+100%-

บท 80 บางอย่างที่สำคัญ

บท 80 บางอย่างที่สำคัญ

หลิงเซี่ยวชนะอันดับหนึ่งดังคาด เช่นเดียวกันหลินเซี่ยวในปีที่แล้ว ของรางวัลทั้งสามอันดับในปีนี้ ถังฟานก็ยังคงมอบให้เช่นเคย

 

ทันไทเมียวอินได้อันดับสาม หญิงผู้นี้มาเหนือความคาดหมายอย่างมาก ในการต่อสู้ชิงอันดับสาม นางลงความเสี่ยงทั้งหมดไว้ในการจู่โจมเพียงครั้งเดียวเพื่อชัยชนะ และท้ายที่สุดแล้วนางก็ได้ยืนเคียงข้างกับหลิงเซี่ยวตรงหน้าผู้อาวุโสคนอื่นๆ

 

อีกคนคือลูกศิษย์ของตูอวิ๋นชาย ตั้งแต่ต้นจนถึงท้ายสุดของการแข่งขัน การแสดงออกของเขาช่างมั่นคง และน่ายกย่อง คนผู้นี้ชื่อฮวางเจีย ในปีที่แล้วเขาไปถึงเพียงแค่อันดับสิบเท่านั้น แต่ในปีนี้ เขาคงจะต้องฝึกหนักมาทั้งปีเป็นแน่ ถึงสามารถประสบความสำเร็จขนาดนี้ ในฐานะอาจารย์ของเขา ตูอวิ๋นชายจึงยิ้มออกมาจนตาจะปิดอยู่แล้ว

 

ถังฟานให้โอสถสามเม็ดแก่ทันไทเมียวอิน และกล่าวให้นางพยายามต่อไป ต่อมาเป็นรอบของฮวางเจีย ซึ่งก็ได้รับคำกล่าวปลุกใจไปเช่นกัน สุดท้ายแล้วจึงเป็นรอบของหลิงเซี่ยว

 

“การที่ให้เจ้าเข้าแข่งกันร่วมกับศิษย์คนอื่นในปีนี้เช่นนี้ ช่างไม่เหมาะสมต่อความสามารถของเจ้า เมื่อได้เห็นความสามารถของเจ้า อาจารย์คิดว่าเจ้าเหมาะสมต่ออันดับหนึ่งของสำนักยุทธ์จริงๆ ดูเหมือนว่าศิษย์คนอื่นๆไม่อาจทัดเทียมกับเจ้าได้เลย เอาอย่างนี้เป็นไร แต่นี้ต่อไป เจ้าไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการแข่งขันกระชับมิตรนี่แล้ว เปิดโอกาสให้ศิษย์คนอื่นๆ เช่นนี้เป็นไร?”

 

ถังฟานนั้นตบบ่าของหลิงเซี่ยวด้วยความพอใจอย่างมาก ศิษย์คนนี้ไม่เคยทำให้เขาผิดหวังมาก่อนเลย

 

หลิงเซี่ยวประสานมือและยิ้ม “คำสั่งของอาจารย์ ศิษย์จะไม่ทำตามได้อย่างไร? ศิษย์จะทำตามที่อาจารย์กล่าว”

 

“คำพูดของเจ้าดูราวกับว่าอาจารย์ใช้อำนาจกดดันเจ้าอยู่?”

 

ถังฟานดูไม่พอใจขึ้นมาทันที แต่น้ำเสียงของเขาไม่ได้บ่งบอกถึงความโกรธ

 

“อาจารย์เคยสอนข้ามาก่อน ว่าศิษย์ควรจะสุภาพและต่อต้านความหยิ่งและหุนหันพลันแล่น”

 

หลิงเซี่ยวกล่าวอย่างหนักแน่น ความหมายก็คือหากเขารับคำเสนอของถังฟานง่ายๆ นั่นมิได้หมายความว่าเขานั้นเป็นคนถือตัวและเห็นแก่ตัวเช่นเดียวกับเหล่ยจวี๋หรอกหรือ

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ความรู้สึกจริงจังในท่าทางของถังฟานจึงหายไป ก่อนที่เขาจะหัวเราะออกมาเสียงดัง “นั่นเป็นคำกล่าวที่ถูกต้อง คนเราจะต้องมีความสุภาพ เจ้ายังคงจำคำของอาจารย์ได้ดี ดูเหมือนว่า แม้ว่าข้าจะไม่ได้สอนเจ้าไปอย่างเปล่าประโยชน์จริงๆ เอาล่ะ การพูดคุยนี้สมควรยั้งไว้เมื่อถึงเวลาว่างก่อน นี่คือโอสถระดับหกสามเม็ดสำหรับเจ้า จงเก็บไว้ให้ดี”

 

หลิงเซี่ยวรับขวดมา และเปิดมันออก โอสถทั้งสามเม็ดอยู่ภายในขวดนั้น กลิ่นของสมุนไพรลอยออกมาทุกทิศทาง เขาจึงปั้นสีหน้ามีความสุขมาก

 

ถังฟานยั้งรอยยิ้มบนใบหน้า และกล่าวด้วยน้ำเสียงลึก “เพราะว่าเจ้าได้อันดับหนึ่ง ดังนั้นเจ้าจึงสามารถไปหาท่านลุงเยว่และเลือกสมุนไพรระดับหกและระดับที่ต่ำกว่าได้เลย สมุนไพรสามต้นนี้ เจ้าสามารถเก็บไว้เองหรือเอาให้คนอื่นก็ได้”

 

“ขอบคุณท่านอาจารย์มาก!”

 

หลิงเซี่ยวยิ้มขณะพูด

 

ในตอนนี้ การแข่งขันซึ่งจัดมาถึงสามวันก็สิ้นสุดลงแล้ว

 

เนื่องจากหลิงเซี่ยวได้รับสมุนไพรระดับหกเพิ่มสามต้น ในขณะที่เขาเคยได้รับสมุนไพรระดับห้าสามต้นเมื่อปีที่แล้ว ดังนั้นเขาจึงถูกศิษย์คนอื่นๆไล่ตามทันที แม้แต่ถังหยุนฉีซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ยืดคอมองมายังฝั่งนี้เช่นกัน เนื่องมาจากในปีที่แล้ว ตอนที่หลินเซี่ยวชนะอันดับหนึ่ง ของรางวัลก็เกือบจะเหมือนกันกับปีนี้ เมื่อเขาได้รับสมุนไพรมาทั้งสามต้น เขาให้ถังหยุนฉีสองต้น และให้ศิษย์ฝีมือดีของตำหนักสวรรค์ไปอีกหนึ่งต้น

 

แม้ว่าถังหยุนฉีจะไม่พอใจ เพราะว่าในตอนนั้นหลินเซี่ยวไม่ได้ให้สมุนไพรแก่นางทั้งหมดก็ตาม แต่นางก็ยังคงดีใจเป็นอย่างมาก

 

ในช่วงนั้น นางรู้สึกว่าพี่เซี่ยวมีนางอยู่ในหัวใจจริงๆ ไม่เช่นนั้น เขาคงไม่ให้สมุนไพรระดับห้ากับนางถึงสองต้น

 

ในปีนี้นางก็เช่นว่าพี่เซี่ยวจะให้สมุนไพรแก่นางเช่นกัน แต่นั่นเป็นความคิดก่อนที่โหยวเสี่ยวโม่จะปรากฎตัว หลังจากโหยวเสี่ยวโม่ปรากฎตัวออกมา นางก็รู้สึกไม่คงยิ่งๆขึ้นไปอีก ดูเหมือนว่าพี่เซี่ยวจะปฏิบัติต่อโหยวเสี่ยวโม่ดีเป็นพิเศษ นั่นทำให้นางปั่นป่วนเป็นอย่างมาก ดังนั้นตอนนี้หัวใจของนางจึงไม่มั่นคงมากๆ เนื่องจากนางไม่รู้ว่าพี่เซี่ยวจะให้สมุนไพรแก่นางรึไม่

 

แม้ว่าพ่อของนางจะเป็นจ้าวพรรคเถียนซินก็จริง และนางก็เป็นลูกสาว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่านางจะสามารถหยิบสมุนไพรของพรรคเถียนซินไปใช้ได้ ดังนั้นสมุนไพรที่หลินเซี่ยวให้นางจึงมีคุณค่าอย่างยิ่ง

 

“พี่เซี่ยว”

 

ถังหยุนฉีไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป ดังนั้นนางจึงเดินเข้าไปหา

 

เมื่อเห็นว่านางเดินเข้าไป คนอื่นๆจึงเปิดทางให้แก่นาง นี่ไม่ได้เป็นเพราะว่าทุกคนกลัวนาง แต่ทุกคนรู้ว่าศิษย์น้องหญิงถังนั้นอารมณ์ร้ายเป็นที่สุด ในตอนนี้ นางไม่อาจห้ามไม่ให้เดินเข้ามาได้ นางน่าจะเข้ามาถามว่าสมุนไพรจะไปอยู่ที่ใครกันแน่

 

หลิงเซี่ยวยิ้มบางๆ “ศิษย์น้องหญิงถังมีอะไรรึ?”

 

ถังหยุนฉีสำลักและเกือบจะไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้ ขอบดวงตาของนางเป็นสีแดงก่ำด้วยความเจ็บปวด ก่อนหน้านี้ พี่เซี่ยวมักจะเรียกนางว่าน้องหญิง แต่ตอนนี้เขากลับเรียกนางว่าศิษย์น้องหญิงถัง นี่ราวกับว่าพวกนางไม่ได้สนิทกันเหมือนก่อนหน้านี้อีกต่อไป แต่เพื่อไม่ให้ขายหน้า และสำหรับสมุนไพรระดับหกทั้งสามต้น นางจึงต้องพูดมันออกมา

 

“พี่เซี่ยว ท่านเคยให้สมุนไพรสองต้นกับข้าเมื่อปีที่แล้ว ท่านจะให้ข้าอีกสองต้นในปีนี้ด้วยรึไม่?”

 

ในตอนนี้ นางไม่ได้ต้องการให้พี่เซี่ยวให้สมุนไพรนางทั้งสามต้นแล้วก็จริง แต่นางจะต้องได้อย่างน้อยสองต้น ไม่เช่นนั้น นางคงจะไม่มีหน้าไปพบศิษย์คนอื่นๆได้

 

“เราจะคุยเรื่องนี้กันทีหลัง เมื่อเวลานั้นมาถึง”

 

หลิงเซี่ยวมองนางด้วยสายตารู้ทันและยิ้มด้วยการยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เขาไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน กลับกันเขาให้ความหวังเล็กน้อยกับถังหยุนฉีแทน

 

ถังหยุนฉีเห็นรอยยิ้มบางๆของหลิงเซี่ยวแล้ว นางจึงรู้สึกว่านางยังคงมีความหวังอยู่บ้าง อย่างน้อยที่สุดพี่เซี่ยวก็ไม่ได้พูดว่าเขาจะให้สมุนไพรทั้งหมดแก่โหยวเสี่ยวโม่ ความดีใจฉายวาบในดวงตาของนาง แต่ในขณะที่นางกำลังจะกล่าวบางสิ่งออกไป หลิงเซี่ยวกลับหันไปอีกทางทันที

 

“ศิษย์น้อง เราควรจะกลับได้แล้ว”

 

ใบหน้าของหลิงเซี่ยวเต็มไปด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน ในขณะที่เขายื่นมือออกไปหาโหยวเสี่ยวโม่ซึ่งอยู่รอบนอกของฝูงชน

 

เมื่อเห็นว่าทุกคนจ้องมองอยู่ โหยวเสี่ยวโม่จึงรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย จริงๆแล้ว เขาอยากเป็นคนแรกที่กล่าวแสดงความยินดีกับหลิงเซี่ยวในตอนนี้ แสดงความยินดีสำหรับการชนะได้อันดับหนึ่งของหลิงเซี่ยว แม้ว่าเขาจะรู้มาก่อนหน้านี้แล้วว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นแบบนี้ก็ตาม แต่เขาก็ยังคงต้องการจะกล่าวแสดงความยินดีอยู่ดี

 

แต่ก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปหา เขากลับถูกผลักออกมาอยู่รอบนอกโดยศิษย์คนอื่นๆ เมื่อเห็นว่าหลิงเซี่ยวถูกรายล้อมไปด้วยคนชั้นแล้วชั้นเล่า และเขาที่อยู่รอบนอกคิดว่าจะยตัวเองเข้าไปได้อย่างไร ความต่างชั้นนี้ โหยวเสี่ยวโม่เพิ่งรู้สึกว่าร่างกายผอมบางนี้ไม่ได้ช่วยอะไรเขาเลยเป็นครั้งแรก

 

ในตอนที่เขากำลังจะเดินออกไป เพื่อตะโกนคำพูดออกมาให้มันจบๆไปซะ จู่ๆผู้คนที่อยู่ด้านหน้าเขากลับเปิดทางให้

 

เขาเงยหน้าขึ้น และเห็นว่าหลิงเซี่ยวยื่นมือมาทางเขา จนเขาถึงกับตกตะลึง เขารู้สึกราวกับว่า ฉากแบบนี้….มันคล้ายๆ ดราม่าในทีวีที่เจ้าชายผู้สูงศักดิ์ยืนมือเขาไปยังเจ้าหญิง เป็นฉากเช่นนั้น….อา เฮ้ย เขาไม่ใช่ผู้หญิงนะ! โหยวเสี่ยวโม่ราวกับถูกฟ้าผ่าจากความคิดตัวเอง เขาต้องถูกมนต์สะกดแน่ๆ!

 

สุดท้ายแล้ว ทั้งสองกลับพร้อมกันต่อหน้าทุกคน หลิงเซี่ยวต้องการนำโหยวเสี่ยวโม่ด้วยการจูงมือ แต่ถูกปฏิเสธ เหตุผลที่โหยวเสี่ยวโม่ยกขึ้นมาก็คือ เขาไม่ใช่เด็กสามขวบที่ไม่สามารถเดินด้วยตนเองได้

 

หลิงเซี่ยวรู้ดีว่า แม้ว่าโหยวเสี่ยวโม่จะอ่อนแอก็ตาม แต่เขาก็ดื้อดึงมากในบางสิ่ง ดังนั้นหลิงเซี่ยวจึงปล่อยไป

 

สำหรับฟูจื่อหลิน แม้ว่าบรรยายกาศรอบตัวเขาจะค่อนข้างแข็งแกร่งก็ตาม แต่การมีตัวตนอยู่หรือไม่อยู่ของเขากลับเป็นปริศนามาก ในตอนที่ทุกคนรุมล้อมหลิงเซี่ยว เขาก็ได้จากไปแล้ว

 

ศิษย์ทุกคนต่างดูหลิงเซี่ยวจากไปพร้อมกับศิษย์น้องของเขาอยู่ด้านหลัง เมื่อไม่มีสิ่งที่น่าสนใจแล้ว พวกเขาจึงเริ่มแยกย้ายกันไป และทิ้งถังหยุนฉีไว้เบื้องหลัง ใบหน้าของถังหยุนฉีนั้นบิดเบี้ยวราวกับว่านางต้องการทรมานใครซักคนโดยการลงทัณฑ์ห้าม้าแยกสังขาร* นางมองไปยังหลังของโหยวเสี่ยวโม่ด้วยสายตาเกลียดชัง (*ใช้เชือกผูกคอ ผูกแขน ผูกขาติดกับม้าข้างละตัวลงแส้เฆี่ยนม้าให้ดึงอวัยวะทั้งห้าให้ขาดออกจากกัน)

 

ข้างๆตัวของถังหยุนฉีนั้น นอกเหนือจากศิษย์พี่ชายและศิษย์พี่หญิงจากเมื่อวานแล้ว ยังมีเจียงหลิวผู้ซึ่งไม่รู้จะปลอบใจนางอย่างไรดีอยู่ เขายืนอยู่ด้วยสีหน้าสงบ

 

เมื่อหลิงเซี่ยวเดินเข้าไปในห้อง โหยวเสี่ยวโม่จึงหันกลับมาและก้มหัวลงก่อนจะกล่าวบางสิ่งที่น่าเขินอายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ยินดีด้วยกับตำแหน่งอันดับหนึ่ง”

 

แม้ว่าเขาจะก้มหน้าอยู่ แต่หลิงเซี่ยวก็ยังคงเห็นสีชมพูจางๆบนแก้มของโหยวเสี่ยวโม่ เขาอดที่จะยกมุมปากเป็นรอยยิ้มไม่ได้ “ความตั้งใจของศิษย์น้องนี้ ข้าได้รับแล้ว แต่ความตั้งใจเช่นนี้ ข้าได้รับมามากมายแล้วจากด้านนอก ศิษย์น้องมีบางอย่างที่สำคัญกว่านี้ให้ข้าหรือไม่? หากมี ข้าจะดีใจมาก”

 

โหยวเสี่ยวโม่ถึงกับนิ่งไป (-_-||) สิ่งที่สำคัญกว่านี้? หลิงเซี่ยวได้รางวัลเป็นโอสถและสมุนไพรแล้ว แต่ก็ยังคงต้องการบางอย่างที่สำคัญจากเขางั้นรึ? หนังหนาอะไรเช่นนี้!

 

แต่เนื่องจากว่าเขาพูดไปแล้ว ดังนั้นคงไม่ดีแน่หากจะปฏิเสธทันที

 

“ถ้าเช่นนั้น บางสิ่งที่สำคัญของศิษย์พี่ใหญ่หลิงคืออะไรกัน?”

 

หลิงเซี่ยวมองขึ้นลงไปที่โหยวเสี่ยวโม่ จนทำให้เขารู้สึกอึดอัด เนื่องจากไม่รู้ว่าจะเอามือและเท้าไปวางไว้ตรงไหนดี จู่ๆรอยยิ้มชั่วร้ายก็ปรากฎบนใบหน้าของหลิงเซี่ยว ก่อนที่เขาจะกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เจ้าจะรู้เองในคืนนี้”

 

คืนนี้? โหยวเสี่ยวโม่ไม่รู้เรื่องเลย

 

แต่เมื่อคิดดีๆ ความสามารถเพียงอย่างเดียวของเขาคือการหลอมโอสถ และสิ่งเดียวที่เขามี ก็คือโอสถเท่านั้น อีกทั้ง ตามปกติ หลิงเซี่ยวชอบกินโอสถของเขาเป็นอย่างมาก ดังนั้น บางสิ่งที่สำคัญน่าจะหมายถึงโอสถ ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่เขามายังที่นี่ เขาก็มักจะหลอมโอสถในเวลากลางคืนด้วย นั่นน่าจะเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมหลิงเซี่ยวถึงพูดเช่นนั้น

 

พอคิดได้ดังนี้ โหยวเสี่ยวโม่จึงไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่นะ อย่างเลวร้ายที่สุด เขาอาจจะต้องให้โอสถหลิงเซี่ยวเพิ่มสิบเม็ดหรือมากกว่านั้น อย่างไรก็ตาม เขาจะต้องหลอมโอสถให้หลิงเซี่ยวบ่อยๆอยู่แล้ว

 

แต่พอตกกลางคืน เมื่อหลิงเซี่ยวบอกให้เขาขึ้นไปบนเตียง เขาจึงค้นพบว่าบางสิ่งที่สำคัญนั้นหมายถึงอะไร

 

“ทำไม?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ตะโกนใส่หลิงเซี่ยวด้วยความรู้สึกอายและไม่พอใจ หากเขารู้ว่าความหมายจะเป็นเช่นนี้ แม้ว่าเขาจะถูกตีจนตาย เขาก็คงไม่ยอมตกลงกับสิ่งสำคัญแย่ๆนี่ ดูเหมือนว่าหลิงเซี่ยววางแผนมานานแล้ว

 

“เจ้าสัญญากับข้าแล้ว อย่าบอกว่าเจ้าจะกลับคำพูด?”

 

หลิงเซี่ยวพิงตัวลงบนเตียงอย่างเกียจคร้าน ครึ่งตัวของเขาค้ำเตียงอยู่ ผมสีดำสนิทของเขาเลื่อนลงมาปกคลุมบ่า ยิ่งทำให้บรรยากาศเจ้าเล่ห์ของเขาเพิ่มขึ้นไปอีก

 

คนธรรมดาหากเจอเหตุการณ์แบบนี้คงจะทำตาเป็นประกายด้วยความหลงใหลไปแล้ว แต่โชคร้ายที่คนที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้คือโหยวเสี่ยวโม่ผู้ที่ไม่เคยคิดถึงรูปร่างหน้าตาที่ดีของหลิงเซี่ยวเลย

 

เมื่อได้ยินคำพูดพวกนั้นแล้ว ทั้งตัวของโหยวเสี่ยวโม่กลายเป็นสีแดงจัด “นั่นเป็นเพราะว่าท่านไม่ได้บอกข้าว่ามันจะกลายเป็นเช่นนี้ หากข้ารู้ก่อนหน้านี้ ข้าไม่มีทางตกลงด้วยหรอก!”

 

หลิงเซี่ยวหรี่ตามลงและมองไปยังโหยวเสี่ยวโม่ ก่อนจะกล่าวออกมา “ศิษย์น้อง ผู้คนควรจะซื่อสัตย์ต่อคำกล่าวของตนเอง!”

 

โหยวเสี่ยวโม่กระอักเลือดออกมา หากเขารู้ตัวก่อนหน้านี้ เขาคงไม่ช่วยเหลือหลิงเซี่ยวเมื่อวานตอนเช้าแน่

Facebook Comment