+100%-

บท 76 เก็บเกี่ยวรูปแกะสลัก

บท 76 เก็บเกี่ยวรูปแกะสลัก

“ศิษย์พี่ใหญ่หลิง?”

 

โหยวเสี่ยวโม่เรียกหลิงเซี่ยว เขารู้สึกว่าวันนี้หลิงเซี่ยวทำตัวแปลกๆ

 

หลิงเซี่ยวไอเล็กน้อย “ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางหรอก แต่หากใช้วิธีของข้าอาจจะกระทบถึงสมุนไพรวิเศษข้างในได้ ดังนั้นเราควรหาวิธีอื่น ในตอนที่ข้าเข้ามาจนกระทั่งตอนนี้ ข้าค้นพบว่าโครงสร้างของถ้ำน้ำแข็งนี่แปลกประหลาดอย่างยิ่งราวกับมันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยน้ำมือมนุษย์แต่ถูกสร้างขึ้นจากพลังวิญญาณ”

 

โหยวเสี่ยวโม่สูดหายใจเข้าลึกๆ และสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณอันรุนแรงจริงๆ

 

น่าประหลาดใจจริงๆ ที่มีสถานที่วิเศษเช่นนี้ภายในภูเขาอู๋ซวงอย่างคาดไม่ถึง หากมันถูกสร้างขึ้นจากพลังวิญญาณจริง เช่นนั้นรูปแกะสลักน้ำแข็งเหล่านี้อาจจะถูกสร้างจากพลังวิญญาณเหลวเข้มข้นก็เป็นได้

 

“ศิษย์พี่ใหญ่หลิง หากรูปแกะสลักเหล่านี้ทำขึ้นจากพลังวิญญาณจริงๆ แล้วเราจะนำต้นสมุนไพรออกมาเช่นไร?”

 

ใบหน้าของโหยวเสี่ยวโม่เต็มไปด้วยความหวัง ไม่ใช่ว่าเขาขาดแคลนสมุนไพรวิเศษแต่เป็นเพราะเขามีเพียงแค่ระดับหนึ่ง สอง สามเท่านั้น สมุนไพรระดับสี่หรือมากกว่านั้นเขายังคงไม่มีเลยสักต้นเดียว

 

ดังนั้นเขาจึงตื่นเต้นเมื่อเขาเห็นว่ามีสมุนไพรวิเศษอยู่ภายในรูปแกะสลักน้ำแข็ง เขาเคยเห็นมันมาแล้วในสวนสมุนไพรของคงเหวิน แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าสมุนไพรนี้ระดับไหนกันแน่ก็ตาม แต่มันย่อมต้องอยู่ในระดับสี่หรือมากกว่า

 

“เจ้าลองใช้พลังวิญญาณดู”

 

หลิงเซี่ยวแนะนำอย่างอ่อนโยนในขณะที่มองไปยังโหยวเสี่ยวโม่

 

โหยวเสี่ยวโม่หลับตาลงและทำตามคำพูดทันที เขาปล่อยพลังวิญญาณออกมาและค่อยๆนำมันไปปกคลุมที่รูปสลัก และเหตุการร์น่าประหลาดใจก็ปรากฎขึ้น เมื่อพลังวิญญาณของโหยวเสี่ยวโม่สัมผัสรูปแกะสลัก กลับเห็นได้ชัดว่ารูปแกะสลักละลายอย่างรวดเร็ว เห็นดังนั้น โหยวเสี่ยวโม่จึงเพิ่มพลังวิญญาณเข้าไปอีกสี่ส่วนทันที รูปแกะสลักน้ำแข็งขนาดครึ่งตัวคนละลายกลายเป็นแอ่งน้ำอย่างรวดเร็วด้วยพลังวิญญาณของโหยวเสี่ยวโม่ สมุนไพรวิเศษซึ่งอยู่ภายในพลังวิญญาณเหลวเข้มข้นส่ายใบซึ่งสดใสดั่งหยกไปมาเบาๆ ไม่มีส่วนใดถูกกระทบกระเทือน

 

โหยวเสี่ยวโม่รีบหยิบจอบจากในถุงของเขาออกมา เขาขุดสมุนไพรพร้อมกับรากซึ่งมีดินติดอยู่เล็กน้อยออกมาอย่างแผ่วเบา

 

สมุนไพรต้นนี้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ดี เห็นได้ชัดว่าทั้งราก ลำต้น และใบถูกอาบย้อมไปด้วยพลังวิญญาณซึ่งอาจจะเข้มข้นกว่าสมุนไพรซึ่งถูกรดด้วยน้ำวิเศษในมิติของโหยวเสี่ยวโม่เสียอีก อาจจะเป็นเพราะว่ามันเติบโตขึ้นมาในสถานที่ที่เต็มไปด้วยพลังวิญญาณ ดังนั้นมันจึงอาบย้อมด้วยพลังวิญญาณอยู่ตลอดเวลา ไม่เหมือนกับต้นสมุนไพรในมิติของเขาซึ่งถูกรดน้ำเพียงแค่สามหรือสี่ครั้งเท่านั้น

 

หลังจากชื่นชมมันอย่างต่อเนื่องแล้ว โหยวเสี่ยวโม่จึงส่งมันเข้าไปอยู่ในมิติของเขาโดยการนึกคิด

 

“ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ท่านคิดว่าฝั่งไหนดีกว่ากันระหว่างพลังวิญญาณเหลวเข้มข้นนี้ กับน้ำวิเศษในมิติของข้า?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ใช้มือกอบของเหลวขึ้นมา และรู้สึกราวกับว่าความเข้มข้นของพลังวิญญาณในของเหลวนี้สูงกว่าในน้ำวิเศษของเขา

 

หลิงเซี่ยวเดินไปทั่วเพื่อสำรวจถ้ำในขณะที่โหยวเสี่ยวโม่กำลังขุดต้นสมุนไพรออกมา เมื่อได้ยินคำถาม เขาไม่ลังเลที่จะตอบเลย “แน่นอนว่าต้องเป็นน้ำวิเศษที่ดีกว่า”

 

“ทำไม?”

 

โหยวเสี่ยวโม่หันกลับมาถาม

 

“ในถ้ำน้ำแข็งนี้ถูกสร้างขึ้นเนื่องจากมีพลังงานบางอย่างฝังอยู่ใต้ดินจำนวนมาก และสิ่งเหล่านั้นร่วมกันสร้างปรากฎการณ์ที่นึกไม่ถึงนี่ขึ้น แต่พลังวิญญาณเหลวเข้มข้นที่นี่ดูดซับเพียงพลังจิตวิญญาณของภูเขาอู๋ซวงและกลั่นตัวเป็นของเหลวเท่านั้น หากคิดถึงความบริสุทธิ์แล้ว มันจึงไม่อาจเทียบได้กับน้ำวิเศษในมิติของเจ้า แต่…..”

 

หลิงเซี่ยวไม่ได้หันกลับมา เขาเตะรูปแกะสลักที่สวยงามและวางเท้าลงลงที่ใบหน้าของรูปแกะสลัก โหยวเสี่ยวโม่หันกลับไปมองและอดทำหน้ามุ่ยไม่ได้ และกล่าวประโยคต่อจากหลิงเซี่ยว “แต่…สิ่งใดกัน?”

 

“แต่ของเหลวนี้ก็มิใช่ไร้ประโยชน์ เจ้าสามารถเก็บไว้และนำมันมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้”

 

หลิงเซี่ยวหันกลับมา รังสีชั่วร้ายแผ่กระจายออกมาจากรอยยิ้มของเขา โหยวเสี่ยวโม่เห็นรอยยิ้มนี้และรู้สึกราวกับว่าเขาเข้าใจอะไรบางอย่างผิดไป

 

“ท่านกล่าวว่าจะให้พลังวิญญาณเหลวนี้แก่ข้างั้นรึ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่พูดอย่างตื่นตะลึง

 

“ใช่ สำหรับนักหลอมโอสถในทวีปหลงเซียงพลังวิญญาณเหลวนี้เป็นของมีค่ามาก มันสามารถใช้ปลูกสมุนไพรและยังคงสามารถใช้เติมเต็มพลังวิญญาณเช่นเดียวกับน้ำวิเศษของเจ้า อา จริงด้วยสิ…..”

 

จู่ๆหลิงเซี่ยวก็หันมา ดวงตาฉลาดเกิดประกายขึ้นมาในขณะที่มองไปยังโหยวเสี่ยวโม่ “ก่อนหน้านี้เจ้าเคยพูดว่าจะนำโอสถไปประมูลมิใช่รึ? พลังวิญญาณเหลวนี้เองก็สามารถนำไปประมูลได้เช่นกัน”

 

“จริงรึ?”

 

ดวงตาของโหยวเสี่ยวพลันสว่างขึ้น

 

“ไม่จริง”

 

หลิงเซี่ยวรู้สึกคันที่หัวใจ ทำไมก่อนหน้านี้เขาไม่เคยคิดว่าดวงตาคู่นี้ดูมีชีวิตชีวามาก่อนเลย? พอคิดเช่นนี้ เขาจึงกลั่นแกล้งโหยวเสี่ยวโม่อย่างไม่รู้ตัวในทันที

 

ใบหน้าที่มีรอยยิ้มของโหยวเสี่ยวโม่หายไปทันที ช่างร้ายกาจมากมาหลอกกันได้ ทำไมหลิงเซี่ยวต้องใจร้ายขนาดนี้ด้วย?!

 

ในตอนนี้หลิงเซี่ยวเห็นใบหน้าไม่พอใจของโหยวเสี่ยวโม่ เขาจึงกลับคืนสู่ปกติ และหัวเราะออกมาเสียงดัง *ฮ่าๆ* “ล้อเล่นน่า แน่นอนว่าสามารถทำได้จริง พลังวิญญาณเหลวนี้สามารถขายได้ในราคาดีกว่าโอสถงดอาหารของเจ้าด้วย เอาล่ะ รีบๆเก็บรูปแกะสลักได้แล้ว พวกเราต้องกลับไปก่อนการเดินตรวจตรายามดึก”

 

โหยวเสี่ยวโม่จ้องมองหลิงเซี่ยว “มีถังไม้เหลือไม่มากแล้ว อาจจะไม่พอสำหรับใส่พลังวิญญาณเหลวทั้งหมด”

 

หลิงเซี่ยวครุ่นคิดและได้คำตอบในที่สุด “อย่างแรกคือเจ้าไม่ควรละลายรูปแกะสลัก ลองดูว่าเจ้าสามารถตัดมันโดยใช้พลังวิญญาณได้หรือไม่ หากทำเช่นนั้น จะสามารถย้ายมันเป็นชิ้นๆได้ วิธีนี้มีประสิทธิภาพและไวกว่าการละลายรูปแกะสลักให้กลายเป็นของเหลวมาก”

 

โหยวเสี่ยวโม่คิดว่าวิธีนี้ไม่เลวเลย เขาจึงเริ่มลงมือทำตามคำแนะนำ

 

เนื่องจากพลังวิญญาณสามารถละลายรูปแกะสลักได้ ดังนั้นการจะตัดจึงไม่ใช่เรื่องยาก โหยวเสี่ยวโม่ควบคุมพลังวิญญาณให้เป็นเส้นตัดส่วนล่างสุดที่ติดอยู่กับพื้นของรูปแกะสลักน้ำแข็ง เมื่อรูปแกะสลักหลุดออกจากพื้นก็จะถูกย้ายเข้ามาในมิติของโหยวเสี่ยวโม่ เหลือทิ้งไว้เพียงพื้นผิวเงาราวกระจกที่ถูกตัดโดยพลังวิญญาณเท่านั้น

 

เมื่อเห็นว่าวิธีได้ผล โหยวเสี่ยวโม่จึงตัดต่อไปอย่างกระตือรือร้น

 

เนื่องจากหลิงเซี่ยวไม่ได้ทำอะไร เขาจึงช่วยโดยการหาว่ารูปแกะสลักรูปไหนที่มีสมุนไพรหรือสมบัติอื่นๆซ่อนไว้ และนำไปบอกโหยวเสี่ยวโม่เพื่อให้เขามาตัดไป

 

ทั้งสองทำงานด้วยกันอย่างแข็งขันทำให้ทำงานได้อย่างรวดเร็ว หนึ่งชั่วยามต่อมา พวกเขาตัดรูปแกะสลักได้ทั้งหมด20รูป โหยวเสี่ยวโม่เป็นคนหยุดมือคนแรกเนื่องจากพลังวิญญาณของเขาใกล้จะหมดแล้ว

 

“วันนี้พอแค่นี้ก่อน พวกเราควรจะหาเวลาเพื่อกลับมาที่นี่อีกครั้ง เจ้าเก็บเกี่ยวมามากแล้ว แค่นี้ก็คงเพียงพอ”

 

หลิงเซี่ยวเดินเข้ามาข้างๆโหยวเสี่ยวโม่ นำมือสอดใต้วงแขนและยกโหยวเสี่ยวโม่ที่กำลังหมดแรงขึ้นจากพื้น

 

โหยวเสี่ยวโม่พยักหน้า แม้ว่าเขาจะต้องการมากกว่านี้ก็ตาม แต่การเก็บครั้งนี้ก็นับว่ามากแล้ว นอกเหนือจากกองภูเขาย่อมๆของรูปแกะสลักในมิติของเขาแล้ว ยังคงมีสมุนไพรวิเศษอีกเกือบสิบกว่าต้น แต่เพราะว่าเขาไม่รู้จักสมุนไพรระดับสี่หรือมากกว่านั้น ดังนั้นสมุนไพรพวกนั้นจึงกองอยู่ด้วยกันกับรูปแกะสลักในมิติของเขา

 

เมื่อทั้งสองคนออกมาจากถ้ำน้ำแข็ง ท้องฟ้าก็มืดแล้ว

 

ด้านหลังของภูเขาถูกปกคลุมด้วยต้นไม้หนาแน่น เมื่อท้องฟ้ามืดลง จึงทำให้ยากต่อการมองเห็น สายลมอันหนาวเหน็บเยือกเย็นไปถึงกระดูก และเสียงสัตว์ป่าที่ได้ยินเป็นครั้งคราว โหยวเสี่ยวโม่อดลูบแขนตัวเองไม่ได้ ขาของเขาอ่อนไปหมด หากหลิงเซี่ยวไม่ได้ช่วยประคองเอวเขาไว้ เขาคงล้มลงไปนั่งกองกับพื้นตั้งนานแล้ว

 

“ขี่หลังข้าสิ”

 

หลิงเซี่ยวพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำใกล้ๆหูโหยวเสี่ยวโม่ ลมหายใจร้อนเป่ารดใบหูทำให้รู้สึกจั๊กจี้ ใบหูของโหยวเสี่ยวโม่กลายเป็นสีแดงเพราะลมหายใจนั้น เขาเอามือมาถูใบหูของตัวเอง “ไม่มีวิธีอื่นแล้วรึ?”

 

ริมฝีปากหลิงเซี่ยวโค้งขึ้น รอยยิ้มของเขามีแววหยอกล้อ เขาเอามือไปวางตรงไหล่ของโหยวเสี่ยวโม่ก่อนจะพูด “ศิษย์น้อง หรือเจ้าต้องการให้ข้าอุ้มแบบเจ้าหญิงดีล่ะ?”

 

“งั้นข้าขอขี่หลังก็ได้”

 

โหยวเสี่ยวโม่รีบพูดทันที อุ้มแบบเจ้าหญิงรึ? เขาไม่ใช่ผู้หญิงสักหน่อย

 

“งั้นก็ขึ้นมา”

 

หลิงเซี่ยวหันหลังให้ เขาเอนตัวลงไปเล็กน้อยเผยให้เห็นรูปทรงอันแข็งแกร่งของแผ่นหลังอันเรียวยาวด้วยสัดส่วนและกล้ามเนื้อที่สมบูรณ์แบบ แม้แต่แผ่นหลังยังคงสมบูรณ์แบบ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผู้หญิงถึงจู่โจมเขาด้วยสายตาเป็นประกายด้วยความหลงใหล เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับอีกคนแล้ว อาจทำให้อีกคนรู้สึกผิดหวังจนตายได้

 

โหยวเสี่ยวโม่ลังเลเล็กน้อยก่อนจะปีนขึ้นไปบนหลังด้วยเสียงหอบหายใจอย่างหนัก เขาใช้แขนทั้งสองข้างโอบรอบๆคอของหลิงเซี่ยวแน่น การสัมผัสกันอย่างใกล้ชิดของผู้ชายด้วยกันไม่มีอะไรแปลกประหลาด ดังนั้นเพื่อไม่ให้ตกหล่นลงไป เขาจึงทำอย่างไม่เขินอาย

 

หลิงเซี่ยวเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา เมื่อรับรู้ถึงร่างกายอันอบอุ่นปีนขึ้นหลังเขามาแล้ว ในตอนที่เขายืดตัวตรง มือทั้งสองของเขาจับลงไปที่บั้นท้ายกลมกลึงและยืดหยุ่นของโหยวเสี่ยวโม่อย่างเหมาะเจาะ ในเช้าที่ผ่านมาเขาสัมผัสได้ว่าก้นของโหยวเสี่ยวโม่ยืดหยุ่นมาก เพราะในตอนที่โหยวเสี่ยวโม่นั่งตักเขานั้นมันให้ความรู้สึกนุ่มมากจนเกือบจะทำให้ตัณหาที่ซ่อนอยู่ในดวงตาของเขาเผยออกมา

 

โหยวเสี่ยวโม่เกร็งตัวเมื่อรู้สึกว่าบั้นท้ายของเขาถูกจับ

 

ในการยอมให้ผู้ชายถูบั้นท้ายแบบนี้ เขารู้สึกแปลกเล็กน้อย แม้ว่าอีกคนนึงจะทำไปเพื่อช่วยเหลือเขาก็ตามที แต่เขายังคงรู้สึกขัดเขินอยู่ภายในใจ

 

มันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ โหยวเสี่ยวโม่พูดกับตัวเองในใจ เราต่างก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตสักหน่อย อีกเดี๋ยวมันก็ผ่านไป

 

ไม่ช้า เขาก็ได้ยินเสียง *ฮู่ ฮู่* สายลมเย็นยะเยือกหวีดผ่านด้านข้างของเขา แต่เนื่องจากร่างกายของหลิงเซี่ยวป้องกันเขาไว้ ทำให้เขาไม่รู้สึกหนาวเลยแม้แต่น้อย กลับกัน เขากลับรู้สึกถึงอุณหภูมิจากร่างกายของหลิงเซี่ยว ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นเป็นพิเศษ หากเป็นไปได้ เขาไม่อยากจากแผ่นหลังนี้ไปเลย

 

หลิงเซี่ยวเดินทางอย่างรวดเร็ว สิบห้านาทีต่อมา พวกเขาก็ออกมาจากป่าด้านหลังภูเขาและถึงถนนเล็กๆที่เคยอยู่เมื่อตอนกลางวัน พวกเขาสามารถมองเห็นแสงตะเกียงของวงศ์ภาคกลางได้จากที่ไกลๆ หลิงเซี่ยวใช้เงาของแสงจันทร์หลบหลีกคนเดินตรวจตราด้านนอกเข้าไปภายในที่พักได้สำเร็จ โชคดีที่คนเดินตรวจตราเพิ่งจะเริ่มเดินตรวจเท่านั้น ดังนั้นพวกเขาจึงยังเดินมาไม่ถึงตรงนี้ อีกทั้งภายในห้องพักยังคงมีม่านคุ้มกันที่หลิงเซี่ยวสร้างไว้ก่อนหน้านี้ ดังนั้นจึงไม่มีใครสังเกตเห็นว่าพวกเขาไม่อยู่ในห้องถึงสองชั่วยามแล้ว

 

หลังจากเข้าห้องพักมาแล้ว หลิงเซี่ยวจึงวางโหยวเสี่ยวโม่ลง “อยู่ในห้องนี้ก่อน ข้าจะรีบกลับมา”

 

เขาหันหลังและจากไป

 

โหยวเสี่ยวโม่ถามทันที “ท่านจะไปไหน?”

 

“ข้าจะบอกอีกครั้งหลังจากที่ข้ากลับมา”

 

หลิงเซี่ยวจากไปทันทีที่พูดจบ เขากางม่านคุ้มกันก่อนจะทะยานออกจากห้องไปสู่ความมืดมิดของค่ำคืน

Facebook Comment