+100%-

บท 79 วิธีการชนะที่ชั่วร้ายที่สุด

บท 79 วิธีการชนะที่ชั่วร้ายที่สุด

สองร่างอยู่บนลานประลอง หนึ่งขาว หนึ่งดำ

 

สีขาวนั้นแน่นอนว่าต้องเป็นหลิงเซี่ยว ดูเหมือนสีขาวจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของเขาไปแล้ว ตั้งแต่ที่โหยวเสี่ยวโม่รู้จักหลิงเซี่ยวมา เขาไม่เคยเห็นหลิงเซี่ยวใส่สีอื่นเลย ส่วนสีดำนั้นคือเหล่ยจวี๋

 

เหล่ยจวี๋นั้นค่อนข้างอวดดี แม้ว่าเขาจะอยู่อันดับสองมาตลอดกาลก็ตาม แต่เขาก็ค่อนข้างต่างไปจากคนอื่น เขาไม่เคยย่อท้อ ในทางกลับกัน เขากลับกล้าหาญขึ้นในทุกๆการต่อสู้ ทุกครั้งที่ถูกหลิงเซี่ยวตีจนล้มลงไป เขาก็มักจะลุกขึ้นมาทันทีและต่อสู้ต่อด้วยท่าทางหยิ่งยโส ราวกับแมลงสาปที่ไม่มีวันถูกฆ่าให้ตาย!

 

ในการแข่งขันครั้งนี้ ในสายตาของผู้อื่น เหล่ยจวี๋อาจจะไม่ทัดเทียมกับหลิงเซี่ยว แต่สำหรับตัวเหล่ยจวี๋เอง เขาไม่ได้คิดเช่นนั้น

 

“หลินเซี่ยว ข้ารอวันนี้มานานแสนนาน ครั้งนี้ข้าจะทำให้เจ้าได้คุ้นเคยกับความแข็งแกร่งของข้า และนี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะแก้แค้นเจ้า”

 

เหล่ยจวี๋วางกระบองหนามเขี้ยวหมาป่าไว้บนบ่าของตน นี่คืออาวุธที่เขาเลือก เนื่องจากว่าพละกำลังของเขานั้นแข็งแกร่งมาก ดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยใช้อาวุธเท่าไหร่นัก แต่ในครั้งนี้ เป็นการต่อสู้กับหลิงเซี่ยว เขาจึงไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถชนะหลิงเซี่ยวได้โดยไร้อาวุธ ดังนั้นเขาจึงนำกระบองหนามเขี้ยวหมาป่ามาด้วยตั้งแต่เริ่มการประลอง มันเป็นกระบองที่ใหญ่มาก หนามากกว่าแขนเขาเสียอีก หากมีใครถูกโจมตีโดยตรง อย่างโชคดีก็แค่กระดูกหัก หากโชคร้ายอาจจะพิการเลยก็ได้

 

หลิงเซี่ยวแกว่งดาบในมือ เขายิ้มให้กับสายตายั่วยุของเหล่ยจวี๋ “ข้าเชื่อว่าข้าจะคุ้นเคยกับความแข็งแกร่งของเจ้า”

 

ด้านล่างลานประลอง โหยวเสี่ยวโม่ปิดหน้าตัวเองอยู่ เขามองไปยังรอยยิ้มอันสดใสของหลิงเซี่ยวแล้ว เขารู้สึกว่า ความหมายจริงๆของคำพูดนั้นคือ “ข้าเชื่อว่าเจ้าจะต้องตายอย่างทรมาน”

 

เคล็ดวิชาดาบที่หลินเซี่ยวฝึกนั้นเป็นเคล็ดวิชาดาบเดียวกันกับของผู้เฒ่าเจียง นั่นคือเคล็ดวิชาดาบจักรพรรดิไม่แปรผัน

 

ดาบจักรพรรดิไม่แปรผันเป็นหนึ่งในเคล็ดลับที่ดีที่สุดในพรรคเถียนซิน แม้ว่ามันจะเป็นเคล็ดวิชาจู่โจมในระดับกลางก็ตาม แต่ก็ยังเป็นเคล็ดลับระดับกลางชั้นดี ศิษย์ทั้งหลายและผู้อาวุโสเองก็ฝึกเคล็ดการจู่โจมนี้ แต่ก็ยังคงมีบางคนเช่นเหล่ยจวี๋ที่ฝึกฝนวิชากระบองซึ่งเหมาะกับเขามากกว่า

 

ทันทีที่เซี่ยวซานประกาศเริ่มต้นการประลอง เหล่ยจวี๋ควงกระบองของเขาและวิ่งตรงเข้าหาหลิงเซี่ยว เขาวิ่งอย่างสุดกำลังซึ่งแม้แต่ผู้คนด้านล่างก็สามารถรู้สึกถึงผลกระทบที่ตามมา สายลมรุนแรงสายหนึ่งปะทะเข้ากับใบหน้าพวกเขาและเกือบทำให้พวกเขาสะดุ้งตกใจกระโดดออกจากที่นั่งแล้ว

 

*เคร้ง*!!!

 

เสียงสิ่งของกระทบกันดังขึ้น กระบองเขี้ยวหมาป่าของเหล่ยจวี๋ถูกหยุดโดยดาบของหลิงเซี่ยวอย่างง่ายดาย เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดี เหล่ยจวี๋จึงเคลื่อนร่างกายอันมหึมาถอยกลับไปเกือบหนึ่งจ้าง เขาหยุดลงเมื่อรู้สึกว่าเขาอยู่ในระยะที่ปลอดภัยพอแล้ว สายตาโหดเหี้ยมจับจ้องไปยังหลิงเซี่ยวราวกับกำลังหาจุดอ่อนของเขา

 

เมื่อเปรียบเทียบกับท่าทางระมัดระวังตัวของเหล่ยจวี๋แล้ว หลิงเซี่ยวดูจะสงบนิ่งกว่า ดาบของเขาชี้ไปที่เหล่ยจวี๋ ใบหน้าของหลิงเซี่ยวราบเรียบ ราวกับว่าเขาจริงจังกับการแข่งขันนี้

 

เมื่อเห็นท่าทางของหลิงเซี่ยว เหล่ยจวี๋ถึงกับส่งเสียงเยาะเย้ยออกมา

 

คนอื่นอาจจะไม่รู้สึก แต่เขารู้ว่าในตอนที่หลิงเซี่ยวหยุดกระบองของเขา หลิงเซี่ยวน่าจะใช้พลังไปถึงแปดส่วน อย่าคิดว่าเขาไม่รู้ เพราะว่าตอนนี้มือเขากำลังสั่นอยู่ ดังนั้นเมื่อเห็นท่าทางของหลิงเซี่ยวตอนนี้ เขาจึงคิดว่าอีกคนเพียงแค่เสแสร้งทำเท่านั้น

 

แผ่นหลังของหลิงเซี่ยวอยู่ตรงหน้าของถังฟานและผู้อาวุโสคนอื่นๆ สายตาขี้เล่นฉายวาบอยู่ในดวงตาของหลิงเซี่ยว เขาก้มตัวลงเล็กน้อย และในตอนที่เหล่ยจวี๋กำลังจะจู่โจมระลอกที่สอง เท้าของเขาก็ทะยานเข้าหาเหล่ยจวี๋ราวกับติดปีก ความเร็วของหลิงเซี่ยวนับว่าไม่ช้าเลย เขาใช้เวลาเพียงแค่พริบตาเดียวก็ไปถึงหน้าเหล่ยจวี๋ ดาบในมือตัดฟันผ่านอากาศเป็นเส้นโค้ง

 

เหล่ยจวี๋หน้าซีดอย่างหวาดกลัว ในตอนนี้มันสายไปแล้วที่จะหลบหนีออกจากตรงนี้ ดังนั้นเขาจึงใช้กระบองเขี้ยวหมาป่าในมือป้องกันตัวเองไว้ในทันที

 

*ชิ้ง* เสียงปะทะกันดังขึ้น สายตาดีใจวาบผ่านดวงตาของเหล่ยจวี๋

 

ริมฝีปากของหลิงเซี่ยวยกโค้งขึ้น และแน่นอนว่าเหล่ยจวี๋ซึ่งอยู่ใกล้ๆสามาถมองเห็นได้อย่างชัดเจน เขาสาปแช่งในใจว่า “ไม่ดีแน่” และในเวลาต่อมา ขาแข็งแกร่งก็เตะเขาเข้าที่เอวอย่างจัง เนื่องจากเขาใช้กระบองเขี้ยวหมาป่ามากันไว้ด้านหน้า ทำให้ช่วงฝั่งขวาเขาไร้การป้องกัน ดังนั้นหลิงเซี่ยวจึงจับโอกาสนี้ไว้ และเตะเข้าอย่างจัง ช่วงเอวเป็นส่วนที่อ่อนแอที่สุดในร่างกายมนุษย์ อีกทั้ง หลิงเซี่ยวไม่ได้ออมแรงในการเตะครั้งนี้ด้วย

 

เหล่ยจวี๋เซไปทางซ้าย ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วทั้งร่างกายของเขา หากว่าเขาไม่ได้มีความอดทนเป็นเลิศ เขาอาจไม่สามารถยืนแบบนี้ได้อย่างแน่นอน ในตอนที่เขาหันกลับมา ปลายดาบของหลิงเซี่ยวก็อยู่ตรงบริเวณตาของเขาแล้ว

 

เหล่ยจวี๋เบิกตากว้าง และจ้องมองไปยังหลิงเซี่ยวด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความโกรธ

 

เขาเพิ่งรู้สึกตัวว่าการเคลื่อนไหวนี้ช่างคุ้นเคย ก่อนหน้านี้ ครั้งสุดท้ายที่เขาต่อสู้กับหลินเซี่ยว เขาก็แพ้หลินเซี่ยวด้วยการเคลื่อนไหวเดียวกันนี้ ในครั้งนั้น เขารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่น่าอับอายที่สุดในชีวิตของเขาแล้ว และเขาสาบานว่าจะต้องมีสักวันที่เขาจะลบล้างความอับอายออกไป แต่เขาไม่คาดคิดว่าหลินเซี่ยวจะใช้การเคลื่อนไหวแบบเดิมอีกครั้งในการเอาชนะเขา!

 

“การต่อสู้จบแล้ว หลินเซี่ยวชนะ”

 

เซี่ยวซานกังวลว่าหลินเซี่ยวจะทำร้ายเหล่ยจวี๋ ดังนั้นเขาจึงประกาศผู้ชนะอย่างรวดเร็ว

 

หลิงเซี่ยวรั้งดาบกลับมา เขายกมุมปากขึ้นและเผยให้เห็นรอยยิ้มยินดีไปที่เหล่ยจวี๋ จากนั้นเขาจึงกุมมือไปยังเหล่ยจวี๋ที่โกรธจัด พร้อมกล่าวอย่างสง่างามว่า “ศิษย์น้องเหล่ย ตอนนี้ข้าคุ้นเคยกับความแข็งแกร่งของเจ้าเป็นอย่างดี!”

 

ใบหน้าแข็งกระด้างและโหดเหี้ยมของเหล่ยจวี๋กลายเป็นสีเขียวในทันที

 

ในที่นั่งของเหล่าผู้อาวุโสเอง ใบหน้าของเซี่ยวซานกลับบิดเบี้ยวไปมา หลินเซี่ยวผู้นี้ช่างชั่วร้าย การประลองจบไปแล้วก็จริง แต่เขายังคงพูดคำเหล่านั้นออกมา ชัดเจนว่าคนผู้นี้ต้องการให้ทั้งสองบ้าคลั่ง!

 

เมื่อกล่าวจบ หลิงเซี่ยวจึงยิ้มและก้าวลงจากลานประลอง เดินกลับไปหาโหยวเสี่ยวโม่

 

เมื่อเห็นเหตุการณ์ดังนั้น โหยวเสี่ยวโม่จึงลุกขึ้นทันทีและกล่าวอย่างระมัดระวัง “ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ท่านชนะไวเกินไป มันจะไม่น่าสงสัยหรอกรึ?”

 

ในสายตาของเขา ทั้งสองต่อสู้กันเพียงไม่กี่กระบวนท่าเท่านั้น

 

หลิงเซี่ยวก้มหัวเล็กน้อย และมองไปยังท่าทางระมัดระวังของโหยวเสี่ยวโม่ ริมฝีปากเขาโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเล็กๆ “ไม่ต้องเป็นกังวลไป ในครั้งที่แล้วที่เหล่ยจวี๋ต่อสู้กับหลินเซี่ยว เขาก็แพ้ให้กับการเคลื่อนไหวชุดนี้เช่นกัน”

 

โหยวเสี่ยวโม่อ้าปากกว้าง แผนการนี้นับว่าชั่วร้ายยิ่ง!

 

อย่างแรกเลยก็คือ นี่จะทำให้ผู้คนไม่สงสัยว่าเขาไม่ใช่หลินเซี่ยวตัวจริง สองก็คือ เขาสามารถใช้โอกาสนี้ในการสั่งสอนเหล่ยจวี๋ การพ่ายแพ้ให้กับท่าเคลื่อนไหวเดิมนี้ แม้ว่าจิตใจของเหล่ยจวี๋จะแข็งแกร่งก็ตาม แต่เขาจะต้องบ้าคลั่งด้วยความโกรธเป็นแน่ อีกทั้ง ก่อนหน้านี้เขาได้กล่าวคำโอ้อวดเสียยกใหญ่ แต่ท้ายที่สุดกลับแพ้ในเวลาไม่นาน นั่นยิ่งทำให้เขาอับอายยิ่งขึ้นไปอีก

 

เหล่ยจวี๋ผู้น่าสงสาร เหตุการณ์ในครั้งนี้จะต้องหลอกหลอนเขาไปอีกนานแน่นอน

 

แต่ใครจะคาดคิดว่าหลิงเซี่ยวจะใช้ท่าเคลื่อนไหวเดียวกับที่หลินเซี่ยวใช้ในการเอาชนะเหล่ยจวี๋เล่า? และเหล่ยจวี๋เองก็คงไม่ได้คาดคิดเช่นกัน ไม่เช่นนั้น เขาคงไม่เพิ่งรู้ตัวหลังจากพ่ายแพ้แล้วแน่ๆ ชั่วร้าย โดยเฉพาะคำกล่าวสุดท้ายนั่น ชั่วร้ายในหมู่ความชั่วร้าย!

 

ในตอนที่เหล่ยจวี๋ลงจากลานประลอง บาดแผลเขาก็ถูกรักษาโดยเจียงหลิวซึ่งเป็นคนที่ร่วมใช้ห้องเดียวกันกับเขา เจียงหลิวบอกให้เขาถอดเสื้อออกเพื่อที่จะดูขนาดของบาดแผล เหล่ยจวี๋ไม่อยากถอดภายใต้สายตาของคนหมู่มากก็จริง แต่เพราะว่าในบริเวณนั้นมันปวดจริงๆ หลังจากลังเลแล้ว เขาจึงถอดเสื้อออก

 

เจียงหลิวมองเพียงแค่ครั้งเดียวก็ถึงกับหายใจอย่างหนัก

 

เมื่อเหล่ยจวี๋ได้ยินเจียงหลิวหายใจอย่างนักจึงมองดูบ้าง ใบหน้าเขากลายเป็นดำมืดยิ่งกว่าก่อนหน้าเสียอีก

 

เขาไม่ได้คาดว่าหลิงเซี่ยวจะโหดเหี้ยมเช่นนี้ ลูกเตะนั้นใช้พลังจิตวิญญาณไปเท่าใดกันนะ? ที่เอวของเขามีรอยช้ำสีน้ำเงินเข้มรอยใหญ่อยู่ เจียงหลิวเพียงแค่แตะมันเบาๆ แต่เหล่ยจวี๋ก็หอบหายใจอย่างรุนแรงในทันที ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวราวกับไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป ท้ายที่สุด เขาข่มความโกรธเอาไว้ เขาควบคุมน้ำเสียงตัวเองก่อนจะกล่าวอย่างแผ่วเบาและเกลียดชัง “หลินเซี่ยว เจ้าทำให้ข้าเป็นเช่นนี้ มันจะต้องมีสักวัน ที่ข้าจะล้างแค้นสำเร็จ!”

 

เจียงหลิวซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดได้ยินคำพูดเกลียดชังอย่างชัดเจน เขาจึงก้มหน้าลง

 

หลังจากการพ่ายแพ้ของเหล่ยจวี๋ การแข่งขันก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง

 

ศิษย์คนอื่นต่างก็แข็งแกร่งเช่นกัน คนสุดท้ายที่ได้รับการชนะผ่านคือทันไทเมียวอินซึ่งเป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มผู้เข้าแข่งขันสิบสามคนที่เหลือ

 

ผู้ฝึกยุทธ์มักจะเป็นผู้ชาย แม้ว่าผู้หญิงสามารถฝึกฝนได้ก็ตาม แต่ความก้าวหน้าของพวกนางนั้นช้ากว่าผู้ชาย นี่อาจจะเป็นเพราะผู้หญิงมีเรื่องให้คิดเยอะ ดังนั้นความก้าวหน้าของพวกนางจึงล่าช้า และพรสวรรค์เองก็เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน

 

ดังนั้นผู้เข้าแข่งขันทั้งเจ็ดคนต่างได้เลื่อนไปยังรอบที่สี่

 

ถังฟานและผู้อาวุโสคนอื่นๆพูดคุยกันแล้ว และตัดสินใจอย่างเป็นเอกฉันท์ว่าคนที่จะได้รับการชนะผ่านในครั้งนี้ควรเป็นหลินเซี่ยว เนื่องจากระยะห่างระหว่างเขากับศิษย์คนอื่นๆนั้นมีมาก ดังนั้นเขาจึงควรจะผ่านรอบนี้ไป เพื่อให้คนอื่นได้รับโอกาสมากขึ้น พวกเขาจึงให้เขาชนะผ่านไปเลย ทันไทเมียวอินและคนอื่นๆก็ไม่คัดค้านกับเรื่องนี้เช่นกัน สำหรับพวกเขาแล้ว การให้หลิงเซี่ยวชนะผ่านนั้นหมายความว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องต่อสู้กับศิษย์พี่ใหญ่

 

และเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอื่นตามมา และเนื่องด้วยเหตุการณ์ของผู้เฒ่าเจียง ทำให้ถังฟานตัดสินใจที่จะตัดสินผู้ชนะภายในวันนี้ แม้ว่าในสถานการณ์ตอนนี้จะชัดเจนว่าผู้ชนะจะเป็นหลิงเซี่ยวก็ตาม

 

ศิษย์ทั้งหกคนแข่งขันเพื่อหาผู้ชนะอันดับสาม ในหมู่พวกเขา คนที่โดดเด่นคือทันไทเมียวอิน แม้ว่าทันไทเมียวอินจะได้รับการชนะผ่านในรอบที่ผ่านมา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่านางอ่อนแอ ในทางกลับกัน นางนับว่าเป็นม้ามืดของการแข่งขันนี้อย่างแท้จริง จึงสามารถผ่านเข้ามาจนถึงรอบรองชนะเลิศได้ แม้ว่านางจะพ่ายแพ้ให้กับคู่แข่งและไม่สามารถไปถึงรอบชิงชนะเลิศก็ตาม แต่อยู่ในสี่อันดับแรกก็นับว่าเป็นเกียรติมากแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น หากนางสามารถเอาชนะผู้แพ้ของการแข่งขันถัดไปได้ นางก็อาจจะได้อันดับสาม

 

ของรางวัลที่พรรคเถียนซินให้กับผู้ชนะสามอันดับแรกนั้นมีค่ามาก อันดับสามจะได้โอสถระดับสี่หนึ่งเม็ด และระดับสองห้าเม็ด อันดับสองจะได้โอสถระดับห้าสองเม็ด และระดับหกหนึ่งเม็ด ส่วนอันดับหนึ่งจะได้โอสถระดับหกสามเม็ด อีกทั้งอันดับหนึ่งจะได้สมุนไพรวิเศษระดับหกสามต้น และระดับต่ำกว่านั้นด้วย หากจะถามว่าทำไมถึงให้สมุนไพรวิเศษแก่ผู้ฝึกยุทธ์นั้น คงจะต้องมีเรื่องให้ศึกษาอีกมากมาย

 

*******

วันพฤหัสงดค่ะ วันนี้เลยแปลทั้งตอนให้เลยนะคะ 😀

Facebook Comment