+100%-

บท 82 囧

บท 82 囧

ผิวขาวแต้มด้วยสีแดงระเรื่อ ราวกับเนื้อหยกชั้นดีที่เปล่งประกาย ผิวขาวไร้ที่ติยิ่งกว่าหยกขาวที่สวยงามที่สุดเสียอีก แม้ว่าร่างกายจะผอมบางดูราวกับไม่มีเนื้อหนังเลย แต่พอถอดเสื้อผ้าแล้ว เนื้อหนังเหล่านั้นก็ถูกจะประกอบกันขึ้นเป็นร่างกายที่สวยงามไร้ที่ตินี้ ไม่มีส่วนไหนน้อยเกินไป ไม่มีส่วนไหนมากเกินไป

 

ช่างเป็นร่างกายที่สวยงาม หลิงเซี่ยวไม่อาจละสายตาไปได้เลย

 

เขารู้ตั้งแต่ตอนที่จับแล้วว่าร่างกายของโหยเสี่ยวโม่ไม่ธรรมดาเลย แต่พอมามองด้วยตาตัวเองแบบนี้แล้ว เขาถึงกับพูดไม่ออก

 

แม้ว่าร่างกายทุกส่วนจะเพรียวเหมือนของผู้หญิงก็จริง แต่ร่างกายของโหยวเสี่ยวโม่นับว่าดีกว่านั้นอีก อ่อนนุ่ม และนุ่มนิ่ม ไม่แปลกใจเลยที่เขาถึงต้องฝืนใจปล่อยมือออก

 

หลิงเซี่ยวไม่เคยชอบร่างกายของผู้หญิงที่อ่อนแอและบอบบางเลย เขารู้สึกรำคาญทุกครั้งที่เขาเห็นมัน แต่สำหรับความอ่อนนุ่มของโหยวเสี่ยวโม่ซึ่งแฝงไปด้วยความเป็นผู้ชายนิดหน่อยนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอารมณ์ของโหยวเสี่ยวโม่ ในตอนที่เขาดื้อดึง แม้แต่วัวสิบตัวก็ฉุดดึงเขาไม่อยู่ สิ่งนี้คือสิ่งที่ทำให้โหยวเสี่ยวโม่แตกต่างจากผู้หญิงที่ชอบลังเลและไม่มั่นคง

 

เมื่อเห็นหลิงเซี่ยวมองมาอย่างหน้าด้าน สายตาแต้มไปด้วยความปรารถนาที่เห็นได้ชัดแล้ว โหยวเสี่ยวโม่จึงได้แต่หดตัวเข้าหากัน

 

คำพูดของหลิงเซี่ยวช่างน่าเชื่อถือมาก ก่อนหน้านี้เขารู้สึกกังวลว่าเขาจะติดโรคอะไรบางอย่าง แต่ท้ายที่สุดเขาสามารถทำใจยอมรับมันได้ จริงๆแล้วในหัวใจของเขา การที่ผู้ชายสองคนเจอหน้ากันอย่างเปิดเผยไม่ใช่สิ่งที่น่าอายเลย เหมือนกับเขาตอนเด็กๆ เขามักจะอาบน้ำและนอนกับพี่ชายและน้องชายของเขา อีกทั้งยังมีเวลาที่เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าต่อหน้าพวกนั้นด้วย

 

สิ่งพวกนี้ไม่ใช่เรื่องอะไรเลย แต่พอหลิงเซี่ยวเริ่มจะทำอะไรกับเขา เขารู้สึกราวกับว่ามุมมองในการมองโลกของเขานั้นได้พลิกคว่ำไปเสียแล้ว

 

ดังนั้นในครั้งนี้ การเผชิญหน้ากับผู้อื่นอย่างเปิดเผย เขากลับไม่สามารถทำท่าทางราวกับตอนที่อยู่กับพี่ชายหรือน้องชายได้

 

“ท่านดูเสร็จรึยัง?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ตะโกนด้วยความอาย เขาถูกจ้องมาเกือบครึ่งวันแล้ว

 

หลิงเซี่ยวได้สติกลับคืนมา สายตาของเขาย้ายจากร่างกายไปยังใบหน้าของโหยวเสี่ยวโม่อย่างไม่เต็มใจ ใบหน้าขาวและนุ่มนิ่มนี้ ทำให้เขาอยากจะจับและกัดสักคำดู แต่เขากลัวว่านั่นจะทำให้โหยวเสี่ยวโม่ตื่นกลัวและหนีไป ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงยับยั้งตัวเองไว้เท่านั้น “ร่างกายเจ้าไม่มีปัญหาใหญ่อันใด แต่…..”

 

“แต่อะไร?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ถามอย่างเครียดเกร็ง เขาดีใจเมื่อได้ยินคำพูดส่วนแรก แต่คำกล่าวขัดแย้งในคำพูดส่วนที่สองทำให้เขากลัว

 

หลิงเซี่ยวถอนหายใจ เขาหยิกแก้มโหยวเสี่ยวโม่อีกครั้งและอีกครั้ง และปล่อยมือก่อนที่โหยวเสี่ยวโม่จะโกรธเท่านั้น เขารวบมือของโหยวเสี่ยวโม่ขึ้นมา และกล่าวว่า “ศิษย์น้อง เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่าผิวของเจ้าดียิ่งกว่าผู้หญิงเสียอีก?”

 

โหยวเสี่ยวโม่มองดูแขนของตัวเองด้วยสายตาโง่งม เขานึกขึ้นมาได้ว่าผิวของเขาดูเหมือนจะดีกว่าสองเดือนก่อนหน้านี้

 

สองเดือนก่อน ผิวที่แขนของเขาเพียงแค่ขาวเท่านั้น ห่างไกลจากคำว่าอ่อนนุ่มอยู่มาก แต่ก็กล่าวได้ว่าดีกว่าผิวของผู้อื่นซึ่งมีอายุเท่ากัน แต่ไม่มีทางเป็นเช่นในตอนนี้ได้ แขนของเขาดูเปล่งประกาย โปร่งใสราวภาพลวง ราวกับว่าเพียงแค่เป่าลมเบาๆหรือแตะเบาๆก็อาจจะแตกสลายเช่นเครื่องปั้นลายครามชั้นดี เนื่องจากเขาเห็นมันทุกวัน เขาจึงไม่รู้ตัวว่าผิวของเขาเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อยๆ จนกระทั่งแตกต่างจากเมื่อสองเดือนก่อนอย่างสิ้นเชิง

 

พอมองทั้งตัวของเขา ผิวขาวชมพู อ่อนนุ่ม และเปล่งประกายนี้ แม้กระทั่งเด็กทารกแรกเกิดก็ยังคงไม่มีผิวเช่นนี้เลย

 

โหยวเสี่ยวโม่คอตก ด้วยร่างกายเช่นนี้ เขายังจะอยากเป็นชายหนุ่มแข็งแกร่งอีกรึ? ช่างฝันเฟื่อง!

 

หลิงเซี่ยวยิ้มกริ่ม เขาจับตัวร่างกายอันห่อเหี่ยวของโหยวเสี่ยวโม่ไว้ นี่แหล่ะเป็นเวลากอบโกยผลประโยชน์ของเขา เขารู้ว่าความฝันอันยิ่งใหญ่ของโหยวเสี่ยวโม่คือการได้เป็นชายผู้น่าเกรงขาม แต่ร่างกายนี้นั้นต่างจากชายหนุ่มผู้สูงใหญ่ กล้าหาญและดุดันในจินตนาการเป็นอันมาก แตกต่างราวกับฟ้ากับเหว จึงไม่แปลกใจเลยที่เขาจะรู้สึกราวกับมีอะไรมาฟาดใส่!

 

“ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ล่ะ? ฮือๆ…..”

 

โหยวเสี่ยวโม่เริ่มร้องไห้สะอืกสะอื้นในอ้อมแขนของหลิงเซี่ยว

 

หลิงเซี่ยวลูบหลังเขาช้าๆ เพื่อช่วยปลอบประโลมความผิดหวังของเขา หลิงเซี่ยวกลัวว่าเขาจะสำลักออกมาหากร้องไห้มากเกินไป การกระทำของหลิงเซี่ยวนั้นแผ่วเบาราวกับจะไม่ทิ้งร่องรอยใดๆไว้บนร่างกายเลย “เด็กดีๆ อย่าร้องไห้ จริงๆแล้วมันก็มิได้แย่….”

 

ก่อนที่เขาจะพูดจบ โหยวเสี่ยวโม่กลับลุกขึ้นนั่งทันที ดวงตาทั้งสองของเขาเบิกกว้าง จ้องไปยังหลิงเซี่ยว “ท่านหมายความว่าเช่นไร?”

 

“ไม่ อย่าเข้าใจผิด ข้ามิได้หมายความเช่นนั้น จงฟังข้าอธิบายทีละนิด”

 

หลิงเซี่ยวรู้สึกว่าโหยวเสี่ยวโม่ในตอนนี้นั้นน่ารักเป็นพิเศษ ดวงตานั้นจ้องมองมาด้วยไอความโกรธ พร้อมกับใบหน้ามุ่ยๆ ปากเล็กๆนั่นเบะออก* เขาอยากนำปากไปประทับกับปากเล็กๆนั่น แต่ตอนนี้โหยวเสี่ยวโม่กำลังโกรธอยู่ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงยับยั้งตนเองสำหรับความสุขในอนาคตเท่านั้น (*ประโยคเดิมคือ One could possibly hang two catties of pork on that little mouth แปลไม่รู้เรื่องค่ะ 5555 ข้ามๆมันไป)

 

โหยวเสี่ยวโม่หายใจแรง สถานการณ์ในตอนนี้กลับกันโดยสิ้นเชิง

 

หากเป็นยามปกติ ในเวลานี้เขาจะต้องแอบดีใจอยู่ลับๆกับสถานการณ์ตอนนี้ แต่ในขณะนี้ เขาไม่อาจแม้แต่จะเศร้าใจได้ ดังนั้นเขาจะสังเกตเห็นสถานการณ์ในตอนนี้ได้อย่างไร

 

หลิงเซี่ยวนั้นพอใจเป็นอย่างมากเนื่องจากเขากอดโหยวเสี่ยวโม่อยู่ มือทั้งสองลูบไล้ไปมาทั่วทั้งตัวของโหยวเสี่ยวโม่ในขณะที่เขาใช้คำพูดหลอกล่อเอาไว้ “ศิษย์น้อง ข้าขอถามบางอย่าง เจ้าเริ่มต้นใช้น้ำวิเศษอาบน้ำตั้งแต่เมื่อใดกัน?”

 

โหยวเสี่ยวโม่หน้าบูดในขณะที่นับไปด้วย “ประมาณสองเดือน เนื่องจากว่ากฎของตำหนักปฐพีที่ว่าศิษย์สามารถไปตักน้ำได้สามวันต่อครั้ง ดังนั้นข้าจึงตัดสินใจอาบน้ำในมิติ”

 

“ข้าคิดว่าข้าเจอคำตอบแล้ว”

 

หลิงเซี่ยว เบื้องหน้านั้นถอนหายใจ แต่เบื้องหลังกลับดีใจอยู่ลับๆ

 

“ท่านกำลังจะบอกว่ามีส่วนเกี่ยวข้องน้ำวิเศษในมิติใช่รึไม่?”

 

เขาคาดหวังว่าจะได้ยินคำปฏิเสธออกมาจากปากของหลิงเซี่ยว

 

“เรื่องนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับน้ำวิเศษจริงๆ น้ำวิเศษในมิติของเจ้านั้นเป็นน้ำที่บริสุทธิ์ที่สุดบนโลกนี้ มันกลั่นมาจากพลังจิตวิญญาณเข้มข้นทีละเล็กทีละน้อย อีกทั้ง น้ำวิเศษนี้ ตั้งแต่ไหนแต่ไรก็มีความสามารถเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว เจ้าทั้งอาบน้ำด้วยน้ำวิเศษทุกวัน แถมยังดื่มกินมันอีกในตอนที่เจ้าหลอมโอสถ พอสองเดือนผ่านไป หากร่างกายเจ้าไม่เปลี่ยนแปลงเลยสิถึงจะแปลก”

 

หลิงเซี่ยวแตะเบาๆที่จมูกตัวเอง สายตาเขาเปล่งประกาย ในขณะที่คิดว่านี่จะต้องเป็นโชคชะตาแน่ๆ ที่คนผู้นี้เป็นของเขาเนื่องจากเขาเป็นเพียงคนเดียวที่ค้นพบคนผู้นี้

 

โหยวเสี่ยวโม่อยากจะกระอักเลือดออกมา เรื่องทั้งหมดนี้ กลับกลายเป็นว่ามันเกิดจากความฉลาดของเขาทั้งนั้น ในตอนนี้เขาเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าไม่มีอะไรที่ได้มาเปล่าๆเลยจริงๆ พระเจ้าให้นิ้วทองคำกับเขาก็จริง แต่ก็ปิดกั้นเขาออกจากความฝันของตัวเองด้วย สำหรับความทุกข์นี้ เขาได้แต่เก็บกลืนเลือดลงไป และครุ่นคิดแก้ปัญหา

 

“ข้าจะไม่ใช้น้ำวิเศษในการอาบน้ำอีกแล้ว และจะไม่ดื่มมันอีก”

 

โหยวเสี่ยวโม่กระแทกกำปั้นลงบนอกตัวเองด้วยความดุดัน ก่อนจะขบฟันกล่าวคำสาบานออกมา

 

หลิงเซี่ยวรีบจับมือของโหยวเสี่ยวโม่ไว้ พลางเอ่ยปลอบใจ “ศิษย์น้อง ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น แม้ว่าเจ้าจะใช้น้ำวิเศษต่อไปก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปอีกแล้ว สองเดือนเป็นเวลาเพียงพอแล้วที่จะลบล้างความไม่บริสุทธิ์ในร่างกายเจ้าออกไปจนหมดสิ้น อีกทั้งร่างกายเช่นนี้ก็มิใช่ว่าจะไม่ได้รับประโยชน์อันใดเลย”

 

“ประโยชน์อะไร?”

 

โหยวเสี่ยวโม่จ้องหลิงเซี่ยว เขาไม่เชื่อว่าหลิงเซี่ยวจะหาประโยชน์อันใดได้ ตัวเขาเปลี่ยนไปถึงขนาดนี้ คนที่ดีใจที่สุดในตอนนี้คือหลิงเซี่ยว และนั่นคือความจริง!

 

หลิงเซี่ยวกลับไปนั่งพิงเตียงตามเดิม ผมของเขาตกลงมาปกหน้าอกของเขา เขามองไปยังโหยวเสี่ยวโม่ ก่อนจะค่อยๆยกมุมปากขึ้นและกล่าวว่า “หรือเจ้าไม่รู้สึกว่าในเวลาที่เจ้าหลอมโอสถ เจ้าสามารถทำได้ดีขึ้น? และเมื่อเจ้าฝึกเคล็ดคัมภีร์วิญญาณสวรรค์ มันมิได้ฝึกไปได้ด้วยดีรึ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่กระพริบตา เขารู้สึกเช่นนั้นจริงๆ เขารู้สึกถึงมันมาเกือบเดือนแล้ว

 

พลังวิญญาณของเขาในตอนนี้ เมื่อเทียบกับเมื่อก่อนนั้น ตอนนี้แข็งแกร่งกว่าเป็นสองเท่า อีกทั้งเขารู้สึกว่าเขาใกล้จะบรรลุเคล็ดคัมภีร์วิญญาณสวรรค์ขั้นที่หนึ่งแล้ว ส่วนในการหลอมโอสถ เขาก็รู้สึกว่าเขาหลอมได้อย่างชำนาญยิ่งขึ้น โดยเฉพาะตอนขึ้นรูปเมล็ดโอสถ มันกลับทำได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆ แต่…….เขาคิดว่านั่นเป็นเพราะความสามารถของเขา….

 

แต่ตอนนี้หลิงเซี่ยวบอกเขาว่านั่นเป็นเพราะน้ำวิเศษ

 

“นั่น….. นั่นมันค่อนข้าง….”

 

โหยวเสี่ยวโม่ตะกุกตะกัก ดวงตาเขาจับจ้องไปยังที่นั่นที่นี่ ทุกที่ยกเว้นที่หลิงเซี่ยว

 

เมื่อเห็นว่าโหยวเสี่ยวโม่หดกรงเล็บของเขากลับคืนไปแล้ว และกำลังมองซ้ายทีขวาทีแทน หลิงเซี่ยวจึงเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา ในขณะที่โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้จ้องมองอยู่ แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าโหยวเสี่ยวโม่คิดอะไรอยู่ แต่มันก็ยังคงดีกว่าการที่เขาเห็นโหยวเสี่ยวโม่ร้องไห้และเศร้าเสียใจเหมือนก่อนหน้านี้

 

พอคิดได้เช่นนั้น หลิงเซี่ยวจึงขยับไปใกล้หูของโหยวเสี่ยวโม่ และกล่าว “ศิษย์น้อง หากเจ้าคิดอย่างรอบคอบในเรื่องนี้แล้ว ผลประโยชน์ที่เจ้าได้รับนั้นมากกว่าผลเสียมากนัก แม้ว่าร่างกายเจ้าจะไวต่อความรู้สึกมากกว่าเมื่อก่อนก็ตาม แต่ในขณะเดียวกัน จำนวนในการหลอมโอสถของเจ้าก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ข้าจำเรื่องที่เจ้าพูดก่อนหน้านี้ได้ ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เจ้าต้องไปรับการประเมินผล หากเจ้าไม่สามารถหลอมโอสถระดับสองได้ ไม่เพียงแต่เจ้าจะต้องอับอาย แต่อาจารย์และศิษย์พี่ทั้งหลายของเจ้าเองก็จะถูกล้อเลียนตามไปด้วย เจ้าต้องการให้ตำหนักสวรรค์และตำหนักทะยานฟ้าล้อเลียนพวกเจ้างั้นรึ?”

 

“ข้าไม่ต้องการ”

 

โหยวเสี่ยวโม่กำหมัดในมือแน่น เขากล่าวอย่างขุ่นเคือง เรื่องนี้นั้นฝังอยู่ลึกๆภายในใจของเขา แม้ว่าเขาจะมีเคล็ดคัมภีร์วิญญาณสวรรค์แล้วก็ตาม แต่เขายังคงขาดความมั่นใจในตัวเองอยู่ ดังนั้นเขาจึงมักจะไม่มั่นคง

 

“งั้นก็ดี แม้ว่าตอนนี้เจ้าจะไม่สามารถหลอมโอสถระดับสองได้ แต่ข้าคิดว่าอีกไม่นานเจ้าน่าจะหลอมได้”

 

หลิงเซี่ยวพยักหน้าก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้ม

 

ดวงตาของโหยวเสี่ยวโม่เป็นประกายเพราะว่าหัวใจของเขาเริ่มเต้นแรงด้วยคำพูดนั้น เขารู้สึกกระหายอยากให้ถึงวันนั้นไวๆ

 

หลิงเซี่ยวเสยผมที่ตกลงมาบนบ่าของโหยวเสี่ยวโม่ขึ้นไป อ่อนนุ่มและเปล่งประกายราวกับผ้าไหมชั้นดี ผิวขาวเนียนราวกับผิวหยก มุมปากของเขายกขึ้นทันที เผยให้เห็นรอยยิ้มชั่วร้าย “ศิษย์น้อง เจ้าไม่เสียใจอีกต่อไปแล้วใช่ไหม?”

 

โหยวเสี่ยวโม่หันกลับมามองหลิงเซี่ยวซึ่งอยู่ใกล้กับเขามาก ท่าทางของเขานั้นอึดอัดเล็กน้อย ในขณะที่เขากระแอมก่อนจะกล่าว “เล็กน้อยเท่านั้น…. แต่ข้าสามารถจัดการกับมันได้”

 

“เช่นนั้น เราจะสามารถต่อจากสิ่งที่เราทำค้างไว้ก่อนหน้านี้ได้รึไม่?”

 

หลิงเซี่ยวจับแขนเขาไว้ และดึงให้ร่างกายทั้งสองเขามาใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น

 

ขนทั่วร่างของโหยวเสี่ยวโม่ลุกชัน เขาลืมเรื่องนี้ไปเสียได้

 

หลิงเซี่ยวยิ้ม ได้เวลามาทำเรื่องสนุกๆกันแล้ว

**********************

*囧 – emoji แสดงความรู้สึกแบบ Orz  โอ้ มาย ก็อด!  ประมาณนี้ค่ะ

 

Facebook Comment