+100%-

บท 91 โอสถระดับสอง

บท 91 โอสถระดับสอง

หลังจากที่หลิงเซี่ยวจากไป คงเวินก็ส่งใครซักคนมาถามไถ่เขาเกี่ยวกับเรื่องที่ไปเขาอวิ๋นซุยมาตามที่หลิงเซี่ยวได้พูดไว้

 

เนื่องจากโหยวเสี่ยวโม่เตรียมใจมาพร้อมแล้ว เขาจึงบอกอาจารย์ไปว่าท่านลุงเยว่ยินยอมที่จะทดสอบศิษย์พี่ทั้งสอง และหากพวกเขาผ่านการทดสอบก็จะรับเป็นลูกศิษย์

 

รับไปครั้งเดียวสองคนเลย และพวกเขายังเป็นศิษย์ที่เขาภูมิใจมากที่สุด ไม่จำเป็นต้องอธิบายเลยว่าคงเวินดีใจขนาดไหน เขาสัญญาว่าจะทำคำขอร้องของโหยวเสี่ยวโม่เป็นจริงหนึ่งข้อ หากฟางเฉินเล่อและฟูจื่อหลินผ่านการทำสอบของท่านลุงเยว่

 

โหยวเสี่ยวโม่สาปแช่งอยู่ในใจ แต่ภายนอกเขาแสดงออกว่าดีใจอย่างสุดซึ้ง เขารู้มานานแล้วว่า อาจารย์ไม่มีทางทำอะไรก็ตามที่เข้าเนื้อตัวเองหรอก เขาให้มาแต่เพียงสัญญาลมปากที่ดูเหมือนของจริงเท่านั้น แถมโหยวเสี่ยวโม่ยังต้องบังคับตัวเองให้ทำสีหน้ามีความสุขอย่างมากอีกด้วย แน่นอนว่าเขาไม่ใช่ไม่รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรม

 

แต่เพราะสิ่งนี้เอง ทำให้เขามองเห็นถึงด้านที่แท้จริงของอาจารย์ของเขา บางที อาจจะเป็นเพราะในหัวใจของเขา นอกเหนือจากศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่สอง ศิษย์คนอื่นๆนั้นถูกรับมาเพื่อให้พวกเขาทั้งสองเปล่งประกายในเชิงเปรียบเทียบเท่านั้น หากไม่แล้ว ทำไมเขาไม่เคยเห็นอาจารย์ใส่ใจศิษย์คนอื่นๆเท่านี้เลย?

 

โหยวเสี่ยวโม่ยังคงจำได้ดีว่าตั้งแต่ที่เขาเข้าพรรคมา อาจารย์ไม่เคยช่วยเหลือและสอนอะไรเขาเลย เขารู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนประเภทที่ถือความโกรธแค้นเอาไว้ก็จริง แต่เขายอมรับว่าเขาก็ยังคงใจแคบอยู่บ้าง หากไม่ใช่เพราะคนที่เป็นห่วงเขาคือศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่สอง ความใจแคบนิดหน่อยนี้คงจะไม่ยอมให้เขาใจกว้างได้ขนาดนี้หรอก

 

แต่เหตุผลที่เขาให้โอกาสนี้ไปโดยสิ้นเชิงนั้นเป็นเพราะว่ามันเป็นประโยชน์กับเขา ในตอนนี้ วันเวลาของเขานั้นเป็นอิสระและผ่อนคลายอย่างมาก เขาทำในสิ่งที่อยากทำ มันจะไม่เป็นเช่นนี้หากไปอยู่ที่เขาอวิ๋นซุย ที่นั่น มีผู้อาวุโสฝีมือดีปกป้องอยู่ถึงสิบคน ภายใต้การจับตามองนี้ ทุกสิ่งที่เขาทำย่อมอยู่ในสายตาของพวกเขา แล้วเขาจะกล้าหลอมโอสถได้อย่างไร? เขาจะกล้าเข้ามิติได้อย่างไร?

 

สำหรับคนอื่น โอกาสนี้มีประโยชน์ร้อยส่วนและไม่มีส่วนไม่ดีเลยแม้แต่น้อย โอกาสที่จะนำไปสู่อนาคตที่สดใส แต่สำหรับเขา การไปที่เขาอวิ๋นซุยหมายถึงโอกาสที่ความลับของเขาจะถูกเปิดเผยมีสูงมาก

 

เมื่อเทียบกับสิ่งเหล่านี้แล้ว เขาจึงปล่อยโอกาสนี้ไปจะดีกว่า ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถตอบรับข้อตกลงไปยังที่นั่นและกลายเป็นลูกศิษย์ของท่านลุงเยว่ได้ นี่คือเหตุผลจริงๆในการปฏิเสธคำชวน ส่วนที่เหลือนั้นเป็นเพียงแค่การผลักเรือให้ไปตามกระแสน้ำเท่านั้น

 

หลังจากคิดอย่างจริงจังแล้ว โหยวเสี่ยวโม่ไม่ใช่ศิษย์คนโปรดของคงเวินอีกต่อไป ในตอนนี้ เขารอที่จะทดสอบว่าเขาจะสามารถหลอมโอสถระดับสองได้รึไม่ หากเขาทำได้ ในครั้งหน้าที่เขาลงไปด้านล่าง เขาจะสามารถขายโอสถระดับสองเพื่อหาเงินได้

ไม่นาน หลังจากที่เขาเก็บตัว ฟางเฉินเล่อมาเยี่ยมเขา ศิษย์พี่ใหญ่รู้เรื่องนี้ดังนั้นจึงอยากมาเพื่อขอบคุณเขา แต่ศิษย์ที่อยู่ห้องข้างๆกลับบอกว่าโหยวเสี่ยวโม่เก็บตัวอีกแล้ว ในครั้งนี้ เขาน่าจะไม่ออกมาประมาณสิบวันถึงครึ่งเดือน

 

ฟางเฉินเล่ออดขมวดคิ้วด้วยความผิดหวังไม่ได้ เจ้าคนบ้าการเก็บตัวนี่ บ้ายิ่งกว่าจื่อหลินเสียอีก เขาจึงจากไปอย่างไม่มีทางเลือก เขาทำได้เพียงแค่บอกให้ศิษย์คนนั้นบอกแก่โหยวเสี่ยวโม่ในตอนที่เขาออกจากการเก็บตัวด้วยว่าเขามาหา

 

ในขณะนั้นเอง โหยวเสี่ยวโม่ที่เก็บตัวอยู่นั้นไม่ได้เริ่มหลอมโอสถทันที

 

หลังจากมองดูว่าประตูปิดแน่นดีแล้ว เขาจึงเข้าไปในมิติ เพียงไม่กี่วัน สมุนไพรระดับสองในมิติก็เติบโตเต็มที่แล้ว ดูเหมือนว่าสมุนไพรสิบชนิดนั้นเติบโตมาอย่างดี โหยวเสี่ยวโม่ปลูกทั้งสิบชนิดแยกเป็นสิบแปลง เพื่อให้ง่ายต่อการคัดแยกแต่ละชนิด ในแต่ละแปลงจะมีสมุนไพรแค่หนึ่งชนิดเท่านั้น เช่นเดียวกับแปลงของชาวนา แต่ละชนิดมีหนึ่งร้อยต้น สมุนไพรชนิดไหนที่เขามีความต้องการใช้มาก เขาก็จะรดพวกมันด้วยน้ำที่มีอัตราส่วนของน้ำวิเศษณ์มาก สีสันอันเปล่งประกายและสมบูรณ์นี้ ช่างเป็นสิ่งที่งดงามต่อสายตาเหลือเกิน

 

โหยวเสี่ยวโม่มองดูทุกสิ่งอย่างดี เขาพบว่าสมุนไพรกำลังเติบโตได้อย่างดี ต้นสมุนไพรนั้นเต็มไปด้วยพลังวิญญาณและพลังงาน และดูจะได้รับสารอาหารที่เพียงพอ ไม่ต้องทำอะไรกับวิธีปลูกสมุนไพรเลย แต่เมื่อไม่กี่วันมานี้ เขาได้ไปเห็นวิธีการปลูกสมุนไพรของท่านลุงเยว่ที่เขาอวิ๋นซุย เขาค้นพบว่าที่นั่นปลูกสมุนไพรในรูปแบบวงกลมในขนาดที่เท่าๆกัน

 

ตัวอย่างเช่น ในหนึ่งแปลง จะมีวงแหวนตรงกลางและกระจายออกไปยังภายนอกเป็นรูปวงกลมเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณแปดเมตร ด้วยการจัดวางเช่นนี้ สมุนไพรที่อยู่ใกล้จุดศูนย์กลางจะเติบโตได้ดีขึ้น สมุนไพรเกือบทั้งหมดในสวนถูกปลูกด้วยวิธีนี้ แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าวิธีนี้มีประโยชน์ต่อสมุนไพรเช่นไรก็ตาม แต่โหยวเสี่ยวโม่ก็รู้สึกว่ามันน่าจะเกี่ยวข้องกับบรรยากาศในเขาอวิ๋นซุยที่มีพลังจิตวิญญาณเข้มข้นภายในม่านคุ้มกัน จึงทำให้เกิดผลลัพธ์เช่นนี้ หลังจากเปรียบเทียงดูแล้ว โหยวเสี่ยวโม่จึงเริ่มต้นขุดสมุนไพรขึ้น

 

โดยปกติแล้วเขาจะใช้เวลาหกถึงแปดชั่วโมงในการจัดการกับแปลงสมุนไพรแปลงใหญ่นี้ แต่หลังจากที่พลังวิญญาณเขาทะลวงผ่านระดับหนึ่งมาแล้ว ความสามารถในการใช้พลังวิญญาณจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ในครั้งนี้ เขาใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งชั่วโมงในการเก็บสมุนไพรระดับสอง เติมเต็มชั้นวางที่ทำสัญลักษณ์ไว้สำหรับสมุนไพรระดับสอง ชั้นวางที่เขาซื้อมาสำหรับกักเก็บสมุนไพรนั้น ในตอนนี้ถูกใช้ไปจนเกือบหมดแล้ว

 

หลังจากเก็บสมุนไพรระดับสองมาสามชนิดเพื่อใช้ในการหลอมโอสถแล้ว โหยวเสี่ยวโม่จึงออกจากมิติอย่างช้าๆ

 

บนโต๊ะของเขามีหม้อหลอมโอสถอันที่สองที่เขาได้มาจากท่านลุงจ้าววางอยู่ แม้ว่ามันจะเป็นหม้อหลอมโอสถคุณภาพดีก็ตาม แต่มันก็สามารถรองรับพลังวิญญาณของนักหลอมโอสถระดับสองได้เท่านั้น หากเขาต้องการหลอมโอสถระดับสาม เขาจะต้องซื้อหม้อที่ดีกว่านี้มา

 

โหยวเสี่ยวโม่หยิบสมุนไพรบางประเภทขึ้นมา และวางมันลงบนโต๊ะ เขาเลือกสมุนไพรขึ้นมาสามต้น วันนี้เขาต้องการจะหลอมโอสถระดับสองที่มีชื่อว่าโอสถขม โอสถชนิดนี้ทำมาจากสมุนไพรสามชนิดซึ่งคือ โสมรสขม สมุนไพรต้นยาวกลิ่นหอม และหญ้าใบไหม*

 

โสมรสขมนั้นภายนอกดูเหมือนโสมธรรมดาแต่ว่ารสชาติของโสมรสขมนั้นจะขมเป็นพิเศษ ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงไม่สามารถทนกับรสชาติของโสมรสขมได้ แม้กระทั่งกลายเป็นโอสถแล้วก็ตาม รสชาติขมนั้นก็ยังไม่ถูกทำให้ลดลงแม้แต่น้อย ดังนั้นสมุนไพรต้นยาวกลิ่นหอมจึงจำเป็นจะต้องใส่เพิ่มเข้าไป

 

สมุนไพรต้นยาวกลิ่นหอมนี้ก็เป็นเช่นเดียวกับชื่อของมัน ก้านดอกไม้ส่งกลิ่นหอมรุนแรงออกมา ก้านดอกเองก็มีรสชาตหวานซึ่งสามารถเจือจางรสขมของโสมรสขมได้ และสามารถทำให้คุณภาพยาเกิดผลขึ้นมา

 

โอสถขมนี้มักจะใช้เพื่อเสริมสภาพพลังของผู้ฝึกยุทธ์ให้แข็งแกร่งขึ้นหลังจากการทะลวงผ่าน แต่โอสถขมนี้มีผลกับแค่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับต่ำเท่านั้น สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูง พวกเขาจะต้องกินโอสถระดับสูงตัวอื่นแทน

 

หลังจากโยนสมุนไพรทั้งสามลงไปในหม้อหลอมแล้ว โหยวเสี่ยวโม่จึงเริ่มแบ่งพลังวิญญาณของเขาและหย่อนเข้าไปในหม้อหลอมโอสถ และเริ่มขั้นตอนที่หนึ่ง กระบวนการสกัดทันที

 

สมุนไพรระดับสองมีพลังงานเป็นสองเท่าของพลังงานในสมุนไพรระดับหนึ่ง เพียงแค่หลอมละลายพวกมันก็ใช้เวลาเป็นสองเท่าของเวลาหลอมละลายสมุนไพรระดับหนึ่ง และต่อมาก็ถึงเวลาในการสกัด เนื่องจากสมุนไพรระดับสองนั้นระดับสูงกว่าสมุนไพรระดับหนึ่ง ดังนั้นระดับการสกัดจึงยากกว่าสมุนไพรระดับหนึ่ง อีกทั้ง สมุนไพรในมิติของเขายังเป็นสมุนไพรคุณภาพสูง ดังนั้นจึงยิ่งยากในการสกัดเข้าไปอีก

 

หลังจากจิตใจจดจ่อ และสกัดผ่านไปแล้วหนึ่งรอบ โหยวเสี่ยวโม่ก็ไม่อาจนำความไม่บริสุทธิ์ออกได้อีก คำที่บอกว่าไม่สามารถนำความไม่บริสุทธิ์ออกได้นั้น ไม่ได้หมายความว่าสมุนไพรไม่มีความไม่บริสุทธิ์อยู่อีกแล้ว เพียงแค่หมายความว่า เขาไม่แข็งแกร่งพอที่จะสกัดความไม่บริสุทธิ์ออกมาได้

 

โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้รู้สึกหมดกำลังใจแต่อย่างใด สถานการณ์นี้เหมือนกับตอนที่เขาหลอมโอสถระดับหนึ่งตราบในที่เขาใช้เวลาและไปอย่างช้าๆ จะมีสักวันที่เขาสามารถทำได้ดีกว่าเดิมแน่นอน เขาเดินมาถึงขั้นตอนสุดท้าย คือการผสมกัน

 

การผสมนั้นเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่นานโอสถระดับสองก็ออกมาจากหม้อหลอม อีกทั้งยังเป็นโอสถชั้นสูงอีกด้วย

 

โหยวเสี่ยวโม่ยิ้มให้กับความสำเร็จของตนเอง เขาหยิบมันขึ้นมาและใส่มันไว้ภายในขวด และเริ่มหลอมโอสถต่อไป…..

 

หลังจากเข้าสู่การเก็บตัว โหยวเสี่ยวโม่ก็ดูราวกับจะตัดขาดกับโลกภายนอก เขาไม่รู้ว่าหลังจากที่เขาเก็บตัว บางสิ่งที่ใหญ่เกิดขึ้นกับตำหนักพสุธา เยว่ฮานได้ทำข้อยกเว้น และรับฟางเฉินเล่อและฟูจื่อหลินเป็นลูกศิษย์ อีกทั้ง เขายังรับทั้งสองคนพร้อมกัน

 

สิ่งนี้นั้นทำให้ทั่วทั้งพรรคเถียนซินตกตะลึงเป็นอันมาก ท้ายที่สุด ถังฟานจึงไม่สามารถทนได้และตัดสินใจไปยังเขาอวิ๋นซุยเพื่อคุยกับเยว่ฮาน

 

สิ่งที่ถังฟานต้องการก็คือ หากเยว่ฮานวางแผนจะรับลูกศิษย์จริงๆ ลูกสาวเขาเองก็เป็นนักหลอมโอสถเช่นเดียวกัน ดังนั้นเยว่ฮานจึงควรจะรับนางเข้าไปด้วย แต่เยว่ฮานกล่าวว่า เขารับคนมาเกินพอแล้ว ดังนั้นเขาจึงปฏิเสธที่จะรับถังหยุนฉี

 

ฟางเฉินเล่อและฟูจื่อหลินนั้นไม่เหมือนเช่นโหยวเสี่ยวโม่ พวกเขาเข้าพรรคเถียนซินมานานแล้ว และมีเส้นสายกับทางสำนักหลอมโอสถ สิ่งสำคัญก็คือ พวกเขาทั้งสองเองก็ได้รับเคล็ดลับแปรธาตุมาแล้ว นั่นหมายความว่าพวกเขาเป็นศิษย์สำคัญ ถังฟานไม่สามารถใช้ข้ออ้างที่เขาเคยใช้กับในกรณีของโหยวเสี่ยวโม่เพื่อหยุดยั้งเยว่ฮานจากการรับทั้งสองเป็นลูกศิษย์ได้ แต่เขาก็ไม่มีทางจะนั่งนิ่งๆอย่างมีความสุข และปล่อยให้ตำหนักพสุธาเปล่งประกายและเหนือกว่าได้

 

ท้ายที่สุด เยว่ฮานจึงไม่มีทางเลือกและกล่าวว่าหากถังหยุนฉีสามารถผ่านการทดสอบได้ เขาจะรับนางเข้าเป็นลูกศิษย์ แต่สิ่งที่เป็นประเด็นคือ ไม่ใช่เพียงแค่ถังหยุนฉีไม่ผ่านการทดสอบเท่านั้น แต่นางยังคงทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นอีกด้วย

 

ถังหยุนฉีนั้นเป็นบุคคลที่เย่อหยิ่งเป็นอย่างมาก นางมักจะดูถูกคนที่อยู่ฐานะต่ำกว่านางเสมอ แต่สิ่งที่เยว่ฮานต้องการคือใครบางคนที่เอาใจใส่และอดทน นางนั้นขาดคุณสมบัติพวกนี้อย่างเห็นได้ชัด นางสอบตกตั้งแต่อุปสรรคแรก และผลลัพธ์คือนางถูกโยนออกมาหลังจากครบสามครั้งแล้ว

 

แม้ว่าฟางเฉินเล่อและฟูจื่อหลินนั้นจะต่างกันอย่างมาก แต่พวกเขาก็มีบุคคลิกร่วมกันอยู่ นั่นคือการเอาใจใส่และอดทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นเรื่องของสมุนไพรแล้ว เหมือนเช่นที่โหยวเสี่ยวโม่พูด ฟูจื่อหลินนั้นเป็นบุคคลที่เขินอายมากผู้หนึ่ง เยว่ฮานไม่ได้เกลียดคนประเภทเช่นกัน

 

เช่นนี้เอง ถังฟานจึงไม่สามารถพูดอะไรได้อีก ลูกสาวของตนสอบตกไม่ได้อย่างที่คาดหวังไว้ แล้วเขาควรจะโทษใครได้เล่า? ผู้คนต่างให้โอกาสนางแล้ว หากไม่สามารถรักษาโอกาสที่ได้มา นั่นถือเป็นความผิดของตนเอง เขาจึงไม่อาจกล่าวโทษคนอื่นได้

 

แต่ถังหยุนฉีก็ไม่มีความสุข นางรู้สึกว่าเยว่ฮานทำบททดสอบให้ยากสำหรับนาง ดังนั้นนางจึงทำเรื่องวุ่นวายขึ้น ทุกๆสองหรือสามวัน นางและพรรคพวกจะรวมตัวกันอยู่ภายนอกม่านคุ้มกันของเขาอวิ๋นซุย และตะโกนเสียงดังว่าเยว่ฮานนั้นเลือกที่รักมักที่ชัง ไม่ยุติธรรม และอื่นๆอีกมากมาย

 

เขาอวิ๋นซุยนั้นถูกปกป้องด้วยม่านคุ้มกัน แม้ว่าถังหยุนฉีจะตะโกนเสียงดังกว่านี้ เยว่ฮานก็ไม่มีทางได้ยิน

 

แต่โชคร้ายที่เด็กชายซึ่งลงเขามาสองครั้งเพื่อรับตัวหลิงเซี่ยวและโหยวเสี่ยวโม่นั้น จู่ๆก็ปรากฎตัวขึ้นนอกม่านคุ้มกัน ถังหยุนฉีนั้นเพิ่งเคยเห็นเขา และใช้ฐานะที่เป็นผู้ช่วยของเยว่ฮานในการให้เด็กชายนำทางไป เด็กชายเมินนาง ดังนั้นถังหยุนฉีจึงเกิดความโมโหและข่มขู่เขา ตามพยานที่เห็นเหตุการณ์ เด็กชายผู้นั้นตบนางอย่างจัง ใบหน้างดงามของศิษย์น้องหญิงถังหยุนฉีกลายเป็นโง่งมในทันที หลังจากนั้นมา นางไม่กล้าออกไปด้านนอกอีกเลย ดังนั้นพรรคเถียนซินทั้งหมดจึงได้ความสงบสุขกลับคืนมาอีกครั้ง

 

หลังจากถังฟานรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ เขากักขังถังหยุนฉีนานหนึ่งเดือน และหลังจากนั้น เขาจึงเดินทางไปยังเขาอวิ๋นซุยด้วยตัวเองเพื่อขอโทษและรับผิดกับเด็กชายผู้นั้น สิ่งที่ทุกคนรับรู้ก็คือ เด็กชายผู้นั้น จริงๆแล้วเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสสูงสุดของพรรคเถียนซิน

 

ถังหยุนฉีนั้นด้วยเหตุผลบางอย่าง นางกลัวหรืออายจนไม่กล้าโผล่หน้าออกมา ดังนั้นจึงไม่มีใครพบเห็นนางภายในไม่กี่เดือนหลังจากนั้นเลย

 

ผู้ที่สงบสุขที่สุดนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหลิงเซี่ยว ในที่สุดเขาก็ไม่ต้องอดทนต่อกรกับเจ้าหญิงที่มาหาเขาทุกวันแล้ว หากไม่เช่นนั้น เขากลัวว่า สักวันหนึ่งเขาจะทนไม่ไหวและลงมือบีบคอนาง

 

***********

*ชื่อยังคงห่วยเหมือนเดิมค่ะ 555 ใครมีไอเดียดีๆ เม้นบอกได้เลยนะคะ เรื่องชื่อสมุนไพร

รู้เหตุผลแล้วใช่ไหมคะ ว่าทำไมน้องโม่ถึงไม่ไปเป็นลูกศิษย์

Facebook Comment