+100%-

บท 96 การประเมินโอสถ

บท 96 การประเมินโอสถ

เมื่อได้ยินโหยวเสี่ยวโม่พูดคำเหล่านั้น ทุกคนต่างจ้องมองไปทางเขาด้วยความประหลาดใจ

 

ถังหยุนฉีผู้ซึ่งอยากเห็นเขาอับอายต่อหน้าผู้คนนั้นขมวดคิ้วเป็นร่องลึก นางมองอย่างดำมืดไปยังหม้อที่อยู่ตรงหน้าเขา ดวงตาของนางเต็มไปด้วยเปลวไฟแห่งความโกรธ นางกำมือแน่น แน่นเสียจนมือเปลี่ยนเป็นสีแดง แสดงให้เห็นว่านางออกแรงกำมือมากขนาดไหน

 

ผู้อาวุโสผู้นั้นยกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเดินมาทางเขาและกล่าวอย่างสงบว่า “รอยแตกร้าวนั้นอยู่ที่ใด?”

 

โหยวเสี่ยวโม่กลับหม้อหลอมขึ้น ที่ก้นของหม้อหลอมมีรอยแตกร้าวเป็นรูปคล้ายๆกากบาท ในตอนแรกนั้นมันเป็นเพียงรอยแตกร้าวเล็กๆรอยเดียวเท่านั้น แต่เนื่องจากเขาหลอมโอสถโดยใช้หม้อใบนี้ ทำให้รอยแตกร้าวไม่สามารถทนต่อพลังวิญญาณได้ รอยจึงแตกร้าวมากยิ่งขึ้น

 

ผู้อาวุโสขมวดคิ้วโดยไม่ได้พูดอะไร และให้ใครบางคนมาเปลี่ยนหม้อหลอมให้ วัตถุดิบหนึ่งในสองส่วนเสียไปเนื่องจากปัญหาเรื่องหม้อหลอม แต่ผู้อาวุโสก็ไม่ได้ให้วัตถุดิบเขาเพิ่ม

 

หลังจากรับหม้อหลอมจากชายหนุ่มผู้ที่แจกสมุนไพรในตอนแรกมาแล้ว โหยวเสี่ยวโม่จึงสำรวจหม้อหลอมที่เพิ่งได้รับมาทันที หลังจากมั่นใจแล้วว่าไม่มีรอยแตกตรงก้นหม้อ โหยวเสี่ยวโม่จึงรู้สึกสบายใจขึ้น เขาไม่ต้องการเจอปัญหาเดิมอีกครั้งเมื่อเริ่มหลอมโอสถ อย่างไรก็ตาม เขามีวัตถุดิบอีกหนึ่งส่วนเหลืออยู่ หากเขาไม่สามารถหลอมโอสถได้สำเร็จภายในครั้งนี้ นั่นหมายความว่าเขาสอบตกการประเมินจริงๆ

 

ชายหนุ่มผู้นั้นก้มหน้าราวกับเขาไม่ได้สังเกตการกระทำของตัวเอง เมื่อเขาเดินไปหาผู้อาวุโส เขาเดินสะดุดเล็กน้อย เมื่อเขากลับไปยืนที่เดิม ดวงตาเขาดูเหมือนจะแดงขึ้น

 

โหยวเสี่ยวโม่ถอนหายใจออกมาเล็กน้อย อันที่จริง เขาไม่ได้อยากจะยุ่งวุ่นวายสักเท่าไหร่ แต่ในครั้งนี้สถานการณ์มันเกินกว่าที่เขาจะควบคุมได้ หากหม้อหลอมโอสถระเบิดขึ้นมาจริงๆ มันอาจจะส่งผลกระทบต่อศิษย์สองคนที่อยู่ข้างๆเขาด้วย หากทั้งสองคนเป็นศิษย์จากตำหนักสวรรค์ เขาจะไม่รู้สึกแย่เลย เพียงแค่โทษความโชคร้ายของพวกเขาเท่านั้น แต่หนึ่งในนั้นเป็นศิษย์จากตำหนักพสุธา แม้ว่าเขาจะไม่ใช่แม่พระหรืออะไรก็ตาม แต่หากเขาจะต้องทำให้ศิษย์ผู้นั้นสอบตกการประเมิน เขามั่นใจได้ว่าหลังจากนั้นเขาจะต้องจมน้ำลายของพวกช่างวิจารณ์แน่นอน และศิษย์ผู้นั้นจะต้องโทษเขาอย่างแน่นอน และนั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการจะแบกคำกล่าวโทษนั้นไว้ ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะหยุดกลางทาง

 

เนื่องจากปัญหานี้ เวลาที่เหลืออยู่ในนาฬิกาทรายจึงเหลือไม่ถึงครึ่งแล้ว

 

โหยวเสี่ยวโม่มองผ่านๆไปยังหม้อหลอมของคนอื่นๆ ส่วนใหญ่พวกเขาอยู่ในขั้นตอนการหลอมรวมซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายแล้ว

 

โหยวเสี่ยวโม่โยนสมุนไพรซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายลงไปในหม้อ และเริ่มจดจ่ออีกครั้ง สายตานับร้อยคู่มองเมินไปทางอื่นอย่างรับรู้กัน สิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือสมุนไพรที่อยู่ในหม้อหลอม เวลาเหลืออยู่ประมาณหนึ่งเค่อ ด้วยระยะเวลาเท่านั้น สำหรับคนอื่นอาจจะกระชั้นชิดนัก แต่สำหรับโหยวเสี่ยวโม่กลับไม่มีความกังวลแม้แต่น้อย

 

จากการพูดคุยกับศิษย์พี่ใหญ่ ทำให้ความเข้าใจของเขาเกี่ยวกับพลังวิญญาณก้าวหน้าไปอีกขั้น ในตอนแรก เขาคิดว่าพลังวิญญาณสามารถปล่อยออกมาจากส่วนไหนของร่างกายก็ได้ แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าความเข้าใจนี้ผิด มีเพียงแค่ผู้หลอมโอสถฝึกหัดเท่านั้นที่คิดเช่นนี้ พลังวิญญาณที่แท้จริงนั้นสมควรจะถูกปล่อยออกมาจากปลายนิ้วทั้งสิบ ด้วยวิธีนี้เองจะทำให้ไม่สูญเสียพลังวิญญาณไปโดยเปล่าประโยชน์ อีกทั้ง หากใช้วิธีการนี้คนอื่นจะไม่สามารถมองเห็นการหลอมของเขาได้ เนื่องจากผู้หลอมโอสถระดับสูงสามารถบอกความแข็งแกร่งของนักหลอมโอสถคนอื่นๆได้ด้วยการมองเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ดังนั้นการซ่อนความแข็งแกร่งจึงเป็นสิ่งที่นักหลอมโอสถควรจะเรียนรู้เอาไว้

 

หลังจากเรียบเรียงความคิดแล้ว โหยวเสี่ยวโม่จึงใช้พลังวิญญาณของเขาหลอมละลายสมุนไพรสามต้นให้กลายเป็นของเหลว แล้วเขาจึงค่อย ๆ สกัดแอ่งของเหลวทั้งสามแอ่งนั้นช้าๆ หลังจากนั้นสักพัก ความไม่บริสุทธิ์จำนวนหนึ่งจึงตกลงไปยังก้นหม้อดำมืดด้านล่าง และเขาจึงเริ่มสกัดรอบที่สอง…..

 

เขาจดจ่อเต็มที่กับทุกๆขั้นตอน คนอื่นๆสามารถบอกได้ว่าเขากำลังสกัดสมุนไพรอยู่ แต่พวกเขาไม่สามารถมองเห็นว่ากำลังเกิดอะไรในหม้อบ้าง

 

หลังจากที่ศิษย์คนแรกหลอมโอสถได้สำเร็จแล้ว ศิษย์คนที่สองและคนที่สามก็เสร็จตามมา โชคดีที่หนึ่งในนั้นเป็นศิษย์คนที่ยืนอยู่ข้างๆโหยวเสี่ยวโม่ซึ่งมาจากตำหนักเดียวกัน ศิษย์ผู้นั้นไม่อาจเก็บซ่อนสีหน้าดีใจเอาไว้ได้ ศิษย์ตำหนักพสุธาที่ยืนอยู่ด้านหลังเองก็รู้สึกดีใจมากเช่นกัน แม้แต่ใบหน้าอันเคร่งเครียดของคงเวินก็อ่อนลงเล็กน้อย นี่เป็นศิษย์ตำหนักพสุธาคนที่สี่แล้วที่ผ่านการประเมิน ส่วนอีกสี่คนนั้นตกรอบไปเมื่อสองรอบที่ผ่านมา

 

หลังจากการผ่านประเมินของศิษย์คนหนึ่งแล้ว ศิษย์คนอื่นๆจึงยิ่งเร่งมือขึ้นอีก และด้วยเวลาที่เหลืออยู่เดียวแค่หนึ่งส่วนจากแปดส่วน ในที่สุดเขาก็หลอมยาสำเร็จด้วยวัตถุดิบส่วนสุดท้ายนี้

 

ในตอนนั้นเอง เนื่องจากเวลาใกล้เข้ามาเรื่อยๆแล้ว เหลือเพียงสองคนที่ยังคงหลอมโอสถอยู่

 

หนึ่งในนั้นคือโหยวเสี่ยวโม่ ส่วนอีกคนนึงก็คือเจียงหลิวจากตำหนักสวรรค์ เขายืนอยู่ตรงแท่นหินหมายเลขหนึ่ง ซึ่งห่างจากแท่นหินของโหยวเสี่ยวโม่ห้าแท่น ทั้งสองต่างอยู่ในขั้นตอนการหลอมรวม ด้วยเวลาที่ใกล้เข้ามาทุกที พวกเขาทั้งสองกลับสงบนิ่ง

 

แต่ศิษย์ของทั้งตำหนักสวรรค์และตำหนักพสุธาด้านล่างต่างรู้สึกกระวนกระวายใจเป็นอย่างมาก

 

สำหรับตำหนักสวรรค์นั้น เจียงหลิวถือเป็นศิษย์หน้าใหม่ที่โดดเด่นมาก หากเขาสอบตกจริง ตำหนักสวรรค์จะต้องอับอายเป็นแน่

 

ส่วนตำหนักพสุธา โหยวเสี่ยวโม่เองก็เป็นศิษย์โดยตรงของหัวหน้าตำหนัก ในฐานะที่เป็นศิษย์อย่างเป็นทางการแล้ว หากเขาสอบตก คงเวินและตำหนักพสุธาจะต้องอับอายแน่นอน

 

โจวเปิ่งรู้สึกว่าเขาไม่เคยรู้สึกกระวนกระวายขนาดนี้มาก่อน ในตอนที่เขาปะทะกับเหล่ยจวี๋บนเวทีเขายังไม่รู้สึกเครียดเท่านี้มาก่อนเลย และทั้งหมดนี้เป็นเพราะโหยวเสี่ยวโม่ซึ่งกำลังยืนหลอมโอสถอยู่ด้านบนนั้น “ศิษย์พี่ใหญ่ เวลาใกล้จะหมดแล้ว ทำไมศิษย์น้องถึงยังไม่เสร็จสักที?”

 

“เจ้าไม่ใช่คนที่หลอมโอสถนะ ทำไมถึงเครียดเช่นนี้?”

 

หลิงเซี่ยวมองไปยังโหยวเสี่ยวโม่ด้วยท่าทางราบเรียบ

 

“ข้ารู้สึกเครียดแทนท่านต่างหาก อย่างไรซะ เขาก็เป็นศิษย์น้องของท่าน หากเป็นคนอื่น ข้าคงไม่ห่วงขนาดนี้”

 

โจวเปิ่งรู้สึกกังวลจนกระทั่วเขาเดินไปมาเป็นวงกลม และศิษย์พี่ใหญ่นั้นกลับไม่แสดงท่าทางใดๆเลย ราวกับว่ากำลังอยู่ในสถานการณ์ “กษัตริย์ไม่กังวล แต่ขันทีกลับกังวลแทบตาย”

 

ความจริงก็คือ โจวเปิ่งนั้นไม่เข้าใจหลิงเซี่ยวเลย

 

หากโหยวเสี่ยวโม่เห็นหลิงเซี่ยวตอนนี้ เขาคงจะสามารถบอกได้ว่าหลิงเซี่ยวไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่ดีเท่าไหร่

 

“ฮ่า! พี่น้องเจียงหลิวหลอมโอสถสำเร็จแล้ว!”

 

เสียงตะโกนด้วยความยินดีดังมาจากกลุ่มตำหนักสวรรค์ เมื่องเห็นว่าเสียงตะโกนดังมาจากตำหนักสวรรค์ หลิงเซี่ยวจึงอดขมวดคิ้วออกมาไม่ได้

 

ในขณะนี้ เจียงเหล่อยซึ่งยืนอยู่หน้าแท่นหินหมายเลขหนึ่งนั้นกำลังยิ้มอย่างภาคภูมิใจ ในมือเขามีโอสถอยู่เม็ดหนึ่ง โอสถนี้เป็นสีฟ้าอ่อน แต่สียังคงเข้มกว่าสีฟ้าอ่อนอยู่นิดหน่อย เมื่อเปรียบเทียบกับโอสถของผู้อื่นแล้ว โอสถเม็ดนี้นั้นถือว่าดีกว่าเล็กน้อย ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเจียงหลิวจึงยิ้มออกมาเช่นนั้น

 

ยิ่งตำหนักสวรรค์รู้สึกยินดีมากเท่าไหร่ ใบหน้าของคนตำหนักพสุธาก็ยิ่งเลวร้ายคงเท่านั้น เมื่อเห็นใบหน้าเปล่งปลั่งของคนฝั่งตำหนักสวรรค์แล้ว ใบหน้าของคนฝั่งตำหนักพสุธาก็ยิ่งดำมืดลงเท่านั้น สายตาของพวกเขาจับจ้องไปยังโหยวเสี่ยวโม่

 

ในตอนนี้ จำนวนทรายชั้นดีที่เหลืออยู่ในนาฬิกาเหลือไม่มากแล้ว

 

ท่าทางตึงเครียดของหลิงเซี่ยวกลับผ่อนคลายลงเมื่อเขาเห็นไหล่ของโหยวเสี่ยวโม่สูงขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากของเขาโค้งขึ้นเล็กน้อย ในขณะที่โจวเปิ่งซึ่งอยู่ด้านข้างเขานั้นกำลังเครียดแทบตาย

 

“หมดเวลา!”

 

เสียงผู้อาวุโสดังขึ้น

 

ในขณะเดียวกัน โอสถสีแดงอ่อนก็บินออกมาจากหม้อหลอม โหยวเสี่ยงโม่รีบยืดมือออกไปเพื่อรับโอสถเม็ดนั้น

 

หัวใจของคนจากตำหนักพสุธาราวกับว่าถูกทิ้งลงมาจากกลางอากาศ ช่างน่าหวาดเสียวเหลือเกิน พวกเขาคิดว่าโหยวเสี่ยวโม่คงไม่มีทางหลอมโอสถได้ทันเวลาเสียแล้ว แต่โชคดีที่เขายังคงสามารถทำได้ทันตามเวลา

 

“บ้าจริง!”

 

ถังหยุนฉีกัดริมฝีปากของนางเบาๆ และไม่สามารถปกปิดรังสีแห่งความชั่วร้ายจากดวงตาของนางได้ นางจ้องมองอย่างเกลียดชังไปที่โหยวเสี่ยวโม่ซึ่งกำลังถือเม็ดโอสถสีแดงอ่อนเอาไว้ในมือ นางอุตส่าห์ให้สองคนข้างๆนางช่วยจัดการแผนการให้นาง แต่สองคนนั้นกลับทำผิดพลาดไปหมด

 

สองคนข้างๆนางนั้นมองกันไปมาด้วยความกลัว พวกเขาไม่สามารถพูดคำพูดปลอบใจออกมาได้ เพียงแค่ภาวนาให้โหยวเสี่ยวโม่หลอมโอสถเสียออกมาเท่านั้น

 

เจียงหลิวเดินมาหาโหยวเสี่ยวโม่ด้วยรอยยิ้มกว้างอย่างกับเด็กๆ “พี่ใหญ่โหยว ยินดีด้วย!”

 

 

 

โหยวเสี่ยวโม่นั้นกำลังจดจ้องอยู่ที่โอสถในมือของเขา เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เขาจึงมองไปยังเจียงหลิวด้วยความประหลาดใจ เขาเพิ่งรับรู้ว่าคนผู้นั้นคือเจียงหลิวซึ่งมาจากหมู่บ้านเดียวกัน ตั้งแต่การแข่งขันกระชับมิตรที่วงศ์ภาคกลาง เขาก็ไม่ได้เห็นเจียงหลิวอีกเลย เขาไม่ได้คาดว่าเจียงหลิวจะเข้ารับการประเมินในรอบเดียวกัน

 

 

 

โหยวเสี่ยวโม่มองโอสถในมือเจียงหลิวและยิ้มออกมาก่อนจะกล่าว “น้องเจียง ข้าเองก็ต้องขอแสดงความยินดีกับเจ้าด้วยเช่นกัน ดูเหมือนว่าเจ้าจะผ่านการประเมินนะ”

 

 

 

เจียงหลิวแล่บลิ้นออกมาอย่างขี้เล่น และกล่าวอย่างดีใจ “พี่ใหญ่โหยว คำพูดนั้นสมควรจะต้องรอจนกว่าโอสถนี้จะได้รับการประเมินแล้ว ข้าคงจะดีใจยิ่งกว่านี้หากท่านกล่าวยินดีกับข้าในตอนนั้น”

 

 

 

แม้ว่าเขาจะพูดอย่างนั้นก็ตาม แต่น้ำเสียงยินดีในคำพูดของเขาก็ยังคงชัดเจนอยู่ดี

 

 

 

เนื่องจากเหลือพวกเขาเพียงแค่สองคนที่ยังไม่ได้รับการประเมิน พวกเขาทั้งคู่จึงเดินไปยังผู้อาวุโสด้วยกัน เจียงหลิวเป็นฝ่ายส่งโอสถให้ผู้อาวุโสประเมินก่อน โอสถสีฟ้าอ่อนกลิ้งบนมือเขาส่งกลิ่นสมุนไพรจางๆออกมา

 

 

 

ผู้อาวุโสนั้นเป็นผู้หลอมโอสถระดับหก แม้ว่าระดับของเขาจะไม่สูงเท่าคงเวินและคนอื่นๆก็ตาม แต่ความสามารถในการประเมินโอสถของเขานั้นนับว่าสูงกว่าผู้อื่นมาก ดังนั้นตราบใดที่โอสถถูกประเมินโดยเขา ย่อมไม่มีใครตั้งคำถามเกี่ยวกับผลลัพธ์อย่างแน่นอน

 

 

 

ทุกคนเห็นว่าเขารับโอสถจากเจียงหลิวไป ดวงตาคู่นั้นที่ดูพร่าเบลอ แต่กลับจ้องมองไปยังโอสถเม็ดนั้นอย่างเฉียบคม และเขากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงพึงพอใจ “โอสถจิตวิญญาณสีฟ้า สกัดสองครั้ง โอสถชั้นกลางระดับต่ำ ข้าขอประกาศว่าเจียงหลิวจากตำหนักสวรรค์ผ่านการประเมิน”

 

 

 

เมื่อผู้อาวุโสกล่าวจบ ศิษย์ตำหนักสวรรค์ทั้งตำหนักต่างส่งเสียงโห่ร้องออกมา

 

 

 

เนื่องจากวัตถุดิบมีจำกัด โอสถทุกเม็ดที่หลอมโดยศิษย์จะมีเพียงโอสถระดับต่ำเท่านั้น แต่แม้ว่าจะเป็นโอสถระดับต่ำ แต่คุณภาพเองก็สามารถแตกต่างกันออกไปได้  ดังนั้น การสกัดหนึ่งรอบถือว่าเป็นคุณภาพต่ำ การสกัดสองรอบถือว่าเป็นคุณภาพกลาง และการสกัดสามรอบถือเป็นคุณภาพสูง

 

 

 

แต่เหล่าศิษย์ที่ผ่านมาสามารถสกัดได้เพียงรอบเดียวเท่านั้น ดังนั้นความสำเร็จของเจียงหลิวซึ่งสามารถสกัดได้สองรอบภายในครั้งเดียวนั้น ถือว่ายอดเยี่ยมเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ

 

 

 

ตัวเจียงหลิวเองก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก นัยน์ตาเผยให้เห็นถึงความยโสชั่วแวบหนึ่ง ขณะนั้นเองเขาจึงค่อยรู้สึกตัวว่าโหยวเสี่ยวโม่ยืนอยู่ข้างๆเขา ดังนั้นเขาจึงควบคุมความยโสเล็กน้อยนั้น ก่อนจะกล่าวอย่างยิ้มแย้มไปทางโหยวเสี่ยวโม่ “พี่ใหญ่โหยว ถึงรอบของท่านแล้ว”

Facebook Comment