+100%-

บท 93 ปรามาจารย์ด้านการบ่มเพาะสมุนไพร

บท 93 ปรามาจารย์ด้านการบ่มเพาะสมุนไพร

“เจ้าเป็นผู้หลอมโอสถระดับสองแล้วรึ?”

 

ท่านลุงจ้าวถามอย่างประหลาดใจ

 

“ในตอนนี้ข้าต้องการสมุนไพรระดับสอง และจะทดลองหลอมมันดู การประเมินจะเริ่มในอีกสามวัน ข้ากลัวว่าข้าจะไม่สามารถหลอมมันได้ทันเวลา”

 

โหยวเสี่ยวโม่พูดโกหกโดยไม่หันหน้าหนีไปไหน

 

นี่เป็นสิ่งที่บังคับให้เขาต้องทำ ทุกคนรู้ว่าเขานั้นเป็นแค่ผู้หลอมโอสถระดับหนึ่งเท่านั้น หากจู่ๆเขากลายเป็นผู้หลอมโอสถระดับสองโดยไม่มีสาเหตุในอีกสามวันให้หลังในระว่างการประเมินล่ะก็ มันจะยิ่งทำให้ผู้คนสงสัยในตัวเขามากขึ้น

 

ดังนั้น เขาจึงต้องเริ่มหลอมโอสถระดับสองตั้งแต่ตอนนี้ ดังนั้นในอีกสามวันให้หลัง มันจึงจะเป็นสาเหตุที่สามารถยอมรับได้ หากเขาผ่านการประเมิน เขาอาจจะอ้างได้ว่าเป็นเพราะโชคดี หรือเหตุบังเอิญ

 

ลุงจ้าวรู้เกี่ยวกับเรื่องการประเมินดี ที่จริงแล้ว เขาก็เคยคิดเรื่องนี้ไว้บ้างก่อนหน้านี้

 

เขาเป็นคนแรกๆที่ได้รู้จักสื่อสารกับโหยวเสี่ยวโม่ เขายังรู้อีกว่าชายหนุ่มผู้นี้ขยันอยู่เสมอ ดังนั้นเขาจึงหวังด้วยหัวใจว่าโหยวเสี่ยวโม่จะผ่านการประเมิน ไม่เช่นนั้น ไม่เพียงแต่เขาต้องอับอายเท่านั้น ทั้งตำหนักพสุธาก็คงจะอับอายด้วยเช่นกัน

 

แต่ภายในครึ่งปีที่ผ่านมานี้ เขาไม่เคยเห็นโหยวเสี่ยวโม่เบิกสมุนไพรระดับสองไปเลย เมื่อวันก่อน เขาได้ยินว่าโหยวเสี่ยวโม่เก็บตัว ดังนั้นเขาจึงมึนงง เพียงแค่เก็บตัวก็สามารถทำให้หลอมโอสถระดับสองได้เชียวรึ? เพียงไม่กี่วันต่อมา โหยวเสี่ยวโม่ออกจากการเก็บตัว และวิ่งมาหาเขาที่นี่ พร้อมกับถามหาสมุนไพรระดับสอง

 

“ศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าควรจะบอกเจ้าเกี่ยวกับสมุนไพรระดับสองมาบ้างแล้ว ว่ามันไม่เหมือนกับระดับหนึ่ง เจ้าไม่สามาถเอาไปเท่าที่ต้องการได้”

 

จ้าวเจินพูดด้วยน้ำเสียงอย่างเป็นธุรกิจ สำหรับในเรื่องนี้ เขาก็ไม่ได้ให้ข้อยกเว้นกับใครแม้กระทั่งกับลูกชายตนเอง แต่เขาจะทำหน้าที่ในการเป็นพ่อที่ดี ที่จะให้โอกาสลูกได้ต่อสู้เพื่อสมุนไพรเอง แม้ว่าลูกชายของเขาดูเหมือนจะขาดบางอย่างไป แต่ลูกชายก็ไม่เคยทำให้เขาผิดหวังมาก่อน

 

“ขอรับ ศิษย์พี่ใหญ่เคยบอกว่าเบิกได้เพียงแค่จำนวนหนึ่งเท่านั้นในแต่ละวัน”

 

โหยวเสี่ยวโม่ตอบกับไปทันที และพยักหน้าขณะพูด

 

จ้าวเจินพูดต่อไปว่า “ข้าขออธิบายให้เจ้าฟังอีกที เนื่องจากว่าสมุนไพรระดับสองต้องใช้เวลาปลูกนานกว่าระดับหนึ่ง พวกมันปลูกไม่ได้ง่ายๆดั่งเช่นระดับหนึ่ง ดังนั้นการเก็บเกี่ยวจึงค่อนข้างน้อย การเบิกจึงจำเป็นต้องมีขีดจำกัด สิ่งนี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ในขณะที่ศิษย์พี่ของเจ้าทั้งสองอยู่ในระดับสองนี้ ก็มีขีดจำกัดนี้เช่นเดียวกัน เนื่องจากเจ้าเป็นผู้หลอมโอสถระดับสองแล้ว เจ้าสามารถเบิกสมุนไพรในส่วนของโอสถสิบเม็ดต่อวัน หากเจ้าคิดว่าสัดส่วนนี้น้อยเกินไป เจ้าคงทำได้เพียงแค่ไปร้องเรียนให้ตนเองได้เท่านั้น”

 

โหยวเสี่ยวโม่คิดทบทวนและกล่าวว่า “ท่านลุงจ้าว ข้าสามารถเบิกสมุนไพรในสัดส่วนหนึ่งเดือนได้เลยรึไม่?”

 

“แน่นอนว่าได้ แต่หากเจ้าเบิกในสัดส่วนหนึ่งเดือนในตอนนี้ ครั้งต่อไปที่เจ้าจะสามารถเบิกสมุนไพรได้คือหนึ่งเดือนข้างหน้า เจ้าสามารถเบิกได้เพียงแค่หนึ่งเดือนเท่านั้น ไม่สามารถเบิกได้มากไปกว่านี้อีกแล้ว และกฎของโอสถระดับสองเองก็เหมือนกับระดับหนึ่ง เจ้าต้องนำโอสถที่หลอมได้มาส่งครึ่งหนึ่ง”

 

ท่านลุงจ้าวกล่าว

 

“ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านมาก”

 

โหยวเสี่ยวโม่กล่าวด้วยความดีใจ

 

“เจ้าต้องการเท่าไหร่?”

 

จ้าวเจินเห็นว่าโหยวเสี่ยวโม่เข้าใจดีแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่อธิบายต่อไป

 

“สมุนไพรสำหรับทั้งเดือน ข้าต้องการจะหลอมโอสถสิบห้าชนิดด้วยกัน”

 

โหยวเสี่ยวโม่พูดอย่างไม่ลังเล เหมือนกับคราวที่เขาขอสมุนไพรระดับหนึ่งเมื่อก่อนหน้านี้

 

จ้าวเจินไม่ได้รู้สึกแปลกมากนัก และจัดสรรสมุนไพรสำหรับหนึ่งเดือนให้โหยวเสี่ยวโม่ในทันที

 

โอสถสิบเม็ดต่อวันก็เท่ากับสมุนไพรสามสิบต้น ดังนั้นสมุนไพรส่วนของหนึ่งเดือนจึงเท่ากับเก้าร้อยต้น จำนวนเท่านี้มิได้เป็นอะไรเลยเมื่อเทียบกับสมุนไพรระดับหนึ่ง แต่สำหรับศิษย์คนอื่นๆแล้ว จำนวนนี้ถือว่าเยอะมาก

 

โหยวเสี่ยวโม่รับสมุนไพรจำนวนเก้าร้อยต้นมาอย่างสบายๆและตรงกลับไปยังห้องของตน

 

เมื่อกลับมาถึงห้อง เขานำสมุนไพรบางต้นออกมาพิจารณาดู แน่นอนว่าเป็นอย่างที่เขาคาด พวกมันเกือบทั้งหมดเป็นสมุนไพรคุณภาพต่ำ มีเพียงสมุนไพรคุณภาพนี้เท่านั้นที่สามารถแจกจ่ายให้ศิษย์ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ไม่เช่นนั้น ด้านปริมาณเท่านี้ต่อเดือน พรรคเถียนซินคงจะกลายเป็นยาจกกันแล้ว

 

โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกเห็นใจพรรคเถียนซินอยู่หน่อยๆ ในความเป็นจริงแล้ว การคงอยู่ของพรรคเถียนซินนั้นไม่ง่ายเลย มีศิษย์มากมายให้ต้องเลี้ยงดู ไม่แปลกใจเลยที่พวกเขาก่อตั้งธุรกิจเล็กๆในสำนักเพื่อหารายได้เข้าพรรค

 

เวลาสามวัน ไม่สั้นหรือไม่ยาวจนเกินไป

 

แต่ในครั้งนี้โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้กักขังตัวเองอยู่ในห้องและหลอมโอสถแต่อย่างใด กลับกัน เขากลับไปหาฟางเฉินเล่อ

 

แม้ว่าเส้นทางของนักหลอมโอสถจะเป็นสิ่งที่เขาหาได้จากการอ่านหนังสือและสอบถามไปรอบๆ แต่ไม่ว่าเขาจะมีพรสวรรค์ขนาดไหน ก็ยังคงไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ด้วยตัวเองเพียงคนเดียว ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจไปหาศิษย์พี่ใหญ่เพื่อหาข้อมูล อย่างน้อยที่สุดเขาก็ได้ไปแสดงตัวตน อีกทั้งศิษย์พี่ที่ห้องข้างๆยังบอกเขาว่าศิษย์พี่ใหญ่มาถามหาเขาในตอนที่เขาเก็บตัว

 

ฟางเฉินเล่อดีใจอย่างมากเมื่อศิษย์น้องมาหาเขาที่นี่ หากไม่ใช่เพราะเขายุ่งมากในตอนนี้ เขาคงจะลงไปตามหาโหยวเสี่ยวโม่แล้วเป็นแน่

 

“ศิษย์น้อง เจ้าออกมาจากการเก็บตัวแล้วรึ เจ้าทำให้ศิษย์พี่ต้องรอนานจริงๆ”

 

ฟางเฉินเล่อเดินมาหาโหยวเสี่ยวโม่ และอดไม่ได้ที่จะลูบหัวโหยวเสี่ยวโม่ เขาเคยชินกับหน้าตามีชีวิตชีวาและแก้มแดงๆของศิษย์น้องแล้ว อย่างไรก็ตาม ทุกคนนั้นย่อมแตกต่างจากคนอื่นๆ

 

โหยวเสี่ยวโม่รู้ว่าศิษย์พี่ใหญ่มีหลายสิ่งที่ต้องการจะบอกให้เขารู้ ดังนั้นเขาจึงพูดอย่างสบายๆ “ศิษย์พี่ใหญ่ ข้ามีบางสิ่งจะบอกแก่ท่าน”

 

“ดูจากสีหน้าของเจ้า คงจะเป็นเรื่องดีสินะ รึว่าจะเป็นเรื่องที่ว่าเจ้ากลายเป็นนักหลอมโอสถระดับสองแล้ว?”

 

ฟางเฉินเล่อมองไปยังโหยวเสี่ยวโม่อย่างจริงจัง และคาดเดาออกมาอย่างลวกๆ

 

โหยวเสี่ยวโม่มองฟางเฉินเล่อด้วยสีหน้าตกตะลึง “ท่านรู้ได้อย่างไร?”

 

เขายังไม่ได้กล่าวอะไรเลยด้วยซ้ำ!

 

ฟางเฉินเล่อมองดูสีหน้าตกตะลึงก่อนจะยิ้มออกมาอย่างอบอุ่น “ข้าเพิ่งพบศิษย์น้องสอง เขาบอกว่าเจ้าออกมาจากการเก็บตัวแล้ว การประเมินจะเริ่มในอีกสามวัน เมื่อข้ามองท่าทางมีความสุขของเจ้าในยามนี้ เขาจึงคาดเดาได้ว่ามันจะต้องมีเหตุบางอย่าง”

 

ศิษย์พี่ใหญ่ผู้นี้ช่างหลักแหลมนัก โหยวเสี่ยวโม่ถอนหายใจอยู่ข้างใน เขารู้สึกว่าทุกคนที่อยู่รอบๆตัวเขานั้นไม่ใช่บางคนที่จะล้อเล่นด้วยได้เลย แต่ละคนนั้นไม่เหมือนรูปลักษณ์ภายนอก ดั่งเช่นคำกล่าวที่ว่า น้ำนิ่งไหลลึก

 

หรือว่าจะเป็นเพราะว่าเขาโง่เกินไปจนเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่น ทำให้คนอื่นดูฉลาดขึ้น?

 

ฟางเฉินเล่อตอบคำถามของโหยวเสี่ยวโม่อย่างละเอียดเพื่อเป็นการขอบคุณที่ยอมสละโอกาสแก่เขา โดยเฉพาะเมื่อฟางเฉินเล่อรู้ว่าเขาเพิ่งกลายเป็นนักหลอมโอสถระดับสองและการประเมินในอีกสามวันข้างหน้า เขาจึงบอกโหยวเสี่ยวโม่ทุกสิ่งที่นักหลอมโอสถระดับสองควรจะสนใจเป็นพิเศษ ท้ายที่สุดเขาจึงบอกโหยวเสี่ยวโม่ว่า หากสมุนไพรไม่เพียงพอ เขาสามารถให้โหยวเสี่ยวโม่ได้เล็กน้อย

 

แม้ว่าเขาจะรู้ว่าศิษย์พี่ใหญ่มีสวนสมุนไพรเป็นของตนเอง แต่โหยวเสี่ยวโม่ก็ไม่ได้วางแผนจะใช้สมุนไพรของฟางเฉินเล่อ เขาปลูกสมุนไพรด้วยตนเองอยู่ดังนั้นเขาจึงรู้ดีว่าการปลูกสมุนไพรมันยากแค่ไหน

 

แต่ท่าทางของศิษย์พี่ใหญ่นั้นจริงจังเป็นอย่างยิ่ง ทำให้โหยวเสี่ยวโม่ไม่อาจปฏิเสธได้ ดังนั้นเขาจึงแสร้งทำเป็นตกลงยอมรับ

 

โหยวเสี่ยวโม่ใช้เวลาเกือบทั้งเช้าพูดคุยกับฟางเฉินเล่อ

 

ฟางเฉินเล่อในฐานะผู้หลอมโอสถระดับสี่นั้นมีความรู้มากว่าโหยวเสี่ยวโม่ และเขายังคงมีประสบการณ์มากกว่าอีกด้วย ด้วยคำตอบเพียงไม่กี่คำ เขาสามารถขจัดปัญหาที่กวนใจโหยวเสี่ยวโม่ได้อย่างง่ายดาย ยกตัวอย่างเช่น เรื่องการใช้พลังวิญญาณ

 

ก่อนหน้านี้ โหยวเสี่ยวโม่ไม่เข้าใจว่าทำไมพลังวิญญาณจึงสามารถละลายรูปแกะสลักน้ำแข็งซึ่งทำมาจากพลังวิญญาณเหลวเข้มข้นได้ แต่ตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว

 

เมื่อนานมาแล้ว ผู้อาวุโสกล่าวว่า วิญญาณของผู้หลอมโอสถนั้นเป็นดั่งเช่นทะเลกว้างใหญ่ที่มาจากการไหลรวมกันของแม่น้ำร้อยสาย เหมือนกับความอดทนของผู้คน วิญญาณสามารถสัมผัสได้ถึงพลังจิตวิญญาณของทั้งสวรรค์และโลกมนุษย์ และด้วยการดูดซึมพลังวิญญาณบริสุทธิ์ วิญญาณจึงสามารถนำพลังวิญญาณมาใช้ได้ เนื่องจากรูปแกะสลักน้ำแข็งในถ้ำนั้นทำมาจากพลังวิญญาณเหลวเข้มข้น พลังวิญญาณที่ไหลออกมาจากวิญญาณจึงสามารถตัดหรือหลอมละลายน้ำแข็งได้

 

อีกทั้ง ยิ่งวิญญาณของผู้หลอมโอสถบริสุทธิ์มากเท่าใด ประสิทธิภาพของสมุนไพรก็ยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นการบ่มเพาะคุณภาพของสมุนไพรวิเศษจึงเพิ่มมากขึ้น อาจกล่าวได้ว่าสมุนไพรวิเศษเปรียบเสมือนดั่งเอกลักษณ์ของพลังวิญญาณนั้นๆ

 

แน่นอนว่านี่เป็นสิ่งที่ทุกคนรู้ ยกเว้นคนนอกอย่างโหยวเสี่ยวโม่ซึ่งไม่เคยรู้มาก่อนเลย สรุปง่ายๆก็คือ ยิ่งวิญญาณบริสุทธิ์มากเท่าใด ผลลัพธ์ก็ยิ่งดีมากเท่านั้น

 

ตอนนี้ เขารู้แล้วว่าทำไมท่านลุงเยว่ถึงเป็นผู้หลอมโอสถที่ดีที่สุดในด้านการบ่มเพาะสมุนไพรวิเศษ เนื่องมาจากวิญญาณของเขาบริสุทธ์นั่นเอง อีกทั้ง เขายังคงชัดเจนในด้านความดีกับความชั่วร้าย และมีความกระหายอยากต่ออัตตาน้อยมาก นี่จึงเป็นลักษณะของคนที่เหมาะสำหรับการบ่มเพาะสมุนไพรโดยแท้จริง

 

“ศิษย์น้อง เจ้าจงจำไว้สิ่งหนึ่ง นักหลอมโอสถระดับสูงไม่ได้หมายความว่าวิญญาณจะบริสุทธิ์ขึ้น ความบริสุทธิ์นี้ขึ้นอยู่กับจิตใจของนักหลอมโอสถเอง หากในหัวใจมีความสงบ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับกำไรหรือขาดทุน ไม่สนใจชื่อเสียงหรือเงินทอง นั่นแหล่ะคือผู้ที่จะบ่มเพาะสมุนไพรได้ดีที่สุด แม้ว่าคนผู้นั้นจะเป็นเพียงแค่นักหลอมโอสถระดับหนึ่งก็ตาม แต่เขามีโอกาสสูงมากที่จะกลายเป็นปรามาจารย์ด้านการบ่มเพาะสมุนไพรที่โดดเด่นได้”

 

ฟางเฉินเล่อกล่าวด้วยความปราถนา

 

ปรามาจารย์ด้านการบ่มเพาะสมุนไพรนั้นเป็นอีกสาขาที่มีอยู่ท่ามกลางนักหลอมโอสถ และเป็นหนึ่งในสาขาที่มีอนาคตไกล

 

อาจกล่าวได้ว่าในทวีปนี้ การหานักหลอมโอสถที่สามารถปลูกสมุนไพรคุณภาพสูงได้นั้น แสนคนจะมีสักหนึ่งคนได้ ยิ่งไปกว่านั้น นักหลอมโอสถเกือบทุกคนมุ่งหน้าสู่การยกระดับความสามารถในการหลอมโอสถดังนั้นนักหลอมโอสถที่สามารถปลูกสมุนไพรคุณภาพสูงนั้นหาได้ยากขึ้นทุกที แต่หาได้อยากก็มิใช่ว่าบุคคลเช่นนั้นจะไม่มีอยู่เลย

 

นักหลอมโอสถบางคน เนื่องด้วยพรสวรรค์ที่ต่ำ พวกเขาจึงไม่สามารถเป็นนักหลอมโอสถระดับสูงได้ทั้งชั่วชีวิต ดังนั้นพวกเขาเหล่านั้นเกือบจะทุกคนจึงเลือกที่จะเป็นนักบ่มเพาะสมุนไพร ทวีปหลงเซี่ยวจึงมิเคยขาดผู้มีพรสวรรค์ในประเภทนี้เลย แต่กับบางคนที่โดดเด่นทั้งด้านการหลอมโอสถและบ่มเพาะสมุนไพร ดั่งเช่นท่านลุงเยว่ซึ่งเป็นทั้งนักหลอมโอสถระดับสูงและเป็นทั้งนักบ่มเพาะสมุนไพรระดับสูงแล้ว คนพวกนี้นั้นว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ซึ่งในหนึ่งศวรรษจะมีสักหนึ่งคนถือได้ว่าหายากยิ่ง

 

ฟางเฉินเล่อมีความลับที่มีเพียงฟูจื่อหลินเท่านั้นที่รู้ ความใฝ่ฝันสูงสุดของเขานั้นไม่ใช่การเป็นดั่งท่านอาจารย์ แต่เขาใฝ่ฝันที่จะเป็นดั่งท่านลุงเยว่

 

เขาต้องการเป็นอย่างท่านลุงเยว่หาน กลายเป็นนักหลอมโอสถระดับสูงและเป็นนักบ่มเพาะสมุนไพรระดับสูงด้วยเช่นกัน เขาทำงานหนักเพื่อที่จะไปยังเป้าหมายของตนเอง ฟางเฉินเล่อจึงบอกความลับนี้แก่โหยวเสี่ยวโม่ด้วยความตื่นเต้น และขอให้เขาเก็บไว้เป็นความลับจากอาจารย์ เมื่อเห็นว่าฟางเฉินเล่อบอกความลับที่สำคัญขนาดนี้แก่เขา โหยวเสี่ยวโม่จึงตกลงจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ

 

เมื่อจากฟางเฉินเล่อมา โหยวเสี่ยวโม่จึงกลับไปยังห้องของตน

 

หัวใจของเขาเต้นด้วยความตื่นเต้น นักหลอมโอสถระดับสูงพร้อมกับนักบ่มเพาะสมุนไพรระดับสูง ช่างเป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่!

 

เขาเองก็ต้องการเป็นดั่งศิษย์พี่ใหญ่ และไล่ตามความฝันอันยิ่งใหญ่ แต่เมื่อเขาคิดถึงพรสวรรค์ของเขาแล้ว เขาจึงรู้สึกว่าเขาไม่มีหวังในการเป็นนักหลอมโอสถระดับสูงแล้ว แต่เมื่อพูดคุยกับศิษย์พี่ใหญ่แล้ว ประตูอีกบานจึงได้เปิดแก่เขา

 

นั่นก็คือการเป็นปรามาจารย์ด้านการบ่มเพาะสมุนไพร!

 

เขารู้สึกว่าในเมื่อเขาไม่สามารถเป็นนักหลอมโอสถระดับสูงได้ ดังนั้นการเป็นนักบ่มเพาะสมุนไพรระดับสูงก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่แย่นัก ดั่งคำกล่าวที่ว่า “ชีวิตมีทางเดินสามพันหกเส้นทาง แต่ละคนล้วนสร้างเส้นทางเฉพาะของตนเอง” เขาเพียงแค่จะต้องทำงานหนักขึ้นกว่านี้!

Facebook Comment