+100%-

บท 97 เป็นที่สนใจ

***ท็อคของผู้แปลตอนที่แล้ว : อ๊า! ฉันคิดว่าผู้เขียนใช้การนับเวลาแบบโบราณมาตลอด 1 ชั่วยาม =  2 ชั่วโมง (ในที่นี้คนแปลภาษาอังกฤษแปลเวลาเป็นชั่วโมงนะคะ) แต่ตั้งแต่บทนี้เป็นต้นไป ฉันเข้าใจชัดเจนแล้วว่า 1 ชั่วยามของผู้เขียนนั้นเท่ากับ 1 ชั่วโมง ดังนั้น เวลาทั้งหมดของตอนก่อนๆหน้านี้จะต้องลดลงครึ่งหนึ่ง ขอโทษด้วยค่ะ!***

 

บท97 เป็นที่สนใจ.

โอสถจิตวิญญาณสีฟ้านั้นเป็นโอสถที่สามารถเพิ่มพลังให้กับผู้ฝึกยุทธ์ได้ โอสถชนิดนี้นั้นเป็นโอสถที่โหยวเสี่ยวโม่หลอมมากที่สุดในระหว่างการเก็บตัวสามเดือนที่ผ่านมา เขาหลอมประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบเม็ดได้ ความยากของโอสถชนิดนี้นั้นถือว่ายากเป็นอันดับสองรองจากโอสถกักเก็บพลัง และยังคงเป็นโอสถที่ถือว่ามีไม่เพียงพอใช้ด้วย เนื่องจากโอสถนี้สามารถเพิ่มพลังของผู้ฝึกยุทธ์ได้ในช่วงเวลาสั้นๆ ส่วนผลข้างเคียงก็คือการสูญเสียพลังไปประมาณครึ่งชั่วยาม แม้ว่าโอสถนี้จะมีผลข้างเคียงก็ตาม แต่ก็สามารถทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ตามหาพวกมันราวกับลูกเป็ดเดินตามแม่เป็ด

 

โหยวเสี่ยวโม่หลอมโอสถจิตวิญญาณสีฟ้าจำนวนมากเนื่องจากเขาเตรียมตัวที่จะลงไปด้านล่างภูเขาและขายโอสถเหล่านั้นให้เป็นเงิน

 

แต่เขาก็ยังชื่นชมเจียงหลิว เขารู้มานานแล้วเกี่ยวกับพรสรรค์ที่โดดเด่นของเจียงหลิว ด้วยสามารถเป็นผู้หลอมโอสถระดับสองได้ภายในเวลาครึ่งปี มิหนำซ้ำยังสามารถหลอมโอสถจิตวิญญาณสีฟ้าได้อีกด้วย เขาแข็งแกร่งกว่าศิษย์คนอื่นๆมาก

 

เมื่อได้ยินคำนั้น โหยวเสี่ยวโม่ยิ้ม และพยักหน้าก่อนจะส่งโอสถในมือไปให้ผู้อาวุโสที่อยู่ตรงหน้า

 

ผู้อาวุโสรับโอสถไป สีชมพูอ่อนและมันวานนั้นดูสดใสมาก ผู้อาวุโสที่มักจะจ้องมองเม็ดโอสถด้วยสายตาราบเรียบนั้น บัดนี้กลับตกตะลึง ดวงตาที่ปิดไปแล้วครึ่งหนึ่งเองก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย และจ้องมองอย่างตื่นตะลึงไปยังชายหนุ่มตรงหน้า และกล่าวว่า “โอสถกักเก็บพลังเม็ดนี้ถูกหลอมโดยเจ้า เช่นนั้นจริงๆรึ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่มึนงงในคำถามนั้น หากไม่ใช่ข้าแล้วจะเป็นใครกัน? แน่นอนว่าเขาไม่กล้าตอบคำถามด้วยคำพูดนี้แน่ หลังจากถูกทำให้มึนงงไปชั่วขณะ เขาจึงพยักหน้า “ตอบผู้อาวุโส เป็นข้าเองที่หลอมโอสถเม็ดนี้”

 

ผู้อาวุโสลูบเคราสีดำสลับขาวของตนเอง รอยยิ้มพึงพอใจปรากฎบนใบหน้าเคร่งเครียดนั้น รอยยิ้มนี้ค่อนข้างชัดเจน และยังแสดงให้เห็นถึงรอยย่นบนใบหน้าของผู้อาวุโส ทำให้บรรยากาศของเขาดูมีชีวิตชีวามากขึ้น เพียงแค่มองปราดเดียวก็รู้ว่ารอยยิ้มนี้ออกมาจากภายในจริงๆ

 

เจียงหลิวซึ่งยืนอยู่ข้างๆ และมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดรู้สึกตื่นตะลึงอย่างยิ่ง

 

แม้ว่าการประเมินเพิ่งจะเริ่มต้นไม่นาน และยังคงมีศิษย์อีกหลายคนที่ยังไม่ได้รับการประเมิน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นผู้อาวุโสผู้นี้แสดงความรู้สึกยินดีออกมาเช่นนี้ นี่ไม่ได้หมายความว่าศิษย์ที่ชื่อว่าโหยวเสี่ยวโม่นั้นหลอมโอสถที่พิเศษกว่าผู้อื่นรึ?

เจียงหลิวกัดริมฝีปากตัวเอง และมองไปยังโหยวเสี่ยวโม่ซึ่งยังคงแสดงออกด้วยท่าทางที่ไม่ต่างจากเดิม

 

“โอสถกักเก็บพลัง สกัดสองรอบ โอสถระดับต่ำคุณภาพกลาง ข้าขอประกาศว่าโหยวเสี่ยวโม่จากตำหนักพสุธาผ่านการประเมิน”

 

หลังจากผู้อาวุโสกล่าวจบ เขาจึงคืนโอสถให้แก่โหยวเสี่ยวโม่ และในขณะเดียวกันนั้น ก็กล่าวชมเชยพร้อมพยักหน้าไปด้วย “ไม่เลวเลย  จงทำงานหนักเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ จงต่อต้านความหยิ่งยะโสและความไม่รอบคอบด้วย”

 

โหยวเสี่ยวโม่อดกลั้นความตื่นเต้นเอาไว้ และรับโอสถคืนด้วยความดีใจ “ขอบคุณท่านมาก ศิษย์จะพยายามให้เต็มที่และเต็มเติมความคาดหวังของท่าน”

 

“เอาล่ะ พวกเจ้าลงไปได้แล้ว ต่อไปจะเป็นรอบที่สี่ของการประเมิน หมายเลขที่ถูกเรียกจงเดินขึ้นมา”

 

ผู้อาวุโสโบกมือเบาๆ ใบหน้าของเขากลับมาเคร่งเครียดดังเดิม และเอ่ยเรียกรอบถัดไปอย่างสงบนิ่งและราบเรียบ

 

โหยวเสี่ยวโม่หัวหลังกลับ และกำลังจะเดินออกไป จู่ๆเจียงหลิวกลับพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราวกับไม่เต็มใจ “ยินดีด้วย พี่ใหญ่โหยว”

 

โหยวเสี่ยวโม่หันกลับไปและเห็นเจียงหลิวยิ้มแย้มอย่างยินดี ราวกับว่าสิ่งที่เขารู้สึกก่อนหน้านี้เป็นเพียงความเข้าใจผิดเท่านั้น ดังนั้นเขาจึงเอ่ยอย่างยิ่งดีว่า “ยินดีกับเจ้าด้วยเช่นกัน น้องเจียง งั้นข้าขอตัวก่อน”
เจียงหลิวมองไปยังโหยวเสี่ยวโม่ที่ค่อยๆก้าวไปด้านหลัง และค่อยๆคลายยิ้มลงช้าๆ ก่อนที่เขาจะหันกลับไปและเดินกลับไปยังที่ๆศิษย์ตำหนักสวรรค์ยืน

 

โหยวเสี่ยวโม่กลับไปยังกลุ่มคน และถูกกล่าวยินดีอย่างอบอุ่นจากบรรดาศิษย์ทั้งหลาย แม้แต่คงเวินที่ยังคงทำหน้าตาเคร่งเครียดเองก็กล่าวชมเชยเขา รอยยิ้มบนใบหน้านั้นกว้างขึ้นทำให้คงเวินดูเหมือนจะเข้าหาได้ง่ายขึ้น

 

ศิษย์ผู้นี้ไม่ทำให้เขาผิดหวังจริงๆ ไม่เสียเปล่าเลยที่เขารับโหยวเสี่ยวโม่มาเป็นศิษย์เป็นกรณียกเว้น

 

“ศิษย์น้องโหยว ข้าไม่คาดคิดเลยว่าเจ้าจะร้ายกาจถึงเพียงนี้ หลอมแม้กระทั่งโอสถกักเก็บพลังงาน แถมยังสกัดตั้งสองรอบ แข็งแกร่งกว่าศิษย์เจียงหลิวอะไรนั่นอีก เจ้าทำให้ตำหนักพสุธาภูมิใจแล้ว”

 

“ถูกต้อง ถูกต้อง แต่เจ้าเองก็ได้โอสถกักเก็บพลังอย่างคาดไม่ถึงเช่นกัน ข้าจำได้ว่าโอสถกักเก็บพลังนั้นเป็นโอสถที่ยากที่สุดในโอสถระดับสองด้วยกัน”

 

“เจียงหลิวจากตำหนักสวรรค์ได้โอสถจิตวิญญาณสีฟ้า โอสถชนิดนี้เองก็หลอมยากเช่นเดียวกัน แต่เขาใช้เวลาในการหลอมนานกว่าศิษย์น้องโหยว อีกทั้งความยากก็ยังยากน้อยกว่าของศิษย์น้องโหยวด้วย พวกเขาทั้งสองหลอมเสร็จพร้อมกัน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วศิษย์น้องโหยวจึงแข็งแกร่งกว่า”

 

“พวกเรา ในฐานะตำหนักพสุธา ในที่ก็ได้มีวันที่พวกเราจะเดินเชิดหน้าชูตาบ้างแล้ว”
“ดูสิ หน้าของเจ้าพวกตำหนักสวรรค์ช่างดำมืดจริงๆ”

 

เสียงแห่งความตื่นเต้นและยินดีดังออกมาทุกทิศทาง โดยทั่วไปแล้วคงเวินไม่อนุญาตให้พวกเขากระทำกิริยาแย่ๆเช่นนี้ แต่ตอนนี้เขาก็ยังคงไม่มีปฏิกิริยาอันใด ราวกับว่าเขาไม่ได้ยินเสียงด้านหลังอย่างไรอย่างนั้น ปฏิกิริยาอย่างมีนัยเช่นนี้ของคงเวินยิ่งทำให้ศิษย์ทุกคนคึกคักราวกับถูกฉีดด้วยเลือดไก่* (การแพทย์โบราณของจีน เชื่อกันว่าหากฉีดเลือดไก่เข้าไปจะทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น ปัจจุบันไม่มีการยอมรับการกระทำนี้)

 

แต่ยิ่งพวกเขาคึกคักกันมากเท่าไหร่ ใบหน้าของเหล่าศิษย์ตำหนักสวรรค์ก็ยิ่งบูดลงเท่านั้น นี่แหล่ะคือสิ่งที่เรียกกันว่า กงล้อแห่งโชคชะตาเปลี่ยนฝั่ง!

 

โหยวเสี่ยวโม่ยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เขาไม่คิดว่าเขาจะกลายเป็นที่สนใจเช่นนี้มาก่อน ในตอนแรกสุด เขากังวลว่าความเร็วในการหลอมโอสถของเขาจะเร็วเกินไปจนทำให้เกิดความสงสัยขึ้น ดังนั้นเขาจึงจงใจหลอมช้าลง นี่คือสาเหตุว่าทำไมเขาจึงหลอมสำเร็จในตอนที่เวลาใกล้จะหมดเต็มทนแล้ว

 

ส่วนในการสกัดสองครั้งนั้น เขาคิดว่าศิษย์ที่เข้ารับการประเมินเองก็คงทำเช่นเดียวกัน นั่นทำให้เขาไม่สกัดในครั้งที่สาม แต่ในตอนนี้เขาเพิ่งรู้สึกตัวว่าเขาลืมปัจจัยต่างๆไปเลยในเวลานั้น
สำหรับการประเมินนี้ สิ่งที่จำเป็นมีเพียงแค่การหลอมให้โอสถนั้นเป็นโอสถที่นำไปใช้ได้ก็พอ ส่วนคุณภาพของโอสถนั้นเป็นเรื่องรอง ในอีกแง่หนึ่ง ไม่ว่าจะสกัดกี่ครั้ง ตราบใดที่โอสถที่หลอมได้ไม่ใช่โอสถไร้ค่า ก็จะผ่านการประเมินอย่างแน่นอน และนั่นเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมศิษย์เกือบทุกคนเลือกที่จะสกัดเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น เนื่องจากพวกเขากลัวความผิดพลาด หรือกลัวว่าพวกเขาจะหลอมไม่ทันเวลา

 

เจียงหลิวเลือกที่จะสกัดสองรอบเนื่องจากเขามั่นใจมาก นั่นเป็นเหตุที่ทำให้เขาเกือบจะไม่ทันเวลา แต่เขาเองก็ได้ชื่อเสียงเล็กน้อยกับการกระทำเช่นนี้ หากนี่ไม่มีโหยวเสี่ยวโม่ เขาคงกลายเป็นคนที่โดดเด่นที่สุดในการประเมินครั้งนี้แล้ว

 

ณ ทางเข้า หลิงเซี่ยวเห็นว่าโหยวเสี่ยวโม่ถูกล้อมรอบด้วยศิษย์คนอื่นๆ เขาโค้งริมฝีปากขึ้นเล็กน้อย หันหลังกลับ และออกจากหอประชุมนักหลอมโอสถ

 

โจวเปิ่งคิดว่าเขาน่าจะไปแสดงความยินดีกับศิษย์น้อง แต่เมื่อเห็นว่าหลิงเซี่ยวหันหลังกลับและจากไป เขาจึงรีบวิ่งตามไป “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านจะออกไปแบบนี้เลยรึ? ท่านไม่กล่าวคำพูดอะไรสักหน่อยกับศิษย์น้องหน่อยรึ? ข้าคิดว่าหากท่านไปหาเขา เขาคงจะดีใจเป็นอย่างมาก”

 

 

หลิงเซี่ยวหันไปยังข้างตัว และมองโจวเปิ่งอย่างมีนัยะ เขาไม่คิดว่าโหยวเสี่ยวโม่จะดีใจมากขนาดนั้น เจ้านั่นจะต้องคิดว่าเขาไปที่นั่นเพื่อบังคับให้เขาทำในสิ่งที่เขาไม่อยากทำเป็นแน่

 

แต่นั่นไม่สำคัญหรอก ยังไงซะ……เขาก็ยังมีเวลาอีกมากสำหรับเรื่องพวกนั้น อา!

 

หลังจากหลิงเซี่ยวกลับไป โหยวเสี่ยวโม่มองหาใครบางคนจากคนที่มาแสดงความยินดีแก่เขาไปยังประตู แต่เขากลับไม่พบคนที่เขาต้องการเจอมากที่สุด เขาอดที่จะรู้สึกผิดหวังนิดหน่อยไม่ได้ แม้ว่าจะมีเวลาที่เขาไม่ชอบหน้าหลิงเซี่ยวก็จริง แต่ก็มีเวลาที่เขาต้องการจะแบ่งปันช่วงเวลาแห่งความสุขด้วยกันกับเขาเช่นกัน

 

สามชั่วโมงต่อมา การประเมินจึงสิ้นสุดลง

 

โหยวเสี่ยวโม่มองดูรอบๆ ศิษย์ตำหนักพสุธาผ่านสิบห้าคนจากทั้งหมดยี่สิบคน จำนวนนี้น่าจะถือว่าดีเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากรอยยิ้มบนใบหน้าของเจ้าตำหนักไม่เลือนหายเลยแม้แต่น้อย

 

สำหรับตำหนักสวรรค์และตำหนักทะยานฟ้า มีศิษย์ผ่านการทดสอบสิบเก้าคนและสิบสี่คนตามลำดับ รวมทั้งสามตำหนักที่ศิษย์ที่ผ่านการทดสอบทั้งหมดสี่สิบแปดคน

 

จำนวนถือว่าน้อยกว่าปีก่อนนิดหน่อย แต่ก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้เนื่องจากนักหลอมยาใหม่ๆในปัจจุบันก็เริ่มหายากแล้ว การแข่งขันระหว่างพรรคใหญ่ก็เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หากช้าแม้แต่เพียงขั้นเดียว นักหลอมยาอาจถูกคว้าตัวไปก่อนก็ได้

 

แต่จากที่โหยวเสี่ยวโม่ค้นพบช่องว่างเล็กๆระหว่างตำหนักสวรรค์กับตำหนักทะยานฟ้าและตำหนักพสุธาแล้ว ในผิวเผินอาจจะเห็นว่าทั้งตำหนักพสุธาและตำหนักทะยานฟ้ามีศิษย์ที่ผ่านการประเมินน้อยกว่าอยู่เพียงแค่สี่หรือห้าคนก็จริง แต่นี่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของตำหนักทั้งสาม ตำหนักสวรรค์นั้นชัดเจนว่าอยู่เหนือกว่าหนึ่งขั้น

 

หากตำหนักสวรรค์มีจำนวนศิษย์ที่ผ่านการประเมินพอๆกับในปีนี้ ในไม่ช้าจำนวนคนของตำหนักสวรรค์จะก้าวข้ามจำนวนคนของตำหนักพสุธาและตำหนักทะยานฟ้าไปมาก โชคดีที่พรรคเถียนซินไม่ได้ห้ามไม่ให้ผู้อาวุโสลงไปด้านล่างและรับตัวศิษย์คนอื่นๆมา และเพราะเช่นนี้นี่เองทำให้จำนวนคนของทั้งสามตำหนักนั้นเกือบจะพอๆกัน

 

เมื่อกลับมาตำหนักพสุธา คงเวินขอให้ศิษย์ทั้งเก้าคนที่ไม่ผ่านการประเมินเก็บสัมภาระของตอนและไปหาท่านลุงเซี่ยว ท่านลุงเซี่ยวจะเป็นคนจัดการส่วนที่เหลือ และเขาปล่อยให้คนอื่นๆไปพักได้ ยกเว้นโหยวเสี่ยวโม่

 

“ศิษย์เจ็ด อา ดูเหมือนว่าอาจารย์จะประเมินเจ้าต่ำไป”
คงเวินเดินไปรอบๆก่อนจะหยุดและจ้องมองไปยังโหยวเสี่ยวโม่ในขณะที่พูดคำเหล่านั้น

 

โหยวเสี่ยวโม่เริ่มมีเหงื่อเยือกเย็นผุดขึ้นมา คำพูดเหล่านั้น อย่างไรก็ตามคือ….. “จริงๆแล้ว…. ทักษะการสอนของอาจารย์ดีต่างหาก”

 

คงเวินโบกมือไปมา “ไม่จำเป็นต้องพูดยกยออาจารย์ อาจารย์รู้ดีแก่ใจว่า หลังจากรับเจ้ามาเป็นศิษย์แล้ว ข้าทิ้งให้เจ้าอยู่กับศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้า อาจารย์ไม่ได้รับผิดชอบในหน้าที่อาจารย์เลย แต่อาจารย์เองก็มีเหตุผลยุ่งยากหลายอย่าง หวังว่าเจ้าคงจะเข้าใจ ตอนนี้เจ้าได้กลายมาเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการแล้ว มีบางเรื่องที่สามารถพูดกับเจ้าในตอนนี้ได้แล้ว”
“ท่านอาจารย์ ข้าเข้าใจดี” ข้าแค่สงสัยว่า…..

 

คงเวินพูดต่อไป “หลายพันปีก่อนหน้านี้ พรรคเถียนซินยังเป็นพรรคเล็กๆ เล็กกว่าตอนนี้ ในตอนนั้น ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนักผู้หลอมโอสถคือผู้หลอมโอสถระดับสี่ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งสำนักแห่งนี้ ผู้ก่อตั้งนั้นต้องการจะขยายสำนักผู้หลอมโอสถอยู่แล้ว เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรดี จนกระทั่งวันหนึ่ง ผู้ก่อตั้งมีโอกาสและโชคดีอย่างยิ่งที่ได้เจอเข้ากับคัมภีร์เคล็ดแปรธาตุเล่มหนึ่ง”

 

“เคล็ดแปรธาตุคือสิ่งใดกัน?”

 

โหยวเสี่ยวโม่แกล้งทำเป็นสงสัย แต่จริงๆแล้วเขาเองก็คาดเดาเรื่องบางส่วนได้

 

“ผู้ฝึกยุทธ์ต้องการเคล็ดลับเฉพาะในตอนฝึกฝนฉันใด ผู้หลอมโอสถเองก็เป็นฉันนั้น ไม่มีข้อยกเว้น เมื่อผู้ก่อตั้งค้นพบคัมภีร์เคล็ดแปรธาตุเล่มนั้นซึ่งสามารถฝึกฝนพลังวิญญาณได้…..”

 

ส่วนอื่นๆนั้นคล้ายกับที่หลิงเซี่ยวเคยบอกโหยวเสี่ยวโม่ก่อนหน้านี้ ในท้ายที่สุด คงเวินจึงเผยส่วนสำคัญออกมา เขาตัดสินใจจะส่งต่อคัมภีร์เคล็ดแปรธาตุเล่มนั้นให้แก่โหยวเสี่ยวโม่ แต่โหยวเสี่ยวโม่จำเป็นจะต้องกล่าวคำสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อพรรคเถียนซินตลอดไป และเขาจะต้องไม่บอกเนื้อหาของเคล็ดแปรธาตุนี้กับใคร ไม่แม้แต่คำที่ใกล้ชิดที่สุด

 

“อาจารย์……หากขัดขืนคำสาบานในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น?”
โหยวเสี่ยวโม่ถามอย่างระมัดระวัง ในเรื่องของคำสาบาน เขายังคงสงสัยว่า คำสาบานเหล่านั้นมีผลอย่างไร?

เขาควรจะกล่าวออกมาก่อนหน้านี้ว่าเขานั้นเป็นพวกไม่นับถือศาสนา แต่คงไม่ใช่ในกรณีเช่นนี้….

 

Facebook Comment