+100%-

บท 77 เผชิญหน้า

บท 77 เผชิญหน้า

คืนนั้น โหยวเสี่ยวโม่หลับไปโดยไม่ได้รอให้หลิงเซี่ยวกลับมา หลังจากวิ่งวุ่นมาเกือบทั้งวัน เมื่อหัวถึงหมอน เขาจึงหลับลึกอย่างรวดเร็ว เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหลิงเซี่ยวกลับมาเมื่อใด

 

วันต่อมา ก่อนที่แสงอาทิตย์จะส่อง โหยวเสี่ยวโม่ตื่นขึ้นเนื่องจากเสียงเคาะประตูดังมาพร้อมกับน้ำเสียงเรียกที่คุ้นเคย น่ารำคาญเสียจนภายในหูทั้งสองเกิดเสียงดัง *วิ้ง วิ้ง* เขาใช้มือปิดหูทั้งสองข้างด้วยตาที่ยังคงปิดอยู่ และหลับต่อไป

 

หลิงเซี่ยวเปิดตาขึ้น และก้มหน้าลงมาเห็นกลุ่มผมสีดำที่อยู่บนอกเขา โหยวเสี่ยวโม่ใช้อกเขาเป็นหมอนอีกแล้ว

 

เจ้าของหัวทุยนั้นใช้มือราวกับปลาหมึกกอดรอบร่างกายเขาเช่นเดียวกับเมื่อคืนก่อน เสียงเคาะประตูยังคงดังอยู่ที่ด้านนอกก็จริง แต่โหยวเสี่ยวโม่กลับยังคงหลับสนิทราวกับหมูตาย หลิงเซี่ยวมองออกไปนอกหน้าต่าง และเห็นว่าท้องฟ้ายังคงมืดอยู่ อีกทั้งเมื่อคืนนี้โหยวเสี่ยวโม่ก็หลับดึกมาก จึงไม่แปลกใจเลยที่จะหลับลึกขนาดนี้

 

หลิงเซี่ยวค่อยๆขยับโหยวเสี่ยวโม่ไปด้านข้าง หลังจากลงจากเตียงมา เขาจึงห่อผ้าห่มเข้ากับตัวของโหยวเสี่ยวโม่ เนื่องจากสูญเสียความอบอุ่นไป คนนอนหลับอยู่จึงตัวสั่นโดยไม่รู้ตัว และฝังครึ่งหน้าของตัวเองลงไปบนผ้าห่ม ใบหน้าอีกครึ่งที่โผล่ออกมากลายเป็นสีแดงและน่ามองเป็นอย่างยิ่ง หลิงเซี่ยวอดไม่ได้ที่จะหยิกโหยวเสี่ยวโม่ไปหนึ่งที ความรู้สึกอ่อนนุ่มนี้จะทำให้เขาไม่อยากจากไปเลย

 

หลังจากห่มผ้าให้โหยวเสี่ยวโม่เรียบร้อย หลิงเซี่ยวใส่ชุดอย่างรวดเร็ว และออกไปเปิดประตู

 

คนที่เคาะประตูคือลั่วเซี่ย คงจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น ดังนั้นเขาจึงดูเป็นกังวลถึงขนาดทั่วใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อ เมื่อหลิงเซี่ยวเปิดประตู เขาเกือบจะหยุดตัวเองไม่ให้เคาะลงบนแผ่นอกไม่ได้ เห็นว่าคนที่รอออกมาแล้ว เขาจึงพูดรัวด้วยเสียงอันดัง

 

“ศิษย์พี่ใหญ่ นี่เป็นเรื่องร้ายแรงมาก ผู้เฒ่าเจียงกำลังอยู่ในอันตราย!”

 

“ช้าลงหน่อย”

 

ท่าทางของหลิงเซี่ยวเปลี่ยนเล็กน้อย เขากล่าวคำนั้นและรีบเดินกลับไปยังห้องด้านในเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า

 

พอเดินเข้ามาภายในห้อง เขาเห็นทันทีว่าโหยวเสี่ยวโม่ซึ่งควรจะหลับอุตุอยู่ภายในผ้าห่มกลับโผล่แขนออกมาด้านนอก ผิวขาวเนียนราวกับแขนผู้หญิง และเรียวยาวประหนึ่งรากดอกบัว เพียงมองแค่ครั้งเดียวก็รู้ว่าเขาไม่เคยผ่านการฝึกฝนทางร่างกายใดๆมาก่อน

 

จู่ๆหลิงเซี่ยวก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา โหยวเสี่ยวโม่ทั้งผอมบางและอ่อนแอ หากเขาอ่อนแอแบบนี้ อะไรจะเกิดขึ้นหากเขาไม่สามารถหลบหนีศัตรูไปได้?

 

ใครบางคนในที่นี้ยังคงไม่รู้ตัวว่าเขาเริ่มเป็นกังวลอย่างไม่รู้จักจบสิ้นเกี่ยวกับอนาคตของโหยวเสี่ยวโม่

 

ในตอนนั้นเอง โหยวเสี่ยวโม่ที่หลับลึกอยู่กลับคลานขึ้นมานั่งในทันใด ดวงตาทั้งสองข้างดูมึนงงในขณะที่เขามองมายังหลิงเซี่ยวซึ่งกำลังยืนอยู่ตรงหน้าตู้เสื้อผ้า หลิงเซี่ยวไม่คาดคิดว่าโหยวเสี่ยวโม่จะตื่นขึ้นมาแบบนี้ เขาเพิ่งจะถอดเสื้อผ้าของเขาออก และยังไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้าจึงทำให้หน้าอกอันแข็งแกร่งของเขาปรากฎสู่สายตา

 

หลิงเซี่ยวเห็นว่าโหยวเสี่ยวโม่ยังไม่ได้ขยับหลังจากที่ลุกขึ้นมา ดังนั้นเขาจึงกำลังจะกล่าวบางอย่าง แต่กลับได้ยินน้ำเสียงสงสัยดังขึ้นมา

 

“เอ้ะ มีใครบางคนเคาะประตูใช่รึไม่?”

 

“…….”

 

หลิงเซี่ยวคิดว่าปฏิกิริยาตอบโต้นี้ออกจะช้าสักเล็กน้อย

 

โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้รอคำตอบ เขามองออกไปยังท้องฟ้านอกหน้าต่าง เมื่อเห็นว่าท้องฟ้ายังคงเป็นสีเทาและไม่มีร่องรอยของแสงอาทิตย์ใดๆ เขาจึงดึงผ้าห่มขึ้นมาและกลับลงไปนอนอีกครั้ง การกระทำนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผ้าห่มที่พองออกมาเผยให้เห็นเพียงแค่กลุ่มผมสีดำสนิทนั้น

 

“…….” หลิงเซี่ยวพูดอะไรไม่ออก

 

ไม่นานนัก ลั่วเซี่ยซึ่งอยู่ด้านนอกจึงเคาะประตูอย่างแผ่วเบา “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านพร้อมรึยัง?”

 

หลิงเซี่ยวรีบใส่เสื้อผ้าให้เสร็จและเดินออกจากห้องไป เขาปิดประตูเบาๆและเดินออกไปพร้อมกับลั่วเซี่ย ลั่วเซี่ยมายังที่นี่เนื่องจากคำสั่งของจ้าวพรรคที่บอกให้นำตัวหลิงเซี่ยวไปเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์ของผู้เฒ่าเจียง ระหว่างทาง ลั่วเซี่ยจึงบอกหลิงเซี่ยวทุกอย่างที่เขารับรู้

 

โดยสรุปคือ ผู้เฒ่าเจียงอาจกำลังเจอปัญหาใหญ่ เมื่อวานนี้ หลังจากการแข่งขันจบลง ผู้เฒ่าเจียงและจ้าวพรรคเดินออกไปด้วยกัน พวกเขาพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องราวภายในงานแข่งขันประมาณสองถึงสามเค่อ ก่อนที่ผู้เฒ่าเจียงจะขอตัวออกมา จ้าวพรรคคิดว่าผู้เฒ่าเจียงน่าจะกลับไปที่ห้องของเขา และทุกคนก็คิดเช่นนั้น

 

แต่เช้านี้ ก่อนจะรุ่งสาง ศิษย์คนหนึ่งไปที่ห้องของผู้เฒ่าเจียงเพื่อเรียกเขา โดยมิได้คาดคิดศิษย์คนนั้นกลับพบว่าเขาไม่ได้อยู่ที่ห้อง

 

ผู้เฒ่าเจียงดูแลในส่วนของงานแข่งขัน ดังนั้นจึงมีเรื่องให้เขาต้องทำมากมาย เช่นนี้เองเขาจึงมักจะตื่นแต่เช้าตรู่ ศิษย์คนนั้นค้นพบว่าผู้เฒ่าเจียงยังคงไม่ตื่น ในตอนที่เวลาเหมา*เกือบจะผ่านไปอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงเดินไปเพื่อปลุกผู้เฒ่าเจียง (เวลาเหมา ตี5 ถึง 7โมง)

 

เมื่อค้นพบว่าผู้เฒ่าเจียงไม่ได้อยู่ที่ห้อง และไม่ได้อยู่ด้วยกันกับผู้อาวุโสคนอื่นๆด้วย ศิษย์คนนั้นจึงรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกประหลาด และนำเรื่องนี้ไปแจ้งแก่จ้าวพรรค จ้าวพรรคจัดคนเพื่อตามหาผู้เฒ่าเจียงทันที ท้ายที่สุด พวกเขากลับพบแผ่นป้ายหยกของผู้เฒ่าเจียงห้อยอยู่ริมหน้าผา จ้าวพรรคและผู้อาวุโสคนอื่นๆต่างสงสัยว่าผู้เฒ่าเจียงอาจจะถูกฆ่าไปแล้ว ดังนั้นจึงได้ทำการเรียกทุกคนมารวมกัน หลิงเซี่ยวในฐานะศิษย์ชั้นหนึ่งจึงจะต้องเข้าร่วมด้วย

 

“ท่านทั้งหลายน่าจะรู้แล้วว่าทำไมข้าถึงเรียกทุกท่านมาที่นี่ในวันนี้ ข้าต้องการถามว่าทุกท่านคิดอย่างไรกับการหายตัวไปของผู้เฒ่าเจียง”

 

ถังฟานกล่าวอย่างสงบ ท่าทางของเขาไม่ได้แสดงออกเลยว่าพรรคเถียนซินเพิ่งจะสูญเสียผู้อาวุโสคนสำคัญไป หลังจากกล่าวจบ ดวงตาเขาจับจ้องไปยังหลิงเซี่ยวซึ่งนั่งอยู่ด้านขวามือของเขาเป็นคนแรก “เซี่ยวน้อย เจ้าพูดก่อน”

 

หลิงเซี่ยวยืนขึ้นและกุมมือเขาขณะกล่าวคำพูด “ท่านจ้าวพรรค ข้ารู้สึกว่าเราจำเป็นจะต้องยืนยันให้แน่ใจว่าผู้เฒ่าเจียงหายไปหรือถูกฆ่าตายกันแน่ ศิษย์ของท่านรู้น้อยเกินไป ดังนั้นจึงไม่อาจะตัดสินใจในตอนนี้ได้”

 

ถังฟานไม่ได้พยักหน้าหรือส่ายหัว เขาเพียงมองคนอื่น และกล่าว “ทุกท่านเองก็เห็นด้วยกับความคิดนี้รึไม่?”

 

ได้ยินดังนั้น ศิษย์ทั้งหลายที่มีความสัมพันธ์อันดีกับหลิงเซี่ยวต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดดังกล่าว แต่สำหรับเหล่ยจวี๋ซึ่งนั่งถัดจากหลิงเซี่ยวแล้ว ใบหน้าเขาแสดงถึงการดูถูกอย่างชัดเจน

 

“เหล่ยจวี๋ ดูเหมือนเจ้าจะไม่เห็นด้วยกับความคิดของเซี่ยวน้อยนะ หรือว่าเจ้าจะมีความคิดเห็นต่างไป?”

 

ถังฟานเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นท่าทางของเหล่ยจวี๋ แต่เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทางไม่พอใจอันใดออกไป

 

“ตอบท่านจ้าวพรรค เหล่ยจวี๋คิดเห็นว่า ไม่ว่าท่านผู้เฒ่าเจียงจะหายตัวหรือถูกฆ่าไปก็ตาม แต่ก็เพียงพอที่จะคิดได้ว่ามีคนจิตใจชั่วร้ายอยู่ในหมู่พวกเรา ทุกท่านน่าจะยังคงจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ได้ กล่าวกันว่าพรรคทั้งหลายต่างจับสายลับปีศาจภายในได้มากมาย แม้ว่าพรรคเถียนซินยังคงไม่พบเจอปีศาจก็ตาม แต่ไม่ได้หมายความว่าสายลับปีศาจไม่มีในพรรคเถียนซิน ดังนั้นในความคิดของข้า การหายตัวไปของผู้เฒ่าเจียงอาจเกี่ยวข้องกับพวกปีศาจก็เป็นได้”

 

เหล่ยจวี๋กุมมือหันไปทางถังฟาน สายตาเขาเต็มไปด้วยการต่อต้าน และเขาหันกลับมามองที่หลิงเซี่ยวในสายตาคุกคาม

 

“สิ่งที่เหล่ยจวี๋พูดนับว่ามีเหตุผล แต่ก็ไม่ควรตัดสินอย่างหุนหันพลันแล่น เนื่องเพราะอาจทำให้ทุกคนตื่นตระหนกได้”

 

ถังฟานกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ ไม่เปิดเผยความคิดของเขาแม้เพียงเสี้ยวเดียว ในเบื้องหน้าเขาเห็นด้วยกับความคิดของเหล่ยจวี๋แต่ะลึกลงไปแล้วเขากลับจู่โจมไปด้วย การเคลื่อนไหวนี่เรียกได้ว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่สมบูรณ์แบบ

 

“ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ ท่านจ้าวพรรค”

 

เหล่ยจวี๋กุมมือโค้งคำนับอีกครั้ง สีหน้าไม่แสดงถึงความลำบากใจแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน เขาจ้องมองไปยังหลิงเซี่ยว เมื่อเปรียบเทียบกับคำพูดสั้นๆของหลิงเซี่ยวซึ่งดูไม่มีอะไรเลยแล้ว เขารู้สึกว่าคำตอบของเขาอยู่เหนือกว่า

 

หลังจากที่เหล่ยจวี๋นั่งลงแล้ว ผู้อาวุโสเซี่ยวผู้เป็นอาจารย์ซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามจึงเปิดปากพูดขึ้นมา

 

“ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าสงสัยว่าจะมีสายลับในวงศ์ภาคกลางของเรา การหายตัวไปของผู้เฒ่าเจียงนี้ควรจะเก็บไปคิดอย่างจริงจัง”

 

สายตาของถังฟานจ้องไปยังทุกคนที่ยังคงอยู่ กล่าวว่า “เราพบร่องรอยการต่อสู้ในพื้นที่ที่ผู้เฒ่าเจียงหายตัวไป ร่องรอยแรกเป็นของผู้เฒ่าเจียง ข้าเกรงว่าอาจจะไม่มีหวังแล้ว แต่สำหรับคนผู้นั้นซึ่งมีพลังทัดเทียมกับผู้เฒ่าเจียง ข้าสงสัยว่าฆาตกรอาจจะเป็นหนึ่งในพวกเราที่อยู่ตรงนี้”

 

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนในที่แห่งนั้นแสดงถึงความรู้สึกที่หลากหลาย

 

ผู้อาวุโสที่ฉลาดและมากประสบการณ์ไม่เปลี่ยนแปลงท่าทางใดๆ แต่สำหรับศิษย์อายุน้อยแล้ว ความคิดของพวกเขาเหมือนถูกแปะไว้บนใบหน้า

 

ผู้อาวุโสตูซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ผู้อาวุโสเซี่ยวหัวเราะออกมา ราวกับว่าบรรยากาศไม่กระทบถึงเขาเลย เขาลูบเคราสีเทาไปมา และทำลายบรรยากาศตึงเครียดนี้ “ในหมู่พวกเรา คนที่สามารถทัดเทียมกับศิษย์น้องเจียงได้ นอกเหนือจากพวกเราแล้วก็มีแค่หลินเซี่ยวน้อย และเหล่ยจวี๋น้อยเท่านั้น”

 

“ตูอวิ๋นชาย เจ้ากำลังจะกล่าวถึงสิ่งใด? หรือเจ้ากำลังจะบอกว่าลูกศิษย์ข้าเป็นฆาตกรงั้นรึ?”

 

ผู้อาวุโสเซี่ยวกล่าวด้วยอารมโกรธขึ้นมาทันที

 

“ผู้อาวุโสเซี่ยว ไม่จำเป็นต้องโกรธเคือง ท่านก็รู้ว่าข้าเพียงแค่พูดถึงความเป็นไปได้เท่านั้น”

 

ตูอวิ๋นชายหัวเราะจนกระทั่งดวงตาของเขากลายเป็นขีดเดียว

 

ผู้อาวุโสเซี่ยวอยากจะกล่าวค้าน แต่กลับถูกตัดบทโดยถังฟาน “สิ่งที่ผู้อาวุโสตูพูดก็นับว่ามีเหตุผลเช่นกัน หลินเซี่ยวและเหล่ยจวี๋นั้นมีพรสวรรค์ที่โดดเด่น และเพียงพอจะต่อสู้กับผู้เฒ่าเจียงได้ ดังนั้นเพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขาทั้งสองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของผู้เฒ่าเจียงจริง เราจะถามพวกเขาว่าในเวลาที่ผู้เฒ่าเจียงหายตัวไป พวกเขาอยู่ที่ไหน แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว”

 

“ข้าขอพูดก่อน”

 

เหล่ยจวี๋เป็นคนแรกที่ยืนขึ้น

 

“ผู้เฒ่าเจียงควรจะหายตัวไปประมาณช่วงเวลาซวี๋* ดังนั้นตั้งแต่เวลาซวี๋จนถึงเวลาไฮ่* เจ้าอยู่ที่ไหน และมีใครสามารถยืนยันได้หรือไม่?” (เวลาซวี๋ = 19.00-21.00น., เวลาไฮ่ = 21.00-23.00น.)

 

ดวงตาของถังฟานราวกับดาบน้ำแข็ง เขาจ้องมองอย่างเยือกเย็นไปยังเหล่ยจวี๋ ท่าทางสงบที่ผ่านมาเปลี่ยนเป็นท่าทางคุกคามในทันที

 

ท่าทางของเหล่ยจวี๋เปลี่ยนเป็นแหลมคม และกล่าวอย่างจริงจัง “ในช่วงเวลานั้น ข้าอยู่กับศิษย์น้องของข้า พวกเราคุยเกี่ยวกับงานแข่งขันในวันถัดไปจนล่วงเลยถึงเวลาซวี๋ หลังจากนั้นข้าจึงตรงกลับไปยังห้องพัก ในตอนนั้นศิษย์น้องเจียงหลิวที่พักห้องเดียวกับข้าก็อยู่ในห้องด้วยเช่นกัน เขาสามารถยืนยันให้ข้าได้ว่าหลังจากข้ากลับไปถึงห้องแล้ว ข้านั่งสมาธิและไม่ได้ก้าวออกจากห้องไปไหนอีกเลย”

 

“ผู้อาวุโสตู ข้าขอรบกวนท่านแล้ว”

 

ถังฟานพยักหน้าให้แก่ตูอวิ๋นชาย

 

ผู้อาวุโสตูรู้สึกเสียใจที่เขาไม่สามารถอยู่ชมเรื่องราวต่อไปได้ แต่เขารู้ถึงความจริงจังของเรื่องนี้ดี ดังนั้นเขาจึงลุกขึ้นโค้งคำนับถังฟาน และออกจากห้องประชุมหลักเพื่อไปตามหาเจียงหลิว

 

“ต่อไปเป็นตาของหลินน้อย”

 

สายตาคุกคามของผู้อาวุโสเซี่ยวจ้องไปยังหลิงเซี่ยวตรงที่นั่งชั้นแรก

 

ตั้งแต่ที่หลิงเซี่ยวเข้าห้องประชุมมา การกระทำของเขานั้นน่าสรรเสริญยิ่ง ไม่โดดเด่นจนเกินไป แต่ก็ไม่จืดจางจนเกินไป ไม่มีสัญญาณของความสับสนหรือลำบากใจเลย เขาไม่เหลือร่องรอยให้แก่คนที่กำลังจับจ้องเขาอยู่แม้แต่น้อย

 

หลังจากได้ยินคำของผู้อาวุโสเซี่ยว หลิงเซี่ยวจึงยืนขึ้นและกล่าวอย่างว่าง่าย “ตอบคำถามท่านจ้าวพรรค ตั้งแต่เวลาซวี๋ถึงเวลาไฮ่ ข้าอยู่ด้วยกันกับศิษย์น้องโหยว ในตอนนั้นเขากำลังหลอมโอสถอยู่ข้างๆข้า เขาสามารถเป็นพยานยืนยันได้”

 

“ผู้อาวุโสเซี่ยว ข้าคงต้องขอรบกวนให้ท่านนำตัวโหยวเสี่ยวโม่มาที่นี่แล้ว” ถังฟานกล่าว

 

“ขอรับ ท่านจ้าวพรรค!”

 

ผู้อาวุโสเซี่ยวยืนขึ้นและโค้งคำนับ เขาจ้องมองไปยังหลิงเซี่ยวด้วยสายตาไม่อาจหยั่งรู้ได้ ก่อนจะเดินออกจากห้องโถงไป

************

Facebook Comment