+100%-

บท 83 คำถามของคงเวิน

บท 83 คำถามของคงเวิน

วันต่อมา ฟูจื่อหลินเดินมาเคาะประตูห้องหลิงเซี่ยวแต่เช้าตรู่

 

เนื่องจากการแข่งขันกระชับมิตรได้สิ้นสุดลงแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถกลับไปยังตำหนักได้

 

เหตุผลที่ฟูจื่อหลินมาที่นี่ในเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางกลับไปยังตำหนัก เนื่องจากเขาเป็นศิษย์พี่ของโหยวเสี่ยวโม่ อีกทั้งพวกเขามาด้วยกันทั้งคู่ พอจะกลับ เขาจึงต้องมั่นใจว่าพวกเขาจะต้องกลับพร้อมกัน ไม่เช่นนั้นอาจารย์และศิษย์พี่ใหญ่อาจจะตั้งข้อสงสัยได้

 

เมื่อคืน โหยวเสี่ยวโม่และหลิงเซี่ยวต่อจนถึงขึ้นไหนก็ไม่มีใครรู้ได้ ในตอนที่ฟูจื่อหลินเคาะประตู โหยวเสี่ยวโม่ยังคงอยู่ด้านในผ้าห่มหลับสนิทเป็นตาย เขาจะรับรู้ถึงเสียงเคาะประตูได้เช่นไร? คนที่เดินมาเปิดประตูคือหลิงเซี่ยว หลิงเซี่ยวพูดอะไรบางอย่างกับฟูจื่อหลิน แต่สุดท้ายแล้วฟูจื่อหลินก็กลับออกไปเพียงลำพัง โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้รู้เรื่องนี้เลย

 

เมื่อเขาตื่นขึ้น ก็เป็นช่วงสายแล้ว โหยวเสี่ยวโม่คลานออกจากผ้าห่ม ขยี้ตาที่ยังคงง่วงนอน เขาชะเง้อคอมองไปด้านนอก แต่ก็ไม่มีวี่แววของหลิงเซี่ยว วันนี้ช่างเงียบนัก หากเป็นเมื่อสองวันก่อน ในเวลานี้ คงเต็มไปด้วยเสียงเดือดของหม้อหลอมโอสถแล้ว

 

เมื่อรู้ว่าการแข่งขันจบลงแล้ว โหยวเสี่ยวโม่จึงรู้สึกโล่งใจเป็นอันมาก เขาลุกขึ้นและไปล้างตัว เมื่อเห็นว่าหลิงเซี่ยวยังไม่กลับมา โหยวเสี่ยวโม่จึงเปิดประตูและเดินไปยังห้องข้างๆ เขาเคาะประตูห้องโจวเปิ่ง “ศิษย์พี่สอง ศิษย์พี่สอง ท่านอยู่รึไม่?”

 

หลังจากเรียกไปหลายรอบและไม่ได้รับการตอบกลับ โหยวเสี่ยวโม่จึงคิดว่าฟูจื่อหลินอาจจะจากไปแล้วเนื่องจากเขามีงานอีกมากที่ต้องทำ เขาจึงกลับไปยังห้องของตัวเอง ในขณะนั้นเอง เขากลับได้ยินเสียงเปิดประตูจากห้องของโจวเปิ่ง ชายธรรมดาแต่มีอัธยาศัยดีคนนึงเดินออกมา พอเห็นเขา คนผู้นั้นจึงพูดว่า “เจ้าคือศิษย์น้องโหยวสินะ เจ้ามาตามหาศิษย์พี่ของเจ้ารึ? เขาจากไปแล้ว”

 

โหยวเสี่ยวโม่เพิ่งจะเดินไป เมื่อเขาได้ยินคำพูดนั้น เขาจึงรีบหันกลับมาและเริ่มเอ่ยปากถาม “ท่านพูดว่าอะไรนะ? ศิษย์พี่ฟูจากไปแล้ว? ตั้งแต่เมื่อใด?”

 

“ใช่ อา ข้าจำได้ว่านั่นเป็นเวลาเฉิน ในตอนที่ข้าออกจากห้อง ข้าเห็นศิษย์พี่ของเจ้าเคาะประตูห้องศิษย์พี่ใหญ่”

 

เมื่อเห็นสีหน้าสงสัยบนใบหน้าของโหยวเสี่ยวโม่ ชายผู้นั้นจึงไม่เข้าใจว่าทำไมจึงเป็นสีหน้าเช่นนี้

 

โหยวเสี่ยวโม่คิดด้วยความอนาถใจ ในช่วงเวลานั้นเขาน่าจะยังคงหลับประหนึ่งว่าตายอยู่

 

ชายผู้นั้นเห็นใบหน้าหงิกงอจนจะกลายเป็นลูกบอลของโหยวเสี่ยวโม่แล้ว จึงคิดว่าโหยวเสี่ยวโม่อาจจะกังวลใจเนื่องจากถูกทิ้งให้อยู่ที่นี่เพียงลำพัง ดังนั้นเขากล่าวปลอบใจว่า “เจ้าไม่ต้องกังวลไป ศิษย์ใหญ่จะเป็นคนส่งเจ้ากลับเอง”

 

ก็เป็นเพราะเขานั่นแหล่ะ ที่ข้ากังวล เข้าใจไหม! โหยวเสี่ยวโม่ได้แต่บ่นงึมงำในใจ คนผู้นั้นจะต้องตั้งใจไม่ปลุกเขาแน่ๆ แน่นอนว่าเพราะเขามีความคิดชั่วร้าย ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องไป เขาขอบคุณชายผู้นั้นอีกครั้ง หากชายผู้นั้นไม่ได้บอกเขา เขาอาจจะยังคิดว่าศิษย์พี่สองอยู่ที่นี่

 

เมื่อกลับมาถึงห้อง เขาจึงเริ่มเก็บของ ไม่ว่าหลิงเซี่ยวจะไปส่งเขาเวลาไหนก็ตาม เขาตั้งใจจะจากไปภายในวันนี้ ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน หากไม่แล้ว จะต้องมีข่าวลือยืนยันว่าเขาและหลิงเซี่ยวมีความสัมพันธ์ลับๆกันอย่างแน่นอน

 

หลิงเซี่ยวไม่ได้ให้เขารอนาน เขากลับมาในเวลาที่โหยวเสี่ยวโม่เก็บของเสร็จพอดี เขาไม่แปลกใจเลย ในตอนที่เห็นห้องไม่มีของของอีกฝ่ายแล้ว

 

โหยวเสี่ยวโม่กังวลว่าหลิงเซี่ยวจะไม่ส่งเขากลับในวันนี้ ดังนั้นเขาจึงรีบพูดขึ้นมาก่อน “การแข่งขันสิ้นสุดแล้ว ข้าอยากจะกลับภายในวันนี้เลย ท่านจะส่งข้ากลับเมื่อไหร่? หรือว่าข้าต้องกลับคนเดียว?”

 

“เจ้าอยากจะกลับเมื่อไหร่ก็ได้ที่เจ้าต้องการ”

 

หลิงเซี่ยวรู้สึกราวกับว่าสนุกไปกับท่าทางเครียดเกร็งของอีกฝ่าย หรือว่า เขาจะคิดว่าข้าต้องการรั้งเขาไว้ที่นี่งั้นรึ? แม้ว่าเขาต้องการจะทำเช่นนั้นก็จริง แต่ก็ต้องได้รับการอนุญาตจากถังฟานเสียก่อน และเขาไม่คิดว่าเฒ่าเจ้าเล่ห์นั่นจะอนุมัติ อย่างไรก็ตาม วงศ์ภาคกลางไม่ใช่สถานที่ที่ใครอยากเข้าก็เข้าได้ แม้ว่าโหยวเสี่ยวโม่จะกล่าวคำสาบานแล้วก็ตาม ตอนนี้ยังมีเรื่องของผู้เฒ่าเจียงที่ยังคงไม่คลี่คลาย ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องการให้โหยวเสี่ยวโม่อยู่ที่นี่

 

โหยวเสี่ยวโม่ไม่คาดคิดว่าหลิงเซี่ยวจะตอบกลับอย่างประหลาดเช่นนี้ หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ เขาจึงรู้สึกอายเล็กน้อยกับความใจแคบของตนเอง ดูเหมือนว่าเขาจะเข้าใจหลิงเซี่ยวผิดไป เขาไม่ได้มีความตั้งใจเช่นที่โหยวเสี่ยวโม่จินตนาการไว้

 

ในตอนบ่ายนี้ หลิงเซี่ยวจึงไปส่งโหยวเสี่ยวโม่ตามที่เขาเคยพูดว่าเขาจะมาส่ง

 

เนื่องจากการแข่งขันของอีกสี่วงศ์ที่เหลือยังไม่มีบทสรุป ดังนั้น เขาจึงนำโหยวเสี่ยวโม่มาส่งให้กับฟางเฉินเล่อ

 

ฟางเฉินเล่อรับรู้มาก่อนหน้านี้จากฟูจื่อหลินแล้วว่าหลิงเซี่ยวเป็นคนที่ดูแลโหยวเสี่ยวโม่ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาจึงไม่ได้ประหลาดใจเมื่อเห็นทั้งสองมาด้วยกัน เขาเพียงแค่กล่าวขอบคุณอย่างสุภาพที่หลิงเซี่ยวดูแลโหยวเสี่ยวโม่

 

แม้ว่าหลิงเซี่ยวจะไม่พอใจที่โหยวเสี่ยวโม่ใกล้ชิดกับฟางเฉินเล่อมากเกินไปก็ตาม แต่เขาก็ไม่ได้แสดงมันออกมาต่อหน้าผู้คน เขาจากไปหลังจากพูดคุยกันไม่กี่ประโยค

 

“ศิษย์น้อง เมื่อเห็นพลังงานของเจ้า ดูเหมือนว่าเจ้าจะผ่านช่วงเวลาไม่กี่วันมานี้อย่างสบายเลยสินะ แต่เรากำลังจะยุ่ง การแข่งขันของสี่วงศ์ไม่เหมือนกับของวงศ์ภาคกลาง เนื่องจากการบาดเจ็บนั้นเป็นสิ่งธรรมดาอย่างสิ่ง ดังนั้นเราจึงจะต้องยุ่งมาก

 

หลังจากส่งหลิงเซี่ยวด้วยสายตาแล้ว ฟางเฉินเล่อจึงพูดกับโหยวเสี่ยวโม่ที่อยู่ข้างๆด้วยน้ำเสียงอบอุ่น

 

โหยวเสี่ยวต่อต้านสายตาอิจฉาจากคนอื่นๆและกล่าวอย่างขัดเขินว่า “ข้าเข้าใจแล้ว ศิษย์พี่”

 

ในตอนเที่ยงวันนั้น โหยวเสี่ยวโม่จึงได้รับรู้ว่า “ยุ่งมาก” ของฟางเฉินเล่อนั้นหมายความยังไง

 

คนจากตำหนักพสุธาทั้งยี่สิบคนยุ่งมากจนกระทั่งเท้าของพวกเขาไม่ได้แตะพื้นเลย ในตอนแรกมีบางคนบาดเจ็บที่สนามหนึ่ง ต่อมามีคนบาดเจ็บที่สนามสองและสาม ทำให้พวกเขาต้องรีบไปยังที่นั่น วิ่งกลับไปกลับมา โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่านี่มันมากเกินกว่าจะรับไหวเพียงแค่ครึ่งวันบ่ายเท่านั้น

 

สถานการณ์เช่นนี้ยังคงดำเนินไปจนกระทั่งบ่ายของอีกสองวันถัดมา หลังจากบ่ายวันนั้น ท่านลุงจ้าวจึงให้พวกเขาเก็บข้าวของเครื่องใช้ และกลับตำหนักพสุธา ทุกคนเหนื่อยจนไม่แม้กระทั่งจะกินหรืออาบน้ำ นอกจากฟางเฉินเล่อ กับฟูจื่อหลินแล้ว คนอื่นๆต่างก็หลับจนกระทั่งดวงอาทิตย์ขึ้นสูง

 

วันต่อมา หลังจากที่โหยวเสี่ยวโม่ตื่นได้ไม่นาน ใครบางคนก็บอกให้เขาไปหาอาจารย์ของเขา

 

โหยวเสี่ยวโม่คิดว่าอาจารย์น่าจะอยากพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องที่วงศ์ภาคกลาง ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าเอ้อระเหยอยู่ที่เดิม สิบห้านาทีต่อมา เขาจึงเริ่มออกเดินไปยังสถานที่ของคงเวิน ในระหว่างเดินทา เขามองไปยังสมุนไพรในสวนอยู่บ่อยๆ และแน่ใจว่า เขาเห็นสมุนไพรคุ้นตาซึ่งคล้ายกับต้นที่เขาขุดออกมาจากถ้ำน้ำแข็งเมื่อเร็วๆนี้

 

เมื่อคิดแล้ว เขาจึงรอไม่ไหวเพื่อที่จะขึ้นไปยังหอคัมภีร์ระดับสอง

 

“เข้ามา”

 

ในตอนที่คิดอยู่นั้นเอง เสียงของคงเวินก็ดังออกมาจากด้านใน

 

โหยวเสี่ยวโม่วางความคิดที่ไม่จำเป็นเอาไว้ก่อน เขาผลักประตูและก้าวเข้าไป นี่เป็นครั้งแรกสำหรับเขาในการมาเยือนห้องค้นคว้าของคงเวิน เมื่อครั้งก่อนหน้านี้เขามาถึงเพียงแค่สวนด้านหลังเท่านั้น ห้องค้นคว้านั้นน่าจะหนังสือหลายเล่ม และห้องค้นคว้าของคงเวินเองก็เป็นเช่นเดียวกัน แต่โหยวเสี่ยวโม่กลับได้กลิ่นสมุนไพรบางอย่าง เขามองไปรอบๆห้องค้นคว้าโดยอัตโนมัติ และบนขอบหน้าต่างนั้นมีกระถางอยู่เล็กน้อย ภายในมีสมุนไพรสีแดงราวกับไฟบานอยู่ ภายใต้แสงพระอาทิตย์ ดอกอันสวยงามนี้ฟุ้งกระจายไปด้วยแสงสีต่างๆมากมาย

 

นี่เป็นสมุนไพรที่เขาไม่รู้จักอีกแล้ว!

 

แต่โหยวเสี่ยวโม่ยังคงสามารถบอกได้ว่าสมุนไพรนี้นั้นดีกว่าสมุนไพรที่อยู่ด้านนอกเสียอีก ความเข้มข้นของจิตวิญญาณและการเจริญเติบโตเช่นนี้ อยู่ในระดับชั้นเยี่ยมเลย นี่น่าจะไม่ใช่เพียงแค่สมุนไพรระดับสูงธรรมดาๆ ไม่เช่นนั้น คงเวินคงไม่เก็บมันไว้ในห้องค้นคว้าเพื่อดูแลมันอย่างระมัดระวังเช่นนี้ เขารู้ด้วยว่าดินที่อยู่ในกระถางนั้นยังคงมีสีแดง ไม่ใช่สีดำเหมือนกับดินในมิติเขาอีกด้วย

 

คงเวินหันกลับมาและเห็นว่าโหยวเสี่ยวโม่ยังคงไม่หยุดจ้องมองเลย ใบหน้าเขาจึงปรากฎร่องรอยความรื่นรมย์เล็กน้อย ก่อนที่เขาจะกล่าว “เจ้ารู้รึไม่ว่านี่คือสมุนไพรอะไร?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ประหลาดใจเล็กน้อย เขาส่ายหัวอย่างรวดเร็ว กุมมือทั้งสองและกล่าวว่า “ศิษย์ไม่รู้เลย”

 

คงเวินยืดนิ้วเรียวยาวออก และค่อยๆลูบกลีบดอกของต้นสมุนไพรอย่างช้าๆ และกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “นี่คือสมุนไพรระดับแปด ชื่อว่าบุปผาเพลิงกาฬ นี่ไม่ใช่สมุนไพรระดับต่ำทั่วๆไป แก่นของมันประกอบไปด้วยกลีบดอกแปดกลีบ มีค่ายิ่งยวด ในการหลอมโอสถ เจ้าเพียงแค่ต้องดึงกลีบออกมาเพียงกลีบเดียวเท่านั้น แต่หากบุปผาเพลิงกาฬคุณภาพต่ำ อาจจะต้องใช้ถึงสี่กลีบด้วยกัน”

 

โหยวเสี่ยวโม่เบิกตากว้าง เขาเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้งแล้ว

 

สมุนไพรนี้เป็นสมุนไพรระดับแปดจริงๆ แม้ว่าเขาอาจจะไม่สามารถบอกได้ก็จริง แต่ความต่างระหว่างคุณภาพสูงกับคุณภาพต่ำนั้นแตกต่างกันอย่างมาก

 

คงเวินมองเห็นใบหน้าสงสัยและอิจฉาของโหยวเสี่ยวโม่ เขาจึงไม่สามารถอดกลั้นมิให้ใบหน้าจริงจังเปลี่ยนเป็นใบหน้าที่มีรอยยิ้มน้อยๆได้ “เจ้าไม่จำเป็นต้องอิจฉา เจ้าเพียงต้องรอจนกระทั่งเป็นนักหลอมโอสถระดับสี่ และเจ้าจะได้รับสวนสมุนไพรเป็นของตัวเอง ในตอนนั้น เจ้าจะสามารถปลุกอะไรก็ได้ตามแต่ที่เจ้าต้องการ

 

โหยวเสี่ยวโม่อายเล็กน้อย ใครจะรู้ว่าเขาจะใช้เวลาเท่าไหร่ในการกลายเป็นนักหลอมโอสถระดับสี่ อาจจะเป็นเดือน หรือเป็นปีเลย!

 

“อาจารย์ได้ยินมาว่า….ในตอนที่เจ้าไปยังวงศ์ภาคกลาง เจ้าอยู่ด้วยกันกับหลินเซี่ยว ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าทั้งสองนั้นดูเหมือนจะดีมากใช่รึไม่?”

 

คงเวินจ้องมองใบหน้าของโหยวเสี่ยวโม่ และกล่าวคำถามโดยที่ไม่มีคำเตือนล่วงหน้า

 

ในตอนที่โหยวเสี่ยวโม่ได้ยินคำว่า “ได้ยินมาว่า” เขาจึงตั้งท่าระแวดระวัง เขาแน่ใจแล้วว่า เหตุผลที่แท้จริงที่อาจารย์เรียกเขามาที่นี่คือเรื่องนี้เอง ในที่สุดเขาก็ได้ยินคงเวินยกเรื่องเขาและหลิงเซี่ยวขึ้นมาพูด โชคดีที่เขาเตรียมตัวมาก่อนหน้านี้แล้ว ดังนั้นเขาจึงค่อนข้างสงบ แต่เขาก็ยังคงแสร้งทำเป็นประหลาดใจอยู่

 

“ศิษย์พี่หลินนั้นเป็นศิษย์พี่ใหญ่ที่ดี เขารู้ว่านี่เป็นครั้งแรกของข้าที่ไปยังที่นั่น ดังนั้นเขาจึงให้ข้าอยู่ด้วยกันกับเขา ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเรานั้นดีเป็นอย่างมาก แต่เวลาส่วนใหญ่ ศิษย์พี่ใหญ่หลินมักจะเป็นคนดูแลข้ามากกว่า”

 

คงเวินเคาะนิ้วลงบนโต๊ะทำงานเบาๆ ทำให้เกิดเสียง *ตึก ตึก ตึก* ดังขึ้นมา

 

โหยวเสี่ยวโม่กลืนน้ำลายอย่างระมัดระวัง เขารู้สึกว่าเสียงหัวใจเขาเต้นไปตามจังหวะเคาะนี้ เขากลัวมากจนกระทั่งไม่อาจจะหายใจเข้าลึกๆได้

 

“อา โชคของเจ้านั้นดีกว่าศิษย์คนอื่นๆมาก หลินเซี่ยวนับว่าเป็นคนที่ดีทีเดียว ด้วยความแข็งแกร่งและความสามารถของเขา การที่เขาสามารถรวบรวมผู้สนับสนุนได้เช่นนี้ จึงชัดเจนแล้วว่าเหตุใดเขาจึงได้เป็นอันดับหนึ่งของสำนักยุทธ์ ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไรก็จริง แต่เจ้าจงคว้าโอกาสนี้ไว้ให้แน่น”

 

คงเวินลุกขึ้นและเดินมายังโหยวเสี่ยวโม่ ตบเบาๆที่ไหล่ของเขา และแนะนำเขาเช่นรุ่นพี่และอาจารย์ควรทำ น้ำเสียงเขาอบอุ่นเป็นอันมาก

 

“ศิษย์จะจำคำของอาจารย์ไว้”

 

โหยวเสี่ยวโม่ก้มหัวลงในขณะที่พูด

 

“ดีมาก จงจำเอาไว้ โอ จริงสิ ข้าได้ยินมาว่าศิษย์พี่ของเจ้าบอกว่าหม้อหลอมโอสถของเจ้าแตก หลังจากนี้จงไปยังเรือนสมุนไพร และขอหม้อหลอมที่ดีกว่านี้จากลุงจ้าวซะ เอาล่ะ เจ้าไปได้แล้ว อาจารย์ของเจ้าเหนื่อยแล้ว”

 

เมื่อพูดเสร็จ คงเวินลูบดวงตา และโบกมือเพื่อบอกลาโหยวเสี่ยวโม่ เขาอาจจะหลอมโอสถทั้งคืน ดังนั้นเขาจึงเหนื่อยล้าในเช้าวันนี้

 

“เช่นนั้น ศิษย์ขอตัวก่อน ดูแลรักษาตัวเองด้วย ท่านอาจารย์”

 

เมื่อได้ยินคำพูดนั้น โหยวเสี่ยวโม่จึงรู้สึกประหลาดใจอยู่ลึกๆ เขาเพียงแค่บอกเรื่องนี้กับศิษย์พี่ใหญ่เมื่อวานเท่านั้นเอง เขาไม่คาดว่าศิษย์พี่ใหญ่จะมาแจ้งแก่อาจารย์ไวเช่นนี้ แน่นอนว่าศิษย์พี่ใหญ่นั้นใจดีมาก ไม่เหมือนใครบางคน

 

แน่นอนว่าความคิดเช่นนี้ไม่อาจะให้หลิงเซี่ยวล่วงรู้ได้

 

ชายผู้นั้นจะต้องหาข้ออ้างบางอย่างเพื่อบังคับให้เขาทำในสิ่งที่เขาไม่ต้องการทำอย่างแน่นอน ไม่ว่าชายผู้นั้นจะบังคับเขาให้ทำเรื่องน่าอายนั้นเช่นไร เขาก็จะไม่มีวันให้โอกาสนั้นอีกแน่นอน!

*****

ครบค่ะ 😀

Facebook Comment