+100%-

บท 99 เมล็ดพันธุ์แห่งสัญญาเลือด

บท 99 เมล็ดพันธุ์แห่งสัญญาเลือด

หากจะสามารถเอาชนะศาจแห่งความว่างเปล่าได้ง่ายๆเช่นนั้นจริง คงไม่มีผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากหวาดกลัวมันเช่นนี้

 

แต่เมื่อพูดถึงคนที่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับการมีอยู่ของปีศาจแห่งความว่างเปล่าแล้ว คงสามารถนับได้ด้วยนิ้วมือที่มี ทั่วทั้งทวีปหลงเซี่ยวอาจจะมีไม่ถึงห้าคนเสียด้วยซ้ำ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลิงเซี่ยวจึงได้กล่าวในสิ่งที่ต่างออกไปจากสิ่งที่โหยวเสี่ยวโม่ได้ยินมาจากคงเวิน คำพูดของเขานั้นอยู่ในระดับที่ลึกกว่ามากนัก

 

แม้ว่าคงเวินจะรู้ลึกเกี่ยวกับคำสาบานก็จริง แต่เขาก็ยังคงไม่รู้เกี่ยวกับการมีอยู่ของปีศาจแห่งความว่างเปล่า นั่นทำให้เขาสามารถบอกโหยวเสี่ยวโม่ได้เพียงแค่เรื่องผิวเผินเท่านั้น ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่รู้กันโดยทั่วไป

 

หลิงเซี่ยวมองไปยังใบหน้าของโหยวเสี่ยวโม่จนกระทั่งโหยวเสี่ยวโม่รู้สึกเขินอาย เขาจึงเลิกกลั่นแกล้งโหยวเสี่ยวโม่

 

“แม้ว่าจะมีคนที่สามารถเอาชนะปีศาจแห่งความว่างเปล่าได้ก็จริง แต่คนประเภทนั้นก็ยังหาได้ยากเสียยิ่งกว่าขนของหงสา หรือเขาของม้ามีเขาเสียอีก จากผู้คนสิบล้านคน เจ้าอาจจะไม่สามารถหาคนประเภทนี้ได้แม้แต่คนเดียว ดังนั้นเจ้าไม่ควรตั้งความหวังว่าเจ้าจะสามารถเอาชนะมันได้ด้วยโชคดีอันเล็กน้อยของเจ้า”

 

“แล้ว….. ข้าจะผ่านมันไปได้อย่างไร?”

 

โหยวเสี่ยวโม่กระซิบถาม

 

“มันไม่มีทางใดที่จะหนีไปจากปีศาจแห่งความว่างเปล่าได้”

 

หลิงเซี่ยวกล่าวอย่างสงบนิ่ง

 

“ไม่มีทางหนีได้? แล้วเช่นนี้ไม่กลายเป็นว่าข้าต้องผูกติดอยู่กับมันหรอกหรือ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ไม่อาจสงบนิ่งได้อีกต่อไป เขารู้สึกว่าหลิงเซี่ยวมักจะล้อเล่นกับเขา และไม่ยอมพูดเข้าเรื่องเสียที

 

หลิงเซี่ยวเผยให้เห็นรอยยิ้มที่เรียกได้ว่าอบอุ่นและอ่อนโยนออกมา

 

โหยวเสี่ยวโม่สะดุ้งอย่างตกใจ และไม่กล้าพูดบ่นอะไรออกไปอีก เขาหดตัวเข้าหาตนเอง

 

ประกายตาชั่วรายฉายวาบในดวงตาของหลิงเซี่ยว เขาจับแขนโหยวเสี่ยวโม่และดึงร่างนั้นเข้ามาหาตัว ตวัดมือออกไปคว้าเอวบางๆมากอดด้วยมือข้างหนึ่ง และถูไถตัวเองกับคอของโหยวเสี่ยวโม่ ก่อนที่จะกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ข้าอยู่ที่นี่แล้ว จะปล่อยให้เจ้าผูกติดอยู่กับมันได้อย่างไรกัน?”

 

คำพูดเหล่านั้นถูกพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ไร้ซึ่งความเย่อหยิ่งอย่างมั่นใจในตนเอง แต่มันก็ยังคงมีความมั่นคงที่ไม่อาจสั่นคลอนได้ และไม่อาจนำไปเปรียบกับคำพูดที่เต็มไปด้วยความมั่นใจได้

 

ด้วยเหตุผลกลใดก็มิอาจทราบได้ เมื่อโหยวเสี่ยวโม่ได้ยินคำพูดเหล่านั้น จิตวิญญาณนักสู้ที่ไม่อาจบรรยายได้ก็พรั่งพรูเข้าไปในหัวใจของเขา เพียงแต่ว่าจิตวิญญาณนักสู้นั้นไม่ใช่ของเขา…..

 

“เช่นนั้น…..ข้าควรทำเช่นไร?”

 

โหยวเสี่ยวโม่กลืนน้ำลาย

 

หลิงเซี่ยวกอดโหยวเสี่ยวโม่ มือทั้งสองข้างลูบไปยังทุกส่วนของร่างกายของอีกคนขณะที่เขาหัวเราะออกมาขณะที่พูด “เรื่องนี้นั้นขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะเชื่อใจข้ามากน้อยแค่ไหน วิธีการนี้นั้นไม่ยากเลย เจ้าเพียงแค่ให้ข้าฝังเมล็ดพันธุ์แห่งสัญญาเลือดลงไปบนร่างกายของเจ้า ปล่อยให้เมล็ดพันธุ์นี้ฝังลึกลงไปภายในจิตใจของเจ้า จนกระทั่งใกล้กับวิญญาณ ในตอนที่เจ้ากล่าวคำสาบาน ในช่วงเวลาที่ปีศาจแห่งความว่างเปล่าจะเจาะลึกลงไปในวิญญาณของเจ้า เมล็ดพันธุ์นี้จะกลืนกินและทำลายมันโดยอัตโนมัติ”

 

โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่าวิธีนี้ช่างน่ามหัศจรรย์ ดังนั้นเขาจึงเอ่ยถามขึ้นด้วยความระมัดระวัง “อะไรคือเมล็ดพันธุ์แห่งสัญญาเลือดนี้?”

 

“โอ เมล็ดพันธุ์นี้แท้จริงแล้วคือเมล็ดพันธุ์แห่งจิตวิญญาณของข้า ตราบใดที่คนผู้นั้นถูกเมล็ดพันธุ์ของข้าฝังอยู่ คนผู้นั้นจะถูกควบคุมโดยข้า”

 

หลิงเซี่ยวยิ้มน้อยๆ ขณะที่เขากล่าวอย่างช้าๆ เขารับรู้ได้ว่าคนในอ้อมแขนของเขาเกร็งตัวเล็กน้อย เขายิ้มและกล่าวว่า “แต่มันก็ไม่เหมือนกับหุ่นเชิดเสียทีเดียว ตราบใดที่เจ้าไม่หักหลังข้า เมล็ดพันธุ์ของข้าย่อมไม่กลืนกินวิญญาณของเจ้า”

 

“กลืน….กลืนกินวิญญาณ?”

 

ดวงตาของโหยวเสี่ยวโม่เบิกกว้าง นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว!

 

“ศิษย์น้องตัวน้อย นี่ไม่ใช่การข่มขู่ให้กลัวหรอกนะ”

 

หลิงเซี่ยวกระซิบแผ่วเบาข้างหูของโหยวเสี่ยวโม่

 

โหยวเสี่ยวโม่หน้ามุ่ย นี่เป็นทางแก้ไขที่ดีแล้วงั้นรึ? เห็นได้ชัดว่าเขาเพียงแค่กระโดดจากหลุมหนึ่งเพื่อมาสู่อีกหลุมหนึ่งก็เท่านั้น แม้ว่าคนที่ควบคุมเขาจะต่างกันก็ตาม แต่ในท้ายที่สุดแล้ว เขาก็จะต้องถูกคนอื่นควบคุมอยู่ดี

 

หลิงเซี่ยวหัวเราะ *หึ หึ* แล้วกล่าวว่า “เอาล่ะ เจ้าเลือกได้หรือยังว่าเจ้าต้องการแบบไหน?”

 

โหยวเสี่ยวโม่กรอกตาไปมาอย่างไม่มั่นใจ จู่ๆ เขาก็เกิดความคิดขึ้นมาชั่วแว่บหนึ่ง จึงรีบร้อนหันหลังกลับมาและคว้าเสื้อคลุมของหลิงเซี่ยวมากำไว้ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวัง “ศิษย์พี่ใหญ่หลิง เมล็ดพันธุ์นั่นสามารถถอดถอนได้สินะ เนื่องจากท่านเป็นผู้ฝังมัน ท่านสมควรจะถอดถอนมันออกได้ใช่รึไม่?”

 

หลิงเซี่ยวมองไปยังคอเสื้อคลุมที่ถูกโหยวเสี่ยวโม่กำไว้แน่น ริมฝีปากเขาเริ่มจะโค้งขึ้น เผยให้เห็นถึงรอยยิ้มหยอกล้อ “ศิษย์น้อง ช่างคาดไม่ถึงจริงๆ ข้าไม่เจอเจ้าเพียงแค่สามวัน เจ้ากลับฉลาดขึ้นมาขนาดนี้”

 

คำกล่าวนี้หมายความว่าหลิงเซี่ยวยอมรับคำพูดที่เขาพูดไปก่อนหน้านี้งั้นรึ?

 

โหยวเสี่ยวโม่หัวเราะ *แหะ แหะ* นี่เป็นเรื่องที่เขาจู่ๆก็คิดขึ้นมาได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถพบเห็นได้ในโทรทัศน์ทั่วๆไปหรอกนะ อีกทั้ง เขาเป็นคนฉลาดมากๆอยู่แล้ว เข้าใจนะ!

 

หลิงเซี่ยวเริ่มหัวเราะออกมา นัยน์ตาของเขามีแววเจ้าเล่ห์และหลอกลวงอยู่ภายใน เขาไม่มีทางบอกโหยวเสี่ยวโม่ว่าเขาไม่มีความคิดที่จะถอดถอนเมล็ดพันธุ์นั้นออกหลังจากที่เรื่องทุกอย่างเรียบร้อยแล้วหรอก

 

แม้ว่าเขาจะกล่าวว่าเขาสามารถควบคุมคนที่ถูกฝังเมล็ดพันธุ์ได้ทุกเมื่อที่เขาต้องการก็จริง แต่ตราบใดที่เขาไม่ได้กระตุ้นให้มันทำงาน เป้าหมายก็จะไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย อีกทั้ง สิ่งที่เขาพูดออกไปก่อนหน้านี้ไม่ได้อธิบายเมล็ดพันธุ์แห่งสัญญาเลือดนี้ครบถ้วน เมล็ดพันธุ์นี้มีการทำงานอีกแบบหนึ่งที่มีประโยชน์เป็นอย่างมาก ซึ่งนั่นคือการปกป้องโหยวเสี่ยวโม่นั่นเอง

 

โหยวเสี่ยวโม่นั้นอ่อนแอเกินไป และเขาไม่สามารถอยู่ข้างกายได้ตลอดเวลา ดังนั้น หากมีอะไรเกิดขึ้นในตอนที่เขาไม่ได้อยู่ข้างๆ เมล็ดพันธุ์นี้จะสามารถช่วยเหลือโหยวเสี่ยวโม่ได้ มันสามารถเรียกหาเขาได้ทุกเวลาทุกสถานที่ และสามารถบอกให้เขารับรู้ได้ว่าโหยวเสี่ยวโม่กำลังตกอยู่ในอันตราย

 

สำหรับเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงเป็นกังวลเกี่ยวกับโหยวเสี่ยวโม่ถึงขั้นที่เขาจะต้องฝังเมล็ดพันธุ์แห่งสัญญาเลือดลงไปบนร่างกายของโหยวเสี่ยวโม่นั้น สืบเนื่องมาจากการกระทำอันเห็นแก่ตัวของเขาเอง เขาไม่อาจอยู่ในพรรคเถียนซินไปตลอดกาล ดังนั้น หากเขาจำต้องออกจากพรรคในอนาคต เขาจะต้องนำตัวโหยวเสี่ยวโม่ไปกับเขาด้วยแน่นอน เช่นนี้เองเขาจึงมั่นใจมากว่าเขาจะต้อง “หักหลัง” พรรคเถียนซินแน่ ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องการให้โหยวเสี่ยวโม่ถูกผูกมัดโดยพรรคเถียนซิน ซึ่งจะทำให้เขาไม่สามารถออกจากพรรคได้ ดังนั้นถึงแม้ว่าโหยวเสี่ยวโม่จะไม่มาตามหาเขา เขาก็จะมาตามหาโหยวเสี่ยวโม่ด้วยตนเองอยู่ดี

 

“ศิษย์พี่ใหญ่หลิง เช่นนั้น เราจะเริ่มเมื่อไหร่ดี?”

 

โหยวเสี่ยวโม่จ้องมองมายังเขาอย่างมีความคาดหวังขณะที่รอหลิงเซี่ยวให้คำตอบ

 

เขาไม่รู้ว่าเมื่อไหร่อาจารย์จะถามเขาเรื่องนี้อีกครั้ง ดังนั้นเรื่องนี้ควรจะถูกจัดการให้ไวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

เมื่อได้ยินคำพูดนั้น รอยยิ้มจึงได้ผุดขึ้นมาบนใบหน้าของหลิงเซี่ยว ราวกับคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว เขาเลียริมฝีปากขณะกล่าว “ตอนนี้เลย…. เราเริ่มตอนนี้ได้เลย ก่อนอื่น เจ้าหลับตาซะ”

 

แม้ว่าโหยวเสี่ยวโม่จะรู้สึกว่ามันแปลกๆ แต่เขาก็ยอมหลับตาตามคำสั่ง

 

หลิงเซี่ยวเหยียดนิ้วเรียวยาวราวกับหยกออกมา และค่อยๆลูบไล้ไปยังแก้มขาวราวกับหยกของโหยวเสี่ยวโม่ ริมฝีปากของเขาค่อยๆโค้งขึ้นช้าๆ เด็กน้อย เจ้ายอมให้ข้าผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ฝังเมล็ดพันธุ์ซึ่งมีค่าเทียบเท่าหนึ่งในสิบส่วนของพลังทั้งหมดของข้าลงไป ท้ายที่สุดแล้ว มันเป็นโชคดีของเจ้า หรือว่าเป็นโชคดีของข้ากันแน่นะ? ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวังนะ *หึ หึ* ………..

 

หลิงเซี่ยวสะบัดนิ้วมือของเขา และกางม่านคุ้มกันภายนอก เมื่อกางม่านคุ้มกันเสร็จ เขาจึงหลับตาลง ทันใดนั้นดวงไฟสว่างจ้าขนาดประมาณเล็บมือปรากฎขึ้นมาระหว่างคิ้วและดวงตาของเขา ดวงไฟนั้นปรากฎขึ้นมา และหายไปในระหว่างคิ้วของเขาอย่างชวนให้ลุ่มหลง

 

ผ่านไปสักพัก หลิงเซี่ยวเปิดตาขึ้นมาทันที

 

ดวงตาที่ปกติจะเป็นสีดำราวกับค่ำคืนยามราตรีกลับกลายเป็นสีแดงสดราวกับอัญมณีสีเลือด สีแดงที่น่าลุ่มหลง บางครั้งก็แผ่รังสีสีทองออกมา ริมฝีปากสวยงามนั้นยกขึ้นอย่างชั่วร้าย เขาเชยคางของคนในอ้อมแขนขึ้นมาเบาๆด้วยนิ้วขี้ เขาค่อยๆก้มหัวลงช้าๆ ริมฝีปากร้อนค่อยๆประทับลงไปยังริมฝีปากที่สั่นน้อยๆของอีกฝ่าย ลิ้นเปียกชุ่มคล้องลิ้นของอีกฝ่ายซึ่งกำลังถอยร่น ลิ้นทั้งสองพัวพัน แลกเปลี่ยนน้ำลายกันและกันจนกระทั่งพวกเขาไม่อาจแยกจากกันได้ ท่วมท้นไปทั้งช่องปากของโหยวเสี่ยวโม่ ท้ายที่สุด น้ำลายเหล่านั้นจึงไหลย้อยออกมาจากมุมปากของเขาอย่างน่าอาย

 

โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่าเขาเริ่มสูญเสียความสามารถในการหายใจไปอย่างรวดเร็ว ครั้งนี้นั้นเป็นของจริง ไม่ใช่เรื่องที่เขาแกล้งทำ

 

เมื่อโหยวเสี่ยวโม่ไม่สามารถทนได้อีกต่อไป และกำลังจะขาดอากาศ หลิงเซี่ยวจึงหยุดจูบที่แสนรุนแรงนี้ หลังจากนั้น ดูเหมือนว่ามีบางอย่างเย็นยะเยือกไหลเข้ามาจากปากของอีกฝั่ง สิ่งนั้นไม่รอให้เขาโต้ตอบใดๆ มันไลผ่านลงคอไป

 

ความรู้สึกเย็นยะเยือกนี้ส่งผลให้โหยวเสี่ยวโม่ตัวสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ ในตอนที่เขากำลังจะกล่าวบางอย่าง อ้อมแขนที่กำลังกอดเขากลับแน่นขึ้นมาทันใด แรงกอดนั้นทำให้ช่องว่างระหว่างเขาและหลิงเซี่ยวลดลงไป ร่างกายติดกันอย่างแนบแน่น จนทำให้เขารับรู้ได้ถึงอุณหภูมิร้อนผ่าวของอีกร่างกายหนึ่ง

 

ดังนั้นริมฝีปากเขาจึงปิดสนิทอีกครั้ง เนื่องจากน้ำลายที่ไม่สามารถควบคุมได้ไหลย้อยออกมา เสื้อผ้าส่วนหน้าของเขาจึงเปียกชุ่ม

 

จูบของหลิงเซี่ยวนั้นทั้งไม่อ่อนโยนและไม่อ้อยอิ่ง เขาดึงดัน และดูดดึงตรงตามบุคคลิกของเขาซึ่งเด็ดเดี่ยวและเอาแต่ใจ โหยวเสี่ยวโม่ไม่มีทางเลือกจึงต้องเต้นไปตามการโลมไล้ แทะโลม และดูดดึงของหลิงเซี่ยว ความร้อนลวกริมฝีปากของเขาจนกระทั่งมันบวมเจ่อและแดงปลั่ง

 

ลิ้นที่สำรวจอย่างไม่รู้จบนี้ทำให้เขารู้สึกราวกับเขารู้สึกร้อนไปจนถึงภายในคอ……

 

โหยวเสี่ยวโม่ได้สติกลับคืนมาทันที เขาใช้แรงทั้งหมดผลักหลิงเซี่ยวออกไป เขาทำสำเร็จเพียงแค่ทำให้ตัวเขาขยับได้เล็กน้อยเท่านั้น แต่นั่นก็เพียงพอจะทำให้เขามีพื้นที่ให้หายใจบ้าง หลังจากการหายใจกลับเป็นปกติ เขาจึงรู้สึกตัวว่า หลิงเซี่ยวปลดเสื้อผ้าเขาและนำมือเข้าไปภายใต้เสื้อผ้าตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้

 

มือหนึ่งนั้นอยู่บนหน้าอกเขา ส่วนอีกมืออยู่ที่ท้องของเขา สัมผัสที่นั่นและที่นี่ เมื่อโหยวเสี่ยวโม่เห็นว่ามันกำลังจะเคลื่อนที่ลงไปด้านล่าง เขาจึงตื่นตระหนก และรีบดึงมือของหลิงเซี่ยวออก ก่อนจะดึงเสื้อผ้าขึ้นมา เขารู้สึกอยากหนีออกไปจากอ้อมแขนนี้เสียจริง

 

ในขณะที่เขากำลังจะลุกขึ้น หลิงเซี่ยวกลับดึงเขากลับลงไปอีก และหัวเราะอย่างมีเลศนัย

 

“ศิษย์น้อง ไม่ใช่ว่าเจ้ากำลังคิดจะหนีหลังจากที่ได้รับผลประโยชน์จากข้าไปแล้วนะ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ “………”

 

ให้ตายเถอะ ใครกันแน่ที่ได้รับผลประโยชน์? ชัดเจนว่าเขาต่างหากที่เป็นคนเสียผลประโยชน์ แถมเขายังไม่สามารถหนีได้อีกงั้นรึ?

 

หลิงเซี่ยวยกผมซึ่งห้อยลงมายังหน้าอกของเขาขึ้น เขาเลียริมฝีปากตัวเองราวกับว่าเขายังเติมความต้องการไม่เต็ม เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะกล่าว “ศิษย์น้อง เมล็ดพันธุ์แห่งสัญญาเลือดอยู่ภายในจิตใจของเจ้าแล้ว หากคงเวินตามหาเจ้า เจ้าสามารถกล่าวคำสาบานได้แล้ว”

 

ก็ยังดี ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนถูกเอารัดเอาเปรียบก็เถอะ อย่างน้อยเรื่องสำคัญก็ถูกคลี่คลายแล้ว

 

จูบนั้น เขาจะถือซะว่ามันเป็นค่าตอบแทนที่เขาจ่ายให้หลิงเซี่ยวแล้วกัน โหยวเสี่ยวโม่คิดอย่างไร้เดียงสา…….

 

 

Facebook Comment