+100%-

บท 98 ปีศาจในความว่างเปล่า

บท 98 ปีศาจในความว่างเปล่า

“หากคำสาบานไม่ได้ผล แล้วไยอาจารย์จะต้องให้เจ้าสาบานด้วยเล่า?”

 

คงเวินกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ เขาจึงอธิบายถึงเรื่องสำคัญของคำสาบานที่เกี่ยวข้องกับผู้วิเศษทั้งหลาย สรุปสั้นก็คือ คำสาบานนั้นคล้ายกับม่านคุ้มกันประเภทตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นผู้หลอมโอสถหรือผู้ฝึกยุทธ์ หากผิดคำสาบาน คำสาบานนั้นจะติดตามพวกเขาเหล่านั้นไปตลอด มันจะหายไปก็ต่อเมื่อคนคนนั้นสามารถเอาชนะคำสาบานได้ หรือไม่ก็…… ทำให้ตัวเองหายตัวไป

 

หากเป็นผู้หลอมโอสถ เมื่อผิดคำสาบานคนผู้นั้นจะคงอยู่ในระดับเดิมไปตลอดอย่างแน่นอน แต่นี่นับว่าเบากว่าผู้ฝึกยุทธ์มากนัก หากเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ในตอนที่การฝึกฝนใกล้จะถึงจุดทะลวงผ่าน คำสาบานนั้นจะวนเวียนอยู่รอบๆ อย่างเบาที่สุด มันจะทิ้งบาดแผลสาหัสไว้ให้ แต่หากเป็นอย่างหนัก มันจะทิ้งอันตรายซ่อนเร้นซึ่งทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ผู้นั้นติดอยู่ในช่วงทะลวงผ่าน แต่ไม่สามารถทะลวงผ่านได้ นั่นทำให้ทั้งผู้หลอมโอสถและผู้ฝึกยุทธ์ไม่อาจกล่าวคำสาบานพล่อยๆออกมาได้

 

โหยวเสี่ยวโม่ฟังจนกระทั่งเขาเริ่มจะหลังเหงื่อเยียบเย็นออกมา โชคดีที่เขาไม่ได้ผิดคำสาบานที่เขาเคยสาบานไว้เมื่อครั้งในวงศ์ภาคกลาง หากไม่เช่นนั้น สิ่งนั้นคงจะฝังอยู่ในตัวเขาลึกลงไปถึงกระดูกแล้วในตอนนี้ และเขาคงไม่มีโอกาสที่จะเลื่อนระดับอีกต่อไป

 

แต่ถ้าจะพูดถึงการจงรักภักดีต่อพรรคเถียนซินแล้ว โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่าเขาไม่ได้รู้สึกผูกพันกับพรรคเถียนซินขนาดนั้น อีกทั้ง เขาไม่ได้ต้องการเคล็ดแปรธาตุของพรรคเถียนซินด้วย หากเขาจะต้องถูกควบคุมโดยพรรคเถียนซินเพราะเคล็ดแปรธาตุไร้ค่าเล่มหนึ่งเนี่ยนะ นั่นออกจะเกินไปสักหน่อยมิใช่รึ?

 

โชคดีที่คงเวินไม่ได้ให้เขากล่าวคำสาบานในทันที การส่งมอบเคล็ดแปรธาตุนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก แม้ว่าเขาจะเป็นหนึ่งในสามผู้หลอมโอสถระดับสูงของพรรคเถียนซินก็ตามที แต่เขาไม่สามารถส่งมอบเคล็ดแปรธาตุให้กับศิษย์ของเขาโดยไม่ต้องขออำนาจก่อน เขาจำเป็นจะต้องรายงานไปยังเบื้องบนและรอผู้อาวุโสพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อนจะตัดสินใจอีกครั้ง

 

เรื่องนี้ทำให้โหยวเสี่ยวโม่ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก

 

“ศิษย์เจ็ด นี่เป็นเรื่องที่อาจารย์พอจะช่วยเหลือเจ้าได้ เรื่องในภายภาคหน้านั้นขึ้นอยู่กับความพยายามของเจ้าแล้ว จริงสิ อาจารย์เคยให้สัญญากับเจ้าในครั้งก่อนว่า ถ้าหากศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่สองของเจ้าผ่านการทดสอบของท่านลุงเยว่ อาจารย์จะทำตามคำขอของเจ้า เรื่องนี้ยังคงมีอยู่ ดังนั้นเจ้าได้คิดรึไม่ว่าเจ้าต้องการสิ่งใด?”

 

คงเวินกล่าวอย่างอบอุ่น

 

“ขอบคุณท่านอาจารย์ แต่ข้ายังไม่ได้ตัดสินใจ เรื่องนี้สามารถรอจนกว่าข้าจะตัดสินใจได้รึไม่?”

 

เขาเกือบจะลืมเรื่องนี้ไปเลย

 

“ได้สิ เจ้าสามารถบอกอาจารย์ได้ทุกเมื่อ เมื่อเจ้าตัดสินใจแล้ว”

 

คงเวินพยักหน้า

 

หลังจากเขาลาอาจารย์ โหยวเสี่ยวโม่วิ่งเหยาะๆกลับไปยังห้อง เขาเจอศิษย์คนอื่นๆมากมายในตอนขากลับ เมื่อพวกเขาเจอโหยวเสี่ยวโม่ พอเขากลับตื่นเต้นมาก และได้กล่าวแสดงความยินดีในการผ่านการประเมิน บางคนนั้นถึงขนาดตบเบาๆที่บ่าของเขา และกล่าวชื่นชมที่เขาชนะศิษย์ที่โดดเด่นที่สุดของตำหนักสวรรค์เช่นเจียงเหล่ยได้ พวกเขาเหล่านั้นไม่อาจซ่อนความยินดีภายในใจได้ โดยเฉพาะศิษย์ที่เคยโดนตำหนักสวรรค์เย้ยหยันมาก่อน

 

โหยวเสี่ยวโม่ถูจมูกอย่างช่วยไม่ได้ เขาไม่คิดว่าเรื่องราวเหล่านั้นจะกระจายออกไปรวดเร็วขนาดนี้

 

หลังจากกล่าวคำอำลาศิษย์เหล่านั้น โหยวเสี่ยวโม่จึงกลับมายังห้องของตนเอง เขาค้นพบว่าศิษย์ห้องข้างๆยังไม่กลับ เขาจำได้ว่าศิษย์พี่ทั้งสองเองก็ผ่านการประเมินเช่นกัน เขาเดาว่าพวกเขาน่าจะยังอยู่ด้านนอกเพื่อเฉลิมฉลองกันอยู่กับทุกคน

 

เมื่อผลักประตูเปิดออก โหยวเสี่ยวโม่กำลังจะเดินเข้าไปกลับหยุดชะงักฝีเท้าในทันที เขารู้สึกว่ามีกลิ่นชวนคุ้นเคยลอยออกมาจากภายในห้อง เขาเงยหน้า และมองเห็นร่างของคนผู้หนึ่งเดินออกมาจากที่กั้น ชายผู้นั้นแต่งตัวด้วยชุดคลุมอันงดงามสีขาว ร่างกายของชายผู้นั้นดูสมส่วนและสง่างาม

 

เมื่อมองเห็นชายผู้นั้น ดวงตาของโหยวเสี่ยวโม่จึงสว่างขึ้นทันที “ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร?”

 

“ทำไม? รึว่าเจ้าไม่รู้สึกยินดีที่เห็นข้า?”

 

หลิงเซี่ยวหรี่ตาลง และรอยยิ้มเริ่มหายออกไปจากใบหน้าของเขา

 

“มิใช่ มิใช่เช่นนั้น ข้าเองก็กำลังมองหาท่านเช่นกัน”

 

โหยวเสี่ยวโม่รีบสั่นหัวอย่างรวดเร็ว เขากระโดดดึ๋งเข้าไปหาหลิงเซี่ยวอย่างสุขใจ “ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ข้ามีข่าวดีจะมาบอกท่าน ข้าผ่านการประเมิน และได้กลายเป็นศิษย์พรรคเถียนซินอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ตอนนี้ข้าสามารถลงภูเขาด้านล่างได้ทุกเมื่อตามที่ข้าต้องการแล้ว”

 

หลิงเซี่ยววางมือลงบนหัวของโหยวเสี่ยวโม่และยิ้มเบาๆ “ข้ารู้แล้ว แต่เรื่องที่เจ้าบอกข้านี้ สิ่งสำคัญคงจะเป็นประโยคสุดท้ายสินะ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่หัวเราะ *แหะ แหะ* เรื่องนั้นเป็นสิ่งที่เขาต้องการจะบอกจริงๆ

 

“เรื่องเกี่ยวกับการประมูลนั้น ข้าได้จัดเตรียมไว้แล้ว เมื่อเวลามาถึง เจ้าเพียงแค่ตระเตรียมของให้พร้อม และเราสามารถไปได้ทุกเมื่อ แต่ก่อนหน้านั้น เราควรตกลงเรื่องบางอย่างกับเจ้าก่อน”

 

นั่นคือเหตุผลที่หลิงเซี่ยวมายังที่นี่

 

“ข้า? เกี่ยวอะไรกับข้า?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ถามด้วยความประหลาดใจ

 

หลิงเซี่ยวบีบจมูกเขาเบาๆและกล่าว “หรือว่าคงเวินไม่ได้พูดเกี่ยวกับเรื่องเคล็ดแปรธาตุใดๆเลยรึ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่หายใจไม่ออกและรีบดึงมือหลิงเซี่ยวออกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกล่าวด้วยความประหลาดใจ “ท่านรู้ได้อย่างไร? อาจารย์กล่าวถึงเรื่องนี้จริงๆ ก่อนหน้านี้เพียงไม่นานเท่านั้น อีกทั้ง เขากล่าวว่าข้าต้องกล่าวคำสาบานหากข้าต้องการจะเรียนรู้เคล็ดนี้ ข้ากำลังคิดว่าจะพูดคุยเรื่องนี้กับท่านอยู่เลย!”

 

เนื่องจากเขากลายเป็นคนแรกที่โหยวเสี่ยวโม่จะมองหาเมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้น หลิงเซี่ยวจึงรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก เรื่องนี้สามารถพิสูจน์ได้ว่าโหยวเสี่ยวโม่เริ่มจะเคยชินกับการมีตัวตนอยู่ของเขาแล้ว และเขาเองก็เริ่มค่อยๆพึ่งพาโหยวเสี่ยวมากขึ้นมากขึ้น เขาคาดเดาว่ายิ่งเวลาผ่านไป การพึ่งพากันและกันนี้จะทำให้โหยวเสี่ยวโม่ไม่สามารถไปจากข้างกายเขาได้

“เรื่องนี้นั้นเข้าใจได้ไม่ยากเลย เจ้าได้แสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ที่เกินธรรมดา ณ หอประชุมผู้หลอมโอสถ และสามารถเอาชนะศิษย์ของตำหนักสวรรค์ได้ด้วยการกระทำเพียงครั้งเดียว เพียงแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้พรรคเถียนซินมองเห็นความสำคัญของเจ้าแล้ว แม้ว่าพรสวรรค์แต่กำเนิดของเจ้าจะมีอนาคตที่จำกัดก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่ว่าศิษย์สำคัญของพรรคเถียนซินจะเป็นผู้หลอมโอสถระดับสูงทุกคนเสียหน่อย  ด้วยการแสดงออกถึงพรสวรรค์ของเจ้า หากคงเวินไม่ดึงเจ้าเข้ามา นั่นแสดงว่าคำร่ำลือของเขานั้นเกินกว่าความจริงที่เขาเป็นอยู่มากทีเดียว”

 

หลิงเซี่ยวกล่าวอย่างมั่นใจ แม้ว่าเขาจะไปดูการประเมินด้วยตนเองก็จริง แต่สิ่งที่กล่าวออกมาล้วนคาดเดาทั้งสิ้น

 

โหยวเสี่ยวโม่มองไปยังหลิงเซี่ยวด้วยความชื่นชม และกล่าวชื่นชมด้วยความจริงใจ “ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ท่านฉลาดจริงๆ การประเมินเพิ่งจะจบไปไม่นานนี้เอง แต่ท่านกลับรู้มากถึงเพียงนี้ ถ้าเช่นนั้น ท่านคิดว่าข้าควรทำเช่นไร? ข้านั้นมีคัมภีร์วิญญาณสวรรค์อยู่แล้ว ดังนั้นเคล็ดแปรธาตุของพรรคเถียนซินจึงไม่จำเป็นกับข้าเท่าไหร่นัก”

 

เขาไม่ต้องการรับคำสาบาน เขาไม่อยากถูกดึงรั้งด้วยคำสาบานโดยไม่มีเหตุผลเพียงเพราะเคล็ดแปรธาตุเล่มหนึ่งที่ไร้ประโยชน์ แต่เขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกัน หากเขาปฏิเสธ นั่นหมายความว่าเขาไม่มีความตั้งใจจะจงรักภักดีต่อพรรคเถียนซิน หากเป็นเช่นนั้นจริง ผลลัพธ์คงเลวร้ายกว่าการยอมสาบานเสียอีก เขาสามารถจินตนาการถึงท่าทางที่เปลี่ยนไปของอาจารย์ในตอนนั้นได้เลยล่ะ

 

“เคล็ดแปรธาตุขยะเล่มนั้นไม่มีประโยชน์สำหรับเจ้าหรอก”

 

หลิงเซี่ยวเดินเข้ามาภายใน

 

โหยวเสี่ยวโม่เองก็เดินตามหลิงเซี่ยวเข้ามาทันที ขณะเดียวกันก็พยายามพูดยกยอเขาด้วย “ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ท่านแข็งแกร่งเช่นนี้ ท่านมีวิธีใดหรือไม่ที่ข้าไม่ต้องรับคำสาบาน และไม่ทำให้อาจารย์สงสัยข้า?”

 

หลิงเซี่ยวมองมาที่เขาด้วยสายตาแวววาวว เขาเชยหน้าโหยวเสี่ยวโม่ขึ้น และลูบหัวนั้นเบาๆ “เจ้าเองก็เรียนรู้วิธีการยกยอผู้อื่นแล้วรึนี่”

 

โหยวเสี่ยวโม่หน้ามุ่ยขณะที่เขาป้องหัวของเขาไว้ เขาบ่นในใจว่าเขาจะทำก็ต่อเมื่อมันจำเป็นเท่านั้นแหล่ะ!

 

“มานี่สิ”

 

หลิงเซี่ยวเดินไปยังเตียงและนั่งลงบนนั้น ก่อนจะเรียกเขาด้วยนิ้วมือของตนเอง

 

รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิงเซี่ยวนั้นอ่อนโยนแถมยังทำให้โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่าหมาป่าหางใหญ่กำลังกวักมือเรียกเขาอยู่ ด้วยท่าทางเช่นนี้ หากเป็นคนอื่นคงรู้สึกไม่สบายใจ แต่เขาก็ไม่มีตัวเลือกอื่นแล้ว คนที่เขาจะสามารถพึ่งพิงได้ในยามนี้มีเพียงหลิงเซี่ยวเท่านั้น

 

เขาเดินเข้าไปหาหลิงเซี่ยวอย่างช้าเท่าที่จะเป็นไปได้ โหยวเสี่ยวโม่หัวเราะออกมาอย่างโง่งม “ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ท่านคิดจะทำอะไร?”

 

“ถอดรองเท้าออกและขึ้นมานั่งตรงเตียง แล้วข้าถึงจะบอกเจ้า”

 

หลิงเซี่ยวมองไปยังโหยวเสี่ยวโม่อย่างเย้าแหย่ ขณะชี้ไปยังที่ว่างด้านข้างเขา

 

ใบหน้าของโหยวเสี่ยวโม่ค่อยๆกลายเป็นสีแดงน้อยๆ เขาดันคิดในเรื่องที่ไม่ควรคิดเข้าซะแล้ว ความรู้สึกนั้นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเขาอยากจะหันหน้าและเดินหนีไป แต่เขาก็ทำไม่ได้…….

 

เขาถอดรองเท้าออก และค่อยๆปีนขึ้นไปยังเตียงนอน โหยวเสี่ยวโม่นั่งโดยเอาขาไขว้กันอยู่ด้านหน้าหลิงเซี่ยว

 

หลิงเซี่ยวย้ายมาอยู่ใกล้เขาในทันที ปลายจมูกของพวกเขาอยู่ห่างกันไม่เกินหนึ่งเซ็นติเมตรเลยด้วยซ้ำ ลมหายใจร้อนของหลิงเซี่ยวนั้นคล้ายกับไอของน้ำที่เดือดจัด ลมหายใจนั้นเป่ารดไปทั่วใบหน้าของโหยวเสี่ยวโม่ทำให้ใบหูของเขากลายเป็นสีแดง

 

“ศิษย์พี่ใหญ่หลิง…..”

 

น้ำเสียงของโหยวเสี่ยวโม่คล้ายกับลูกแมวน้อย เขาทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะเอามือไปวางตรงไหน

 

หลิงเซี่ยวยกมุมปากขึ้นน้อยๆ “ไม่ต้องกังวล อย่างแรก ข้าจะบอกเจ้าว่าคำสาบานเกิดขึ้นได้อย่างไร”

 

โหยวเสี่ยวโม่กระพริบตา คำสาบานเกิดขึ้นได้อย่างไร? ดูเหมือนว่าอาจารย์จะไม่ได้บอกเขาในเรื่องนี้ อาจารย์เพียงแค่อธิบายคร่าวๆถึงข้อจำกัดและความอันตรายของคำสาบานที่มีต่อผู้หลอมโอสถและผู้ฝึกยุทธ์เท่านั้น

 

“เจ้ารู้ไหมว่าทำไมคำสาบานจึงมีผลต่อผู้ฝึกยุทธ์นัก?”

 

หลิงเซี่ยวถามขึ้น

 

โหยวเสี่ยวโม่ส่ายหน้า นี่เป็นเรื่องที่เขาเองก็ไม่เข้าใจ หากคำสาบานมีประสิทธิภาพขนาดนั้น ผู้คนทั้งหลายในศตวรรษที่ยี่สิบคงถูกกวาดล้างไปหมดแล้ว เนื่องจากพวกเขาเหล่านั้นมักจะให้คำสาบานเพียงเพื่อที่จะผิดคำสาบานซ้ำแล้วซ้ำอีก

 

หลิงเซี่ยวไม่ได้คาดให้โหยวเสี่ยวโม่รู้เรื่องนี้ เขาจึงกล่าวขึ้น “ภายนอกจักรวาล มีความว่างเปล่าอยู่ ภายในนั้นมีสิ่งมีชีวิตพิเศษซึ่งเรียกว่า ปีศาจแห่งความว่างเปล่า เมื่อผู้ฝึกยุทธ์กล่าวคำสาบาน ปีศาจแห่งความว่างเปล่าจะออกมาจากความว่างเปล่านั้นและเข้าสู่ร่างกายของผู้กล่าวคำสาบาน มันจะติดอยู่กับวิญญาณของเจ้าของร่าง หากผู้ฝึกยุทธ์ผิดคคำสาบาน ปีศาจนั้นจะแทรกลึกเข้าไปยังวิญญาณราวกับเชื้อร้ายที่ฝังเข้าไปภายในกระดูก มันจะหายไปก็ต่อเมื่อร่างกายของผู้กล่าวคำสาบานถูกทำลายเท่านั้น”

 

โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่าขนของเขาตั้งขึ้นด้วยความกลัว เขาถูแขนไปมาอย่างแรง “มันไม่มีทางเอาชนะปีศาจแห่งความว่างเปล่าได้เลยรึ?”

 

หลิงเซี่ยวยิ้ม กล่าวว่า “ไม่ใช่ว่าไม่มี คนผู้นั้นจะต้องพึ่งพาพลังใจที่จะเอาชนะปีศาจแห่งความว่างเปล่า ด้วยวิธีนี้เท่านั้น จึงจะสามารถเอาชนะปีศาจแห่งความว่างเปล่าได้ตลอดกาล และหากเอาชนะปีศาจแห่งความว่างเปล่าได้ จะมีผลประโยชน์อย่างมหาศาล”

 

“ผลประโยชน์อันใดกัน?”

 

ดวงตาของโหยวเสี่ยวโม่เกิดประกายขึ้นมาขณะที่เขาถามอย่างรีบเร่ง

 

หลิงเซี่ยวมองไปยังดวงตาที่เป็นประกายและรู้สึกคันที่หัวใจ เขาหรี่ตาลงและกล่าวว่า “ผลประโยชน์นั้นก็คือ เมื่อเจ้าทำการกล่าวคำสาบาน เจ้าไม่จำเป็นต้องกลัวปีศาจแห่งความว่างเปล่าอีกต่อไป เนื่องจากคำสาบานจะทำให้ปีศาจแห่งความว่างเปล่าตนใหม่ปรากฎขึ้นมา และหากว่าปีศาจตนใหม่ที่ปรากฎขึ้นมานั้นเล็กกว่าตนก่อนหน้านี้ แม้ว่าเจ้าจะผิดคำสาบาน ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

 

“ช่างเป็นผลประโยชน์ทีดีจริงๆ อา เช่นนั้น……”

 

โหยวเสี่ยวโม่ส่งเสียงออกมาอย่างดีใจ

 

“ใช่ อา แล้วเจ้าอยากลองเลยหรือไม่?” หลิงเซี่ยวยิ้มอย่างชั่วร้ายขณะที่เขาเอ่ยถามอย่างแผ่วเบา

 

โหยวเสี่ยวโม่มองท่าทางนั้นของหลิงเซี่ยว และได้สติกลับคืนมาอีกครั้ง เขารีบโบกมือไปมา และหัวเราะออกมา *แฮะ แฮะ* กล่าวว่า “ข้าแค่ล้อเล่น”

*********

ขอโทษค่ะ เรายุ่งๆกับการเตรียมสอบ เลยไม่ได้แปลลงเลย

 

Facebook Comment