+100%-

บท 89 คำพูดโน้มน้าวสำเร็จ

บท 89 คำพูดโน้มน้าวสำเร็จ

เช่นเดียวกับครั้งก่อนหน้านี้ คนที่มารับพวกเขาก็ยังคงเป็นเด็กชายที่ผมถูกหวีไปด้านหลัง

 

ร่างกายของเด็กชายเผยบรรยากาศที่ราวกับกั้นไม่ให้คนอื่นเข้าใกล้ได้ โหยวเสี่ยวโม่เกือบจะมั่นใจถึงฐานะของเด็กชายแล้ว เขาน่าจะเป็นหนึ่งในผู้ปกป้องในตำนานของเขาอวิ๋นซุยแห่งนี้ เพียงแต่ว่ารูปร่างของผู้อาวุโสท่านนี้นั้นแตกต่างจากรูปภาพที่เขาสร้างไว้ในจิตใจเป็นอันมาก

 

หลังจากพาพวกเขามายังที่ดินด้านนอก เด็กชายก็หายตัวไปอย่างไร้เสียง

 

โหยวเสี่ยวโม่เคยเห็นสิ่งแปลกประหลาดนี้มาแล้ว ดังนั้นเขาจึงเดินเข้าไปด้านในพร้อมกับหลิงเซี่ยว โดยใช้ทางที่พวกเขาเคยใช้เมื่อครั้งที่แล้ว สิ่งที่ตั้งอยู่ด้านหน้าสวนสมุนไพรขนาดใหญ่คือกระท่อมเล็กๆหลังหนึ่ง ในตอนนั้นเอง หลิงเซี่ยวซึ่งเดินอยู่ด้านหน้ากลับหยุดลงอย่างกระทันหัน โหยวเสี่ยวโม่ไม่ทันได้สังเกตและชนเข้ากับหลังของหลิงเซี่ยวอย่างจัง เขาลูบจมูกที่เดินชนไปมา ในขณะที่เขากำลังจะเปิดปากพูดนั้น หลิงเซี่ยวกลับปิดปากเขาทันที

 

โหยวเสี่ยวโม่เงยหน้าขึ้น และใช้สายตาในการถามคำถาม “มีเรื่องอะไร?”

 

“มีใครบางคนอยู่ที่นั่น”

 

หลิงเซี่ยวขยับปากตอบ โดยไม่สนใจว่าโหยวเสี่ยวโม่จะเข้าใจหรือไม่ เขาผึ่งหูเพื่อที่จะฟังเสียงภายในกระท่อม

 

โหยวเสี่ยวโม่มองไปยังกระท่อมไม้ที่ห่างไปในระยะประมาณสิบจ้าง เขาเม้มปากหน้ามุ่ยลง

 

พักต่อมา หลิงเซี่ยวจึงเอามือออกจากปากของโหยวเสี่ยวโม่และส่งสัญญาณให้เขาเดินต่อไปได้

 

โหยวเสี่ยวโม่ได้รับสัญญาณนั้น และรู้ว่าพวกเขาสามารถพูดคุยกันต่อได้แล้ว เขาจึงถามขึ้นทันที “เกิดอะไรขึ้นเมื่อกี้? อย่าบอกว่ามีบางคนที่อยู่ในกระท่อมไม้นั้นนอกเหนือจากท่านลุงเยว่? แต่ไม่มีใครออกมาเลยนี่นา อา?”

 

“คนผู้นั้นจากไปแล้ว ไม่แปลกหรอกที่เจ้าจะไม่เห็นเขา”

 

หลิงเซี่ยวไม่ได้ปกปิดอะไร และพูดต่อไป “พวกเขาพูดคุยกันเรื่องเกี่ยวกับเจ้า คนผู้นั้นถูกส่งมาโดยถังฟาน ถังฟานได้ยินมาว่าเยว่ฮานจะรับเจ้าเป็นลูกศิษย์ดังนั้นเขาจึงส่งบางคนมาเพื่อโน้มน้าวเยว่ฮานไม่ให้รับตัวเจ้า”

 

“ทำไมกัน?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ถาม รู้สึกกังวลใจ

 

ทำไมทุกคนถึงไม่อยากให้เขาเป็นลูกษ์ศิษย์ของท่านลุงเยว่กัน? แม้ว่าเขาจะรู้อยู่แก่ใจดี แต่เมื่อมาได้ยินจากปากคนอื่นเช่นนี้ เขาก็ยังคงรู้สึกไม่ดีอยู่ดี

 

“เจ้ายังคงจะต้องถามอีกรึ?”

หลิงเซี่ยวจ้องไปยังโหยวเสี่ยวโม่และกล่าวต่อไปอย่างแผ่วเบา “เยว่ฮานเป็นคนที่ทุกคนในพรรคเถียนซินต้องการตัว แม้แต่ถังฟานก็ไม่มีข้อยกเว้น ตำหนักที่ใกล้ชิดกับถังฟานมากที่สุดคือตำหนักสวรรค์ แม้ว่าเขาจะเป็นประมุขของพรรคเถียนซินก็ตาม แต่เขาก็ยังคงต้องการให้คนที่อยู่ข้างกายของเยว่ฮานเป็นคนที่มาจากตำหนักสวรรค์ อีกทั้ง เจ้ามาจากตำหนักพสุธา สำหรับเขาแล้ว ถ้าเขายังคงยินยอมก็คงเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก”

 

โหยวเสี่ยวโม่หน้ามุ่ย “ข้าเองก็เป็นศิษย์ของพรรคเถียนซินเช่นเดียวกัน……”

 

หลิงเซี่ยวแค่นเสียงออกมาอย่างเยือกเย็นและกล่าวต่อ “ถังฟานไม่ใช่คนที่ยุติธรรมแบบที่เจ้าคาดคิดไว้หรอก เขาเป็นเพียงแค่คนธรรมดาคนหนึ่งที่มีทั้งความเห็นแก่ตัวและความต้องการ ยิ่งไปกว่านั้น เขาอยู่ในที่สูงมานานแล้ว ไม่ว่าจะมีเกียรติและสูงส่งแค่ไหนก็ตาม แต่ยังไงก็ต้องมีความเห็นแก่ตัวกันบ้าง อีกทั้ง ถังฟานไม่ใช่นักบุญ รออีกไม่นานเมื่อเจ้าได้เห็นมันมากขึ้น และเจ้าจะค่อยๆชินชากับมัน”

 

โหยวเสี่ยวโม่หน้ามุ่ย เขาไม่มีความต้องการจะรู้สึกชินกับมันเลยจริงๆ โลกนี้ช่างมีแต่เรื่องหลอกลวง เขาอยากกลับไปยังโลกแล้ว!

 

“ท่านได้ยินสิ่งที่คนผู้นั้นพูดกับท่านลุงเยว่รึไม่?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ถาม

 

เมื่อได้ยินดังนั้น หลิงเซี่ยวจึงอดไม่ได้ที่จะนำแขนไปโอบรอบไหล่ของโหยวเสี่ยวโม่ และใช้นิ้วลูบคางไปมา เขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงไม่จริงจังนัก “แน่นอน แม้ว่าเขาจะสร้างม่านคุ้มกันขึ้นมาก็ตาม แต่ระดับก็ไม่ได้สูงสำหรับข้าเลย เจ้าอยากรู้รึไม่?”

 

โหยวเสี่ยวโม่หน้ามุ่ยแล้วมุ่ยอีก ทำไมเขารู้สึกว่าเขากำลังถูกลวนลามอยู่กันนะ? บางทีอาจจะเป็นเพราะเขาลุกออกจากเตียงผิดท่าเมื่อเช้านี้ มิเช่นนั้น ทำไมเขาถึงได้มีความคิดไร้สาระแบบนี้กัน?

 

หลิงเซี่ยวเห็นว่าโหยวเสี่ยวโม่ยังคงไม่มีปฏิกิริยาอะไร แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าโหยวเสี่ยวโม่ยอมรับ “จริงๆแล้ว เจ้าน่าจะคาดเดาได้โดยที่ข้าไม่ต้องบอกเจ้านะ คนผู้นั้นใช้ข้ออ้างที่ว่าเจ้าเพิ่งจะเข้าพรรคเถียนซินมาไม่ถึงสองเดือน ดังนั้นเจ้าจึงยังไม่มีบันทึกการรับใช้ เขาต้องการให้เยว่ฮานลืมเรื่องทีจะรับเจ้าเป็นลูกศิษย์ซะ และให้ถังหยุนฉีรับหน้าที่นี้แทนเจ้า แต่เยว่ฮานไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่ายๆ เขาปฏิเสธว่านอกเหนือจากเจ้าแล้ว ก็ไม่มีใครอีกแล้ว คนผู้นั้นได้รับคำสั่งมาจากถังฟาน ดังนั้นแน่นอนว่าเขาไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ท้ายที่สุด เขากล่าวว่า พื้นหลังของเจ้านั้นไม่แน่ชัดและเจ้าอาจจะเป็นสายลับ พวกเขาพูดคุยกันจนกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าของเจ้า และคนผู้นั้นจึงจากไป มีเพียงเท่านี้”

 

โหยวเสี่ยวโม่อดไม่ได้ที่จะทำหน้ามุ่ยเพิ่มอีกสามครั้ง ทำไมคำพูดสุดท้ายราวกับจะใส่ความเขาเช่นนี้? เขาเป็นเพียงนักหลอมโอสถตัวเล็กๆ ไม่จำเป็นจะต้องใส่ไฟเพิ่มเข้าไปในชื่อเขาก็ได้

 

“เข้ามาสิ”

 

เสียงเยว่ฮานดังออกมาจากกระท่อม

 

โหยวเสี่ยวโม่ถึงรู้ตัววว่าเขาเดินแบบไร้สติจนมาถึงกระท่อมแล้ว ดังนั้นเขาจึงแค่ผลักประตูและเดินเข้าไปพร้อมกับหลิงเซี่ยว

 

เยว่ฮานยืนอยู่ด้านหน้าชั้นวางสมุนไพร และหันหลังให้กับพวกเขา ราวกับว่าเขากำลังจัดสมุนไพรอยู่ในชั้น เมื่อได้ยินเสียงประตูเปิด เขาจึงหันกลับมา ใบหน้าของเขาช่างสงบนิ่ง เช่นเดียวกับเมื่อสามวันที่แล้ว ราวกับว่าเขาไม่ได้โกรธเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อกี้แม้แต่น้อย

 

“เอาล่ะ เจ้าคิดเช่นไร?”

 

เยว่ฮานไม่ชอบการพูดอ้อมค้อมไปมา ดังนั้นเขาจึงพูดเข้าประเด็นทันทีที่นั่งลง

 

โหยวเสี่ยวโม่จ้องไปทางหลิงเซี่ยวซึ่งกำลังส่งยิ้มบางๆมาให้เขา เขาสลับสายตาไปมาและลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะกล่าวออกมา “ท่านลุงเยว่ ข้าดีใจมากที่ท่านชื่นชมคนต่ำต้อยเช่นข้า แต่กลับได้รับโอกาสใหญ่จากท่าน แต่ข้าคิดว่าข้าไม่สามารถรับตำแหน่งนี้ได้ ดังนั้นข้าคิดว่ามันสมควรจะมอบให้กับบางคนที่ต้องการมันมากกว่าข้า”

 

เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น เยว่ฮานไม่แปลกใจเลย เขาเพียงแค่จ้องมองโหยวเสี่ยวโม่สักพัก ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ “ดูเหมือนว่าเจ้าจะได้ยินเรื่องนี้สินะ สามวันก่อนข้าใจร้อนมากไปหน่อย ข้าไม่คิดว่าเรื่องนี้จะทำให้เจ้ามีปัญหา”

 

“มันไม่ใช่แบบนั้นเลยท่านลุงเยว่”

 

โหยวเสี่ยวโม่ได้ยินคำพูดที่แสดงความรับผิดชอบจึงตกใจมาก “ข้าไม่เคยคิดว่าเรื่องนี้จะเป็นปัญหาเลย มันเพียงแค่ เพียงแค่…….”

 

หลังจากบีบเค้นสมองแล้ว โหยวเสี่ยวโม่ก็ยังคงคิดไม่ออกว่าเขาควรจะพูดอะไร ดังนั้นเขาจึงได้แต่มองไปยังหลิงเซี่ยวที่อยู่ข้างๆ

 

หลิงเซี่ยวเห็นสายตามายังเขาและรู้สึกดีใจมากที่โหยวเสี่ยวโม่คิดถึงเขาทันที แต่ความเป็นจริงก็คือ มีเพียงสามคนอยู่ที่นี่เท่านั้น ดังนั้นโหยวเสี่ยวโม่จึงไม่มีทางเลือก แต่หลิงเซี่ยวก็เลือกที่จะไม่สนใจข้อเท็จจริงอันนี้

 

“ท่านลุงเยว่ เรื่องนี้ ข้าเชื่อว่าท่านรู้ดีกว่าพวกเราทั้งสอง ตำแหน่งของท่านพิเศษมาก ดังนั้นคนที่จะมาอยู่ข้างๆนั้น ไม่ว่าจะเป็นศิษย์หรือลูกศิษย์ก็ตาม พวกเขาต้องได้รับการพิสูจน์ว่าจะอุทิศให้พรรคเถียนซินเต็มร้อย แต่โหยวเสี่ยวโม่นั้นต่างออกไป เขานั้นยังคงไม่ได้อยู่ในกฎระเบียบของพรรคเถียนซินซึ่งอาจจะทำให้พรรคเถียนซินไม่อาจไว้ใจเขาได้ สำหรับศิษย์เช่นนี้ การที่สามารถเข้าออกเขาอวิ๋นซุยได้เช่นนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ประมุขพรรคเท่านั้นที่ไม่เห็นด้วยแม้แต่ผู้อาวุโสคนอื่นๆก็อาจจะไม่เห็นด้วยเช่นกัน”

 

เขาอวิ๋นซุยนั้นเปรียบเสมือนกับหัวใจของพรรคเถียนซิน เพียงแค่แตะเบาๆก็อาจสั่นสะเทือนไปทั้งพรรคได้

 

“ใช่แล้วขอรับ อา ท่านลุงเยว่ หากท่านต้องการลูกศิษย์จริงๆ ศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่สองของข้าก็สามารถเป็นได้เช่นกัน พวกเขาทั้งสองอยู่ในระดับสี่แล้ว ประสบการณ์ก็มีมากกว่าข้ามากนัก แน่นอนว่าจะต้องช่วยเหลืองานของท่านได้ดีกว่าข้าแน่นอน จริงๆ หากท่านไม่เชื่อ ท่านสามารถทดสอบพวกเขาได้”

 

โหยวเสี่ยวโม่พูดสอดรับทันที ตอนนี้เขาเข้าใจการวิเคราะห์ของหลิงเซี่ยวแล้ว จริงๆแล้ว มันจะยากสำหรับเขามากในการเป็นลูกศิษย์เช่นนี้ แทนที่จะดื้อดึงต่อไป ทำไมไม่ให้โอกาสนี้แก่ศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่สองแทนเล่า? ด้วยวิธีนี้ เขาก็จะไม่เสียโอกาสไปอย่างเปล่าประโยชน์

 

เยว่ฮานไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี หัวข้อนี้ควรจะเป็นหัวข้อที่จริงจัง แต่เมื่อได้ยินโหยวเสี่ยวโม่พูดเช่นนี้แล้ว เขาจึงไม่สามารถรักษาความจริงจังเอาไว้ได้ เขารู้สึกจริงๆว่าศิษย์ผู้นี้กังวลว่าเขาจะต้องเจรจายินยอม ไม่เช่นนั้นเขาจะเสียโอกาสอันดีนี้ไป ดังนั้นเขาจึงเร่งรีบนำเสนอศิษย์พี่ของเขา

 

หลิงเซี่ยวที่ได้ยินโหยวเสี่ยวโม่พูดก็ยังคงคิดเกี่ยวกับศิษย์พี่ใหญ่ของโหยวเสี่ยวโม่อยู่ตลอดเวลา และกำลังจะโมโห แต่จู่ๆเขาก็ได้รับแรงจูงใจอะไรบางอย่าง เขาจึงให้คำผลักดันไปอีกก่อนที่เยว่ฮานจะเริ่มต้นพูด

 

“ท่านลุงเยว่ สิ่งที่ศิษย์น้องผู้นี้พูดมานั้นถูกต้องอย่างยิ่ง ข้าเคยเจอทั้งสองคนนั้นแล้ว บุคคลิกของพวกเขานั้นถือว่าดีมากเมื่อเทียบกับคนอื่น ศิษย์พี่ใหญ่ฟางเฉินเล่อนั้นอ่อนโยนและเป็นคนอัธยาศัยดี สามารถเข้าถึงได้ง่าย ความนิยมของเขานั้นยังสูงมากอีกด้วย ส่วนศิษย์น้องสองฟูจื่อหลิน แม้ว่าเขาจะเย็นชาไปหน่อย แต่เขาก็จะจริงจังมากเมื่อเป็นการทำงาน หากท่านยอมรับทั้งสองคนนี้จริงๆ ข้าสามารถบอกได้เลยว่าท่านจะไม่มีทางเสียใจภายหลังเป็นแน่”

 

เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ โหยวเสี่ยวโม่ถึงกับเบิกตากว้างอย่างตกใจ

 

มันยากที่จะเชื่อว่าหลิงเซี่ยวจะพูดให้แก่ศิษย์พี่ของเขา เขาจำได้ว่าหลิงเซี่ยวดูจะไม่ค่อยชอบศิษย์พี่ของเขาเท่าไหร่นะ อีกทั้ง หลิงเซี่ยวยังคงเข้าใจทั้งสองคนได้ดีกว่าเขาเสียอีก!

 

คนที่ประหลาดใจไม่ได้มีแค่โหยวเสี่ยวโม่เท่านั้น รวมไปถึงเยว่ฮานด้วย

 

แต่เยว่ฮานนั้นไม่เหมือนกับโหยวเสี่ยวโม่ที่แสดงความรู้สึกทุกอย่างผ่านทางสีหน้าหมด เขาเพียงแค่ประหลาดใจอยู่ภายในเท่านั้น

 

หลิงเซี่ยวนั้นกำลังแนะนำใครบางคนอยู่จริงๆ และคนผู้นั้นก็มาจากตำหนักพสุธาอีกด้วย หากถังฟานรู้เข้า เขาคงจะต้องโกรธแทบตายเป็นแน่ แต่ก็พูดได้ว่าเขาชอบหลิงเซี่ยวคนนี้มากกว่า หากถังฟานจะต้องโกรธจริงๆล่ะก็ นั่นคงไม่ดีเป็นแน่!

 

“ท่านลุงเยว่ ท่านคิดเช่นไร?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ถามอย่างระมัดระวัง

 

เยว่ฮานเกือบจะรักษาสีหน้าเอาไว้ไม่ได้ นี่เป็นครั้งแรกที่มีศิษย์กล้าพูดกับเขาเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถามว่าเขาจะตัดสินใจเช่นไร มันไม่มีทางตอบได้ภายในเวลาสั้นๆเช่นนี้หรอกมิใช่รึ?

 

แม้ว่าความประทับใจของเยว่ฮานที่มีต่อทั้งคู่ไม่ได้แย่นัก แต่เขาก็ไม่อาจตัดสินใจเรื่องใหญ่เช่นนี้ภายในเวลาอันสั้นได้ หากไม่เช่นนั้น คนอื่นๆอาจจะขุ่นเคืองใจได้

 

“ข้ายังไม่สามารถให้คำตอบเจ้าได้ในตอนนี้ เช่นนี้เป็นไร ให้พวกเขาทั้งสองหาเวลามาเจอข้า และข้าจะทดสอบพวกเขาด้วยตนเอง หากพวกเขาสามารถทำให้ข้าประทับใจได้ ข้าจะรับพวกเขาทั้งสองเป็นลูกศิษย์”

 

เยว่ฮานกล่าว

 

“เช่นนั้นข้าก็ดีใจแล้ว ข้าจะบอกพวกเขาให้ทราบ”

 

โหยวเสี่ยวโม่ตอบทันที ใบหน้าเขาแสดงถึงความดีใจและประหลาดใจ

 

เยว่ฮานส่ายหัว เขาไม่เคยเห็นความรู้สึกดีใจที่บริสุทธิ์เช่นนี้มาก่อน ความดีใจสำหรับศิษย์พี่ที่ได้รับโอกาส เขายิ้มด้วยความดีใจที่ออกมาจากข้างใน ช่างน่าเศร้า น่าเศร้าที่โหยวเสี่ยวโม่มีอาจารย์แล้ว ไม่เช่นนั้น บางทีการรับโหยวเสี่ยวโม่เป็นศิษย์ก็เป็นการตัดสินใจที่ไม่เลวเลย เมื่อคิดเช่นนี้ เยว่ฮานถึงกับตกตะลึงอยู่ภายในใจ เขาไม่เคยมีความคิดที่จะรับศิษย์มานานมากแล้ว และตอนนี้ ชายหนุ่มผู้นี้ซึ่งเขาเคยพบเพียงแค่สองครั้งเท่านั้น กลับทำให้เขาคิดเช่นนี้ได้ ช่างน่าตกตะลึงจริงๆ!

 

ชายหนุ่มที่ยังคงไม่รู้ตัวว่าเขาได้พลาดโอกาสใหญ่แล้วนั้นกำลังดึงหลิงเซี่ยวลงจากภูเขาอยู่ เขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น และดูราวกับว่าเขาต้องการแบ่งปันข่าวดีนี้กับศิษย์พี่ทั้งสองของเขาโดยไว

Facebook Comment