+100%-

บท 87 จุดหมายของคงเวิน

บท 87 จุดหมายของคงเวิน

เมื่อพวกเขากลับมาถึงตำหนักพสุธา โหยวเสี่ยวโม่จึงได้สติกลับมากับตัวอีกครั้ง เขายึดคอเสื้อของหลิงเซี่ยวไว้ และถามอย่างไม่หยุดปากว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ไม่ใช่ความฝันของเขา วุ่นวายเสียจนหลิงเซี่ยวไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ท้ายที่สุด เขาจึงเคาะหัวโหยวเสี่ยวโม่หลายครั้งเพื่อเรียกให้สติกลับคืนมา

 

โหยวสี่ยวโม่กุมหัวตัวเองไว้ และกล่าวออกมาอย่างมีความสุข “ท่านเคาะหัวข้าเช่นนี้ แสดงว่าข้าไม่ได้ฝันไป”

 

หลิงเซี่ยวกัดฟันแน่น ราวกับเด็กโง่ผู้นี้ต้องการโดนเคาะหัวเพิ่ม หากเขารู้มาก่อนหน้านี้ เขาคงจะเคาะหัวโหยวเสี่ยวโม่ได้อีกหลายครั้ง

 

เมื่อเขารู้สึกสงบลงจากความรู้สึกตื่นเต้น โหยวเสี่ยวโม่ถึงรู้สึกตัวว่าเขาถูกอุ้มอยู่ในอ้อมแขนของหลิงเซี่ยว แถมยังเป็นท่าเจ้าหญิงอีกด้วย กล่าวคือ หลิงเซี่ยวอุ้มเขามาจากเขาอวิ๋นซุยจนถึงตำหนักพสุธาเลยรึ?

 

หลิงเซี่ยวเข้าใจความรู้สึกที่ออกมาทางสีหน้าคนในอ้อมแขน เขาเพียงแค่ยิ้มให้ “ยินดีด้วย เจ้าคาดเดาได้ถูกต้อง ในตอนนี้ คนส่วนใหญ่เห็นข้าอุ้มเจ้ากลับมา ดังนั้น ให้ข้าให้แสดงความยินดีกับเจ้าอีกครั้ง เจ้ากลายเป็นคนดังแล้ว”

 

“ม่ายยยยยยยยย”

 

เสียงกรีดร้องของโหยวเสี่ยวโม่ดังไปทั่วทั้งตำหนักพสุธาชั่วแวบนึง

 

หลิงเซี่ยวไม่ได้พูดโกหก ในตอนที่เขาอุ้มโหยวเสี่ยวโม่กลับมา ผู้คนมากมายเห็นเขาจริงๆ และไม่ใช่เพียงแค่ศิษย์จากตำหนักพสุธาเท่านั้น มีศิษย์มากมายที่รอดูว่าเขาจะให้สมุนไพรสามต้นนั้นกับใคร ดังนั้น เมื่อพบว่าเขานำโหยวเสี่ยวโม่ไปยังเขาอวิ๋นซุยในวันนี้ด้วย พวกเขาจึงสามารถคาดเดาผลลัพธ์ได้ก็จริง แต่ก็ยังมีคนที่ไม่อาจเชื่อได้จนต้องมาดูให้เห็นจนถึงวินาทีสุดท้าย

 

ดังนั้น เมื่อหนึ่งคนกระจายไปสู่สิบคน และสิบคนกระจายไปร้อยคน ร้อยคนกระจายไปพันคน ผลลัพธ์ก็คือไม่ใช่เพียงแค่สำนักหลอมโอสถเท่านั้นที่รู้ข่าวนี้ ข่าวกระจายข้ามไปยังสำนักยุทธ์และกระจายไปพร้อมกับเสียงของสายลม ดังนั้น ในตอนที่โหยวเสี่ยวโม่ซ่อนตัวอยู่ในห้องของเขา ก็ยังมีผู้คนมากมายที่พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้

 

เช่นนี้เอง ในตอนนี้ โหยวเสี่ยวโม่จึงผูกติดอยู่กับเรือที่ชื่อว่าหลิงเซี่ยวอย่างหนาแน่น และไม่สามารถแยกออกจากกันได้

 

ไม่นานนัก หลังจากหลิงเซี่ยวจากไป โหยวเสี่ยวโม่กลับถูกเรียกโดยคงเวินอีกครั้ง

 

ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การพูดคุยของศิษย์อาจารย์เท่านั้น ดูเหมือนว่าสถานที่จะเป็นห้องโถงรวมของตำหนักพสุธาเสียด้วย นอกเหนือจากศิษย์พี่ทั้งห้าคน และศิษย์พี่หญิงหนานกงหญิง ท่านลุงจ้าวแล้ว ยังมีท่านลุงอีกสองท่านที่โหยวเสี่ยวโม่จำไม่ได้อยู่ด้วย

 

โหยวเสี่ยวโม่เดินเข้าไปด้วยอาการสั่นกลัว สมาชิกนี้ทำให้เขารู้สึกราวกับว่ากำลังขึ้นศาล *ฮึก ๆ* เขาเป็นเพียงแค่คนตัวเล็กๆ ไม่มีอะไรเลย

 

“ศิษย์พบอาจารย์”

 

“ศิษย์เจ็ด เจ้ารู้รึไม่ว่าทำไมอาจารย์ถึงเรียกเจ้ามายังที่นี่?”

 

ดวงตาที่ส่องประกายของคงเวินจับจ้องมายังเขาด้วยความจริงจัง ราวกับว่าสิ่งที่เขากำลังจะพูดต่อไปนี้มีความสำคัญอย่างถึงที่สุด

 

โหยวเสี่ยวโม่คิดแล้วคิดอีก แต่เขาไม่อาจคิดออกได้ ดังนั้นเขาจึงส่ายหน้าและถามกลับไป “ศิษย์ไม่รู้ขอรับ ท่านอาจารย์โปรดให้ความกระจ่างด้วย”

 

คงเวินเคาะนิ้วทั้งห้าลงบนที่พักแขนทันที หลังจากปล่อยให้ความเงียบเข้าครอบงำชั่วขณะ เขาจึงกล่าวขึ้น “อาจารย์ได้ยินมาว่าลุงเยว่แห่งเขาอวิ๋นซุยอยากให้เจ้าเป็นลูกศิษย์ของเขา จริงรึ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่เบิกตากว้าง เรื่องนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วยามที่ผ่านมา เขาไม่คาดคิดว่ามันจะแพร่ไปไวขนาดนี้ เขาคิดว่าที่อาจารย์เรียกเขานั้นเป็นเพราะเรื่องสมุนไพรระดับหกสามต้น หรือไม่งั้นก็เรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมแปลกๆของหลิงเซี่ยวเสียอีก ดูเหมือนว่าเขาจะเข้าใจผิดไป เขาจึงตอบอย่างรวดเร็ว “ใช่ขอรับ ท่านลุงเยว่ให้ข้ามาคิดดูอีกที”

 

หลังจากที่เขาพูดจบ เขาจึงได้ยินเสียงหายดังขึ้นด้วยความประหลาดใจจากทั้งสองฝั่ง

 

“บอกพวกเรามาว่าเกิดอะไรขึ้นในตอนที่เจ้าไปยังเขาอวิ๋นซุย จงบอกมาทั้งหมดอย่างกระจ่าง เข้าใจไหม?”

 

คงเวินกล่าวอย่างเยือกเย็นและเคร่งขรึม

 

“ขอรับ ท่านอาจารย์”

 

โหยวเสี่ยวโม่ก้มหน้าลง เขาไม่อาจซ่อนสิ่งใดได้ เนื่องจากอาจารย์รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว เขาคงจะมีวิธีการได้รับข้อมูลเป็นแน่ แต่โหยวเสี่ยวโม่ก็รู้ว่าเขาไม่สามารถเล่าทุกสิ่งทุกอย่างได้ ดังนั้น นอกเหนือจากเรื่องที่เขาใช้เวลาขุดสมุนไพรเพียงสิบห้านาทีเท่านั้น เขาก็เล่าเรื่องทั้งหมด

 

หลังจากฟังโหยวเสี่ยวโม่พูด ทุกคนกลับตกอยู่ในความเงียบ

 

ฟางเฉินเล่อไม่ได้แสดงท่าทางอะไรตั้งแต่ตอนที่โหยวเสี่ยวโม่เริ่มเล่า จนกระทั่งถึงตอนสุดท้าย รอยยิ้มอบอุ่นที่โหยวเสี่ยวโม่คุ้นเคยจึงปรากฎขึ้นบนใบหน้าของฟางเฉินเล่อ “ศิษย์น้อง ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่ได้อ่านหนังสือไปอย่างไร้ประโยชน์จริงๆ”

 

ริมฝีปากโหยวเสี่ยวโม่กระตุก ขณะที่เขายิ้มออกมาอย่างรู้สึกอึดอัด

 

คนอื่นๆก็เคยได้ยินฟางเฉินเล่อพูดเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าโหยวเสี่ยวโม่ชอบอ่านหนังสือขนาดไหน เขาไปที่หอคัมภีร์เพื่อยืมหนังสือเกือบจะทุกวัน และเขาก็เพิ่งไปมาเมื่อเช้านี้เช่นกัน

 

คงเวินถอนหายใจเบาๆ “สามารถจับสายตาของลุงเยว่ได้ เจ้าโชคดีจริงๆ แต่เจ้าได้คิดรึไม่ว่าด้วยพลังของเจ้าในตอนนี้ แม้ว่าเจ้าจะไปยังเขาอวิ๋นซุย ก็ไม่ได้ดีที่สุดสำหรับเจ้า สมุนไพรที่ระดับต่ำที่สุดในเขาอวิ๋นซุยคือระดับสี่ แต่ตอนนี้เจ้าเพิ่งเป็นนักหลอมโอสถระดับหนึ่งเท่านั้น หากนี่เป็นศิษย์พี่ใหญ่รึศิษย์พี่สองล่ะก็…..”

 

นัยน์ตาของฟางเฉินเล่อขยายขึ้นเล็กน้อย และในขณะที่เขากำลังจะพูดขึ้นมานั้น คงเวินกลับจ้องเขาด้วยสายตามีความหมายบางอย่าง

 

โหยวเสี่ยวโม่รู้แล้วว่าเหตุผลที่แท้จริงที่คงเวินเรียกเขามาคืออะไร อารมณ์ตื่นเต้นของเขาหายไปจนหมดสิ้น สิ่งที่อาจารย์พูดก็ไม่ผิดนัก เขาเป็นเพียงนักหลอมโอสถระดับหนึ่งที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปเท่านั้น เขาอวิ๋นซุยเป็นสถานที่สำคัญ สำหรับเขาแล้ว การไปที่นั่นก็เหมือนทำให้โอกาสที่ได้มาสูญเปล่าไป

 

แม้ว่าเขาจะรู้สึกว่าสิ่งที่อาจารย์พูดเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่เมื่อมาฟังคำพูดจริงๆแล้ว เขายังคงรู้สึกเจ็บปวดเล็กๆอยู่ดี

 

เขาเองก็เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์เช่นเดียวกัน และมันก็แย่พออยู่แล้วที่อาจารย์ไม่ตื่นเต้นไปกับเขาในการได้รับโอกาสดีๆแบบนี้ ยิ่งไปกว่านั้น อาจารย์กลับพูดเป็นนัยๆว่า เขาควรจะให้โอกาสนี้แก่คนอื่นมากกว่า และเมื่อเห็นว่าคนอื่นๆเองต่างก็ยอมรับข้อเสนอแนะนี้ด้วยเช่นกัน อารมณ์ของโหยวเสี่ยวโม่จึงยิ่งเสียใจมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ยังดีที่คนที่อาจารย์เสนอเป็นศิษย์พี่ใหญ่ และศิษย์พี่สอง หากคนพวกเขาจะต้องเป็นคนไปจริงๆ โหยวเสี่ยวโม่จะไม่ต่อต้านเลย!

 

“สิ่งที่อาจารย์พูดนั้นถูกต้องแล้ว ศิษย์จะไปบอกท่านลุงเยว่ในครั้งหน้าที่ศิษย์พบเจอเขา”

 

โหยวเสี่ยวโม่คำนับและกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง

 

คงเวินและผู้อาวุโสอีกสองท่านเผยรอยยิ้มพอใจออกมาในทันที ต่อมาพวกเขาจึงถามเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของเขาพอเป็นพิธี ท้ายที่สุด คงเวินจึงพูดเกี่ยวกับเรื่องสมุนไพรระดับหกทั้งสามต้นขึ้นมา

 

โหยวเสี่ยวโม่คิดว่านี่อาจจะเป็นฉากหนึ่งบนทีวีที่คนหนึ่งจะต้องยอมยกของดีๆให้กับผู้อาวุโสเพื่อแสดงความเคารพ แต่คงเวินกลับอนุญาตให้เขาเก็บสมุนไพรไว้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ แถมยังให้กล่องหยกอีกสามใบสำหรับเก็บรักษาสมุนไพรทั้งสามต้น ดูเหมือนว่าสมุนไพรทั้งสามต้นจะให้เขาใช้ในตอนที่เขากลายเป็นนักหลอมโอสถระดับหกแล้ว ช่างเป็นการให้ค่าชดเชยอย่างแนบเนียนเสียจริง!

 

การที่เขาไม่ถูกถามเกี่ยวกับสมุนไพรสามต้นนี้นั้น เป็นเพราะว่าเขายอมยกโอกาสที่ดีกว่าทิ้งไปแล้วนั่นเอง

 

โหยวเสี่ยวโม่กลับมายังห้องตัวเอง เขาไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะทำอะไร เพียงแค่ล้มตัวลงบนเตียง และไม่ได้ลุกขึ้นมาอีกเลย

 

เขารู้สึกราวกับว่าในหนึ่งวันนี้เขาได้ขึ้นเครื่องเล่นรถไฟเหาะ หัวใจของเขาถูกโยนขึ้นอย่างรุนแรง และตกลงมาตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ เซลล์สมองทุกเซลล์ของเขาถูกใช้ไปจนหมด เขาจึงหลับไปเต็มๆถึง สองชั่วยาม และลุกขึ้นมาในตอนที่ดวงอาทิตย์ตกดิน

 

เขาใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วยามในการจัดการความคิดที่ยุ่งเหยิงของเขาเสียใหม่ สิ่งแรกที่เขาทำก็คือ ปล่อยคำสบถทุกคำที่เขาเคยอดกลั้นมาตลอดทั้งวันออกมาจากปาก เขารู้สึกดีขึ้นหลังจากได้พูดระบายออกมา ท้ายที่สุดแล้วเขาจึงครุ่นคิดสิ่งที่เกิดขึ้นภายในวันนี้

 

วันนี้มีสามเรื่องใหญ่เกิดขึ้น

 

เรื่องแรกก็คือการที่เขาไปเก็บสมุนไพรระดับหกมา สมุนไพรระดับนี้สำหรับเขาในตอนนี้เป็นเพียงแค่สิ่งที่เขาได้แต่มองเท่านั้น

 

เรื่องที่สองคือการที่ท่านลุงเยว่แห่งเขาอวิ๋นซุยต้องการรับเขาเป็นลูกศิษย์ แต่น่าเสียดายที่เขาตื่นเต้นกับมันได้เพียงไม่นาน ก่อนที่อาจารย์จะทำให้เขามอบโอกาสนี้ให้แก่ศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่สองไป น่าเสียใจจริงๆ แต่เขาก็ยังคงรู้สึกดีใจกับศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่สอง เนื่องจากพวกเขาเหมาะสมแล้วจริงๆ เขาเองก็ชื่นชมพวกเขามากเช่นกัน

 

เรื่องที่สามคือการที่เขาขัดแย้งกับถังหยุนฉีอีกแล้ว และในครั้งนี้น่าจะเป็นการขัดแย้งที่หนักหนาที่สุด

 

เรื่องทั้งหมดมีแค่นี้

 

ส่วนแผนการของเขาในวันนี้ ยังไม่สำเร็จเลยแม้แต่น้อย

 

โหยวเสี่ยวโม่จำได้เพียงว่าเขาต้องการคุยกับหลิงเซี่ยวเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าเขาทะลุระดับหนึ่งของเคล็ดคัมภีร์วิญญาณสวรรค์ได้เช่นไร ในตอนที่หลิงเซี่ยวจากไป เขาไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนว่าเขาจะทำได้เพียงรอคุยกับหลิงเซี่ยวในครั้งหน้า

 

โหยวเสี่ยวโม่จึงนำกล่องหยกสามกล่องที่อาจารย์ให้เขาออกมาจากกระเป๋า เขาเคยอ่านเกี่ยวกับกล่องพวกนี้มาก่อน กล่องหยกพวกนี้ทำมาจากหยกขาว สัมผัสจะรู้สึกเย็นเป็นพิเศษแต่ไม่ถึงขนาดแช่แข็งมือได้ พวกมันทำมาสำหรับเก็บสมุนไพรระดับสูงโดยเฉพาะ เพื่อมิให้สมุนไพรสูญเสียพลังวิญญาณในตัวไป

 

แต่กล่องหยกเองก็มีหลายแบบ เนื่องจากหยกขาวมีหลากหลายคุณภาพ ยิ่งหยกขาวคุณภาพสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งสามารถเก็บสมุนไพรระดับสูงได้มากเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่นกล่องในมือเขานี้ เมื่อมองดู จะสามารถบอกได้ว่าคุณภาพของหยกขาวนั้นไม่ธรรมดาเลย อาจารย์กล่าวว่ามันสามารถใช้เก็บสมุนไพรระดับสูงได้ ซึ่งนั่นหมายถึงตั้งแต่ระดับเจ็ดขึ้นไป เขาได้ยินมาว่ากล่องหยกเหล่านี้ไม่ได้หามาได้ง่ายๆ และเขากลับได้รับมาถึงสามกล่อง ดูเหมือนว่าอาจารย์อยากให้เขายอมปล่อยโอกาสมีค่านั้นไปจริงๆ

 

แต่น่าเสียดายที่เขาไม่จำเป็นต้องใช้กล่องหยก มิติของเขานั้นเต็มไปด้วยพลังวิญญาณ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในการเก็บรักษาสมุนไพร หากเขาสามารถแลกกล่องหยกนี้เป็นเมล็ดพันธุ์สมุนไพรระดับสี่ได้ก็คงจะดี โหยวเสี่ยวโม่หวังว่าบางทีสวรรค์อาจจะเปิดให้เขาอีก

 

โหยวเสี่ยวโม่ลูบแก้มตึงของตัวเอง และเดินออกมาจากโลกแห่งจินตนาการ

 

หลังจากเก็บกล่องหยกแล้ว เขาจึงตรวจสอบว่าห้องล็อคเรียบร้อยดีรึไม่ และหันกลับไปที่เตียง เขาปรากฎตัวในมิติด้วยความคิดในใจเพียงเล็กน้อย

 

สิ่งที่ต้อนรับเขาก็คือต้นกล้าสีเขียวๆ ซึ่งทั้งหมดเป็นสมุนไพรระดับสอง เขาไม่ปลูกสมุนไพรระดับหนึ่งอีกต่อไป เนื่องจากเขาจะใช้มันจนหมด และเขาก็ไม่ได้ต้องการมันมากขนาดนั้น ดังนั้นสมุนไพรส่วนใหญ่ที่ปลูกนี้จะเป็นสมุนไพรระดับสอง เขาไม่ได้ปลูกทั้งหมดเนื่องจากเขาไม่มีกำลังพอที่จะใช้ทั้งหมดได้ และจะกลายเป็นว่าเขาปลูกมากเกินความจำเป็น

 

โหยวเสี่ยวโม่เดินเข้าไปใกล้ๆ และคิดเกี่ยวกับวันที่จะต้องเก็บเกี่ยวสมุนไพรระดับสองและระดับสาม และเขาจึงเดินไปยังชั้นวางที่อยู่แถวๆทะเลสาป

 

สมุนไพรสิบกว่าต้นที่เขาค้นพบจากถ้ำน้ำแข็ง และสมุนไพรสามต้นที่หลิงเซี่ยวให้เขามานั้น ถูกวางอย่างสงบในชั้น โหยวเสี่ยวหยิบตะกร้า และใส่พวกมันเข้าไปด้านใน เขาย้ายไปยังแปลงสมุนไพร และลงมือปลูกมันทีละต้น

 

แม้ว่าในสมุนไพรพวกนั้นจะยังมีสิ่งไม่บริสุทธิ์อยู่ก็ตาม แต่ไม่ใช่ปัญหา เขาจะช่วยล้างมันจากด้านในเอง!

 

********************

 

Facebook Comment