนแต่งตัวด้วยชุดแบบยุโรปในช่วงยุคกลางที่เคยเห็นในหนังย้อนยุค ผมตัดสินใจเดินไปยังแผงลอยแห่งหนึ่งเพื่อสอบถามข้อมูล

แน่นอนว่าต้องเลือกคนที่ดูท่าทางเป็นมิตรที่สุด

“ว่าไงพ่อหนุ่ม”

พ่อค้าวัยกลางคนร่างกายบึกบึนใบหน้าดูเป็นมิตรกล่าวถามเมื่อเห็นผมกำลังเดินเข้ามาหา

“มีอะไรจะถามหน่อยนะ”

…ผมได้สอบถามข้อมูลที่อยากรู้มาจนพอใจแล้วสรุปได้ดังนี้

โลกใบนี้มีชื่อว่า ‘เอิร์ธ’ เมื่องที่จู่ๆผมก็มาโผล่คือเมืองริรีรุริรารา เป็นเมืองที่ถูกปกครองโดยราชอาณาจักรโรเซมไฮโดยจักรพรรดิ์ของมนุษย์

สกุลเงินของโลกใบนี้มีอยู่ห้าประเภทได้แก่ เหรียญทองแดง, เหรียญเงิน, เหรียญทอง, เหรียญทองคำขาว, และเหรียญทองคำกษัตริย์

10เหรียญทองแดง เท่ากับ 1เหรียญเงิน

10เหรียญเงิน เท่ากับ 1เหรียญทอง

10เหรียญทอง เท่ากับ 1เหรียญทองคำขาว

10เหรียญทองคำขาว เท่ากับ 1เหรียญทองคำกษัตริย์

สกุลเงินของโลกใบนี้มีค่าเทียบเท่ากับเงินของโลกและประเทศของผมดังนี้ หนึ่งเหรียญทองแดง เท่ากับ สิบบาท หนึ่งเหรียญเงิน เท่ากับ หนึ่งร้อยบาท หนึ่งเหรียญทอง เท่ากับ หนึ่งพันบาท หนึ่งเหรียญทองคำขาว เท่ากับ หนึ่งหมื่นบาท และ หนึ่งเหรียญทองคำกษัตริย์ เท่ากับ หนึ่งแสนบาท

ทว่าเหรียญทองคำกษัตริย์มีเพียงแค่ราชวงศ์,ขุนนางหรือไม่ก็พ่อค้าที่ร่ำรวยบางคนเท่านั้นที่พอจะมีใช้ เพราะรายรับของชาวเมืองในเอิร์ธนั้นน้อยนิดแต่รายจ่ายกลับสูงลิบ

ส่วนสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ใน ‘เอิร์ธ’ มีอยู่หลายเผ่าพันธ์ไม่ใช่แค่มนุษย์แต่ยังรวมไปถึงเผ่าพันธ์อื่นๆอีกมากมายซึ่งมันเป็นโลกแฟนตาซีอย่างแท้จริง!

ทั้งยังมีสิ่งที่เรียกว่าเวทมนตร์

ประเภทของเวทมนตร์จะขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่าสามารถใช้เวทมนตร์ประเภทและธาตุอะไรได้บ้าง ถ้าหากฝึกฝนจนชำนาญ เวทมนตร์กากๆอย่างไฟบอลสามารถกลายเป็นเวทมนตร์ขั้นสูงที่มีพลังทำลายล้างอันร้ายกาจได้เลยละนะ!

แต่คนที่สามารถใช้เวทมนตร์ได้มีอยู่เพียงน้อยนิด!

ความแข็งแกร่งของแต่ละคนจะขึ้นอยู่กับเลเวลและความสามารถของเขาหรือก็คือสิ่งที่เรียกว่าสกิลที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด หากเลเวลของคนคนนั้นสูงขึ้นความแข็งแกร่งที่มีก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย แต่ก็มีบางกรณีที่ผู้ที่มีเลเวลสูงพ่ายแพ้ให้กับผู้ที่มีเลเวลที่ต่ำ แสดงให้เห็นถึงสติปัญญาที่แตกต่างกัน

ถ้าให้เปรียบเทียบก็คงจะประมาณว่า คนฉลาดกับคนที่ไม่ฉลาด เมื่อทำข้อสอบคนที่ฉลาดจะสามารถตอบคำถามได้อย่างง่ายดายรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าคนที่ไม่ฉลาด ส่วนคนที่ไม่ฉลาดจะตอบคำถามได้ช้ามาก แต่ก็มีบางกรณีที่สิ่งที่เดาส่งเดชนั้นถูกต้องแต่มันเกิดขึ้นน้อยมาก

แสดงให้เห็นว่าคนที่มีเลเวลน้อยกว่าอาจจะมีสติปัญญาและไหวพริบที่เหนือกว่าคนที่มีเลเวลสูงอย่างเทียบไม่ได้

หลังจากที่สอบถามข้อมูลมาจนพอใจแล้วก็เริ่มสำรวจรอบๆเมืองอย่างระเอียด ภายในเมืองมีการจัดระเบียบการดูแลทำความสะอาดเป็นอย่างดีเพราะไม่มีขยะหรือกลิ่นเหม็นเลย!

มีร้านขายอาวุธและร้านขายหนังสือเวทมนตร์อยู่ตามข้างทาง ผมอยากจะรองเข้าไปดูสักครั้งในชีวิต

ใจกลางจัตุรัสมีตึกสมาคมขนาดใหญ่ตั้งอยู่จำนวนมากตามข้อมูลที่ได้รับมา แต่ผมไม่สามารถอ่านตัวหนังสือของโลกใบนี้ได้เลยแม้แต่ตัวอักษรเดียว แต่กลับสามารถพูดภาษาของพวกเขาได้อย่างง่ายดายซะอย่างนั้น… มันช่างลึกลับโดยแท้?!

ตัวอาคารของแต่ละสมาคมถูกสร้างขึ้นมาจากหินแข็งที่ดูท่าทางทนทาน มีป้ายสัญลักษณ์ของแต่ละสมาคมแขวนอยู่บนบานประตูไม้สีน้ำตาล ผู้คนโดยรอบไม่ว่าจะเป็นเด็กผู้หญิงหรือคนแก่ต่างห้อยอาวุธไว้ข้างเอวหรือไม่ก็ด้านหลังเพื่อใช้ในการป้องกันตัวเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน อย่างการถูกดักปล้นเช่นเดียวกับผมในตอนนี้

เพียงแค่เผลอเดินเข้ามาในตรอกที่ไร้ซึ่งผู้คนก็มีชายฉกรรจ์ ชายร่างผอม และชายร่างอ้วนทั้งหมดสามคนมายืนล้อมรอบไร้ซึ่งทางหลบหนี ชายฉกรรจ์จ้องมาที่ผมพร้อมกระแทกกำปั้นใส่มืออีกข้างแล้วพูดข่มขู่ออกมาว่า “ถ้ายังไม่อยากเจ็บตัวก็ส่งของมีค่ามาซะ!”

ชายร่างผอมตั้งท่าเตรียมพร้อมโจมตีส่วนชายร่างอ้วนดึงมีดสั้นชี้มาทางผมจากทางด้านหลัง

ผมรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังถูกปล้นอยู่ละ!

แต่… ท่าทางการข่มขู่ของพวกมันดูราวกับเด็กน้อยที่กำลังแสดงละคร ผมจึงอาสาจะสาธิตเทคนิคเบื้องต้นในการข่มขู่และการปล้นที่แท้จริงให้พวกโจรขนอ่อนพวกนี้ดูสักเล็กน้อย

ผมยืนเท้าเอวพร้อมกับส่ายหน้าอย่างผิดหวังก่อนจะตะคอกเสียงดังจนทำให้พวกมันตกใจ “เฮ้ย พวกแกช่างอ่อนด้อยยิ่งนัก การข่มขู่ที่แท้จริงเขาทำกันแบบนี้ต่างหากจงเบิ่งตาดูไว้ให้ดีๆ”

เพราะผมตะคอกใส่พวกมันละมั้ง? เลยทำให้พวกมันตกใจจนนิ่งไป ผมจึงฉวยโอกาศนี้แย่งมีดจากชายร่างอ้วนมาแล้วไปยืนที่ด้านหลังของมันก่อนจะจ่อมีดสั้นใส่ลำคอของเจ้าอ้วนนี่ ถ้าหากขยับพลาดแม้เพียงนิดเดียวรับรองเลยว่าคอของมันต้องถูกแทงด้วยมีดสั้นเล่มนี้อย่างแน่นอน

เมื่อกลับมาได้สติชายร่างอ้วนเริ่มกรีดร้องออกมาอย่างเสียขวัญ “พี่ใหญ่ช่วยด้วยผมถูกปล้น”

เห้ยๆ เดี๋ยวก่อนสิเฟ้ยชั้นต่างหากที่ถูกปล้น…!!

โอ๊ย…

แต่จู่ๆความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นมา

ผมจึงปั้นหน้าให้ดูชั่วร้ายที่สุดแล้วยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์พลางกล่าวออกมาอย่างช้าๆ “นี่คือการปล้น ถ้ายังไม่อยากถูกฆ่าก็จงส่งของมีค่าทั้งหมดมาเสียแต่ตอนนี้ ชั้นจะให้เวลาพวกแกแค่ 5วินาทีเท่านั้น”

สิ่งที่ผมพูดทำให้โจรทั้งสามรู้สึกตื่นตระหนก ก็แน่ละตัวเองจะมาปล้นคนอื่นเค้าแต่กลับถูกปล้นซะเอง แต่ชายร่างใหญ่กลับทำเป็นใจดีสู้เสือทั้งที่ตัวเองกลัวจนขาสั่นดังพั่บๆ “กะ…แกปล่อยน้องชายของชั้นเดี๋ยวนี้ นะ… นะเว้ย”

ผมรู้สึกขบขันเล็กน้อยก่อนจะเริ่มนับถอยหลังอย่างช้าๆ

“5…4…3…2…”

ยังนับไม่ทันจบพวกมันก็รีบวางของมีค่าก่อนจะวิ่งหนีไป ผมเดินไปหยิบของมีค่าขึ้นดู มีเพียงแค่ถุงสีน้ำตาลขนาดเท่าสองกำปั้นสามถุง ในแต่ละถุงมีเงินอยู่ไม่มากและของมีค่าอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ผมเดาว่าของพวกนี้น่าจะเป็นของที่โจรกระจอกพวกนั่นปล้นมาแน่ๆ

“อ่า~ ช่างง่ายดายเสียจริง”

ผมรู้สึกสมเพชพวกมันอย่างแท้จริงที่ดันปล้นคนอื่นแต่กลับทำไม่สำเร็จ

ถ้าบอกว่าไม่กลัวเลยก็คงจะเป็นการพูดโกหก

เพราะถ้าพลาดขึ้นมาเพียงนิดเดียวถึงตายเลยนะนั่น

จากนั้นก็ถึงช่วงครุ่นคิดว่าทำไมผมถึงมาโผล่ที่โลกใบนี้ได้กัน?

ในความทรงจำที่ผมยังคงจำได้คือ ในตอนนั้นผมกำลังจมน้ำอยู่แต่จู่ๆก็มีมิติสีดำดูดผมเข้ามายังเอิร์ธ ส่วนเหตุผลนั้นไม่รู้ว่าเพราะอะไร?!

“ประตู…”

เมื่อคำพูดนั้นหลุดออกมาจากปากของผมก็มีบางอย่างค่อยๆปรากฏขึ้นมาจากความว่างเปล่า… มิติถูกบิดเบือนก่อนจะมีมิติสีดำปรากฏขึ้นมาที่เบื้องหน้า

ผมรู้สึกตกใจสุดขีด! แต่ครั้งนี้มันไม่ได้ดูดผมเข้าไปแฮะไม่รู้ว่าเพราะอะไร เมื่อลองเอาตัวเข้าไปครึ่งหนึ่งก็พบว่าทิวทัศน์โดยรอบได้เปลี่ยนไปเป็นห้องที่มีแต่ความมืดมิด ข้าวของถูกค้นระเนระนาด บนเพดานมีภาพถ่ายของผมแควนอยู่

“นี่มันห้องของเรานิ”

เมื่อดึงตัวกลับออกมาก็พบว่ายังคงอยู่ใน’เอิร์ธ’ เมื่อผมต้องการให้มันหายมันก็จะหายไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อผมต้องการให้มันปรากฏมันก็จะปรากฏออกมาจากความว่างเปล่าตามคำสั่งของผม และยังสามารถบังคับให้มันพาไปที่ไหนก็ได้ในสถานที่ผมเคยไปมาก่อน ก็คล้ายๆกับประตูไปที่ไหนก็ได้ของโดนเรมอ…-

แต่มันมีข้อเสียอยู่สองอย่างเพราะผมไม่สามารถไปในสถานที่ที่ยังไม่เคยไปมาก่อนได้และทุกครั้งที่เปิดใช้งานเกทผมจะรู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย

ผมทดลองเปิดเกทอยู่หลายครั้ง เมื่อรู้สึกเหนื่อยก็จะพัก

มีอยู่ครั้งนึงที่ลองเดินเข้าไปด้านในเกททั้งตัว ส่วนผลลับที่ได้คือผมได้กลับมาปรากฏตัวอยู่ในห้องของผมในโลกเดิม เมื่อรองเปิดเกทดูอีกครั้งก็ยังเปิดใช้งานได้อย่างไม่มีปัญหา

จึงสรุปได้ดังนี้ว่าผมมีพลังที่สามารถข้ามโลกทั้งสองมิติได้ดั่งใจปราถนา!

มันทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก

และยังได้ทดลองนำสิ่งของจากทั้งสองโลกข้ามไปยังอีกโลกดูด้วย ส่วนผลที่ได้คือ ผมสามารถนำพวกมันติดมาด้วยได้อย่างไม่มีปัญหาและทันใดนั้นความคิดบางอย่างก็แว้บเข้ามา ถ้าหากผมนำสิ่งของจากทั้งสองโลกมาขายละ?

แน่นอนว่าต้องทำรายได้อย่างมหาศาลให้กับผมอย่างแน่นอน!!

ช่างเป็นความคิดที่ประเสริฐแท้ การหาเงินมาใช้หนี้จำนวนสามล้านให้กับพวกมันที่หักหลังผมก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

การหารายได้จำนวนมหาศาลก็จะกลายเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยไปเลยสำหรับผม!

ส่วนพ่อแม่บุญธรรมที่หักหลังผมไปผมจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับพวกเขาอีกต่อไปหลังจากที่ใช้หนี้สินให้กับพวกเขาจนหมดครบทุกบาททุกสตรางค์! จะถือว่านั่นเป็นค่าตอบแทนที่เลี้ยงดูผมมาตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้ก็แล้วกัน!

Facebook Comment