+100%-

บท 85 ไม่พัฒนาเสียเลย

บท 85 ไม่พัฒนาเสียเลย

ถ้าหากคิดว่าจะขังตัวเองอยู่ข้างนอกได้ล่ะก็? คิดใหม่ซะ!

 

ในตอนที่เขากำลังจะปิดประตู หลิงเซี่ยวซึ่งเร็วกว่าขั้นนึง กลับยกเขาขึ้นมาและแบกเข้ามาด้านใน ก่อนจะเตะเพื่อปิดประตูดัง *ปัง* ราวกับเสียงหัวใจของโหยวเสี่ยวโม่ที่กระตุกด้วยความตกใจในเวลานี้

 

“หนีอีกแล้วอา ศิษย์น้อง อย่าบอกข้าว่าเจ้าไม่อยากเจอข้าเลยรึ?”

 

หลิงเซี่ยวยิ้มในขณะที่จ้องมองไปยังโหยวเสี่ยวโม่ ใบหน้ายิ้มแย้มราวกับอยู่ในแสงแดดยามเช้า

 

โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกราวกับว่าที่หลิงเซี่ยวปฏิบัติกับเขาเมื่อสามวันก่อน รวมทั้งปกป้องเขา ทั้งหมดนั้นเป็นภาพมายา ในตอนนี้ หลิงเซี่ยวผู้ยะโสผู้นี้แหล่ะคือตัวจริง รอยยิ้มชั่วร้ายนี้ก็ดูคุ้นตายิ่งนัก อา ทุกครั้งที่เขาเห็นรอยยิ้มนี้ หัวใจของเขาสั่นด้วยความกังวลว่าหลิงเซี่ยวจะมากลั่นแกล้งเขาอีก แต่เขาไม่มีทางบอกความรู้สึกนี้ให้หลิงเซี่ยวรู้แน่นอน

 

เมื่อได้ยินดังนั้น โหยวเสี่ยวโม่คิดนิดนึงก่อนจะยิ้มออกมาอย่างถ่อมตัว “จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร? ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากเจอท่าน แต่ข้าเพิ่งนึกได้ว่าลืมหนังสืออีกเล่ม”

 

หลิงเซี่ยวจ้องมองโหยวเสี่ยวโม่ตั้งแต่บนลงล่าง ราวกับว่ากำลังจับโกหก

 

โหยวเสี่ยวโม่ยิ้มต่อเนื่องจนกระทั่งปากเขาเริ่มตึงๆ

 

“ข้าเชื่อเจ้าก็ได้”

 

หลิงเซี่ยวยกมุมปากขึ้น ไม่ได้จ้องมองโหยวเสี่ยวโม่อีกต่อไป

 

โหยวเสี่ยวโม่ถอนหายใจออกมาทันที การถูกจ้องโดยดวงตาคู่นั้น มิใช่แรงกดดันระดับธรรมดาเลย โชคดีที่เขาผ่านพ้นมันไปได้ “ศิษย์พี่ใหญ่หลิงมีอะไรรึ?”

 

“ข้ามาไม่ได้หากไม่มีเรื่องอะไรอย่างนั้นรึ?”

 

หลิงเซี่ยวจ้องมองไปยังอีกฝ่าย และเห็นท่าทางของโหยวเสี่ยวโม่ที่สลดลงไป ราวกับเขารู้สึกผิดเป็นอันมาก เห็นดังนั้น ดวงตาสีดำสนิทจึงเกิดประกายขึ้นแวบนึง เขากล่าวอย่างอบอุ่นว่า “เอาล่ะๆ ข้าไม่แกล้งเจ้าแล้ว ข้ามีเรื่องบางอย่างจริงๆ ในตอนนี้ ข้ากำลังจะไปที่เขาอวิ๋นซุย เจ้าสนใจที่จะไปกับข้าหรือไม่?”

 

“ทำไมท่านถึงไปที่เขาอวิ๋นซุยกัน?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ถามด้วยความประหลาดใจ

 

“แน่นอนว่าเป็นเพราะข้าจะไปเลือกสมุนไพรระดับหกสามต้น เจ้าคงไม่ได้ลืมเรื่องนี้ไปแล้วหรอกใช่รึไม่?”

 

หลิงเซี่ยวหรี่ตาลงเล็กน้อย พยายามจัดการกับบรรยากาศชั่วร้ายและน่ากลัวรอบๆใบหน้าอันหล่อเหลาของเขา บางคนกล่าวว่าบรรยากาศนี้ดูแปลกประหลาด แต่ในขณะเดียวกันมันกลับเข้ากับเขาได้อย่างน่าประหลาด ราวกับเป็นธรรมชาติของเขาเลยก็ว่าได้

 

เมื่อพูดถึงเขาอวิ๋นซุย แม้แต่โหยวเสี่ยวโม่ที่ไม่ค่อยออกจากห้อง เขาก็ยังคงได้ยินชื่อเสียงของเขาอวิ๋นซุย

 

เขาอวิ๋นซุยตั้งอยู่ด้านหลังตำหนักพสุธา ตำหนักสวรรค์ และตำหนักทะยานฟ้า เป็นสถานที่ที่เข้มงวดเสียยิ่งกว่าหอคัมภีร์เสียอีก เนื่องจากที่นั้นเป็นสถานที่พิเศษเพื่อบ่มเพาะสมุนไพรระดับกลางและระดับสูงสำหรับพรรคเถียนซิน สถานที่นั้นมีม่านคุ้มกันอันน่ากลัวคุ้มกันอยู่ และถูกคุ้มกันด้วยผู้อาวุโสแข็งแกร่งอีกราวๆสิบคน บางคนก็เรียกสถานที่นี้ว่าป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุด!

 

ท่านลุงเยว่ที่ถังฟานเคยกล่าวถึงก่อนหน้านี้คือหนึ่งในผู้อาวุโสที่ดูแลสมุนไพรวิเศษอยู่ในเขาอวิ๋นซุย พลังของเขาอาจจะไม่ได้แข็งแกร่งเท่ากับคงเวินหรือโม่กู่ และคนอื่นๆที่อยู่ในระดับเดียวกัน แต่เมื่อเป็นเรื่องความสามารถของเขาในการบ่มเพาะต้นสมุนไพร เขาสามารถถูกเรียกว่าอันดับหนึ่งของพรรคเถียนซินได้เลย

 

รางวัลของหลิงเซี่ยว นอกเหนือจากโอสถระดับหกสามเม็ดแล้ว ยังรวมไปถึงสมุนไพรระดับหกอีกสามต้น เขาได้รับโอสถมาแล้ว แต่เขาต้องเดินทางมารับสมุนไพรจากท่านลุงเยว่ด้วยตนเอง นั่นเป็นเพราะ มีเพียนสมุนไพรที่บ่มเพาะโดยท่านลุงเยว่เท่านั้น ที่ถือว่าเป็นสมุนไพรของพรรคเถียนซิน สำหรับสมุนไพรที่อยู่ในตำหนักทั้งสามนั้น ถูกดูแลโดยศิษย์ของแต่ละสำนัก ดังนั้นหากพูดตามตรงแล้ว สมุนไพรเหล่านั้นถือเป็นสินทรัพย์ของแต่ละตำหนัก

 

แต่ โหยวเสี่ยวโม่กลืนน้ำลาย “ท่านจะไปรับสมุนไพรแล้วเกี่ยวอะไรกับข้า?”

 

“ใครบอกว่าเจ้าไม่เกี่ยวข้องด้วย? ข้าไม่จำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากสมุนไพรสามต้นนั้นเลย หากข้าไม่ให้เจ้า แล้วข้าจะให้ใคร?”

 

หลิงเซี่ยวโบกมือใหญ่โตของเขาไปมา และพูดเรื่องราวราวกับว่ามันควรจะเป็นเช่นนี้ตั้งแต่แรก

 

โหยวเสี่ยวโม่ตกตะลึง และกล่าวว่า “แต่……. ไม่ใช่ว่าศิษย์น้องถังมาหาท่านเพื่อขอมันไปมิใช่รึ?”

 

“นาง?”

 

หลิงเซี่ยวขมวดคิ้ว และนึกถึงศิษย์น้องน่ารำคาญผู้นั้น เขาจึงพูดออกมาด้วยน้ำเสียงรำคาญใจ “ทำไมข้าต้องให้สมุนไพรแก่นางด้วย? คนที่ต้องการให้สมุนไพรแก่นางคนหลินเซี่ยว ไม่ใช่ข้า”

 

โหยวเสี่ยวโม่อดรู้สึกสงสารถังหยุนฉีไม่ได้ แต่สิ่งที่หลิงเซี่ยวพูดก็ไม่ได้ผิดเลย

 

แต่ แม้ว่ามันจะออกมาเป็นเช่นนี้ก็ตาม เขาก็ไม่อาจรับสมุนไพรไว้ได้ เขาเชื่อว่าศิษย์คนอื่นๆต่างก็กำลังจับตารอคอยอยู่ว่าหลิงเซี่ยวจะให้สมุนไพรกับใคร หากเขารับมาทั้งสามต้น แล้วผู้คนจะคิดอย่างไรกับความสัมพันธ์ของเขาและหลิงเซี่ยว?

 

แน่นอนว่านี่คือหนึ่งในปัญหาหลัก แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เขาที่เป็นเพียงแค่ศิษย์ของตำหนักพสุธา กับถังหยุนฉีซึ่งเป็นศิษย์สายตรงของหัวหน้าตำหนักสวรรค์ อีกทั้งยังเป็นถึงลูกสาวของประมุขพรรค มีฐานะสูงส่งยิ่ง หากหลิงเซี่ยวให้สมุนไพรแก่ใคร นั่นเป็นการประกาศถึงจุดยืนของหลิงเซี่ยวว่าเขาเข้าข้างใคร แม้ว่ามันอาจจะเป็นประโยชน์ต่อตำหนักพสุธาก็จริง แต่โหยวเสี่ยวโม่ก็ไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องบาดหมางของตำหนักพสุธาและตำหนักสวรรค์

 

เขาเป็นเพียงแค่แมลงตัวเล็กๆเท่านั้น หากไปอยู่ใกล้ไฟมากเกินไป เขาคงไม่อาจทนไหว

 

“ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ข้ายังคงมีบางสิ่งที่ต้องทำ เช่นนี้เป็นไร ท่านไปก่อน และเมื่อข้าเสร็จสิ้นธุระแล้ว ข้าจะตามไปทีหลัง เป็นเช่นไร?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ถามอย่างระมัดระวัง หากเขาปฏิเสธไปตรงๆอาจจะทำให้หลิงเซี่ยวโกรธได้ และหากหลิงเซี่ยวโกรธจริงๆ เขาอาจจะถูกหลิงเซี่ยวบังคับลากตัวไปเลยก็ได้

 

หลิงเซี่ยวได้ยินคำนั้นและเริ่มหัวเราะออกมา เขาจับไหล่ของโหยวเสี่ยวโม่ไว้ และกล่าวอย่างอ่อนโยนที่ข้างหูว่า “ศิษย์น้อง ให้ข้าถามเจ้าอีกครั้ง จะไป รึไม่ไป?”

 

โหยวเสี่ยวโม่พอเห็นรอยยิ้มของหลิงเซี่ยวก็ตัวสั่นด้วยความกลัว “……..ไป”

 

หลิงเซี่ยวพอใจกับคำตอบเป็นอันมาก เขาใช้จังหวะนี้ลูบแก้มขาวนุ่มของโหยวเสี่ยวโม่อย่างแผ่วเบา “อา มันจะดีกว่านี้หากเจ้าตอบเช่นนี้ตั้งแต่แรก ทำไมต้องให้ข้าข่มขู่เจ้าทุกครั้งไป ไม่มีการพัฒนาเอาเสียเลย!”

 

พัฒนาเจ้าสิ!

 

โหยวเสี่ยวโม่อยากตายไปเสียจริงๆ การพัฒนาแบบนี้ เขาไม่ต้องการ!

 

หลังจากรู้สึกไม่พอใจไปตลอดทาง ในที่สุด โหยวเสี่ยวโม่ซึ่งถูกลากมาโดยหลิงเซี่ยวก็มาถึงเขาอวิ๋นซุย เมื่อมองจากที่ไกลๆ เขานี้ดูเหมือนจะสั้นและป้อม เมื่อมองดูใกล้ๆ ก็รู้สึกว่าเป็นเขาที่กว้างใหญ่และให้ความรู้สึกผ่อนคลาย แตกต่างกับเขาที่โหยวเสี่ยวโม่เคยเห็นมาก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง

 

เขาอวิ๋นซุยเมื่อเปรียบเทียบกับเขาอู๋ซวงและเขาของอีกสามตำหนักที่เหลือ เขาอวิ๋นซุยจะมีขนาดเล็กกว่า และไม่มีเมฆล้อมรอบ และไม่อาจเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำหรือภูเขาใดๆได้ ไม่ได้มีเมฆหรือหมอกปกคลุมเลย กลับกัน กลับมีต้นไม้สูงใหญ่เขียวชะอุ่มเติบโตอยู่โดยรอบ มองเห็นเป็นสีเขียวๆจากที่ไกลๆ

 

โหยวเสี่ยวโม่ตกตะลึงในขณะที่จ้องมองหลิงเซี่ยวจัดการกับม่านคุ้มกัน

 

คลื่นเล็กๆกระจายตัวและหายไปภายในเวลาไม่นาน ไม่นานนัก เด็กอายุราวๆเจ็ดถึงแปดขวบใส่ชุดคลุมสีน้ำเงินดูราวกับเป็นอมตะก็ปรากฎตัวขึ้น เขาเคร่งขรึม แม้แต่การปรากฎตัวยังคงสง่างาม เมื่อเห็นพวกเขา เด็กผู้นั้นกลับไม่มีทีท่าตกใจใดๆ ราวกับว่าเขารู้อยู่แล้วว่าพวกเขาจะมา

 

ดวงตาของเด็กชายมองผ่านโหยวเสี่ยวโม่และจ้องมองหลิงเซี่ยวตรงๆ ดวงตาเขามีแววสงสัยเล็กน้อย “เจ้าคือหลินเซี่ยวใช่รึไม่?”

 

“หลินเซี่ยวเองขอรับ”

 

หลิงเซี่ยวกุมมือด้วยความเคารพในขณะที่พูด

 

“ตามข้ามา”

 

เด็กชายพยักหน้าน้อยๆ และหันหลังเดินเข้าไปในม่านคุ้มกัน

 

โหยวเสี่ยวโม่ยืนอยู่ข้างๆ อ้าปากค้างราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่เพิ่งเห็น หรือว่าเขาฝันอยู่กันนะ?

 

หลิงเซี่ยวไม่ได้อธิบายอะไรทั้งนั้น และลากโหยวเสี่ยวโม่เข้าไปในม่านคุ้มกันตามหลังเด็กชายไป ม่านคุ้มกันไม่ได้ขัดขวางพวกเขาอีกต่อไป และปล่อยให้พวกเขาผ่านเข้าไปอย่างราบรื่น ภาพเบื้องหน้าของพวกเขาเปลี่ยนไปจากที่มองเห็นภายนอกอย่างสิ้นเชิง พลังจิตวิญญาณด้านในม่านคุ้มกันนั้นเป็นสองเท่าของด้านนอก

 

โหยวเสี่ยวโม่นั้นไวต่อสัมผัสของพลังจิตวิญญาณ เพียงแค่สูดลมเข้าไปหนึ่งครั้ง เขาก็สามารถบอกได้ว่าจิตวิญญาณที่อยู่ด้านในม่านคุ้มกันนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายของสมุนไพรวิเศษ เห็นได้ชัดว่าที่นี่จะต้องมีสวนสมุนไพรมากมายแน่นอน

 

เด็กชายที่โหยวเสี่ยวโม่คิดว่าแปลกเล็กน้อย นำพวกเขาออกไปยังที่ดินผืนหนึ่ง และบอกพวกเขาว่าเยว่หานอยู่ด้านใน ก่อนจะเดินจากไป ฟังจากน้ำเสียงแล้ว ดูราวกับว่าเยว่หานนั้นอยู่ระดับต่ำกว่าเด็กชายเสียอีก แน่นอนว่าโลกนี้นั้นช่างกว้างใหญ่นัก และจะต้องมีเรื่องที่แปลกประหลาดเช่นนี้อยู่มากมาย

 

โหยวเสี่ยวโม่กดความรู้สึกต้องการถามเรื่องราวทั้งหมดกับหลิงเซี่ยวไว้ภายใน และเดินตามหลิงเซี่ยวเข้าไปภายใน

 

ที่ดินนั้นกว้างมาก เมื่อเดินเข้าไป เขามองเห็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ทันที มันไม่ใช่สิ่งก่อสร้างที่สง่างามดั่งเช่นประกายไปด้วยหยกและทองคำ และไม่ได้ให้ความรู้สึกสบายใจหรือตรึงตาเลย กลับกัน มันกลับธรรมดาและปราศจากการตกแต่งใดๆทั้งนั้น สิ่งก่อสร้างนี้ทำจากก้อนหินสีน้ำเงินก่อขึ้นซ้อนกัน เป็นการก่อสร้างที่เรียบง่ายที่สุด ภาพที่แท้จริงของที่ดินผืนนี้นั้นจะเผยให้เห็นก็ต่อเมื่อเดินผ่านสิ่งก่อสร้างนี้ไปแล้วเท่านั้น

 

สวนสมุนไพรวิเศษ ดอกไม้สีสันสวยงามสดใส และเขียวชะอุ่มกระจายอย่างสม่ำเสมอภายในสวน เพียงแค่มองผ่านก็สามารถบอกได้ว่ามีใครบางคนดูแลสมุนไพรพวกนี้เป็นอย่างดี สมุนไพรบางต้นที่เติบโตเต็มที่แล้ว ไหวเอนลู่ไปกับสายลมอย่างยินดี บางต้นเพิ่งจะแตกหน่อ สีเขียวสดใส และให้ความรู้สึกดีแก่สายตาและหัวใจยิ่ง

 

สิ่งที่ทำให้โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกตกตะลึงก็คือ สมุนไพรเกือบทั้งหมดเป็นสมุนไพรคุณภาพกลาง ตามมาด้วยคุณภาพต่ำ สมุนไพรคุณภาพสูงมีน้อยที่สุด ประมาณหนึ่งในร้อยเท่านั้น เมื่อมองไปยังสุดสายตาแล้ว พบว่าสวนนี้มีสมุนไพรตั้งแต่ระดับสี่ถึงระดับหก เมื่อพวกเขาเดินเข้ามา ก็มีป้ายบ่งบอกระดับปักอยู่ที่อีกด้าน สมุนไพรระดับเจ็ดหรือมากกว่านั้นน่าจะอยู่ที่ดินผืนอื่น

 

โหยวเสี่ยวโม่จ้องมองไปยังสมุนไพรด้วยดวงตาเบิกกว้าง ดวงไฟกลับปรากฎขึ้นในดวงตาของเขา

 

เขารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เขาตามมาด้วย หากไม่แล้ว เขาคงไม่มีโอกาสได้เห็นสมุนไพรมากมายขนาดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่เขากำลังเตรียมตัวในการจดจำและคุ้นชินกับสมุนไพรระดับกลางพวกนี้ด้วย แม้ว่าพวกมันจะมีบันทึกอยู่ในหนังสือก็จริง แต่ก็ไม่อาจเทียบได้กับการมาเห็นด้วยตาตนเอง อีกทั้ง เขายังคงเห็นสมุนไพรที่คุ้นตาในหมู่สมุนไพรพวกนี้อีกด้วย

 

หลิงเซี่ยวยิ้มด้วยความพึงพอใจที่เห็นโหยวเสี่ยวโม่ไม่สามารถระงับความตื่นเต้นเอาไว้ได้

 

เช้านี้ ในตอนที่เขาค้นพบว่าโหยวเสี่ยวโม่ตรงไปยังหอคัมภีร์หลังจากออกมาจากการเก็บตัว เขารู้ว่าโหยวเสี่ยวโม่กำลังคิดอะไรอยู่ เมื่อนึกได้ว่าเขายังคงไม่ได้มารับสมุนไพรสามต้นนี้ เขาจึงคิดจะนำตัวโหยวเสี่ยวโม่มาด้วยเพื่อขยายภูมิปัญญาของโหยวเสี่ยวโม่ ในตอนนี้ เมื่อเขามองเห็นท่าทางตื่นเต้นของอีกฝ่าย เขาจึงรู้ว่าการคาดเดาของเขาไม่ผิดไปเลย

 

“ไปกันเถอะ เข้าไปหาลุงเยว่กัน เมื่อถึงเวลา ข้าจะให้เจ้าได้มีโอกาสไปที่สวนสมุนไพร และเก็บทั้งสามต้นด้วยมือของเจ้าเอง”

 

หลิงเซี่ยวจับมือโหยวเสี่ยวโม่และดึงเขาเข้าไปด้านใน

 

โหยวเสี่ยวโม่อดกลั้นความตื่นเต้นของเขา เขาปล่อยให้ตัวเองถูกดึงไปด้วยใบหน้าอันแดงก่ำ หลังจากได้ยินคำพูดนั้น เขาจึงรู้สึกเสียใจที่เคยสาปแช่งหลิงเซี่ยวไว้ กลับกลายเป็นว่า นี่คือเหตุผลว่าทำไมหลิงเซี่ยวจึงได้บังคับให้เขามาด้วยกัน เขากลับตีค่าคนดีผิดไปเสียแล้ว* เมื่อคิดเช่นนี้ เขาจึงจ้องมองไปยังหลิงเซี่ยวด้วยความรู้สึกผิดและไม่สบายใจอยู่ลึกๆ (*วัดความสูงของคนดีด้วยไม้วัดของคนตัวเล็ก – คนที่ตีค่าคนอื่นด้วยมุมมองเลวร้ายของตัวเอง)

 

แม้ว่าหลิงเซี่ยวจะไม่ได้มองโหยวเสี่ยวโม่ แต่รอยยิ้มของเขาก็ยิ่งสว่างขึ้นหลังจากรับรู้ถึงสายตารู้สึกผิดนี้ นี่แหล่ะเป็นสิ่งที่เขาต้องการ!

*********

Facebook Comment