+100%-

บท 84 ทะลุสู่ระดับสอง

บท 84 ทะลุสู่ระดับสอง

ในทางกลับห้อง โหยวเสี่ยวโม่แวะไปยังเรือนสมุนไพร และรับหม้อหลอมโอสถใบใหม่พร้อมกับสมุนไพรวิเศษอีกสามร้อยต้น

 

หม้อหลอมใบใหม่นี้ดีกว่าอันก่อนหน้านี้เล็กน้อย แต่ก็ยังคงเป็นหม้อหลอมยาคุณภาพต่ำอยู่ดี ดังนั้นโหยวเสี่ยวโม่จึงยังไม่ได้ล้มเลิกความคิดที่จะซื้อหม้อใบใหม่ แต่ตอนนี้เขาต้องใช้หม้อใบนี้ไปก่อน

 

หม้อที่เขาจะซื้อนั้น เขาจะต้องไม่ให้มันปรากฎต่อสายตาใครเลย ไม่เช่นนั้น ทุกคนจะต้องถามเขาแน่ว่าเขาไปเอาเงินจากไหนมาซื้อ แม้ว่าเขาจะอธิบายว่าเงินมาจากการขายโอสถของเขาก็ตาม แต่ทุกคนก็รู้ดีว่ายาคุณภาพต่ำนั้นไม่สามารถขายเป็นเงินมากขนาดนี้ไม่ได้ เขาไม่สามารถบอกความลับนี้แก่คนอื่นเพียงเพื่อหม้อใบเดียวได้

 

หลังจากกลับมายังตำหนักพสุธาแล้ว เวลาทั้งหมดจึงเป็นของเขา

 

โหยวเสี่ยวโม่ขังตัวเองไว้ในห้อง และใช้สมุนไพรที่เขาได้รับมาหลอมเป็นโอสถ เขาค้นพบว่า เมื่อเขานำพลังวิญญาณเข้าไปในหม้อ เขากลับทำได้อย่างราบรื่นและง่ายกว่าหม้อหลอมใบเก่า เขาไม่จำเป็นต้องอดกลั้นดังเช่นเมื่อก่อน ที่กลัวว่าหม้อหลอมจะไม่สามารถทนพลังวิญญาณไม่ไหวและระเบิดออกมา

 

หลังจากค้นพบเรื่องนี้แล้ว โหยวเสี่ยวโม่หลอมโอสถทั้งหมดหนึ่งร้อยเม็ดภายในสองชั่วยามกว่าๆ ความเร็วนี้นั้นมากกว่าเมื่อก่อนเสียอีก เขาดื่มน้ำวิเศษเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นในครั้งนี้ นี่หมายความว่าพลังวิญญาณของเขาในตอนนี้สามารถหลอมโอสถได้ห้าสิบเม็ดในหนึ่งครั้ง

 

ก่อนหน้านี้ เขาไม่กล้าจินตนาการถึงเรื่องนี้มาก่อน เนื่องจากก่อนนี้เขาเคยหลอมได้เพียงแค่ยี่สิบเม็ดในครั้งเดียวเท่านั้น บางทีไม่ถึงยี่สิบเม็ดด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้เขาสามารถหลอมได้มากกว่าหนึ่งเท่าตัว เขารู้สึกตื่นเต้นเป็นอันมาก!

 

โหยวเสี่ยวโม่พยายามควบคุมหัวใจจากการตื่นเต้นดีใจนี้ และหยิบสมุนไพรหนึ่งร้อยต้นในมิติออกมา

 

สมุนไพรที่เขาหยิบออกมามี มะลิศิลา สมุนไพรเหมันต์ และใบสะระแหน่* สมุนไพรทั้งสามนี้เป็นสมุนไพรที่ใช้ในการหลอมโอสถเพิ่มพูนกำลัง โหยวเสี่ยวโม่เคยหลอมและขายโอสถเพิ่มพูนพละกำลังไปจำนวนมากก่อนหน้านี้ แต่ทุกเม็ดเป็นยาคุณภาพต่ำ เท่าที่เขารู้มา โอสถเพิ่มพูนกำลังคุณภาพสูงจะสามารถเปิดเส้นลมปราณได้ เส้นลมปราณจะขยายขนาดมากขึ้น เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการฝึกฝนยุทธ์

 

นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ครอบครัวที่ร่ำรวยและมีอำนาจจัดเตรียมโอสถเพิ่มพูนกำลังคุณภาพสูงไว้สำหรับศิษย์ของเขา ก่อนที่พวกนั้นจะเริ่มฝึกฝน แม้ว่าตลาดสำหรับโอสถเพิ่มพูนกำลังไม่ใหญ่เท่าโอสถงดอาหารก็จริง แต่ก็ยังคงมีความต้องการอยู่ และเช่นเดียวกับโอสถงดอาหาร โอสถห้าสิบเม็ดขึ้นไป สามารถนำไปประมูลขายได้

 

ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจหลอมโอสถเพิ่มพูนกำลังห้าสิบเม็ด

 

ห้าสิบเม็ดไม่ได้มากหรือน้อยจนเกินไป มันต้องใช้เวลาในการหลอมอย่างน้อยหนึ่งชั่วยาม

 

ในการเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างให้พร้อมสำหรับการประมูล โหยวเสี่ยวโม่จึงตัดสินใจตื่นอยู่ตลอดคืน และเนื่องจากไม่มีหลิงเซี่ยวผู้ที่ชอบในการกลั่นแกล้งเขาแล้ว เขาจึงรู้สึกมั่นใจเต็มร้อยจากผลจากน้ำวิเศษที่เขาดื่มเข้าไป นั่นแสดงว่าโหยวเสี่ยวโม่ยอมรับผลที่ตามมาแล้ว!

 

ผลของมันเหมือนที่หลิงเซี่ยวเคยพูดไว้ เนื่องจากร่างกายของเขาเปลี่ยนแปลงไปจนถึงขีดสุดแล้ว ดังนั้นแม้ว่าเขาจะยังคงดื่มน้ำวิเศษต่อไปเรื่อยๆ มันก็จะไม่มีผลข้างเคียงอีกต่อไป หากไม่ดื่มนี่สิ เสียของโดยเปล่าประโยชน์ของจริง

 

โหยวเสี่ยวโม่กลับไปเก็บตัวอีกครั้ง!

 

ในตอนที่ฟางเฉินเล่อได้ยินเรื่องนี้ เขาอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า เขารู้สึกว่าศิษย์น้องผู้นี้ชอบการเก็บตัวเป็นอย่างยิ่ง ในตอนนี้ คนอื่นๆอาจจะไปเยี่ยมเยือนกันและกัน ทำความรู้จักศิษย์คนอื่นๆ หรือพยายามหาสายสัมพันธ์ในระดับที่สูงกว่าตน มีแต่โหยวเสี่ยวโม่เท่านั้น ที่ไม่ว่าจะมีอะไรหรือไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม เขาก็ยังคงหลบซ่อนตัวอยู่แต่ในห้อง

 

แม้ว่าเขาจะรู้ว่าศิษย์น้องผู้นี้จะต้องเข้ารับการทดสอบในอีกไม่กี่เดือนนี้แล้วก็ตาม แต่โหยวเสี่ยวโม่ก็ไม่ควรเอาแต่เก็บตัวเช่นนี้ การหลอมโอสถเป็นอะไรที่ควรกระทำอย่างช้าๆ ทุกๆขั้นตอนจะต้องมั่นคงจึงจะสามารถหลอมได้สำเร็จ

 

แต่นี่เป็นการตัดสินใจของโหยวเสี่ยวโม่ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้พูดอะไรออกไป

 

ข่าวนี้แพร่ไปถึงหลิงเซี่ยว แต่ปฏิกิริยาของเขานั้นต่างจากของฟางเฉินเล่อ เนื่องจากเขารู้ความลับของโหยวเสี่ยวโม่ ด้วยโอสถงดอาหารและน้ำวิเศษที่สามารถเติมเต็มพลังวิญญาณได้ และด้วยความแข็งแกร่งของร่างกาย โหยวเสี่ยวโม่สามารถเก็บตัวอยู่ได้เป็นเดือนโดยไม่มีปัญหาอะไร ดังนั้นเขาจึงแค่บอกคนอื่นให้สังเกตให้ดีหากโหยวเสี่ยวโม่ออกมาแล้วให้มาเตือนเขาด้วย

 

แต่ในช่วงวันที่สองของการเก็บตัว เรื่องใหญ่กลับเกิดขึ้นในร่างกายของโหยวเสี่ยวโม่อย่างไม่คาดคิด

 

หนึ่งวันต่อมา ในตอนเช้าถัดมา เนื่องจากเขาดื่มน้ำวิเศษ โหยวเสี่ยวโม่จึงไม่รู้สึกเหนื่อยเลย ดังนั้นเขาจึงทำงานหนักและหลอมโอสถงดอาหารสี่สิบเม็ด เมื่อรวมกับโอสถก่อนหน้านี้อีกสิบเม็ด เท่ากับห้าสิบเม็ด พลังวิญญาณของเขาเองก็หมดลงด้วย และเนื่องจากเขาเหนื่อยเกินไป โหยวเสี่ยวโม่จึงไม่ได้ดื่มน้ำวิเศษก่อนที่จะสลบไปบนโต๊ะ…..

 

เขาหลับไปถึงสองวันสองคืนเต็มๆ ในตอนที่เขาตื่นมา เขากลับค้นพบว่ามีอะไรบางอย่างเปลี่ยนแปลงบนร่างกาย ก่อนหน้านี้ที่เขาพลังวิญญาณหมดจนถึงขั้นสลบไป หลังจากหลับไปถึงสองวันสองคืนเต็มๆ พลังวิญญาณจึงฟื้นคืนกลับมาแล้ว แต่ด้วยจำนวนที่มากกว่าเมื่อสองวันก่อนถึงสองเท่า หากจะพูดให้ถูกต้องก็คือ พลังวิญญาณของเขาจู่ๆก็เพิ่มเป็นสองเท่าภายในระยะเวลาสองวันเท่านั้น

 

โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกตื่นตะลึงมากที่รู้ว่าเขาทะลุระดับหนึ่งของเคล็ดคัมภีร์วิญญาณสวรรค์แล้ว

 

เขาอยากหยิกแก้มตัวเองเพื่อเช็คดูว่าเขาไม่ได้ฝันไปจริงๆ แต่มือของเขาเองก็รู้สึกชาเช่นกัน!

 

มือของเขาถูกใช้ต่างหมอนมาเป็นเวลาถึงสองวัน ดังนั้นเลือดจึงไม่ไหลเวียนไปจนทำให้ไม่มีความรู้สึก เขาต้องการดื่มน้ำวิเศษ แต่ไม่สามารถดื่มได้ โชคดีที่ร่างกายเขาถูกเปลี่ยนแปลงด้วยน้ำวิเศษแล้ว ไม่เช่นนั้น เขาอาจจะถึงขั้นพิการเลยก็ได้ ประมาณสองเค่อต่อมา มือทั้งสองข้างของเขาก็ค่อยๆกลับมามีความรู้สึกอีกครั้ง สิ่งแรกที่โหยวเสี่ยวโม่ทำก็คือดื่มน้ำวิเศษ

 

พอน้ำวิเศษผ่านลำคอเขาไป จู่ๆเขาก็นึกได้ถึงบางสิ่ง เหมือนว่าเขาจะลืมดื่มน้ำวิเศษเมื่อสองวันก่อน นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมเขาจึงสลบไป แต่เมื่อเขาตื่นขึ้น กลับพบว่าเขาทะลุสู่อีกระดับ

 

หรือว่าการไม่ดื่มน้ำวิเศษจะมีบางอย่างเกี่ยวข้องกัน?

 

แต่…. ก่อนหน้านี้ เขาก็เคยเกือบจะสลบที่ห้องของหลิงเซี่ยว และในตอนนั้นเขาก็ไม่ได้ดื่มน้ำวิเศษแม้แต่น้อย แต่พลังวิญญาณกลับไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย หรือหากเปลี่ยนไปจริง อย่างน้อยเขาก็ต้องรู้สึกตัวสิ

 

หัวสมองน้อยๆของโหยวเสี่ยวโม่ราวกับจะแตกเป็นเสี่ยงๆ

 

ดูเหมือนว่าเขาจะต้องไปที่หอคัมภีร์เพื่อตรวจสอบเรื่องนี้ซะแล้ว หากเรื่องนี้เกิดจากวัตถุดิบอะไรบางอย่างก็คงจะดี แต่หากไม่ใช่ เขาอาจจะต้องรอจนกว่าจะพบหลิงเซี่ยวอีกครั้ง เนื่องจากหลิงเซี่ยวเป็นคนเก่ง เขาจะต้องรู้เรื่องนี้แน่ๆ

 

ในตอนนั้น โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้รู้เลยว่า เขาค่อยๆไว้วางใจหลิงเซี่ยวทีละน้อยๆ ในตอนที่เขารู้สึกตัวถึงเรื่องนี้เขากับหลิงเซี่ยวก็ “เชื่อมประสาน” กันเรียบร้อยแล้ว !

 

ในที่สุด โหยวเสี่ยวโม่ก็ออกจากการเก็บตัว หลังจากเก็บตัวได้สามวันครึ่ง จริงๆแล้ว แค่หลับก็ปาเข้าไปสองวันแล้ว

 

สิ่งแรกที่เขาทำหลังจากออกมาจากการเก็บตัวคือ ตรงไปยังหอคัมภีร์

 

เมื่อฟางเฉินเล่อรู้เรื่องนี้ เขาไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดีกันแน่ เขาไม่สามารถทนได้อีกต่อไป ดังนั้นเขาจึงคิดที่จะไปหาตัวโหยวเสี่ยวโม่ที่หอคัมภีร์ หากยังเป็นอย่างนี้ต่อไป เขากลัวว่าร่างกายของศิษย์น้องผู้นี้จะรับไม่ไหว แต่เมื่อเขาเห็นแก้มสีแดงระเรื่อของศิษย์น้อง เขาสำลักคำที่ยังไม่ได้พูดที่ท่วมท้นอยู่ในอก

 

สภาพของโหยวเสี่ยวโม่ไม่เหมือนคนที่เพิ่งออกมาจากการเก็บตัวถึงสามวันครึ่งเลยแม้แต่น้อย แก้มของเขาแดงระเรื่อราวกับได้รับการบำรุงรักษาอย่างดี รูปร่างภายนอกของเขาไม่ซูบผอมเหมือนกับศิษย์คนอื่นๆที่เพิ่งออกจากการเก็บตัวเลย กลับกัน เขากลับดูเหมือนคนที่เพิ่งกลับมาจากการพักผ่อน สดชื่นราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิ

 

ฟางเฉินเล่อไม่สามารถคิดอะไรได้ ศิษย์น้องผู้นี้เคยเก็บตัวเกือบเดือนมาก่อนหน้านี้ ในตอนนั้นเอง สภาพของเขาก็เป็นเช่นเดียวกับตอนนี้ คนธรรมดาไม่สมควรจะเป็นเช่นนี้สิ? เมื่อคิดเช่นนี้ ฟางเฉินเล่อจึงอดที่จะรู้สึกสงสัยไม่ได้

 

“ศิษย์น้อง ข้าได้ข่าวมาว่าเจ้าเก็บตัวมา ครั้งนี้เก็บถึงสามวันครึ่ง ทำไมเจ้าถึง….”

 

ก่อนที่เขาจะทันได้พูดจนจบประโยค โหยวเสี่ยวโม่กลับพูดตัดบทอย่างรวดเร็ว เขานำมือมาประกบกัน และกล่าวด้วยใบหน้าอายๆ “ข้าขอโทษจริงๆศิษย์พี่ใหญ่ ข้าไม่อยากจะทำเช่นนี้ แต่ข้าเผลอหลับไปถึงสองวันเต็มๆ….”

 

ฟางเฉินเล่อ “…..”

 

จริงรึที่เขาเผลอหลับไป?

 

เมื่อเห็นว่าเขาไม่พูดอะไร โหยวเสี่ยวโม่จึงกล่าวขอโทษไม่หยุด ท้ายที่สุด โหยวเสี่ยวโม่ให้สัญญาว่าก่อนที่จะเก็บตัวอีกครั้ง โหยวเสี่ยวโม่จะเป็นคนแจ้งข่าวแก่เขาเอง ดูเงอะงะเสียจนฟางเฉินเล่อไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

 

ทำไมเขาจะต้องโกรธด้วย หากโหยวเสี่ยวโม่ไม่บอกเขา? เขาโกรธเพราะว่าโหยวเสี่ยวโม่เก็บตัวโดยไม่ระวังสุขภาพร่างกายต่างหาก แต่เขาก็ไม่ได้บอกโหยวเสี่ยวโม่ออกไป ตอนนี้ จุดสำคัญคือ เขากลับถูกหลอก เขาไม่คาดคิดว่าโหยวเสี่ยวโม่จะเผลอหลับไปแบบนั้น ดูเหมือนว่าการเก็บตัวเกือบเดือนเมื่อครั้งที่แล้วก็คงจะเป็นแบบนี้เช่นกัน

 

โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้รู้เลยว่าการที่เขาพูดโดยไม่คิดเช่นนี้กลับทำให้สถานการณ์คลี่คลายและไม่กลายเป็นปัญหาอีกด้วย

 

“ได้ ได้ ศิษย์พี่คนนี้จะไม่ดุด่าเจ้า ศิษย์พี่คนนี้ไม่ได้โกรธด้วย ตราบใดที่เจ้าให้ระมัดระวังมากขึ้น และอย่าเป็นห่วงแค่เฉพาะการหลอมโอสถอย่างเดียว ในขณะที่ร่างกายถึงขีดจำกัดแล้ว เจ้าต้องรู้ด้วย……”

 

ฟางเฉินเล่อรู้สึกราวกับเป็นพี่เลี้ยงเด็ก เมื่อเขาเริ่มพูดแล้ว เขาอาจจะสามารถพูดได้ทั้งวัน แต่นี่ก็เป็นหนึ่งในบุคคลิกของเขาด้วยเช่นกัน หากไม่แล้ว เขาคงไม่เป็นที่ชื่นชมมากขนาดนี้

 

โหยวเสี่ยวโม่พูดอะไรไม่ออก ได้แต่พยักหน้าตามอย่างกระอักกระอ่วนเท่านั้น

 

ในอีกครึ่งชั่วยามต่อมา ฟางเฉินเล่อจึงปล่อยตัวเขาออกไป โหยวเสี่ยวโม่วิ่งอย่างไม่คิดชีวิตไปที่หอคัมภีร์ เขาจะไม่ทำให้ศิษย์พี่ใหญ่โกรธอีกต่อไป ศิษย์พี่ใหญ่โกรธได้น่ากลัวเกินไป ฟางเฉินเล่อพูดจนกระทั่งเขาทรมานจนเกือบจะตาย

 

โหยวเสี่ยวโม่มักจะมาที่หอคันภีร์บ่อยๆ เพื่อยืมคัมภีร์ ดังนั้นชายแก่จึงค่อนข้างคุ้นชินกับเขา ชายแก่ไม่ได้รอให้โหยวเสี่ยวโม่ปลุก เขาค่อยๆหยิบแผ่นหินระดับสองออกมา และขว้างมันมาที่โหยวเสี่ยวโม่

 

โหยวเสี่ยวโม่รีบคว้าแผ่นหินไว้ เมื่อพิจารณาดูแล้ว แผ่นหินนี้ไม่เหมือนกับแผ่นหินที่เขาได้มาในตอนแรก เขารู้สึกตกตะลึงจนถึงขั้นพูดโพล่งออกมา “ท่านลุงหยาง ท่านรู้ได้เช่นไรว่าข้าต้องการขึ้นไปยังระดับสอง?”

 

ชายแก่หยางมองไปยังโหยวเสี่ยวโม่อย่างไร้อารมณ์ และไม่พูดคำใดๆ

 

โหยวเสี่ยวโม่กำแผ่นหินในมือแน่น ก็ได้ เขารู้ว่าชายแก่ดูหมิ่นเขา และยังรู้อีกว่าเขามักจะมายืมหนังสือ โดยทั่วไปแล้ว เขามักจะยืมหนังสือระดับหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับนักหลอมโอสถ ดังนั้นคำถามนี้จึงไร้ความหมายยิ่ง แม้แต่เขาก็ยังคงดูแคลนตัวเองเลย

 

หอคัมภีร์ระดับสองเหมือนกับที่เขาจินตนาการไว้คือ เป็นหอคัมภีร์ระดับหนึ่งที่ก้าวหน้ากว่าเดิม เขาหาคัมภีร์ที่เขาต้องการบนชั้นหนังสือ คู่มือการแปรธาตุ และหัวข้อสมุนไพรวิเศษ มีคัมภีร์สี่เล่มอยู่ในสองหมวดนี้ โดยที่สามในสี่เป็นคัมภีร์สมุนไพรวิเศษของผู้แต่งคนเดียวกัน ภายในนั้นมีรายละเอียดของสมุนไพรระดับสี่ไปจนถึงระดับหกอยู่ด้วย รายละเอียดนั้นมีนอกเหนือจากประโยชน์และลักษณะแล้ว ยังมีแม้กระทั่งสถานที่ที่สมุนไพรนี้โตบนทวีปหลงเซี่ยวอีกด้วย

 

ส่วนคัมภีร์พลังวิญญาณ เขาหาไม่เจอเลยแม้ว่าจะค้นหาภายในหอคัมภีร์ระดับสองจนทั่วแล้วก็ตาม

 

หลังจากได้คัมภีร์มาแล้ว โหยวเสี่ยวโม่จึงกล่าวลาชายแก่หยางเล็กน้อย

 

สุดท้ายแล้ว ในตอนที่เขาผลักบานประตูเข้าสู่ห้องตัวเองอย่างมีความสุข และเห็นรูปร่างโอหังนั่งอยู่ในห้องเขาแล้วนั้น ปฏิกิริยาตอบโต้แรกสุดของเขาก็คือ ปิดประตู และขังตัวเองอยู่ภายนอก…..

*************

*มะลิศิลา rock jasmine – Androsace Umbellata

สมุนไพรเหมันต์ winter ice herb – Rabdosia Rubescens

ใบสะระแหน่ korean mint – Agastache Rugosa

คิดชื่อสมุนไพรไม่ออกเลยค่ะ ใช้แบบตามมีตามเกิดก่อนนะคะ TT

 

เราจะยังอัพนิยายเหมือนเดิมนะคะ ในตอนนี้สิ่งที่ทุกคนต้องการคือกำลังใจเน๊าะ สู้ๆค่ะทุกคน

Facebook Comment