+100%-

บท 90 ขอจูบอีกครั้ง

บท 90 ขอจูบอีกครั้ง

หลิงเซี่ยวไม่สามารถทนต่อท่าทางกระตือรือร้นของโหยวเสี่ยวโม่ได้ ดังนั้นเขาจึงพาโหยวเสี่ยวโม่ตรงกลับห้อง

 

โหยวเสี่ยวโม่ไม่รู้ว่าทำไมหลิงเซี่ยวถึงต้องการจะหยุดเขาไม่ให้บอกข่าวดีนี้แก่ศิษย์พี่ เขานั่งบนเก้าอี้ด้วยความโกรธและพ่นลมหายใจออกมาก่อนจะมองไปยังหลิงเซี่ยว

 

หลิงเซี่ยวปิดประตูและเดินกลับมา เขากอดอกและมองไปยังโหยวเสี่ยวโม่ เขาจ้องด้วยตาที่เก็บซ่อนประกายเอาไว้ด้านใน ตาคู่นั้นราวกับจะมีไฟทะลุออกมา เขาจ้องต่อไปจนกระทั่งไฟในดวงตาค่อยๆเล็กลงเรื่อยๆ และในที่สุดก็ดับลง ไม่นานเขาก็ยิ้มออกมา “ศิษย์น้อง เจ้ารีบไปพบศิษย์พี่ของเจ้ามากรึ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ส่ายหน้าทันที “ไม่เลย”

 

ถึงจะใช่ก็ต้องตอบว่าไม่ !

 

“แล้วทำไมเจ้าถึงวิ่งไวนัก?”

 

หลิงเซี่ยวยิ้มในขณะที่ถาม

 

“นั่น…..เป็นเพราะว่าข้าอยากกลับมาห้องตัวเองไง มีคำกล่าวที่ว่า “บ้านทอง รึบ้านเงินก็ไม่ดีเท่ากับบ้านเล็กๆของตัวเอง” มิใช่รึ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่เอ่ยตะกุกตะกัก เขาภาวนาว่าให้หลอกหลิงเซี่ยวสำเร็จ

 

แน่นอนว่าหลิงเซี่ยวไม่มีทางยอมรับหรอกว่าคำพูดของโหยวเสี่ยวโม่เองก็มีเหตุผลอยู่บ้าง เขาดึงเก้าอี้และนั่งลงข้างๆ

 

โหยวเสี่ยวโม่หยิบกาน้ำชาขึ้นมาทันที และรินน้ำให้หลิงเซี่ยวอย่างขะมักเขม้น “ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ดื่มน้ำซักแก้วก่อนค่อยพูดดีกว่า”

 

หลิงเซี่ยวยอมจิบน้ำหลังจากที่ได้รับถ้วยน้ำชามา

 

โหยวเสี่ยวโม่ใช้จังหวะนี้ให้เป็นประโยชน์โดยการถามคำถาม “ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ที่ท่านไม่อนุญาตให้ข้าไปบอกข่าวดีแก่ศิษย์พี่ทั้งสองนั้น เนื่องจากมีบางอย่างผิดพลาดรึ?”

 

ริมฝีปากของหลิงเซี่ยวโค้งขึ้น เรียนรู้เร็วเหมือนกันนี่นา? เขากล่าวอย่างสงบนิ่ง “มันมิใช่อันใดเลย มีใครบางคนที่กังวลมากกว่าเจ้าอีก ถึงแม้ว่าเจ้าจะไม่ไป ในไม่ช้า ใครบางคนจะมาหาเจ้าเอง”

 

ใครบางคนนั้นหมายถึงคนคนนั้น โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้โง่ถึงขนาดที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย นอกเหนือจากอาจารย์ของเขาแล้ว ก็ไม่มีคนอื่นอีกแล้ว

 

หลังจากสงบลงแล้ว โหยวเสี่ยวโม่ไม่รู้สึกกระตือรือร้นอีกแล้ว เหมือนที่หลิงเซี่ยวพูด ศิษย์พี่ทั้งสองจะได้รู้ในไม่ช้านี้ เขาไม่จำเป็นต้องกังวลอะไร เมื่อคิดเช่นนี้ เขาจึงนึกขึ้นได้ว่าเขามีคำถามมากมายที่ต้องการจะถาม เขาจึงใช้ประโยชน์ที่หลิงเซี่ยวยังคงนั่งอยู่ตรงนี้ เขาจึงเล่าเรื่องราวความคืบหน้าของการทะลุผ่านระดับหนึ่งในเคล็ดแปรธาตุ

 

หลิงเซี่ยวฟังโหยวเสี่ยวโม่และครุ่นคิดเล็กน้อย “ผู้หลอมโอสถต่างจากผู้ฝึกยุทธ์ ผู้หลอมโอสถนั้นฝึกพลังวิญญาณ ในการที่จะทะลุผ่านไปยังขึ้นถัดไปนั้น ไม่เพียงแค่ปริมาณพลังวิญญาณจะต้องเหมาะสมแล้ว สถานการณ์ที่เป็นจุดสำคัญเองก็จำเป็นด้วยเช่นกัน แต่เหตุการณ์สำคัญนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับทุกคน ดังนั้น เมื่อค้นพบมันแล้ว จึงมีโอกาสทะลุระดับ”

 

“แล้วเรื่องวิธีการล่ะ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ถาม

 

“กดดันพลังวิญญาณของตัวเองเป็นหนึ่งในวิธีการ เหมือนตอนที่เจ้าใช้พลังวิญญาณหลอมโอสถจนหมด นั่นก็ถือเป็นการกดดันพลังวิญญาณเช่นกัน แต่เนื่องจากเจ้ามักจะเติมพลังวิญญาณด้วยน้ำวิเศษก่อนหน้าที่พลังวิญญาณจะหมด ดังนั้นปรากฎการณ์เช่นนี้จึงไม่ค่อยปรากฎออกมาอย่างชัดเจนนัก แต่เนื่องจากพลังวิญญาณที่เพิ่มขึ้นของเจ้า ทำให้ผลลัพธ์นั้นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ก่อนหน้านี้ในตอนที่เจ้าไม่ได้ดื่มน้ำวิเศษแต่เจ้ากลับไม่ทะลุระดับนั้น เป็นไปได้ว่าเนื่องจากเจ้ายังคงไม่ถึงจุดวิกฤตที่จะทะลุระดับ”

 

จริงๆแล้วหลิงเซี่ยวไม่ได้พูดจากความรู้ที่เขามี แต่เขาพูดจากความทรงจำของหลินเซี่ยว

 

การมีตัวตนของศิษย์น้องหญิงที่ชื่นชอบเขานั้น ทำให้นางบอกเขาทุกสิ่งที่นางรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องดี แม้ว่าหลินเซี่ยวจะไม่ใช่ผู้หลอมโอสถก็ตาม แต่เนื่องจากความทะเยอทะยานของเขา เขาจึงมักจะถามถังหยุนฉีเกี่ยวกับเรื่องผู้หลอมโอสถ ทำให้เขามีความรู้ในด้านนี้เยอะ

 

“เป็นเช่นนี้นี่เอง!”

 

โหยวเสี่ยวโม่พึมพำ

 

หลิงเซี่ยวใช้ผลประโยชน์ในตอนที่โหยวเสี่ยวโม่เหม่อลอยนี้ ลูบแก้มนิ่มไปมา แก้มทั้งสองข้างนั้นอ่อนนุ่มอย่างที่ไม่อาจจินตนาการได้ เขาหายใจออกแผ่วเบาและกล่าวว่า “ในเมื่อเจ้าทะลุระดับหนึ่งของคัมภีร์วิญญาณสรรวค์แล้ว ดังนั้นเจ้าน่าจะหลอมโอสถระดับสองได้แล้ว”

 

“ข้าก็คิดเช่นนั้น”

 

โหยวเสี่ยวโม่จับมือเขาอย่างว้าวุ่นใจ เขาไม่ต้องบอกก็รู้ว่าภายในเขาตื่นเต้นขนาดไหน เขาคิดว่าเขาจำเป็นต้องใช้สองถึงสามเดือนเพื่อทะลุไปยังระดับสอง แต่สวรรค์กลับทำให้เขาต้องประหลาดใจ ในตอนนี้เขามีเวลาเหลือมากกว่าสามเดือน ดังนั้นการประเมินผลจึงไม่น่าจะมีปัญหา

 

หลิงเซี่ยวมองไปยังแก้มและปากของโหยวเสี่ยวโม่ที่กลายเป็นสีแดงเนื่องจากความตื่นเต้น เขาอดที่จะหรี่ตาไม่ได้ และในขณะที่โหยวเสี่ยวโม่มองมายังเขาด้วยความประหลาดใจนั้นเอง เขาจึงเอนตัวเข้าไปหาและเลียโหยวเสี่ยวโม่ เขารู้สึกว่ามันยังไม่พอ เขาจึงใช้โอกาสนี้เลียอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง

 

ใครบางคนกลับกลายเป็นหินไปแล้ว…….

 

หลิงเซี่ยวนั้นตื่นเต้นเกินขีดจำกัด หวานเกินไปแล้ว ทำไมรสชาติถึงเหมือนกับน้ำผึ้งเลย? หวานจนเขาติดใจ และไม่อาจรู้สึกเบื่อได้ ท้ายที่สุด เขาจึงยื่นลิ้นเข้าไปในระหว่างริมฝีปากที่ปิดสนิท และเข้าไปเกี่ยวพันกับลิ้นที่เกร็งอยู่ภายใน เขาดูดดึงและกลืนกินมันด้วยความตะกละ และไม่ต้องการผละออกแม้แต่น้อย เขาผละออกอย่างไม่เต็มใจนักเมื่อรู้สึกว่าโหยวเสี่ยวโม่หายใจไม่ทัน

 

โหยวเสี่ยวโม่ได้สติคืนมากับตัวเองในตอนที่ลิ้นของหลิงเซี่ยวเข้าไปในปากเขา แต่ในความเป็นจริงแล้ว หนุ่มน้อยผู้บริสุทธิ์คนนี้ไม่มีทางทนกับสุดยอดเคล็ดวิชาดูดดึงของหลิงเซี่ยวได้หรอก เพียงแค่ชั่วแวบเดียว ร่างกายเขาก็อ่อนระทวยไม่มีแรงใดๆ ไม่ต้องพูดถึงการขัดขืนเลย

 

ในตอนที่หลิงเซี่ยวผละออกจากปากเขาไป เขาจึงสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ แต่ร่างกายก็ยังคงไม่ฟื้นตัว ใบหน้าเขาแดงราวกับลูกพลับสุก ควันลอยขึ้นจากหัวของเขา โหยวเสี่ยวโม่ล้มลงไปในอ้อมแขนของหลิงเซี่ยว

 

หลิงเซี่ยวกลัวว่าโหยวเสี่ยวโม่จะหายใจไม่ออก เขาจึงค่อยๆลูบหลังโหยวเสี่ยวโม่อย่างต้องการช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้น “เป็นไง ดีขึ้นรึไม่?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ตัวสั่น เขาใช้มือหนึ่งจับบ่าของหลิงเซี่ยวเอาไว้ และยันตัวขึ้นมา เขาจ้องไปยังหลิงเซี่ยวด้วยสายตาที่มีไฟอยู่ภายใน “ทำไมท่านจึงจูบข้า?”

 

หลิงเซี่ยวยิ้มขณะเลียมุมปากของตน เขายื่นนิ้วออกมาและสะกิดเบาๆที่ริมฝีปากของโหยวเสี่ยวโม่ กล่าวด้วยน้ำเสียงเสียใจ “เพราะว่ามันอร่อย ข้ายังไม่ได้ถามเลยนะ มีน้ำผึ้งที่ปากเจ้ารึ? ทำไมมันหวานจนข้าไม่อาจปล่อยไปได้”

 

โหยวเสี่ยวโม่เห็นท่าทางราวกับอยากจะจูบอีกครั้งของหลิงเซี่ยวแล้ว เขาจึงรีบปิดปากทันที แต่เมื่อได้ยินคำพูดของหลิงเซี่ยว เขาจึงแลบลิ้นออกมาและเลียริมฝีปากตัวเองโดยอัตโนมัติ ให้ตาย มีแต่น้ำลาย…….

 

โหยวเสี่ยวโม่เช็ดน้ำลายที่อยู่ตรงปากเขาออก ปากเขาสั่นเล็กน้อยขณะพูด “ปากข้าไม่เห็นหวานซักนิด บางทีอาจจะเป็นปากท่านที่หวาน”

 

เขากังวลว่าหลิงเซี่ยวจะใช้ข้ออ้างนี้ในการจูบเขาอีกครั้ง โหยวเสี่ยวโม่จึงรีบโยนกลับไปให้อีกฝ่ายทันที

 

หลิงเซี่ยวมองเขา และยกมุมปากขึ้นอย่างชั่วร้าย “ปากข้ารึที่หวาน? ทำไมข้าไม่เห็นรู้สึกเช่นนั้นเลย? ทำไมเจ้าไม่ลองดูว่ามันจะหวานรึไม่ ช่วยข้ายืนยันให้ที?”

 

ถึงแม้ว่าน้ำเสียงจะดูเหมือนเขาขอร้อง แต่การกระทำกลับไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย เขากอดโหยวเสี่ยวโม่ที่พยายามจะหนีในทันที และจูบเขาอีกครั้ง ในครั้งนี้นั้นดุเดือดกว่าครั้งที่แล้ว เนื่องจากอีกฝั่งมีอาการขัดขืน แต่มันกลับเพิ่มความตื่นเต้นเข้าไปอีก ยิ่งโหยวเสี่ยวโม่ต้องการหลบซ่อนเท่าไหร่ หลิงเซี่ยวยิ่งอยากเข้าไปพัวพันด้วยเท่านั้น

 

หลังจากรู้ทันแล้ว โหยวเสี่ยวโม่จึงไม่ต้านทานอีกต่อไป เขากลั้นลมหายใจไว้ เอาเลย ดูดเขาจนตายไปเลย!

 

ในที่สุดหลิงเซี่ยวก็ปล่อยริมฝีปากโหยวเสี่ยวโม่ เขาเลียริมฝีปากอย่างไม่พอใจ นี่มันแย่มาก เขายังรู้สึกอยากจูบให้นานกว่านี้อีก

 

โหยวเสี่ยวโม่ตัวสั่นอยู่ในอ้อมแขนของเขา และต้องการจะผละออก…..

 

หลิงเซี่ยวจับไว้ด้วยมือใหญ่ของเขา และทำบางสิ่งที่น่าตกใจ เมื่อเห็นว่าโหยวเสี่ยวโม่ไม่พอใจ เขาจึงรีบกอดเอวโหยวเสี่ยวโม่ไว้แน่น ก่อนจะกล่าว “เอาล่ะ มาพูดเรื่องจริงจังกัน อย่าขยับนะ ไม่งั้นข้าจะลงโทษเจ้าตรงจุดนั้น”

 

โหยวเสี่ยวโม่นิ่งทันที แต่ใบหน้าของเขากลับดำมืด เจ้าบ้านี่ “ลงโทษตรงจุดนั้น” นี่หมายความว่ายังไง?

 

เขาเป็นผู้ชายนะ เป็นผู้ชายจริงๆ!

 

“ท่าน ท่าน ท่าน……. ท่านพูดเลย เรื่องจริงจังนี่หมายถึงเรื่องอันใด?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ตัวสั่นขณะพูด

 

“ในส่วนของเรื่องหอประมูล เมืองเหอปิงมีเพียงหอประมูลที่จัดประมูลบางครั้งเท่านั้น หากเจ้าต้องการจะขายโอสถและพลังวิญญาณเหลวเข้มข้น เจ้าไม่สามารถนำมาลงประมูลที่เมืองเหอปิงได้ เจ้าจำเป็นจะต้องหาเมืองที่ใหญ่กว่านี้เล็กน้อย หอประมูลที่นั่นจะจัดประมูลตลอดเวลา และจะไม่มีการโกงหรือเล่นตลกแน่นอน อีกทั้ง ราคายังจะสูงขึ้นอีกด้วย”

 

หลิงเซี่ยวพูดด้วยท่าทางพึงพอใจ

 

“จริงรึ? งั้นเมืองไหนดี? ข้าไม่รู้เลย”

 

โหยวเสี่ยวโม่ตื่นเต้น เขาลืมอย่างรวดเร็วว่าเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมานี้เขาถูกกลั่นแกล้งเช่นไรบ้าง

 

“แน่นอนว่าต้องเป็นเมืองที่อยู่ไกลๆ แต่การจะไปยังเมืองนั้นและกลับมา และเมื่อรวมกับเวลาประมูลด้วยแล้ว คงไม่สามารถเสร็จสิ้นภายในหนึ่งวันได้ ด้วยสถานะของเจ้าตอนนี้ เจ้าสามารถออกไปได้เพียงแค่วันเดียวสินะ?”

 

หลิงเซี่ยวไม่แน่ใจ แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะยังไปไม่ได้

 

“แล้วทำอย่างไรดี?”

 

โหยวเสี่ยวโม่คิดว่าเขามีโอกาสลงไปด้านล่างสองครั้งในเดือนนี้ แต่ในแต่ละครั้งเขาได้รับอนุญาตเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น กฎนี้ไม่สามารถลบล้างได้แม้ว่าจะถูกฟ้าผ่าก็ตาม เว้นแต่…..

 

“หลังจากผ่านการประเมินในอีกสามเดือนข้างหน้า ตราบใดที่เจ้าผ่านมันไปแล้ว หลังจากนั้น เจ้าจะสามารถลงไปเมืองด้านล่างได้นานเท่าที่เจ้าต้องการ”

 

หลิงเซี่ยวกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

 

โหยวเสี่ยวโม่ผิดหวังเล็กน้อย ดูเหมือนว่าจะมีเพียงแค่วิธีเดียวสินะ!

 

“จริงๆสิ ข้ามีบางสิ่งที่จะต้องเตือนเจ้า”

 

จู่ๆ หลิงเซี่ยวพูดขึ้นมา เมื่อโหยวเสี่ยวโม่มองมา เขาจึงพูดต่อ “หอประมูลที่เมืองใหญ่นั้นเป็นหอประมูลที่ระดับสูงกว่าหอประมูลที่เมืองเหอปิง ข้อมูลที่เจ้าได้รับมาเกี่ยวกับโอสถที่สามารถประมูลได้นั้นอาจจะคลาดเคลื่อน โอสถระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะคุณภาพดีขนาดไหน ก็ไม่มีทางเข้าประมูลที่หอประมูลเมืองนั้นได้”

 

“ถ้าเช่นนั้นเราทิ้งพลังวิญญาณเหลวนี่ไว้ก่อนไม่ดีกว่ารึ? หากมีปัญหามากนัก เราไปหอประมูลที่เมืองเหอปิงไม่ดีกว่ารึ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ขมวดคิ้ว

 

หลิงเซี่ยวกอดโหยวเสี่ยวโม่แน่นขึ้นและกล่าวว่า “นั่นไม่ใช่ปัญหาหรอก โอสถที่ไม่สามารถนำลงประมูลได้ แต่เราสามารถขายมันได้ที่ร้านขายโอสถในเมือง อีกทั้ง มิใช่ว่าเจ้าต้องการหาเมล็ดพันธุ์สมุนไพรระดับสี่ถึงหกรึ? เจ้าสามารถไปถามเรื่องนี้ที่เมืองนั้นได้”

 

“โอ ใช่แล้ว”

 

โหยวเสี่ยวโม่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังคงมีเรื่องเมล็ดพันธุ์สมุนไพรด้วยอีกเรื่อง

 

แม้ว่าเมืองเหอปิงจะมีเมล็ดพันธุ์สมุนไพรระดับสี่หรือมากกว่านั้น แต่ก็มีไม่มากนัก อีกทั้ง คุณภาพของเมล็ดก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ บางเมล็ดถึงกับแห้งเนื่องจากพวกมันถูกเก็บไว้นานจนเกินไป

 

สมุนไพรระดับสี่ถึงระดับหกนั้นต้องใช้เวลาในการเติบโตนาน อีกทั้ง เมืองเหอปิงก็เป็นเมืองเล็กๆ ดังนั้นนักหลอมโอสถน้อยมากที่จะไปยังที่นั่นเพื่อซื้อเมล็ดพันธุ์สมุนไพรระดับกลาง ดังนั้นเมล็ดพันธุ์สมุนไพรที่ขายในเรือนกล้วยไม้ นอกเหนือจากเมล็ดสมุนไพรระดับหนึ่งถึงระดับสามแล้ว เมล็ดที่เหลือนั้นล้วนถูกเก็บมานานมากแล้ว

 

“ดังนั้นในตอนนี้ เจ้าต้องมุ่งมั่นในการเตรียมตัวสำหรับการทดสอบที่จะมาถึงในอีกสามเดือน ปล่อยหน้าที่เตรียมการประมูลให้ข้า เมื่อเจ้าผ่านการทดสอบแล้ว ข้าจะพาเจ้าไปยังที่นั่น”

 

หลิงเซี่ยวใช้นิ้วของเขาดึง และยืดแก้มทั้งสองข้างของโหยวเสี่ยวโม่ และไม่อยากจะปล่อยมือ เขาชื่นชอบเวลาที่เขาใช้ร่วมกับโหยวเสี่ยวโม่ที่วงศ์ภาคกลางมากขึ้นเรื่อยๆ การอยู่ร่วมกันในครั้งนั้นช่างดีเหลือเกิน เขาสามารถกระทำการอะไรก็ได้ที่เขาอยากทำ

 

“ตกลง!”

 

โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

 

“โอ ตอนนี้ พวกเราคุยเรื่องจริงจังจบแล้ว งั้นพวกเรามาจูบกันอีกรอบเป็นอย่างไร?”

 

หลิงเซี่ยวแสดงให้เห็นถึงท่าทางกระหายอีกครั้ง เขาดึงรั้งคางของโหยวเสี่ยวโม่ และกำลังจะจูบลงไป

 

โหยวเสี่ยวโม่เงยหน้าขึ้น และตบหลิงเซี่ยว…….

 

Facebook Comment