+100%-

บท 78 โอกาส

บท 78 โอกาส

โหยวเสี่ยวโม่กำลังหลับอยู่ในขณะที่เสียงประตูถูกเตะ *ปัง* ดังขึ้น

 

ในตอนนั้นเองเขาคลานออกจากผ้าห่มด้วยท่าทางตื่นกลัว และมึนงง เขาเห็นชายวัยกลางคนแข็งแรงกำยำไว้หนวดสีดำก้าวย่างเข้ามาในห้องราวกับอุกาบาตพุ่งชน

 

“ข้าขอทราบว่าท่าน….”

 

“เจ้าคือโหยวเสี่ยวโม่ใช่รึไม่?”

 

ก่อนที่โหยวเสี่ยวโม่จะพูดคำถามจบประโยค ชายวัยกลางคนกลับพุ่งเข้ามาจับคอเสื้อของเขา และดึงเขาขึ้น น้ำเสียงหยาบกระด้างดังออกมาราวกับสายฟ้าในฤดูหนาวและฟังดูไม่รื่นหูเลย

 

โหยวเสี่ยวโม่ที่เพิ่งจะตื่นขึ้น ดังนั้นสติเขาจึงยังมึนงงอยู่ ปฏิกิริยาของเขาดูเหมือนจะช้ากว่าอยู่ครึ่งก้าว ดังนั้นเขาจึงเพียงแค่พยักหน้าเท่านั้น

 

ผู้อาวุโสเซี่ยวเห็นปฏิกิริยาที่อ่อนแอของโหยวเสี่ยวโม่จึงได้รู้ว่าคนผู้นี้ไม่มีอันตรายใดๆ เขาหัวเราะอย่างเยือกเย็น “ขอข้าถามเจ้าสักหน่อย เมื่อวานนี้ตั้งแต่เวลาซวี๋ถึงเวลาไฮ่ ใครอยู่กับเจ้า และเจ้ากำลังทำอะไรอยู่?”

 

“ท่าน….ข้าหายใจไม่ออก”

 

ใบหน้าของโหยวเสี่ยวโม่เป็นสีแดงจัด ความแข็งแกร่งของคนผู้นี้ช่างมีมากเกินไป เขาเกือบจะไม่หายใจแล้วในตอนที่ผู้อาวุโสเซี่ยวหายใจเสียงดังและปล่อยมือออกจากเขา

 

เมื่อพูดถึงผู้อาวุโสเซี่ยว นามเต็มๆของเขาคือ เซี่ยวซาน เขาเป็นคนที่คู่ควรแก่การพูดถึงภายในพรรคเถียนซิน

 

เซี่ยวซานเป็นโมโหง่าย ท่าทาง “เคารพคนที่อยู่เบื้องใต้” ของเขานั้นแย่เสียยิ่งกว่าเหล่ยจวี๋เสียอีก ในตอนที่เขาพูด เขามักจะพูดโดยไม่สนใจคนอื่น เหตุผลที่เขาสามารถทำตามใจชอบได้มาจนถึงทุกวันนี้เป็นเพราะว่าเขามีอาจารย์ที่ดี อาจารย์ของเขาคือศิษย์น้องของอาจารย์ของถังฟาน คนผู้นี้ไม่ใช่ใครที่ถังฟานจะกล้าทำอะไรได้

 

การมีตัวตนของคนหนุนหลังที่สำคัญนี้เองก็เป็นเหตุผลว่าทำไมเหล่ยจวี๋ถึงกล้าต่อต้านหลิงเซี่ยว ในตอนนี้หลิงเซี่ยวก็กลายเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัย ดังนั้นแน่นอนว่าเซี่ยวซานจะไม่มีทางปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือไปแน่นอน

 

โหยวเสี่ยวโม่ไอสองสามครั้งก่อนจะได้ยินคนด้านข้างทวนคำถามอีกรอบอย่างอดทน ในตอนนี้เองที่โหยวเสี่ยวโม่จำได้ว่าเขาเพิ่งถูกถามบางคำถาม จริงๆแล้ว เมื่อหลิงเซี่ยวถูกเรียกไปก่อนหน้านี้ เขาจำได้ลางๆว่ามันอาจจะเกี่ยวกับเรื่องของผู้เฒ่าเจียง แต่พวกเขาได้ปกปิดสิ่งที่พวกเขาทำไปเมื่อวานนี้ ดังนั้นหากหลิงเซี่ยวไม่ได้เปิดเผยออกไป คนพวกนี้ก็จะไม่รู้ว่าโหยวเสี่ยวโม่เกี่ยวพันถึงเรื่องของผู้เฒ่าเจียงด้วย

 

หลิงเซี่ยวเพิ่งจะออกไปเพียงแค่สองเค่อเท่านั้น และคนผู้นี้กลับมาที่นี่เพื่อตามหาเขา ดังนั้นอาจจะเป็นไปได้ว่าหลิงเซี่ยวบอกพวกนั้นเกี่ยวกับเขา

 

แม้ว่าเขาและหลิงเซี่ยวจะไม่ได้พูดคุยเรื่องนี้ก่อนหน้านี้ แต่โหยวเสี่ยวโม่ก็ไม่โง่ขนาดที่ว่าจะเปิดเผยจุดอ่อนให้เซี่ยวซานเห็น เขาคิดว่าสิ่งที่พวกเขามักจะทำบ่อยๆคืออะไร และค่อยๆตอบอย่างเรียบง่าย “ข้าอยู่กับศิษย์พี่ใหญ่หลิงเมื่อวานนี้ ข้าหลอมโอสถ ในขณะที่เขาทำสมาธิ”

 

นี่เป็นสิ่งที่พวกเขาทำเมื่อคืนก่อน เขาคาดว่าหลิงเซี่ยวเองก็น่าจะตอบแบบเดียวกัน

 

ท่าทางของเซี่ยวซานนั้นอ่านไม่ออกในขณะที่เขามองมายังโหยวเสี่ยวโม่ด้วยสายตาตรวจสอบราวกับจ้องมองว่าโหยวเสี่ยวโม่พูดโกหกรึไม่ ในท้ายที่สุด เขาก็จับไม่ได้ และยิ้มอย่างเย็นชา ในขณะที่หมุนตัวกลับไป “ตามมา”

 

โหยวเสี่ยวโม่ถอนหายใจด้วยความโล่งอกในตอนที่เซี่ยวซานหันกลับไป เขารีบหยิบเสื้อผ้าจากตู้เสื้อผ้า และสวมใส่มันขณะเดินไปด้วย ในตอนที่พวกเขามาถึงยังห้องโถง โหยวเสี่ยวโม่ก็แต่งตัวเรียบร้อยแล้ว

 

เขาเดินตามเซี่ยวซานเข้าไปภายในอย่างระมัดระวัง โหยวเสี่ยวโม่แอบมองไปรอบๆและเห็นหลิงเซี่ยวตามที่คาดการณ์ไว้ เขาค่อยๆสังเกตท่าทางของหลิงเซี่ยวอย่างระมัดระวัง ใบหน้าของหลิงเซี่ยวยังคงมีหน้ากากรอยยิ้มเล็กๆประดับอยู่เช่นเคย ดูเหมือนว่าเขายังไม่ถูกค้นพบ

 

“ท่านจ้าวพรรค ข้านำตัวโหยวเสี่ยวโม่มาแล้ว”

 

หลังจากพูดจบ เซี่ยวซานก็กลับไปนั่งที่ของตนเอง

 

โหยวเสี่ยวโม่สังเกตเห็นว่าเจียงหลิวเองก็อยู่ในห้องโถงนี้ด้วย แต่เนื่องจากเขาก้มหัวลงทำให้มองเห็นไม่ชัดว่าท่าทางเขาเป็นอย่างไร ดูเหมือนว่าเจียงหลิวเองก็เพิ่งมาถึงเหมือนกัน และเขาไม่รู้ว่าทำไมเขาจึงถูกเรียกมาที่นี่

 

“โหยวเสี่ยวโม่ ศิษย์พี่ของเจ้า หลินเซี่ยวกล่าวว่า เจ้าอยู่กับเขาทั้งคืนในคืนที่ผ่านมา ใช่หรือไม่?”

 

เมื่อเห็นว่าทุกคนมากันครบแล้ว ถังฟานที่นั่งอยู่หัวสุดของเก้าอี้จึงเริ่มถามคำถาม เสียงของเขาดูห่างเหินและราบเรียบ แต่ยังคงไว้ซึ่งความสง่าอยู่ แม้ว่าเขาจะกล่าวในน้ำเสียงราบเรียบก็จริง แต่สำหรับหูของโหยวเสี่ยวโม่ เสียงนี้ราวกับว่าจะสามารถทำให้คนหูหนวกสะดุ้งได้

 

โหยวเสี่ยวโม่กุมมือของเขาในทันทีและกล่าวว่า “ตอบท่านจ้าวพรรค ข้าอยู่กันศิษย์พี่ใหญ่หลินเมื่อคืนที่ผ่านมาจริงๆ”

 

“โอ แล้วพวกเจ้าทั้งสองทำอะไรกันเมื่อคืน?”

 

น้ำเสียงของถังฟานไม่เปลี่ยนแปลง และไม่เผยความคิดของเขาออกมา

 

“ตอบท่านจ้าวพรรค เมื่อวานนี้ศิษย์ของท่านหลอมโอสถอยู่ ในขณะที่ศิษย์พี่ใหญ่หลินทำสมาธิอยู่”

 

โหยวเสี่ยวโม่กล่าวคำพูดเดียวกับที่เคยพูดกับเซี่ยวซาน ในครั้งนี้เขาพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจกว่า เพราะหากมีบางอย่างผิดพลาดจริงๆ หลิงเซี่ยวจะต้องหาทางบอกให้เขารู้อย่างแน่นอน

 

“เจ้ายังคงทำงานหนักเช่นเดิม ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมศิษย์น้องคงถึงรับเจ้าเข้าเป็นศิษย์ ไม่เลวๆ แล้วโอสถแบบไหนกันที่เจ้าหลอมเมื่อวานนี้ เอาออกมาให้ข้าดูหน่อยสิ”

 

สีหน้าจริงจังของถังฟานกลับปรากฎรอยยิ้มขึ้นเล็กน้อยราวกับว่าเขาเป็นผู้อาวุโสที่อัธยาศัยดี

 

“ขอรับ ท่านจ้าวพรรค!”

 

หัวใจของโหยวเสี่ยวโม่เยือกเย็นขึ้นมาทันที แต่เขาไม่กล้าแสดงมันออกมา เขานำขวดสีขาวออกมาจากถุงวิเศษอย่างประหม่าและนำเอาไปให้ถังฟานด้วยท่าทางนอบน้อม

 

ถังฟานหยิบขวดขึ้นมา เปิดจุกขวด และเทโอสถออกมา กลิ่นของสมุนไพรไม่ค่อยแรงมากนัก มันเป็นเพียงโอสถงดอหารระดับหนึ่งธรรมดาๆ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ หลังจากมองดูหนึ่งรอบ เขาก็นำมันกลับเข้าขวด “ไม่เลวๆ จงทำงานหนักแบบนี้ต่อไป และจงมุ่งมั่นเพื่อที่จะเป็นนักหลอมโอสถที่โดดเด่นเพื่อที่จะรับใช้พรรคเถียนซินต่อไป เจ้าลงไปได้!”

 

โหยวเสี่ยวโม่เดินไปด้านหน้าและรับขวดแก้วกลับมา เขากล่าวอย่างนอบน้อม “ข้าจะพยายามให้เต็มที่ ข้าจะไม่มีทางทำให้ท่านผิดหวัง”

 

กล่าวจบ เขาจึงเดินลงไปอีกด้าน และคิดว่าสิ่งที่จะเกิดต่อไปคงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาอีกแล้ว

 

“เรื่องนี้เอาไว้แค่นี้ก่อน สำหรับเรื่องผู้เฒ่าเจียงมีอันตราย ข้าจะส่งคนไปสำรวจ ทุกคนกลับได้”

 

ถังฟานโบกมือให้ทุกคนอย่างไม่อยากลากยาวเรื่องนี้อีกต่อไป การแข่งขันรอบที่สามกำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า

 

เซี่ยวซานกับเหล่ยจวี๋ อาจารย์กับลูกศิษย์หันไปมองหลิงเซี่ยวพร้อมๆกันอย่างกับสื่อสารกันทางจิต ก่อนจะเดินออกจากห้องโถงไปทีละคน

 

หลิงเซี่ยวเดินไปหาโหยวเสี่ยวโม่และออกจากห้องโถงพร้อมกับเขา ศิษย์คนอื่นๆเองก็ทยอยออกไปทีละคนเช่นกัน ทิ้งให้เจียงหลิวต้องเดินตามออกไปด้วยตนเอง ดูเหมือนทุกคนละลืมเจียงหลิวไปแล้ว

 

ในตอนที่พวกเขาเดินถึงแถบละแวกห้องพัก โหยวเสี่ยวโม่รีบวิ่งเข้าห้องไปทันที เขากุมหน้าอกไว้ราวกับว่าเขาตื่นกลัวอย่างมาก “ข้ากลัวจนเกือบตาย สายตาของจ้าวพรรคแหลมคมมาก ในตอนนั้นข้านึกว่าเขามองข้าออกจนหมดสิ้นแล้วเสียอีก”

 

หลิงเซี่ยวเดินไปด้านข้างโหยวเสี่ยวโม่ และหยิบกาน้ำชาขึ้นมารินใส่แก้ว “ถังฟานจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์นั่น จนกระทั่งตอนนี้เขาก็ยังสงสัยข้าอยู่ ยิ่งเจ้าอยู่ใกล้กับข้าแบบนี้ เขาจะต้องถามเจ้าอย่างแน่นอน”

 

“โชคดีที่ข้าหลอมโอสถงดอาหารระดับหนึ่งไว้ก่อนหน้านี้ ไม่เช่นนั้น ข้าอาจไม่มีโอสถให้เขาดู แล้วเขาอาจจะมองคำโกหกของข้าออก”

 

โหยวเสี่ยวโม่อยากจะชื่นชมความชาญฉลาดของตัวเอง การพูดคุยกับจ้าวพรรคทำให้หัวใจเขาเครียดเกร็งอย่างมาก

 

“ก่อนหน้านี้ ตอนที่เซี่ยวซานมาเรียกเจ้า เขาทำอะไรเจ้าบ้างรึไม่?”

 

หลิงเซี่ยวนั่งอยู่ด้านหน้า ดวงตาเขาเปล่งประกายในตอนที่เขามองแก้มโหยวเสี่ยวโม่ที่เป็นสีชมพูระเรื่อ จ้องราวกับจะให้ทะลุไปถึงกระดูก

 

โหยวเสี่ยวโม่ส่ายหน้า “ไม่ แต่เขาค่อนข้างหยาบคาย เขาเพียงเตะประตูและเข้ามาโดยไม่ได้เคาะ ทำตัวราวกับไม่ใช่ผู้อาวุโส อีกทั้ง เขาไม่รอให้ข้าใส่เสื้อผ้าให้เสร็จด้วยซ้ำ เขาตรงเข้ามาและจับคอเสื้อข้าไว้ โชคยังดีที่ข้าไม่ได้หลับเป็นตายขนาดนั้น ดังนั้นข้าจึงตื่นขึ้นอย่างรวดเร็ว”

 

ได้ยินเช่นนี้ หลิงเซี่ยวหรี่ตาลงช้าๆ แววตาเยือกเย็นซ่อนอยู่ภายในดวงตาของเขา เจ้าเฒ่าคนนั้นกล้าแตะต้องคนของเขา เนื่องจากพวกนั้นไม่กระทำตัวสุภาพกับเขา งั้นก็อย่ามาโทษว่าเขาไม่สุภาพตอบก็แล้วกัน

 

เรื่องของผู้เฒ่าเจียงมีอันตรายยังไม่เผยแพร่ออกไป ดังนั้นศิษย์หลายๆคนจึงยังไม่ได้ระวังในเรื่องนี้

 

การแข่งขันเริ่มขึ้นตามกำหนดการแต่ผู้ดำเนินงานกลับเปลี่ยนเป็นเซี่ยวซานแทน เขาไม่ได้กระทำอย่างราบเรียบเหมือนผู้เฒ่าเจียงแต่ทุกคนก็ดูจะไม่สนใจเท่าไหร่ หลังจากฟังคำพูดเปิดงานที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้วจบ เขาจึงเริ่มทำการจับฉลาก

 

หลังจากผ่านไปสองวัน ตอนนี้เหลือผู้เข้าแข่งขัน 13 คน หากไม่มีอะไรเหนือการคาดการณ์ ในวันนี้ จะสามารถกำหนดผู้ได้อันดับหนึ่งได้

 

เซี่ยวซานจับกระดาษออกมาสองชิ้นจากกล่อง เขาเปิดมันออก ดวงตาของเขาโตขึ้นเล็กน้อยราวกับเขาไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่กำลังมองอยู่ แต่ภายใต้สายตาของทุกคน เขาจึงทำอะไรไม่ได้มาก ทำได้เพียงแค่ยึดหน้าให้มั่นคงและกล่าวออกมา “ผู้เข้าแข่งขันรอบแรกคือ หลิงเซี่ยว และเหล่ยจวี๋ จงออกมาที่ลานประลองด้วย”

 

ทั้งผู้ชมและผู้เข้าแข่งขันต่างพากันเงียบ

 

สถานการณ์นี้ช่างคล้ายกับวันแรกเหลือเกิน ต่างกันแค่คนที่จับฉลากคือเซี่ยวซาน อีกทั้งเขายังจับชื่อเหล่ยจวี๋มาแข่งขันกับหลิงเซี่ยวอีก นั่นหมายความว่า หนึ่งในสองคนนี้จะต้องตกรอบ ไม่มีทางขึ้นไปถึงอันดับเจ็ดได้

 

ทุกคนต่างรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที มันจะต้องเป็นหนึ่งในการแข่งขันที่ยากลำบากมากแน่นอน

 

หลิงเซี่ยวยกมุมริมฝีปากขึ้นอย่างสนุกสนาน สมกับสุภาษิตที่ว่า “หวังอย่างไร ได้อย่างนั้น” จริงๆ เขาเพิ่งจะคิดถึงวิธีการสั่งสอนเหล่ยจวี๋ และไม่คาดคิดว่าโอกาสจะมาเสนอให้ถึงหน้าประตูแบบนี้ เขาจะเสียใจมากหากไม่ใช้โอกาสที่เซี่ยวซานมอบให้อย่างเต็มที่

 

คิดเช่นนั้นแล้ว หลิงเซี่ยวจึงยืนขึ้นและกำลังจะก้าวไปยังลานประลอง ในตอนนั้นเองเขารู้สึกถึงแรงดึงตรงเสื้อ พอมองไปด้านล่างจึงเห็นว่าโหยวเสี่ยวโม่กำลังดึงเสื้อเขาอยู่

 

“ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ท่านจะต้องระวังให้ดี เหล่ยจวี๋คนนั้นดูแข็งแกร่งมาก”

 

โหยวเสี่ยวโม่พูดอย่างแผ่วเบา

 

สายตาของหลิงเซี่ยวเกิดประกายอบอุ่นขึ้นมา เขาอดไม่ได้ที่จะลูบหัวโหยวเสี่ยวโม่ “อย่าได้กังวลไป ข้าไม่จำเป็นต้องกังวลด้วยซ้ำ กับเหล่ยจวี๋แค่คนเดียว”

 

พูดจบ เขาจึงหยิบดาบที่ลั่วเซี่ยส่งให้

 

หลินเซี่ยวคนเดิมใช้ดาบ!

 

โหยวเสี่ยวโม่หน้ามุ่ย หลังจากเห็นหลิงเซี่ยวเดินไปราวกับมั่นใจเต็มที่เหลือเกิน แต่หลิงเซี่ยวก็สมควรจะมั่นใจจริงๆ เหล่ยจวี๋ดูจะแข็งแกร่งก็จริง แต่เขาคงไม่แกร่งเท่าผู้เฒ่าเจียง หลิงเซี่ยวสามารถฆ่าผู้เฒ่าเจียงได้ ดังนั้นแค่เหล่ยจวี๋คนเดียวจึงไม่ใช่เรื่องที่จะต้องกังวลเลย

******

100 percent แล้วค่ะ 😀

Facebook Comment