+100%-

บท 95 การประเมิน(2)

บท 95 การประเมิน(2)

แท่นหินมีความกว้างประมาณครึ่งเมตร และสูงหนึ่งเมตร คล้ายกับแท่นหินที่โหยวเสี่ยวโม่เคยเห็นในห้องศิลาของเรือนสมุนไพร

 

แต่แท่นหินที่ใช้ในการประเมินนั้นสูงกว่าเล็กน้อย แท่นหินเก้าแท่นหมายความว่าจะต้องมีคนถูกประเมินเก้าคนในครั้งเดียว เมื่อรวมศิษย์ที่เข้ารับการประเมินทั้งสามตำหนักแล้ว ได้เจ็ดสิบสองคน แปดรอบพอดิบพอดี ไม่ขาดหรือเกิน

 

ต่อมาผู้อาวุโสจึงเริ่มเรียกหมายเลข คนที่ถูกเรียกจะต้องไปยืนอยู่หน้าแท่นหิน เนื่องจากมีแท่นแค่เก้าแท่น แต่ละตำหนักจึงขึ้นไปตำหนักละสามคนเท่านั้น

 

กลุ่มแรกถูกเรียกขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ศิษย์ตำหนักพสุธาสามคนยืนอยู่หน้าแท่นหินทางด้านขวามือสุด โหยวเสี่ยวโม่ไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับอีกหกคนที่เหลือ แต่ก็ง่ายมากที่จะแยกศิษย์จากตำหนักสวรรค์ พวกเขาคือคนพวกที่มักจะเชิดหัวให้สูงอยู่ตลอดเวลาและมองดูเย่อหยิ่ง

 

ชายหนุ่มคนหนึ่งนำนาฬิกาทรายออกมาและวางมันไว้ตรงหน้าทุกคน

 

นาฬิกาทรายบรรจุไว้ด้วยทรายชั้นดี ชายหนุ่มหมุนนาฬิกากลับด้าน และวางมันลงบนโต๊ะ ทรายชั้นดีที่บรรจุอยู่ภายในเริ่มไหลลงอย่างช้าๆ นี่เป็นอุปกรณ์ที่พรรคเถียนซินใช้เพื่อวัดเวลา เมื่อทรายชั้นดีไหลลงมาจนหมด นั่นหมายถึงว่าเวลาสำหรับกลุ่มแรกได้หมดลงแล้ว

 

โหยวเสี่ยวโม่ค้นพบว่าการประเมินนี้มีเวลาจำกัดด้วย โชคดีที่เขาเตรียมการมาอย่างดีล่วงหน้าแล้ว อย่างไรก็ตาม จิตใจของเขาอาจจะมีผลกระทบจากนาฬิกาทรายได้ เขาเห็นว่าศิษย์บางคนนั้นจ้องไปยังนาฬิกาทรายอย่างเคร่งเครียด

 

เมื่อการประเมินเริ่มขึ้น ศิษย์เก้าคนเริ่มหยิบสมุนไพรวิเศษซึ่งถูกจัดเตรียมมาสำหรับพวกเขาบนแท่นหินขึ้นมา

 

การหลอมโอสถนั้นเป็นขั้นตอนที่จืดชืดและไม่น่าสนใจอย่างยิ่ง แต่การหลอมโอสถระดับสองหนึ่งเม็ดก็ไม่ได้ใช้เวลามากนัก

 

เมื่อทรายจำนวนสุดท้ายตกลง การประเมินรอบแรกจึงจบลง โอสถเก้าเม็ดถูกนำไปตรวจสอบทีละเม็ด ไม่ใช่โอสถที่หลอมได้ออกมาเป็นเม็ดจะดีทุกเม็ด บางเม็ดอาจจะมีการผิดพลาดที่ขั้นตอนการหลอมรวมทำให้โอสถมีค่าด้อยลง ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องตรวจสอบประสิทธิภาพของเม็ดโอสถด้วย

 

โหยวเสี่ยวโม่ยืนอยู่ด้านหลัง ดังนั้นเขาจึงมองเห็นไม่ชัดว่ามีอะไรเกิดขึ้นด้านหน้าบ้าง เขาไม่มีทางเลือกจำต้องเขย่งปลายเท้า แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาจึงสามารถมองเห็นได้ชัดเจนขึ้น การตรวจสอบสิ้นสุดแล้ว ภายในศิษย์เก้าคนที่เข้ารับการประเมิน บางคนอารมณ์ดีมาก ส่วนบางคนก็เศร้า และบางคนนั้นถึงขนาดจะร้องไห้ออกมา และหนึ่งในคนที่จะร้องไห้ออกมาเองก็เป็นศิษย์ของตำหนักพสุธาด้วย

 

เมื่อศิษย์ทั้งสามกลับมา คงเวินกล่าวคำพูดปลอบใจและให้กำลังใจด้วยน้ำเสียงราบเดียว ในขณะเดียวกัน รอบสองกำลังจะเริ่มต้น

 

การมองดูผู้อื่นหลอมโอสถช่างเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ แต่ก็ยังคงมีประโยชน์อยู่บ้าง เนื่องจากเขาสามารถจ้องมองเคล็ดลับและการเคลื่อนไหวที่คนอื่นๆใช้ในการหลอมโอสถได้ การเรียนรู้ด้วยประสบการณ์นี้จึงมีประโยชน์อย่างมาก ดังนั้นโหยวเสี่ยวโม่จึงจดจ้องสายตาเขาไปยังการประเมินอย่างสนใจ

 

หลังจากกลุ่มที่สองผ่านไปแล้ว จึงเป็นรอบของกลุ่มที่สาม นั่นคือหมายเลขเจ็ดถึงเก้า

 

โหยวเสี่ยวโม่ตรวจสอบหมายเลขบนแผ่นป้ายในมือและได้ยินผู้อาวุโสเรียกหมายเลขเจ็ด เขาสงบใจลงและเดินไปพร้อมกับศิษย์ร่วมตำหนักอีกสองคน เขายืนอยู่ตรงหน้าแท่นที่เจ็ด เมื่อมองดูในระยะใกล้แบบนี้ เขาจึงได้เห็นแล้วว่าสิ่งที่อยู่บนแท่นหินคืออะไร

 

มีหม้อหลอมสีดำวางอยู่ตรงกลางของแท่น หน้าหม้อหลอมมีสมุนไพรสามชนิดสำหรับทำโอสถหนึ่งประเภท ซึ่งทั้งสามชนิดมีปริมาณเพียงพอจะทำโอสถประเภทเดิมได้สองเม็ด ความหมายโดยนัยะก็คือหากใช้วัตถุดิบจนหมดแต่ไม่สามารถผลิตโอสถออกมาได้ นั่นก็หมายความว่าสอบตกนั่นเอง โหยวเสี่ยวโม่หยิบสมุนไพรขึ้นมาดู สมุนไพรเหล่านี้นั้นเป็นสมุนไพรสำหรับหลอมโอสถกักเก็บพลัง

 

ในระยะเวลาสามเดือนที่เก็บตัว เขาหลอมโอสถหลายชนิดด้วยกัน หนึ่งในนั้นก็คือโอสถกักเก็บพลังนี้เอง แต่เขาก็ไม่ได้หลอมเยอะมากนัก อีกทั้ง เมื่อสามวันก่อน ในตอนที่เขาไปขอเบิกสมุนไพรจากท่านลุงจ้าว ในจำนวนนั้นเองก็มีวัตถุดิบสำหรับหลอมโอสถกักเก็บพลังเช่นกัน ดังนั้นความคิดของเขาที่มีต่อโอสถชนิดนี้จึงค่อนข้างดีทีเดียว

 

โอสถกักเก็บพลังเป็นโอสถที่ถือว่าพิเศษที่สุดในหมู่โอสถระดับสองด้วยกัน โอสถนี้จะใช้เป็นตัวช่วยในตอนที่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับต่ำๆกำลังจะทะลวงผ่านไปอีกระดับ ผู้ฝึกยุทธ์บางคนไม่สามารถทะลวงผ่านระดับไปได้เนื่องจากพวกเขาขาดพลังจิตวิญญาณ ในตอนนี้เองที่จำเป็นจะต้องใช้โอสถกักเก็บพลัง เนื่องจากพลังของโอสถนี้สามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นพลังจิตวิญญาณที่ปะทุออกมา ช่วยทำให้ผู้ฝึกยุทธ์สามารถทะลวงผ่านไปอีกระดับได้

 

แต่นั่นไม่ใช่ความพิเศษที่สุดของโอสถชนิดนี้ สิ่งที่พิเศษก็คือโอสถนี้ต้องการทักษะของผู้หลอมโอสถมากกว่าผู้หลอมโอสถระดับสองทั่วๆไป การสกัดสมุนไพรจะต้องทำอย่างพอดีๆไม่มากหรือน้อยเกินไป พลังงานที่อยู่ในโอสถจะต้องบริสุทธิ์ที่สุด หากพลังงานมีความไม่บริสุทธิ์มากเกินไป โอสถนั้นจะถูกมองว่าไร้ค่าทันที

 

แน่นอนว่าความยากนี้ไม่เป็นอะไรเลยสำหรับโหยวเสี่ยวโม่ เคล็ดลับการสกัดสมุนไพรของเขานั้นยอดเยี่ยมมาก เขาสามารถสกัดได้อย่างน้อยสองรอบยกเว้นในตอนที่เขาฝึกหัดสกัดครั้งแรกสุด

 

แต่เมื่อเขามองไปยังของที่ศิษย์ตำหนักเดียวกันอีกสองคนที่เหลือได้รับมา เขารู้สึกว่าพวกเขาทั้งสองได้รับโอสถระดับสองที่ง่ายมาก ก่อนหน้านี้ เขาเห็นผู้อาวุโสให้ใครบางคนเป็นคนจัดสมุนไพรวิเศษ ดูเหมือนว่ามันจะเป็นการสุ่ม บางทีเขาอาจจะโชคร้ายเอง ดังนั้นเขาจึงได้รับสมุนไพรสำหรับโอสถที่หลอมยากมาก โหยวเสี่ยวโม่มองไปยังนาฬิกาทรายตรงหน้า เวลาเพิ่งเริ่มไหลลง ดังนั้นเขาจึงหย่อนสมุนไพรลงในหม้อหลอมอย่างใจเย็น

 

หลังจากที่ดูทั้งสองรอบที่ผ่านมาอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว เขาจึงสามารถคาดเดาจำนวนเวลาที่นาฬิกาทรายจะหมดลงได้ เวลาของนาฬิกาทรายนั้นประมาณครึ่งชั่วยาม โอสถหนึ่งเม็ดภายในครึ่งชั่วยาม ระยะเวลานี้มันมากเกินไปสำหรับเขา ด้วยความเร็วในการหลอมของเขา เขาสามารถหลอมสิบเม็ดได้ภายในครึ่งชั่วยาม

 

มีผู้ชมมากมาย แต่เกือบครึ่งนั้นจ้องมองมาทางโหยวเสี่ยวโม่

 

แต่ความสนใจของโหยวเสี่ยวโม่ในเวลานี้นั้นอยู่บนแท่นหิน ดังนั้นเขาจึงไม่ได้สังเกตว่ามีผู้คนมากมายจ้องมาทางเขา ภายในหมู่คนจ้องมองโหยวเสี่ยวโม่ ส่วนมากแล้วรอที่จะดูว่าโหยวเสี่ยวโม่จะยุ่งยากใจเมื่อใด เขาเพียงแต่ไม่รู้ว่าเขานั้นโด่งดังแค่ไหน

 

******

 

ภายในหมู่คนนั้น หญิงสวยคนหนึ่งจ้องมองอย่างเย็นชาไปยังโหยวเสี่ยวโม่

 

หญิงผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่นเลย นางคือถังหยุนฉีนั่นเอง ถังหยุนฉีนั้นเป็นนักหลอมโอสถระดับสาม ดังนั้นนางจึงไม่มีเรื่องอันใดให้ต้องมายังที่นี่เลย แต่เนื่องจากนางเป็นลูกสาวของประมุขพรรค ผู้คุ้มกันด้านนอกจึงไม่ได้หยุดยั้งนาง และปล่อยให้นางเข้ามาพร้อมกับผู้คน

 

“ศิษย์น้องถัง ข้าคิดว่านี่คงเป็นจุดจบของโหยวเสี่ยวโม่แน่แล้ว”

 

“เขาเข้ามาเป็นศิษย์ที่นี่เพียงแค่หกเดือนเท่านั้น เขาไม่สามารถหลอมโอสถกักเก็บพลังได้อย่างแน่นอน และแม้ว่าเขาจะหลอมโอสถได้จริงๆ โอสถนั้นก็คงเป็นโอสถที่ผิดพลาด กล่าวกันว่าโอสถกักเก็บพลังงานต้องใช้ทักษะของผู้หลอมค่อนข้างมาก”

 

โอสถที่ผิดพลาดก็เท่ากับเป็นโอสถที่ไม่มีประโยชน์ใดๆนั่นเอง

 

ถังหยุนฉีกระตุกมุมปากสีแดงของนาง และกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ข้าไม่ได้แค่อยากให้มันไม่สามารถหลอมโอสถได้ ข้าอยากให้มันอับอายต่อหน้าผู้คนมากมาย มีเพียงแค่วิธีนี้เท่านั้นที่จะกำจัดความเกลียดชังออกไปจากใจของข้าได้”

 

“ถูกต้อง มันถึงกับกล้าทำให้ศิษย์น้องถังต้องถูก…….”

 

ก่อนที่ศิษย์พี่หญิงจะกล่าวจบ ถังหยุนฉีก็จ้องมองไปยังนางด้วยสายตาเย็นชาและเกลียดชัง นั่นทำให้นางไม่เกิดกลัวและไม่สามารถพูดต่อจนจบประโยคได้

 

เมื่อมองดูท่าทางเย็นชาราวน้ำแข็งของศิษย์น้องถังแล้ว ทุกคนจึงไม่กล้าที่จะพูดอะไรออกมา แม้ว่าพวกเขาไม่ได้พูดอะไร พวกเขาก็รู้อยู่แก่ใจดี ในเรื่องเมื่อสามเดือนก่อน ศิษย์น้องถังถูกผู้อาวุโสสูงสุดตบหน้าอย่างจัง

 

ในเวลานั้น ผู้คนเห็นว่าใบหน้าของศิษย์น้องถังนั้นกลายเป็นสีแดงก่ำและบวมออกมา รูปร่างในตอนนั้นสามารถพูดได้ว่าน่าเกลียดเกินจินตนาการได้ มีบางคนที่ยินดีกับความโชคร้ายนี้ของนาง แต่ไม่มีใครกล้าพูดเรื่องนี้ต่อหน้านางสักคน เนื่องจากก่อนหน้านี้ มีศิษย์หญิงผู้หนึ่งพลั้งเผลอพูดออกมาต่อหน้านาง สิ่งที่ตามมาคือ ถังหยุนฉีทำลายหน้าศิษย์หญิงผู้นั้น

 

เรื่องนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดเหตุวุ่นวายเนื่องจากศิษย์หญิงผู้นั้นกลัวว่าถังหยุนฉีจะลงโทษนางดังนั้นนางจึงไม่ได้บอกต่ออาจารย์ของตน แต่อย่างไรก็ตามผู้คนมากมายรับรู้ถึงเรื่องนี้ ผู้คนเหล่านั้นต่างก็เริ่มกลัวถังหยุนฉีมากขึ้นและมากขึ้น ทุกคนรู้สึกว่าตั้งแต่อุบัติการณ์ครั้งนั้น ศิษย์น้องถังก็เริ่มโหดร้ายและชั่วร้ายมากยิ่งขึ้น

 

“ศิษย์พี่ใหญ่ จากสิ่งที่ข้ามองเห็น ศิษย์น้องของท่านนั้นไม่ได้อยู่ในสภาพที่ดีเท่าไหร่ อา”

 

ณ มุมหนึ่งของผู้คนมากมาย ชายหนุ่มสูงใหญ่และหล่อเหลาถอนสายตาจากถังหยุนฉีและกลุ่มของนาง พูดเบาๆกับชายหล่อเหลาที่ยืนอยู่ข้างๆ

 

“โจวเปิ่ง เจ้าไปพูดมากแบบนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?”

 

หลิงเซี่ยวจ้องมองไปยังโจวเปิ่ง

 

โจวเปิ่งนั้นคือชายผู้ซึ่งออกจากการเก็บตัวเมื่อสองเดือนก่อน หลังจากออกมาจากการเก็บตัว ผู้คนสังเกตได้ถึงท่าทางอันสง่างามของเขา ก่อนหน้านี้ เขานั้นมักจะมีท่าทางที่เรียบง่ายและซื่อตรง แต่ตอนนี้เขากลับฉายชัดถึงความหลักแหลม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในดวงตาเป็นประกายคู่นั้น

 

เมื่อได้ยินคำพูดของหลิงเซี่ยว โจวเปิ่งจึงเกาหัว รอยยิ้มบนใบหน้าของเขานั้นเปิดเผยและตรงไหนตรงมา ไม่มีร่องรอยถึงความหลักแหลมแม้แต่น้อย “ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าเพียงแค่กังวลกับศิษย์น้องเท่านั้น ดูท่าทางของศิษย์น้องถังสิ ด้วยบุคคลิกของนาง ดูเหมือนว่านางจะต้องมีแผนการบางอย่าง”

 

“แผนการ? ฮึ่ม!”

 

หลิงเซี่ยวส่งเสียง สายตาของเขาจ้องมองไปที่โหยวเสี่ยวโม่ซึ่งบัดนี้จดจ่ออยู่กับการหลอมโอสถ โอสถระดับสองนั้นไม่ยากเกินกว่าโหยวเสี่ยวโม่เลย ยกเว้นว่าถังหยุนฉีจะสั่งให้นำสมุนไพรระดับสามมาแทนที่สมุนไพรระดับสอง แต่เขาคาดว่านางไม่กล้าทำถึงขนาดนั้นเนื่องจากหากเรื่องแดงขึ้นมา นั่นไม่ได้หมายถึงแค่เฉพาะนางเท่านั้นที่จะอับอาย แต่ยังรวมไปถึงตำหนักสวรรค์และแม้แต่บิดาของนางก็คงจะได้รับผลกระทบนี้

 

โจวเปิ่งอยากจะพูดเหลือเกินว่า “ท่านมั่นใจในตัวเขามากเกินไปแล้ว” แต่เมื่อมองไปยังท่าทางเด็ดขาดนั้นแล้ว เขาจึงยั้งคำพูดไว้และเลือกที่จะเงียบ

 

ในตอนนั้นเอง โหยวเสี่ยวโม่ชะงักเนื่องจากปัญหาที่อยู่ตรงหน้าเขา

 

เนื่องจากเมื่อผ่านกระบวนการหลอมโอสถไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว เขากลับค้นพบว่าหม้อหลอมยามีรอยแตกอยู่ตรงก้นหม้อ

 

ในตอนแรกนั้นรอยแตกไม่ได้ใหญ่มาก แต่หลังจากที่ใส่พลังวิญญาณเข้าไป รอยแตกจึงเริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และค่อยๆลามไปยังส่วนต่างๆของหม้อ เขาค้นพบเมื่อเขากำลังจะเริ่มทำการหลอมรวมโอสถ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาพบเจอกับปัญหานี้ แต่ในครั้งนี้รอยแตกนั้นใหญ่เกินไป หากเขาใช้พลังมากเกินกว่านี้ หม้ออาจจะระเบิดได้

 

โหยวเสี่ยวโม่ลังเลเล็กน้อย แต่ในท้ายที่สุดก็ถอนมือออกจากหม้อหลอม

 

การกระทำนี้เรียกสายตาผู้คนให้มาสนใจอย่างมาก

 

ก่อนหน้านี้ เขากำลังจะเริ่มหลอมรวมโอสถ ทุกคนรู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมากเนื่องจากการกระทำของเขานั้นรวดเร็วเกินไป คนอื่นๆยังอยู่ในขั้นสกัดสิ่งไม่บริสุทธิ์อยู่เลย แต่เขากลับอยู่ในขั้นหลอมรวมแล้ว และเมื่อเห็นว่าเขาถอนมือออกมา ทุกคนจึงคิดได้เพียงว่าเขาเพียงแค่เสแสร้งเท่านั้น และต่างก็สาปแช่งให้เขาล้มเหลว

 

โหยวเสี่ยวโม่ยกมือขึ้นต่อหน้าผู้อาวุโส กล่าวว่า “ผู้อาวุโส หม้อหลอมของข้ามีรอยแตกร้าว”

Facebook Comment