+100%-

บท 94 การประเมิน(1)

บท 94 การประเมิน(1)

หลังจากนั้น โหยวเสี่ยวโม่ใช้เวลาสองวันในการลองหลอมโอสถสามสิบเม็ด

 

แม้ว่าคุณภาพของสมุนไพรจะต่ำมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้ประโยชน์สำหรับโหยวเสี่ยวโม่ เนื่องจากสมุนไพรคุณภาพต่ำ ทำให้มีสิ่งไม่บริสุทธ์เจือปนมาก โหยวเสี่ยวโม่จึงใช้จุดนี้ในการฝึกฝนความสามารถของเขาในการสกัดสมุนไพรระดับสอง

 

หลังจากการทดลองทั้งสองวัน เขาจึงรู้สึกว่าเขาสามารถสกัดสมุนไพรได้อย่างมากสุดประมาณสามถึงสี่รอบ ตัวเลขนี้นับว่าสูงกว่านักหลอมโอสถคนอื่นๆมาก เนื่องจากนักหลอมโอสถโดยทั่วไปสามารถสกัดสมุนไพรระดับสองได้เพียงหนึ่งหรือสองครั้งเท่านั้น และไม่สามารถสกัดได้นอกเหนือไปจากนี้อีก ยิ่งไปกว่านั้น คุณภาพของสมุนไพรซึ่งนับว่าไม่ได้สูงมาก ดังนั้นผลลัพธ์ที่ได้ก็คือโอสถที่สามารถพูดได้ว่าอยู่ในระดับ “ย่ำแย่” อีกทั้งความเสี่ยงก็อยู่ในระดับสูงประมาณสามสิบห้าส่วน

 

แต่หลังจากสกัดหลายรอบ โหยวเสี่ยวโม่จึงสามารถลดความเสี่ยงของโอสถระดับสองลงได้ เขาลดความเสี่ยงของโอสถระดับสองลงไปเหลือสิบห้าส่วน แม้ว่ามันจะไม่สามารถเทียบได้กับโอสถคุณภาพสูงที่เขาหลอมมาก่อนหน้านี้ก็ตาม แต่สำหรับโอสถคุณภาพต่ำแล้ว นี่ถือว่าดีอย่างมาก บางคนนั้นจนเกินกว่าจะซื้อโอสถคุณภาพสูงได้ แม้ว่าพวกเขาจะเก็บเงินทั้งชีวิตก็ตามที

 

หลังจากถอนหายใจแล้ว โหยวเสี่ยวโม่จึงไม่ซ่อนตัวเองอยู่ในห้องเพื่อหลอมโอสถอีกต่อไป สำหรับวันที่เหลือนั้น เขาจึงเริ่มที่จะติดต่อสื่อสารกับศิษย์ห้องข้างเคียง เพื่อรับรู้ข่าวสารที่มีประโยชน์จากพวกเขา

 

เนื่องจากการประเมินจะเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้ เหล่าศิษย์ที่มายังที่พรรคนี้นานครึ่งปีเช่นเดียวกันเขาจึงรู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก เนื่องจากการประเมินในวันพรุ่งนี้ส่งผลต่ออนาคตของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่อาจเก็บอาการกังวลเอาไว้ได้

 

โหยวเสี่ยวโม่กลายเป็นผู้หลอมโอสถระดับสองแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่ เขาเพียงแค่รู้สึกแปลกใจที่ตำหนักทั้งสามจะเข้าร่วมการประเมินพร้อมกัน

 

“ศิษย์พี่เฉิน ทำไมทั้งสามตำหนักถึงเข้าร่วมการประเมินพร้อมกันเล่า?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ถามพี่ใหญ่ซึ่งพูดอย่างตรงไปตรงมาและมั่นใจ

 

พี่เฉินหันกลับมาและเห็นว่าโหยวเสี่ยวโม่เป็นคนที่ถามคำถามนั้น ที่จริงเขาไม่ต้องการตอบคำถามโหยวเสี่ยวโม่ แต่เมื่อเห็นว่าคนอื่นๆที่อยู่รอบๆข้างเองก็มองมายังเขาด้วยตาเบิกกว้าง เขาจึงรู้สึกว่าไม่ดีแน่หากเขาไม่ได้ตอบคำถามนี้ “มันเป็นกฎซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยผู้ก่อตั้งสำนักหลอมโอสถของเราเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างตำหนักทั้งสาม แต่เมื่อเวลาผ่านไป การประเมินนี้จึงสูญเสียความตั้งใจดั้งเดิมของมันและกลายเป็นการแข่งขันใหญ่ระหว่างตำหนักทั้งสาม”

 

พี่เฉินนั้นเป็นคนที่ไปยังห้องศิลาพร้อมกันกับโหยวเสี่ยวโม่ในตอนที่ฝึกฝนพลังวิญญาณ และเป็นคนที่ถูกทำให้ปลิวไปหลังจากที่เขาทำให้หม้อหลอมยาระเบิดอย่างไม่ตั้งใจ

 

ในเวลานั้นเขาถูกทำให้อับอายโดยความสำเร็จโหยวเสี่ยวโม่ ดังนั้น ในตอนที่โหยวเสี่ยวโม่ถูกพี่ห้าชื่นชม หัวใจเขาจึงรู้สึกไม่ชอบหน้าโหยวเสี่ยวโม่ และเมื่อเขาค้นพบว่าโหยวเสี่ยวโม่กลายเป็นศิษย์ของคงเวิน หัวใจเขาก็ยิ่งไม่ชอบเข้าไปใหญ่

 

แต่ต่อมา เขาเริ่มไม่ค่อยเห็นโหยวเสี่ยวโม่ ดังนั้น ในตอนนี้เมื่อเห็นโหยวเสี่ยวโม่อีกครั้ง หัวใจเขาก็ยังคงไม่พอใจอยู่เล็กน้อย แต่เขาไม่แสดงมันออกมาทางสีหน้าอีกต่อไป

 

“พี่เฉิน ตามที่ท่านพูด หากผลลัพธ์ออกมาแย่ มิได้หมายความว่าเราจะต้องอับอายต่อหน้าทุกๆคนเลยรึไง?”

 

โหยวเสี่ยวโม่เพิ่งรับรู้ความขัดแย้งระหว่างทั้งสามตำหนักเป็นครั้งแรก หากมันยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ความสัมพันธ์ระหว่างตำหนักพสุธาและตำหนักสวรรค์จะไปยังจุดที่พวกเขาไม่สามารถคืนดีกันได้อีกต่อไป และจะกลายเป็นข้อเสียเปรียบในการทำงานร่วมกันภายในพรรคเถียนซิน

 

“เป็นเช่นนั้นจริง โดยเฉพาะเจ้า น้องโหยว เจ้าเป็นศิษย์โดยตรงของคงเวิน หากเจ้าจะต้องอับอายต่อหน้าผู้คนจริงๆ ผลลัพธ์คงไม่สามารถจินตนาการได้!”

 

เมื่อพี่เฉินพูดเกี่ยวกับโหยวเสี่ยวโม่ ในคำพูดนั้นมีความพอใจกับความโชคร้ายของโหยวเสี่ยวโม่แฝงอยู่ในนั้นด้วย

 

“ขอบคุณที่เป็นห่วงข้า ข้าจะพยายามให้ดีที่สุด”

 

โหยวเสี่ยวโม่ยิ้มขณะตอบ

 

ใครเป็นห่วงเจ้ากัน? *เหอะ* พี่เฉินส่งเสียงขึ้นจมูก

 

แม้ว่าเขาจะได้ข้อมูลที่ต้องการแล้วก็ตาม แต่โหยวเสี่ยวโม่ก็ยังไม่ได้จากไปในทันที เขาอยู่กับทุกคนอีกเล็กน้อย

 

ในตอนเย็น ศิษย์คนหนึ่งมาหาเพื่อแจ้งโหยวเสี่ยวโม่ว่าการประเมินจะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ตอนเช้าในระหว่างเวลาซือ* ทุกคนจะต้องรวมตัวกันที่หน้าเรือนสมุนไพรก่อนเวลาซือ*

 

หลังจากส่งศิษย์ผู้นั้นแล้ว โหยวเสี่ยวโม่จึงปิดประตูและหลับไป เขาไม่ได้ใช้เวลานี้ในการหลอมโอสถ อย่างไรก็ตาม ในเวลาเพียงแค่คืนเดียว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากนัก อีกทั้ง เขาไม่ได้หลับอย่างสงบมาเป็นเวลานานแล้ว

 

หลิงเซี่ยวไม่ได้มาหาเขาในคืนนั้น บางทีเขาอาจจะยุ่ง ดังนั้นโหยวเสี่ยวโม่จึงไม่ได้เจอหลิงเซี่ยวเลย แม้ว่าเขาจะตื่นนอนและไปยังจุดนับพบแล้วก็ตาม

 

ในครั้งนี้คนที่นำพวกเขาไปยังสถานที่จัดการประเมินคือคงเวิน

 

แม้ว่าศิษย์ที่ไปการประเมินคือพวกที่เข้าพรรคมาประมาณครึ่งปี เมื่อรวมพวกนั้นแล้ว จำนวนนี้ก็ถือว่าพอคาดเดาได้ และพวกเขาถือว่าเป็นสายเลือดที่จะหล่อเลี้ยงตำหนักทั้งสามในอนาคต ดังนั้นคงเวินจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก

 

จุดหมายในครั้งนี้คือหอประชุมนักหลอมโอสถ

 

หอประชุมนักหลอมโอสถนั้นเป็นอาคารที่รูปทรงแปลกประหลาดซึ่งตั้งอยู่ภายในพรรคเถียนซิน รูปร่างภายนอกนั้นเหมือนกับหม้อหลอมโอสถสีดำ ทำให้ดูโดดเด่นเป็นอย่างมาก ตรงทางเข้ามีรูปปั้นสิงโตที่ดูแข็งแกร่งขนาบทั้งสองด้าน ดวงตาของรูปปั้นสิงโตทำมาจากอัญมณีสีแดงที่ส่งแสงราวกับจะสามารถมองทะลุไปยังหัวใจของผู้คนได้ เมื่อได้มองเพียงครั้งเดียว และจะไม่อยากมองพวกมันไปอีกตลอด

 

แผ่นป้ายจารึกซึ่งทำจากไม้จันทร์สีดำแดงแขวนอยู่ด้านบนของหอประชุม บนแผ่นป้ายจารึกไว้ว่า “หอประชุมนักหลอมโอสถ” ตัวหนังสือขนาดใหญ่และเรียบง่ายถูกสลักลงไปด้วยลายเส้นที่แข็งแรง เป็นผลงานชั้นปรมาจารย์ที่แท้จริง

 

คงเวินพูดคุยกับผู้คุ้มกันด้านนอกหอประชุมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินนำพวกเขาเข้าไปภายใน

 

โหยวเสี่ยวโม่เดินตามทุกคนเข้าไป เขามองดูแผ่นป้ายของหอประชุมและรู้สึกว่าแผ่นป้ายช่างน่าเกรงขามเหลือเกิน และเขามองไปทุกทิศทุกทาง แต่ไม่เห็นคนจากตำหนักสวรรค์หรือตำหนักทะยานฟ้าเลย บางทีพวกเขาอาจจะยังมาไม่ถึง หรือว่าพวกเขาอาจจะอยู่ด้านในหอประชุมแล้ว

 

เมื่อเดินเข้าไปภายในหอประชุม กลิ่นของสมุนไพรเล็กน้อยลอยเข้าจมูกทันที ทำให้จิตใจและจิตวิญญาณตื่นตัวขึ้น

 

ภายในหอประชุมหลักนั้นมีพื้นที่กว้างมาก อาจจะบรรจุคนได้มากกว่าห้าร้อยคน เมื่อมองดูจากภายนอกคงไม่สามารถบอกได้ว่าหอประชุมนี้กว้างขนาดนั้น ทำให้พื้นที่นั้นรู้สึกสดใสและกว้างขวาง ภายในมีกลุ่มคนยืนพูดคุยกันอยู่ประมาณสองถึงสามกลุ่ม ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นและบางคนดูเหมือนยังอายุไม่ถึงสิบห้าปีเลย

 

เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า พวกเขาจึงมองมายังทางเข้า เมื่อเห็นว่าคงเวินเป็นผู้นำ สายตาสงสัยของทุกคนจึงเปลี่ยนเป็นสายตาแห่งความเคารพ

 

แม้ว่าคงเวินจะมาจากตำหนักพสุธาก็ตาม แต่ไม่ว่าจะมองยังไง เขาก็ยังคงเป็นนักหลอมโอสถระดับสูงและยังเป็นผู้อาวุโสอีกด้วย แม้ว่าพวกเขาจะดูถูกศิษย์จากตำหนักพสุธาก็ตาม แต่พวกเขาไม่กล้าแสดงท่าทางใดๆออกมาต่อหน้าคงเวินเลย

 

โหยวเสี่ยวโม่ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับผู้คนภายในหอประชุม แต่ศิษย์รอบๆตัวเขารู้ดีทีเดียว

 

เมื่อเห็นพวกเขา เสียงพูดคุยอย่างดีใจค่อยๆเงียบลง ใบหน้าพวกเขาดูเหมือนจะไม่มีความสุข โหยวเสี่ยวโม่เดาได้ทันทีว่าศิษย์ภายในหอประชุมน่าจะเป็นศิษย์จากตำหนักสวรรค์

 

ชายวัยกลางคนซึ่งมีเคราสีดำก้าวออกมาจากฝูงชน คงเวินหันไปและบอกให้ศิษย์รอเขาอยู่ตรงนี้ ก่อนที่เขาจะเดินไปหาชายผู้นั้น

 

โหยวเสี่ยวโม่จำชายผู้นั้นได้ในที่สุด เขาคือโม่กู่ ผู้อาวุโสจากตำหนักสวรรค์ซึ่งเขาเคยพบเจอเมื่อตอนที่เขาลงไปเมืองด้านล่างภูเขาเป็นครั้งแรก เขาเป็นนักหลอมโอสถระดับห้า

 

“พี่คง อะไรทำให้ท่านเป็นคนนำศิษย์มาด้วยตัวเองเช่นนี้? แล้วพี่เซี่ยวไปไหนเสียเล่า?”

 

โม่กู่กุมมือตัวเองและโค้งคำนับคงเวิน  ฐานะของเขานั้นด้อยกว่าคงเวินดังนั้นเขาจึงต้องเป็นฝ่ายคำนับ

 

คงเวินพยักหน้าเบาๆ “เขามีบางสิ่งที่จะต้องจัดการ ดังนั้นข้าจึงพาศิษย์มาด้วยตนเองในวันนี้ ใกล้ถึงเวลาแล้ว ทำไมตำหนักทะยานฟ้ายังมาไม่ถึงอีกรึ?”

 

พี่เซี่ยวคือหนึ่งในผู้อาวุโสที่อยู่ในตอนที่โหยวเสี่ยวโม่เผชิญหน้ากับ “การพิพากษาของศาล” ก่อนหน้านี้เขาเป็นคนนำพาศิษย์มายังสถานที่จัดการประเมิน ดังนั้นโม่กู่จึงประหลาดใจเล็กน้อยที่คงเวินมาในครั้งนี้

 

เมื่อกล่าวจบ เสียงฝีเท้าก็ดังมาจากทางเข้าด้านหน้า

 

คงเวินและโม่กู่มองไปยังทางเข้าพร้อมๆกัน คนที่เดินนำมาคือเจ้าตำหนักทะยานฟ้า โจวอวี๋ เขามีหนวดสีขาวแกมเทาและใบหน้าใจดี ราวกับว่าเขาเป็นคนอ่อนโยนและเป็นมิตร เช่นเดียวกับคงเวิน เขาเองก็เป็นนักหลอมโอสถระดับสูงซึ่งถือได้ว่ามีเกียรติแต่กลับถ่อมตนมาก นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ว่าเขามักจะเป็นผู้นำความสงบสุขในระหว่างการขัดแย้งกันของตำหนักสวรรค์และตำหนักพสุธา

 

เนื่องจากการถ่อมตัวของเขา บางครั้งผู้คนจึงลืมไปว่าเขามีตัวตนอยู่ ไม่เพียงแค่นั้น เหล่าศิษย์ของเขาเองก็ยังคงเจียมเนื้อเจียมตัว

 

เนื่องจากเขามาตรงเวลาพอดี โจวอวี๋จึงกล่าวขอโทษอย่างสุภาพ คงเวินปฏิบัติกับเขาอย่างเฉยเมย ในขณะที่โม่กู่พูดจาประจบประแจงเล็กน้อย

 

โจวอวี๋ลูบเคราของเขาด้วยใบหน้ายิ้มเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นเป็นรอยยิ้มอย่างพอดีๆ ดังนั้นผู้คนจึงไม่ได้หงุดหงิดกับรอยยิ้มนี่นัก แสดงให้เห็นว่าเขานั้นมีคุณสมบัติเป็นผู้นำความสงบสุขที่แท้จริง

 

“ถึงเวลาเสียที รีบรวบรวมเหล่าศิษย์ทั้งหลายมาได้แล้ว การประเมินกำลังจะเริ่มขึ้น”

 

คงเวินกล่าวคำพูดพวกนี้แก่ทั้งสอง และหันกลับมายังศิษย์ของตนเอง

 

โจวอวี๋และโม่กู่เองก็กลับไปยังศิษย์ของตนอย่างไร้คำพูด และเริ่มจัดลำดับสำหรับการประเมิน

 

การประเมินในครั้งนี้ จัดขึ้นสำหรับศิษย์ที่พรรคเถียนซินรับมาเมื่อครึ่งปีที่แล้ว บางคนก็เป็นศิษย์เต็มตัวแล้ว ในขณะที่บางคนก็ยังคงเป็นศิษย์ชั่วคราวอยู่ แม้ว่าฐานะจะแตกต่างกัน แต่การประเมินก็ยังคงเป็นเหมือนกัน แน่นอนว่ามีศิษย์ที่เข้ามาก่อนหน้าเล็กน้อย หรือเข้ามาหลังเล็กน้อยอยู่ด้วยเช่นกัน

 

คงเวินเรียกให้ศิษย์มาหาเขา เขาไม่ได้ขอให้โหยวเสี่ยวโม่ยืนด้านหน้าเขาเพียงเพราะว่าโหยวเสี่ยวโม่เป็นศิษย์โดยตรงของเขา หลังจากแนะนำศิษย์เกี่ยวกับเรื่องที่พวกเขาควรจะให้ความสำคัญในระหว่างการประเมินจบแล้ว เขาจึงเริ่มจัดพวกเขาตามเป็นลำดับ

 

เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย ศิษย์ของแต่ละตำหนัก แต่ละคนจะได้รับแผ่นป้าย บนแผ่นป้ายจะมีตัวเลขสลักไว้ ในระหว่างการประเมิน ศิษย์จะเดินขึ้นไปตามหมายเลขที่ถูกเรียก

 

ตำหนักพสุธามีศิษย์ทั้งหมดยี่สิบสี่คน จำนวนนี้น้อยกว่าปีที่แล้วเล็กน้อย แต่ก็ยังถือว่าเป็นจำนวนปกติ ส่วนตำหนักสวรรค์และตำหนักทะยานฟ้าเองก็มีศิษย์ยี่สิบสี่คนเช่นกัน แต่ในด้านคุณภาพนั้นดีกว่าตำหนักพสุธาเล็กน้อย

 

โหยวเสี่ยวโม่ได้รับแผ่นป้ายสีเหลือซึ่งมีตัวเลขเจ็ดสลักไว้

 

เขามองไปทางตำหนักสวรรค์และตำหนักทะยานฟ้า พวกเขาได้รับแผ่นป้ายสีแดงและสีเขียวตามลำดับ ดูเหมือนว่าสีจะเป็นตัวบ่งชี้ศิษย์แต่ละตำหนัก

 

ผู้ที่เป็นประธานจัดงานในครั้งนี้คือผู้อาวุโสจากหอประชุมนักหลอมโอสถ เมื่อเห็นว่าทุกคนได้แผ่นป้ายกันครบแล้ว ผู้อาวุโสจึงได้ประกาศเริ่มการประเมิน สิ้นเสียงประกาศ พื้นเริ่มสั่น และแท่นทั้งเก้าแท่นก็ปรากฎออกมาจากพื้นทันที

 

*เวลาซือ = 9.00-11.00

Facebook Comment