+100%-

บท 92 ความรู้สึกขัดเขิน

บท 92 ความรู้สึกขัดเขิน

เวลาผ่านไปไวราวสายน้ำ……

 

คนที่น่าจะเก็บตัวประมาณสิบวันถึงครึ่งเดือนอย่างโหยวเสี่ยวโม่นั้น ในที่สุดก็ออกมาจากการเก็บตัวภายใต้การจับตาดูของคนอื่นๆ

 

ภายในระยะเวลาสามเดือนที่เขาเก็บตัวนี้ ฟางเฉินเล่อมาหาเขาที่ห้องเป็นบางครั้ง และคร่ำครวญนิดหน่อยอยู่หน้าห้องของเขา ศิษย์ผู้ที่อยู่ข้างๆจะรีบร้อนออกมาเพื่อพูดคุยกับเขาในช่วงนี้เอง

 

ฟูจื่อหลินเองก็มาด้วยเช่นกัน ศิษย์พี่สองผู้นี้นั้นมาห้วนๆและตรงไปตรงมา เขาตรงไปยังประตูของโหยวเสี่ยวโม่ จ้องมองมัน ปล่อยบรรยากาศเย็นยะเยือก และจากไป ว่ากันว่าศิษย์ข้างห้องอยู่แต่ในห้องทั้งวันไม่ยอมออกไปไหนเลย

 

หลิงเซี่ยวเองก็มาเช่นกัน แต่เขามาเพียงแค่ครั้งเดียว…..

 

“ศิษย์น้อง หากผู้คนทั้งพรรคเถียนซินเป็นเช่นเดียวกับเจ้า พรรคเถียนซินคงไม่ต้องกังวลในเรื่องความแข็งแกร่งแล้วล่ะ!”

 

หลิงเซี่ยวยิ้มขณะกอดโหยวเสี่ยวโม่ที่อ่อนแรงไว้ อบอุ่นและอ่อนโยนราวกับหยก

 

โหยวเสี่ยวโม่ตกใจ และมองไปยังประตูที่ถูกถีบจนเปิดออกอย่างรู้สึกผิด เนื่องจากใครบางคนใช้แรงมากเกินไป ประตูหนึ่งบานจึงปลิวออกมา และกองอยู่บนพื้นอย่างโดดเดี่ยวและน่าสงสาร

 

ใช่แล้ว การมาเพียง “ครั้งเดียว” ของหลิงเซี่ยวหมายถึงครั้งนี้นี่แหล่ะ

 

ชายหนุ่มผู้นี้นั้นตรงไปตรงมายิ่งกว่าฟูจื่อหลินเสียอีก เขายกเท้าขึ้นและเตะประตูที่ปิดสนิทแน่นนานมานานเกือบสามเดือน *ปัง* เสียงดังลั่นทำให้ศิษย์ห้องข้างๆตกใจกลัว แต่ไม่มีใครกล้าออกมา ผู้มาเยือนในครั้งนี้บ้าคลั่งยิ่งกว่าผู้มาเยือนคนอื่นๆ หากพวกเขากล้าออกมาสิจะแปลกมาก

 

หลังจากที่หลิงเซี่ยวบุกเข้ามา และเห็นว่าโหยวเสี่ยวโม่กำลังล้มตัวลงไป ทำให้เขาเกือบกระโดดด้วยความกลัว เขาวิ่งไปจับตัวโหยวเสี่ยวโม่ไว้ และค้นพบว่าเด็กโง่ผู้นี้ใช้พลังวิญญาณจนหมด เพราะเขาไม่ได้ดื่มน้ำวิเศษให้ทันท่วงที ทำให้เขาสูญเสียพละกำลังที่จะยืน

 

หลิงเซี่ยวโกรธเสียจนกระทั่งเขาเริ่มหมั่นเขี้ยวอยากจะกัดใบหน้าของโหยวเสี่ยวโม่

 

“ในครั้งนี้ ครั้งนี้ข้าไม่ได้ตั้งใจ จริงๆแล้ว….. ข้าไม่คิดว่ามันจะนานขนาดนี้…..”

 

โหยวเสี่ยวโม่อธิบายอย่างขาดความมั่นใจ

 

“ไม่ได้ตั้งใจรึ?”

 

หลิงเซี่ยวเลิกคิ้วขึ้น “แล้วมีตั้งใจทำด้วยรึ?”

 

“ข้า…..”

 

โหยวเสี่ยวโม่ต้องการจะปฏิเสธ ครั้งนี้เป็นเพียงอุบัติเหตุเท่านั้น เข้าใจไหม? แต่เมื่อมองไปยังสีหน้าของหลิงเซี่ยว เขารู้สึกว่าเก็บเงียบไว้จะดีกว่า หากเขาทำให้หลิงเซี่ยวโกรธ คงจะไม่ดีกับตัวเขาแน่ ดังนั้นเขาจึงเปลี่ยนหัวเรื่อง

 

“ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร? มิใช่ว่าท่านกำลังจัดการเกี่ยวกับการประมูลอยู่มิใช่รึ?”

 

เมื่อพูดถึงเรื่องการประมูล สายตาของเขาจึงเปล่งประกายขึ้น

 

ดวงตาของหลิงเซี่ยวกระตุก เขาหรี่ตาลงอย่างชั่วร้าย “โหยวเสี่ยวโม่ เจ้าลืมว่าจะมีการประเมินในอีกไม่กี่วันใช่รึไม่?”

 

ใบหน้าของโหยวเสี่ยวโม่ตึงขึ้น เขาลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท!

 

เมื่อมองแค่ใบหน้า หลิงเซี่ยวก็รู้ว่าเขาคาดเดาได้ถูกต้อง เขาพ่นลมหายใจออกมา และเงยหน้าขึ้นก่อนจะเอ่ย “หากข้าไม่เตะประตูเข้ามาในเวลานี้ เจ้าคงจะเก็บตัวต่อไปอย่างไม่รู้เรื่องราวไปอีกหนึ่งรึสองเดือนสินะ บอกข้าสิว่าเจ้าจะขอบคุณข้าเช่นไร?”

 

โหยวเสี่ยวโม่อยากจะค้อนลงพื้นเหลือเกิน เขาพยายามจะป้องกันนู่นนี่ แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ยังคงเป็นหนี้หลิงเซี่ยวอยู่ดี แต่การเตะประตูของผู้อื่น แถมซ้ำยังกล่าวเหตุผลอย่างมั่นใจเช่นนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเจอคนประเภทนี้

 

ท้ายที่สุด โหยวเสี่ยวโม่จึงสัญญาให้กับบางเงื่อนไขก่อนที่หลิงเซี่ยวจะปล่อยเขาไป

 

เมื่อคาดเดาว่าโหยวเสี่ยวโม่ไม่น่าจะรู้เกี่ยวกับความเป็นไปด้านนอกในระหว่างช่วงสามเดือนมานี้ หลิงเซี่ยวจึงบอกโหยวเสี่ยวโม่ในเรื่องที่สำคัญที่เกิดขึ้น เรื่องราวนี้นั้นรวมไปถึงเรื่องราวของถังหยุนฉีด้วย แม้ว่าจะมีคนพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้น้อยลงแล้วก็ตาม แต่หลิงเซี่ยวก็ยังคงบอกเขาถึงเนื้อหาสำคัญของมัน

 

หลังจากที่ฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้ว โหยวเสี่ยวโม่จึงปิดแก้มของเขาก่อนจะขอบคุณดาวแห่งความโชคดีของตนเอง ขอบคุณที่เขาไม่เผลอหลุดปากพูดออกไปในตอนนั้น

 

ส่วนอีกเรื่องนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับปีศาจ

 

เนื่องจากหลิงเซี่ยวค้นพบตัวตนของปีศาจลั่วซาน ซึ่งสายลับภายในพรรคต่างๆ ต่างก็ถูกขุดรากถอนโคนออกไป หลังจากที่สายลับพวกนั้นถูกฆ่าตาย เหล่าปีศาจต่างก็สูญเสียไปมากมาย หนึ่งในขุนพลปีศาจจึงโมโหเป็นอย่างมาก เขารวมกลุ่มที่ปลอมตัวเป็นเหมือนมนุษย์และร่วมกันโจมตีผู้วิเศษอย่างกระทันหัน แม้ว่าการกระทำเช่นนี้จะต่ำทรามมาก แต่จำนวนการตายของผู้วิเศษกลับมิได้มีมากเท่าใดนัก หนึ่งในนั้นก็คือผู้อาวุโสจากพรรคชงซาน

 

พรรคชงซานไม่ได้มีขนาดใหญ่เหมือนพรรคเถียนซินและพรรคชิงเฉิงก็จริง แต่ความแข็งแกร่งของพวกเขาก็มิอาจดูถูกได้ จำนวนผู้ที่แข็งแกร่งในพรรคชงซานมิได้มีจำนวนมากอย่างพรรคเถียนซินและพรรคชิงเฉิง ดังนั้น ด้วยการตายของผู้อาวุโสหนึ่งคน ความแข็งแกร่งจึงลดลงไปอย่างมาก และทำให้พรรคชงซานทั้งพรรคเกิดความโกลาหล

 

พรรคชิงเฉิงเองก็มีความแค้นกับพวกปีศาจเช่นกัน ทำให้พวกเขาทั้งสองไม่สามารถอยู่ร่วมใต้ฟ้าเดียวกันได้ ดังนั้นทั้งสองพรรคจึงเข้าร่วมในกองกำลังต่อต้านปีศาจ แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้ต่อสู้กับปีศาจ พวกเขาตั้งใจจะดึงพรรคเถียนซินลงมาเข้าร่วมด้วย

 

พรรคเถียนซินในฐานะพรรคอันดับหนึ่งจึงไม่สามารถหลบเลี่ยงความรับผิดชอบนี้ไปได้ ถังฟานพูดคุยกับผู้อาวุโสและในที่สุดก็ตัดสินใจจะส่งหลิงเซี่ยวไปร่วมด้วย

 

หลิงเซี่ยวนั้นเป็นศิษย์ชั้นหนึ่งของสำนักยุทธ์ เรื่องแรกเลยก็คือ ความแข็งแกร่งของเขานั้นโดดเด่นมาก สองก็คือ เขาสามารถใช้โอกาสนี้สร้างชื่อเสียงแก่พรรคเถียนซินได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ถังฟานได้ข่าวมาว่าลั่วซูเหอของพรรคชิงเฉิงเข้าร่วมการจู่โจมนี้เพื่อกวาดล้างปีศาจด้วยตนเอง

 

ดังนั้นนี่จึงเป็นเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมหลิงเซี่ยวถึงได้ไม่มาตามหาโหยวเสี่ยวโม่เลยตลอดสามเดือนที่ผ่านมา

 

การจู่โจมไม่ประสบผลสำเร็จ ขุนพลปีศาจได้ข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนั้นเขาจึงย้ายลูกน้องทั้งหมดด้วยตนเอง ท้ายที่สุดแล้ว กองกำลังที่ประกอบไปด้วยคนของทั้งสามพรรคสามารถจับได้เพียงทหารกุ้งและแม่ทัพปู*เพียงไม่กี่ตนเท่านั้น ส่วนที่เหลือสามารถหลบหนีไปได้ (*พวกระดับเล็กๆ ไม่สำคัญ)

 

ทุกคนออกไปต่อสู้ด้วยพลังใจเต็มเปี่ยม แต่ผลลัพธ์กลับออกมาน่าผิดหวัง

 

เนื่องจากการจู่โจมในครั้งนี้ ทำให้พรรคใหญ่ทั้งหมดรับรู้ถึงความแข็งแกร่งของลั่วซูเหอ เพราะคนที่เอาชนะทหารกุ้งและแม่ทัพปูได้ก็คือเขานั่นเอง หากไม่ใช่เพราะเขา พวกเขาทั้งหมดคงไม่สามารถจับได้แม้แต่ทหารกุ้งหรือแม่ทัพปูเลย การต่อสู้ในครั้งนี้สามารถยืนยันจุดยืนของลั่วซูเหอในฐานนะผู้มีพรรคสรรค์อันโดดเด่นได้

 

สำหรับหลิงเซี่ยว ในระหว่างการต่อสู้นี้ ผลงานของเขาก็ดูงั้นๆ

 

หลังจากกลับมา ถังฟานจึงเรียกเขาไปพูดคุยทั้งวัน เนื้อหาการพูดคุยนั้นมีแต่พวกเขาทั้งสองเท่านั้นที่รู้

 

โหยวเสี่ยวโม่คาดเดาว่าหลิงเซี่ยวไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดออกไป อาจจะเป็นไปได้ว่าเพราะเขาไม่ต้องการเปิดเผยตัวเอง แต่อาจจะเป็นเพราะว่าเขาไม่ได้รู้สึกอยากจะช่วยสักเท่าไหร่ สำหรับคนที่สามารถเอาชนะผู้เฒ่าเจียงที่แข็งแกร่งได้อย่างง่ายดายเพียงแค่หนึ่งกระบวนท่าเช่นเขา โหยวเสี่ยวโม่ไม่เชื่อว่าเขาจะไม่สามารถจับปีศาจได้เลยสักตน

 

“ศิษย์พี่ใหญ่หลิง คนที่ชื่อลั่วซูเหออะไรนั่นแข็งแกร่งขนาดนั้นเชียวหรือ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ถามด้วยความสงสัย

 

หลิงเซี่ยวมองไปยังโหยวเสี่ยวโม่ด้วยหางตา “ทำไมเจ้าต้องอยากรู้ด้วย?”

 

โหยวเสี่ยวโม่รีบส่ายหัว “ข้าเพียงแค่สงสัยเท่านั้น ตามที่ท่านพูด เขาได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในระหว่างการต่อสู้ครั้งนี้ ทุกคนจะต้องชื่นชมเขาแน่นอน แต่ สำหรับคนใจแคบบางคน อา พวกเขาจะต้องเปรียบเทียบท่านกับเขาแน่นอน พูดทับถมท่านเพื่อที่จะยกลั่วซูเหอให้สูงขึ้น มันน่าจะเป็นเช่นนั้น”

 

หลิงเซี่ยวหัวเราะในคำว่า “ใจแคบ” ของโหยวเสี่ยวโม่

 

“ศิษย์น้อง หากลั่วซูเหออาศัยการทับถมผู้อื่นเพื่อยกตัวเองขึ้น และสร้างชื่อตัวเองขึ้นมาจริงๆ เช่นนั้นผู้คนที่ส่งเสริมเขาให้สูงส่งนั้น จะทำให้เขาร่วงลงมาหนักขึ้นแน่นอน ในโลกนี้ คนที่มีจิตใจดีไม่มีอยู่หรอก หากมีอยู่จริง ก็ไม่ใช่กลุ่มคนโง่พวกนั้นแน่ๆ”

 

น้ำเสียงของหลิงเซี่ยวช่างเอื่อยเฉื่อยและน่ามึนงง ไม่ช้าเกินไปและไม่เร็วจนเกินไป ไม่เยือกเย็นหรืออบอุ่น อ่อนโยนและเนิบนาบ ทำให้ผู้อื่นเข้าใจยาก เขาพูดคำพูดกล่าวโทษออกมาอย่างชัดเจน แถมยังพูดราวกับว่ากำลังกล่าวคำกลอนอยู่อีกด้วย

 

โหยวเสี่ยวโม่หน้ามุ่ย คนผู้นี้กล่าวโทษผู้อื่นด้วยวิธีพูดที่ดูสง่างาม “แต่ชื่อเสียงของท่านก็ยังคงถูกทำร้ายมิใช่รึ?”

 

แม้ว่าเขาจะไม่ได้ยินกับหูของตัวเองก็ตาม แต่เขาสามารถจินตนาการถึงสิ่งที่ผู้อื่นพูดได้ มันจะต้องเป็นคำพูดที่ทำร้ายจิตใจอย่างแน่นอน

 

“ข้ารึ?”

 

หลิงเซี่ยวยิ้มอย่างชั่วร้าย ขณะกล่าว “ศิษย์น้อง เจ้ามั่นใจหรือว่าเป็นชื่อเสียงของข้าที่ได้รับความเสียหาย?”

 

โหยวเสี่ยวอ้าปาก้าง และลิ้นพันกัน แน่นอนว่าคนผู้นี้แกล้งทำเป็นหลินเซี่ยว แต่เขาไม่เคยจริงจังกับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับหลินเซี่ยวเลย หากยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ทุกสิ่งที่หลินเซี่ยวทำมาจะเสียเปล่าในทันที

 

โหยวเสี่ยวโม่ไว้อาลัยแก่หลินเซี่ยวเงียบๆเป็นเวลาสามวินาที

 

“เอาล่ะ เจ้าควรไปเตรียมตัวได้แล้ว การประเมินจะเริ่มขึ้นในอีกสามวัน ในตอนนั้น ไม่ได้มีเพียงแค่ศิษย์ตำหนักพสุธาเท่านั้น ศิษย์ตำหนักสวรรค์และตำหนักทะยานฟ้าซึ่งเข้าร่วมพรรคมาครึ่งปีเองก็จะเข้าร่วมด้วยเช่นกัน ตอนนั้นจะมีผู้คนมากมาย เจ้าจะต้องเตรียมใจให้ดี และหลีกเลี่ยงไม่ให้ข้าอับอายเมื่อเวลานั้นมาถึง”

 

หลิงเซี่ยวยืนขึ้นและลูบบ่าโหยวเสี่ยวโม่ก่อนจะพูดอย่างตรงไปตรงมา

 

โหยวเสี่ยวโม่มองไปทางเขาทันที ท่านหมายความว่าอย่างไรที่ว่าทำให้ท่านอับอาย? ไม่ว่าข้าจะอับอายรึไม่ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับท่าน!

 

แน่นอนว่าเขากล้าพูดคำพูดพวกนี้ในใจเท่านั้น

 

หลังจากพูดคุยกันมาถึงสองชั่วโมง หลิงเซี่ยวหยิบขวดใส่โอสถสองขวดไปด้วยในตอนที่เขาจากไป โอสถที่อยู่ในขวดล้วนเป็นโอสถระดับสอง ในการเก็บตัวถึงสามเดือนของโหยวเสี่ยวโม่ เขาหลอมโอสถมากมาย เขาหลอมโอสถเพิ่มเป็นพิเศษอีกสองขวด นอกเหนือจากพวกที่จะนำไปประมูล ดังนั้นจึงยังมีโอสถระดับสองเหลืออยู่อีกมาก

 

เมื่อหลิงเซี่ยวจากไป โหยวเสี่ยวโม่หยิบขวดที่บรรจุโอสถระดับหนึ่งที่เขาเป็นผู้หลอมขึ้นมา และมุ่งหน้าไปยังเรือนสมุนไพร

 

ก่อนหน้าที่เขาจะเก็บตัว เขามายังเรือนสมุนไพรเพื่อเบิกสมุนไพรระดับหนึ่งพันกว่าต้นอยู่บ่อยๆ แม้ว่าเขาจะมีสมุนไพรอยู่ในมิติอยู่แล้วก็ตาม แต่หากเขาไม่มาเบิกสมุนไพรจากเรือนสมุนไพร ก็อาจจะทำให้หลายๆคนเกิดความสงสัยได้

 

ในขณะที่เขากำลังจะเข้าไปยังเรือนสมุนไพร โหยวเสี่ยวโม่พบเจอกับใครบางคนที่ชอบแว่บไปแว่บมาอย่างไร้ร่องรอย ฟูจื่อหลิน

 

ในตอนที่เขาเจอฟูจื่อหลิน โหยวเสี่ยวโม่จำได้ถึงสิ่งที่ศิษย์ข้างห้องบอกเขา ดูเหมือนว่าศิษย์พี่สองจะไปหาเขาและปล่อยคลื่นเย็นยะเยือกออกมา เมื่อจินตนาการถึงฉากนั้นแล้ว เขาก็ไม่สามารถยิ้มออกมาได้ เมื่อเห็นฟูจื่อหลินในตอนนี้ ความรู้สึกนั้นจึงยิ่งเข้มข้นยิ่งขึ้น

 

“ศิษย์พี่สอง มีเรื่องอันใดรึ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่กระพริบตาในขณะที่มองดูฟูจื่อหลินผู้ไร้อารมณ์กำลังเดินเข้ามาหาเขา

 

ฟูจื่อหลินจ้องมองเขาขณะที่เอ่ยออกมา “ข้าเป็นหนี้เจ้าครั้งหนึ่ง”

 

และเขาก็จากไป

 

โหยวเสี่ยวโม่คิดว่าศิษย์พี่สองผู้นี้ช่างขัดเขิน แต่เป็นการขัดเขินที่ดูน่ารักยิ่ง

 

เมื่อเดินเข้าไปในเรือนสมุนไพร โหยวเสี่ยวโม่จึงเดินไปยังท่านลุงจ้าวที่ยืนอยู่ตรงโต๊ะทันที “ท่านลุงจ้าว นี่คือโอสถสองร้อยเม็ด ลองนับดูก่อน พวกมันทั้งหมดอยู่ที่นี่แล้ว”

 

ลุงจ้าวหยิบโอสถและนำพวกมันไปเก็บโดยไม่มองเป็นครั้งที่สอง เขายกพู่กันขึ้นและกล่าวว่า “โอสถสี่ร้อยเม็ดในสามเดือน ตัวเลขนี้ช่างน้อยนักเมื่อเทียบกับโอสถที่เจ้าเคยหลอมเมื่อก่อนหน้านี้ เจ้าต้องการสมุนไพรอีกรึไม่?”

 

“ใช่ขอรับ แต่รอบนี้ข้าต้องการสมุนไพรระดับสอง”

 

โหยวเสี่ยวโม่พูดด้วยความเขินอายเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม เขาไม่สามารถพูดได้ว่าเขามีสมุนไพรของตัวเองล่ะ

 

ท่านลุงจ้าวมองมาด้วยความประหลาดใจ

Facebook Comment