+100%-

บท 86 โชคหล่นทับ

บท 86 โชคหล่นทับ

เยว่ฮานรู้มาสักพักแล้วว่าหลินเซี่ยวเป็นผู้ชนะในการแข่งขันกระชับมิตรในปีนี้ จากคนที่ถังฟานส่งมา

 

หลินเซี่ยวชนะการแข่งขันมาห้าปีติดต่อกัน และนี่คือครั้งที่ห้า แม้ว่าเขาจะไม่เคยรู้จักหลินเซี่ยวมาก่อนก็จริง แต่ตอนนี้เขาก็ค่อนข้างจะคุ้นเคยแล้ว หากเป็นก่อนหน้านี้ หลินเซี่ยวมักจะมาคนเดียวเสมอ แต่ในรอบนี้ เขากลับนำนักหลอมยาตัวผอมมาด้วย คาดไม่ถึงจริงๆ

 

“ท่านลุงเยว่ ข้ามารับของรางวัลสำหรับปีนี้”

 

เมื่อเห็นเยว่ฮาน หลิงเซี่ยวจึงกล่าวเหตุผลที่เขามายังที่นี่อย่างตรงไปตรงมา

 

เยว่ฮานมองไปยังหลิงเซี่ยวด้วยความประหลาดใจ เนื่องจากหลินเซี่ยวคนนี้ไม่มีภาพลักษณ์เหมือนกับที่เขาคุ้นเคยเลย หลินเซี่ยวคนก่อนหน้านี้ไม่เคยใช้น้ำเสียงร่าเริงพูดกับเขา แต่หลินเซี่ยวคนนี้ก็ไม่ถึงกับมีท่าทางไม่สุภาพ เพียงแค่เดินเข้ามาโดยไม่เคาะประตูเท่านั้น แต่ภายในใจของเยว่ฮานนั้น เขาชอบ “หลินเซี่ยว” คนใหม่นี้มากกว่า

 

หลินเซี่ยวคนก่อนหน้า แม้ว่าเขาจะเป็นอันดับหนึ่งของสำนักยุทธ์ก็จริง แต่บุคคลิกภาพของเขาก็ค่อนข้างเย็นชา เขายึดมั่นในหน้าที่ของตนเอง และพูดเฉพาะเรื่องอย่างตรงไปตรงมา ทุกคำพูดทุกการกระทำต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ทุกอย่าง เขาไม่ได้ปฏิบัติกับคนอื่นด้วยความอบอุ่น แต่ก็ไม่ได้ไม่เป็นมิตร ความรู้สึกเช่นนี้ ราวกับว่าทุกอย่างตกอยู่ในการคำนวนหมดแล้ว และนั่นทำให้เยว่ฮานอึดอัด ดังนั้นก่อนหน้านี้เขาจึงไม่ค่อยรู้สึกผูกพันเท่าไหร่กับหลินเซี่ยว

 

แต่หลินเซี่ยวในตอนนี้ ให้ความรู้สึกที่แตกต่างอย่างมาก รอยยิ้มบนใบหน้านั้นก็ไม่ใช่รอยยิ้มเสแสร้ง

 

เยว่ฮานอดไม่ได้ที่จะเลื่อนสายตาไปยังหนุ่มน้อยข้างกายหลินเซี่ยว ชายหนุ่มผู้นี้มีสายตาเป็นประกาย นุ่มนวล และจิตวิญญาณดี ดูเหมือนว่าคนที่เปลี่ยงแปลงหลินเซี่ยวจะเป็นชายหนุ่มผู้นี้สินะ เมื่อคิดเช่นนั้น เขาจึงเกิดความเข้าใจขึ้นมาว่าทำไมหลินเซี่ยวจึงนำชายหนุ่มผู้นี้มา

 

โหยวเสี่ยวโม่เห็นว่าเขาถูกมองอยู่ ดังนั้นเขาจึงคำนับอย่างระมัดระวังในทันที และกล่าวทักทาย “อรุณสวัสดิ์ขอรับ ท่านลุงเยว่!”

 

รอยยิ้มอ่อนๆปรากฎบนใบหน้าไร้อารมณ์ของเยว่ฮาน เขาพยักหน้าเบาๆก่อนจะหันไปกล่าวกับหลิงเซี่ยว “ข้าได้ยินมาบ้างแล้ว ยินดีด้วยที่ได้อันดับที่หนึ่งอีกครั้ง ของรางวัลปีนี้คือสมุนไพรระดับหกสามต้น สมุนไพรอยู่ด้านนอก จงออกไปเลือกด้วยตัวเจ้าเองสิ เมื่อเลือกได้แล้วค่อยกลับมาบอกข้า”

 

“ขอบคุณมากขอรับ ท่านลุงเยว่”

 

หลิงเซี่ยวกุมมือของเขา และเอ่ยด้วยรอยยิ้มบางๆ

 

เมื่อออกจากสายตาของเยว่ฮาน โหยวเสี่ยวโม่จึงอดรู้สึกโล่งอกไม่ได้ แม้ว่าเยว่ฮานจะเป็นนักหลอมโอสถเช่นเดียวกับเขา แต่บรรยากาศของเยว่ฮานนั้นช่างยิ่งใหญ่ สมกับเป็นนักหลอมโอสถขั้นสูงจริงๆ

 

หลิงเซี่ยวหัวเราะเมื่อเห็นอาการตกตะลึงกับเรื่องเล็กน้อยของโหยวเสี่ยวโม่ “เจ้ากลัวอะไรกัน? ในอนาคตเจ้าก็จะกลายเป็นนักหลอมโอสถที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน”

 

โหยวเสี่ยวโม่ถือว่าคำพูดนั้นเป็นคำปลอบใจเนื่องจากเขาค่อนข้างชัดเจนว่า ด้วยพรสวรรค์ที่ต่ำเตี้ยของเขา ทั้งชีวิตนี้ เขาคงไม่อาจไปสูงกว่านักหลอมโอสถระดับกลางได้ นักหลอมโอสถระดับสูงนั้นไม่ใช่อะไรที่เขาจะเป็นได้เพียงแค่เพราะเขาต้องการเป็นเท่านั้น

 

สมุนไพรระดับหกนั้นอยู่ตรงกลางที่ดิน และอยู่ตรงกลางของสวนสมุนไพรด้วย

 

โหยวเสี่ยวโม่ไม่รู้ว่าทำไมท่านลุงเยว่ถึงได้จัดเรียงเช่นนี้ แต่เมื่อคิดดูแล้ว อาจจะมีประโยชน์สำหรับสมุนไพรก็เป็นได้ เมื่อคิดได้ดังนี้ ในตอนที่เขากลับไป เขาควรนำวิธีปลูกสมุนไพรนี้ไปใช้ที่มิติดีไหมนะ?

 

หลังจากพวกเขาเจอที่ปลูกสมุนไพร หลิงเซี่ยวจึงปล่อยให้เขาเดินไปรอบๆและเลือกสมุนไพร สมุนไพรระดับหกที่บ่มเพาะโดยพรรคเถียนซินนั้นถือได้ว่าสมบูรณ์ สมุนไพรระดับหกเกือบจะทุกชนิดปลูกอยู่ที่นี่

 

โหยวเสี่ยวโม่เห็นว่าหลิงเซี่ยวนั้นดูอยู่อีกฝั่ง ดังนั้นเขาจึงเดินไปรอบๆอย่างสบายใจ

 

เมื่อได้มาดูใกล้ๆเช่นนี้จึงเห็นได้ชัดกว่ามองจากที่ไกลๆ แต่เนื่องจากเป็นสมุนไพรระดับสูง ดังนั้นจำนวนต้นที่เติบโตเต็มที่แล้วจึงมีไม่เยอะเท่าไหร่ เจ็ดถึงแปดส่วนนั้นยังเป็นต้นอ่อน ส่วนบางส่วนก็เพิ่งแตกยอด

 

โหยวเสี่ยวโม่มองดูด้วยความอิจฉา เขาเดินรอบๆไปหนึ่งรอบและกลับมายืนตรงจุดเดิม เขาจำพวกมันได้เกือบจะทั้งหมด และค้นพบว่า ในหมู่สมุนไพรระดับหกเหล่านี้ มีห้าประเภทที่คล้ายกับสมุนไพรที่เขาขุดจากถ้ำน้ำแข็งเมื่อตอนนั้น เนื่องจากสมุนไพรระดับหกมีเพียงบางต้นเท่านั้นที่เติบโตเต็มที่ ดังนั้นเขาจึงต้องเปรียบเทียบกันและคิดให้ดีๆ

 

หลังจากกำจัดประเภทที่เขามีอยู่แล้วทิ้งไป โหยวเสี่ยวโม่จึงเลือกสมุนไพรมาสามต้น ชื่อของพวกมันยังคงแปลกประหลาดสำหรับเขาอยู่พอควร ที่จริงแล้วเขาต้องการพวกที่ยังคงเป็นต้นอ่อนไปมากกว่า แต่หากเขาทำเช่นนั้น แล้วเขาจะนำมันไปปลูกที่ไหน?

 

ทุกคนรู้ว่าเขาเป็นเพียงนักหลอมโอสถระดับหนึ่งเท่านั้น และไม่ได้รับอนุญาตให้มีสวนสมุนไพรเป็นของตัวเอง ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถนำมันกลับไปและปลูกที่มิติได้ ไม่ใช่นั้นคนอื่นอาจสงสัยเขาได้ ทั้งอาจารย์และศิษย์พี่อาจจะสาปแช่งเขาถึงตายได้หากเขาปล่อยต้นที่เติบโตเต็มที่และเลือกต้นอ่อนกลับไปจริงๆ นี่จะเป็นสิ่งที่มีแต่คนโง่เท่านั้นที่กระทำ!

 

ดังนั้นโหยวเสี่ยวโม่จึงได้แต่อดกลั้นตัวเองไว้ แม้ว่าเขาจะอยากลองปลูกสมุนไพรระดับหกมากแค่ไหนก็ตาม

 

เมื่อเลือกสมุนไพรได้สามต้นแล้ว โหยวเสี่ยวโม่จึงนำจอบอันเล็กๆ ที่เขาเคยใช้ออกมาจากกระเป๋ามิติ เขาห่อหุ้มจอบด้วยพลังวิญญาณของเขา และเริ่มขุดสมุนไพร นี่เป็นผลลัพธ์ที่ได้มาจากการทดลองทำหลายครั้ง!

 

เนื่องจากรากของสมุนไพรวิเศษนั้นเหมือนกับมนุษย์ที่มีเส้นลมปราณทั้งแปดเส้น หากพวกมันถูกทำลาย พลังวิญญาณภายในสมุนไพรจะรั่วออกมา เช่นนี้เอง คุณภาพของสมุนไพรจะได้รับผลกระทบ เขาเคยมีประสบการณ์มาแล้วในตอนที่เขาจะขุดสมุนไพรในมิติ สมุนไพรคุณภาพสูงมากกว่าสิบต้นถูกทำลายอย่างถาวรด้วยการกระทำของเขา ทำให้สมุนไพรคุณภาพสูงกลายเป็นสมุนไพรคุณภาพกลางทันที

 

โชคดีที่เขามีสมุนไพรคุณภาพสูงมาก หากไม่เช่นนั้น เขาคงจะต้องเสียใจไปจนตาย

 

หลังจากนั้นเป็นต้นมา โหยวเสี่ยวโม่จึงระมัดระวังไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด เขายังค้นพบจากหนังสืออีกด้วยว่าพลังวิญญาณสามารถใช้เพื่อป้องกันการรั่วไหลของพลังวิญญาณในสมุนไพรได้ หลังจากนั้น เขาไม่เคยทำให้สมุนไพรเสียหายแม้แต่ต้นเดียว

 

เนื่องจากเขาได้ฝึกในถ้ำน้ำแข็งมาแล้ว ความเร็วในการขุดสมุนไพรของโหยวเสี่ยวโม่จึงมากกว่าก่อนหน้านี้ เขาขุดพวกมันขึ้นมาภายในหนึ่งเค่อ* สมุนไพรทั้งสามต้นวางอย่างเป็นระเบียบบนมือของเขา มีรากครบถ้วน และมีเศษดินติดนิดหน่อย (*หนึ่งเค่อ 15 นาที)

 

สมุนไพรทั้งสามต้นเป็นสมุนไพรคุณภาพกลาง เขาต้องการขุดสมุนไพรคุณภาพสูงก็จริง แต่หลังจากเดินมาหนึ่งรอบ เขาไม่เจอสมุนไพรคุณภาพสูงเลยแม้แต่ต้นเดียว ดังนั้นเขาจึงได้แต่ยอมรับมัน

 

โหยวเสี่ยวโม่ในมือถือสมุนไพรทั้งสามต้นไว้ และวิ่งตรงไปหาหลิงเซี่ยว

 

เมื่อมองดูให้ดีๆ เขากลับพบว่าเยว่ฮานนั้นมายืนอยู่ข้างๆหลิงเซี่ยวตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้ และเขาไม่รู้ด้วยว่าเยว่ฮานมายืนมองดูเขาด้วยสายตาประหลาดใจอย่างนั้นนานขนาดไหนแล้ว

 

โหยวเสี่ยวโม่ไม่รู้เหตุผล ดังนั้นเขาจึงแค่แสดงสมุนไพรที่เขาขุดได้ขึ้นมา “ท่านลุงเยว่ ข้าเลือกสมุนไพรได้แล้วทั้งสามต้น”

 

เยว่ฮานมองเห็นสมุนไพรในมือจากที่ไกลๆ แต่เมื่อมามองดูใกล้ๆ เขากลับพบบางสิ่งที่น่าประหลาดใจ สมุนไพรทั้งสามต้นไม่มีร่องรอยของความเสียหายแม้แต่น้อย โดยเฉพาะตรงส่วนราก เขาขุดดินติดขึ้นมาเพียงนิดเดียวก็จริง แต่ก็ยังคงไม่ได้ทำความเสียหายในแต่รากแม้แต่น้อย สิ่งสำคัญคือในมือนั้นถือสมุนไพรระดับหกเอาไว้ทั้งสามต้น

 

มีคนกล่าวไว้ว่า ยิ่งสมุนไพรระดับสูง ยิ่งต้องระมัดระวังมาก มิเช่นนั้น เพียงแค่สะกิดเล็กน้อยเท่านั้น ก็อาจทำให้สมุนไพรคุณภาพสูงหายไปได้

 

ตามหลักแล้ว เขาตั้งใจจะให้พวกนั้นเลือกสมุนไพร และเขาจะเป็นคนมาขุดพวกมันด้วยตนเอง เนื่องจากเขากลัวว่าพวกนั้นจะทำลายส่วนรากของต้นสมุนไพร แต่ตอนนี้ ดูเหมือนว่าความกังวลของเขานั้นไม่เป็นเช่นไรเลย

 

“เจ้าช่วยอาจารย์ของเจ้าดูแลสมุนไพรมาก่อนรึ?”

 

เยว่ฮานถามขึ้นทันที

 

โหยวเสี่ยวโม่ตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบกลับไปเมื่อรู้สึกตัวว่าเยว่ฮานพูดกับเขา เขารีบส่ายหัวอย่างรวดเร็ว “ไม่ขอรับ ข้าไม่ได้ช่วยใครดูแลสมุนไพรเลย”

 

เยว่ฮานเลิกคิ้วขึ้น “งั้น เจ้ารู้ได้เช่นไรว่าจะต้องใช้พลังวิญญาณในการขุดสมุนไพร?”

 

แน่นอนว่าโหยวเสี่ยวโม่ไม่อาจบอกความจริงได้ ดังนั้นเขาจึงพูดว่า “ข้าอ่านมาจากในหนังสือ หนังสือกล่าวว่า รากของสมุนไพรนั้นสำคัญมาก และบอบบางที่สุด ดังนั้นในตอนขุดสมุนไพร จึงจะต้องใส่ใจ และใช้พลังวิญญาณอย่างระมัดระวังเพื่อขุดมันขึ้นมา ข้าเพียงแค่ลองทำดู และพยายามขุดมันขึ้นมาเท่านั้น หรือว่าข้าทำสิ่งใดผิดไปรึ ท่านลุง?”

 

คนจำนวนมากรู้ว่าเขาชอบอ่านหนังสือ ดังนั้นเขาจึงไม่หวาดกลัวที่จะถูกตรวจสอบ

 

เยว่ฮานเห็นท่าทางระมัดระวังของโหยวเสี่ยวโม่ และหัวใจเขาจึงกลับอ่อนโยนขึ้น ริมฝีปากล่างเริ่มเผยรอยยิ้มบางๆออกมา “ไม่มีอะไร เจ้าทำได้ดีมาก เจ้าเป็นคนที่ฉลาดที่สุดเท่าที่ข้าเคยเจอมา ดูเหมือนว่าจะจะมีความสามารถในด้านนี้เป็นพิเศษ”

 

โหยวเสี่ยวโม่หน้าแดง นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนชมเขาว่าฉลาด อาจกล่าวได้ว่าตั้งแต่เขาเกิดใหม่จนกระทั่งตอนนี้ เกือบจะทุกเวลา เขาได้ยินแต่หลิงเซี่ยวกล่าวว่าเขาโง่ แต่สิ่งที่ทำให้เขาอายนั้น เป็นเพราะว่าการอ่านเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ประสบการณ์ต่างหากที่เป็นเหตุผลที่แท้จริง อา!

 

หลิงเซี่ยวได้ยินคำพูดเหล่านั้นและยิ้มเล็กๆอยู่อีกด้าน ในขณะที่อีกด้านก็จ้องมองโหยวเสี่ยวโม่อย่างมีความหมายบางอย่าง

 

แน่นอนนว่าโหยวเสี่ยวโม่รู้สึกถึงสายตาของหลิงเซี่ยว ยิ่งทำให้เขารู้สึกละอายเข้าไปอีกจนกระทั่งเขาอยากจะมุดตัวลงไปใต้ดิน หากเยว่ฮานชมเขาตอนที่หลิงเซี่ยวไม่อยู่ เขาอาจจะยังพอบังคับตัวเองให้รับคำชมได้ แต่เนื่องจากในตอนที่เขาถูกชม มีบางคนที่รู้ความจริงยืนอยู่ข้างๆ ความรู้สึกเช่นนี้ เขาจึงไม่อาจยอมรับหรือปฎิเสธคำชมได้ ช่างเป็นปัญหาเสียจริง!

 

เยว่ฮานเพียงแค่คิดว่าโหยวเสี่ยวโม่ขี้อายเท่านั้น เขาจึงกล่าวคำเชื้อเชิญออกมา “เจ้าสนใจมาเป็นลูกศิษย์ข้ารึไม่?”

 

อา? โหยวเสี่ยวโม่เงยหน้าขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ

 

หลิงเซี่ยวซึ่งยืนอยู่ข้างๆก็รู้สึกตกใจเช่นกัน ในความทรงจำของเขา เยว่ฮานไม่เคยรับลูกศิษย์มาก่อน ไม่ใช่เพราะเขาไม่อยากรับลูกศิษย์ หรือเพราะเขาร้องขอมาเกินไป แต่เป็นเพราะว่าบุคคลิกของเขานั้นค่อนข้างจะแปลกแยกจากคนทั่วไปเล็กน้อย ดังนั้นผู้คนน้อยมากที่จะสะดุดตาเขา

 

อีกทั้งศิษย์จากสำนักหลอมโอสถทุกคนต่างอยากจะเป็นลูกศิษย์ของเขา เนื่องจากการได้เป็นลูกศิษย์ของเขานั้นหมายความว่าพวกเขาสามารถเข้ามายังเขาอวิ๋นซุยได้ทุกเมื่อ และมีโอกาสได้อยู่กับสมุนไพรระดับสูง นี่เป็นประโยชน์อย่างมากต่ออนาคตในฐานะนักหลอมโอสถ

 

“แต่ แต่……. ข้ามีอาจารย์อยู่แล้ว”

 

โหยวเสี่ยวโม่กล่าวตะกุกตะกักด้วยหัวใจที่ผิดหวัง แน่นอนว่าเขาต้องการอยู่ที่นี่ ที่นี่มีสมุนไพรมากมายเหลือเกิน โอ เมื่อคิดเช่นนี้ ใบหน้าของเขาจึงเผยให้เห็นความรู้สึกผิดหวังเล็กๆ

 

เยว่ฮานมองเห็นใบหน้ากระวนกระวายซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขาไม่อยากปฏิเสธแต่ก็จำเป็นต้องปฏิเสธ ในท้ายที่สุด เขาจึงหัวเราะออกมา “อา เจ้าเข้าใจความหมายของข้าผิดไปแล้ว ข้าหมายถึงว่า ให้เจ้ามายังที่นี่และช่วยเหลือข้า มันไม่ได้ใช้เวลานานนัก อีกทั้ง เจ้ายังสามารถเรียนรู้จากข้าได้ แน่นอนว่าข้าจะให้แต้มความดีเจ้าห้าสิบแต้มทุกวัน เป็นเช่นไร? ต้องการเวลาคิดรึไม่?”

 

โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกมึนงง เขามึนงงจากการถูกโชคจากสวรรค์หล่นทับ* (ห่านทองคำจากสวรรค์หล่นลงมา)

 

ในตอนกลับจากที่นั่น  หลิงเซี่ยวเป็นคนอุ้มเขาในขณะที่เดินออกมา

 

Facebook Comment