+100%-

บท 72 หายไป

บท 72 หายไป

“ศิษย์พี่โหยว ทำไมถึงไม่ตามมาเล่า?”

 

เจียงหลิวเห็นท่าทางราวกับคนสงสัยของโหยวเสี่ยวโม่แล้ว นัยน์ตากลับปรากฎความตื่นตระหนกวูบหนึ่งขึ้น

 

ถึงแม้ว่าโหยวเสี่ยวโม่จะลืมนู่นนี่เป็นบางครั้ง และชอบทำตัวมุ่งหน้าต่อไปโดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ก็ตาม แต่เมื่ออยู่กับผู้อื่น เขายังคงระวังตัวเล็กน้อย เจียงหลิวคนนี้มีบางอย่างแปลกๆ ทำให้เขาไม่อาจเดินตามได้อย่างไม่ระมัดระวัง โดยเฉพาะเรื่องที่ว่าเขามาจากตำหนักสวรรค์แล้วด้วย

 

“ศิษย์น้องเจียง พวกเราแค่จะพูดคุยเล็กน้อยเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเดินไกลขนาดนี้ก็ได้มั้ง?”

 

“เรื่องนี้…. ความจริงก็คือ ข้ามีบางอย่างอยากแสดงให้ท่านเห็นดังนั้นข้าจึงคิดจะนำพาท่านไปยังที่นั่น”

 

เจียงหลิวพูดตะกุกตะกักในขณะที่หาข้ออ้าง ความจริงแล้ว เขาเองก็คิดถึงความเป็นไปได้มากมาย เขาไม่คิดว่าโหยวเสี่ยวโม่จะยอมตามเขามาง่ายๆขนาดนี้ตั้งแต่ต้น ดังนั้นเขาจึงได้เตรียมพร้อมคิดข้ออ้างมาแล้ว

 

“หากข้าจำไม่ผิด เส้นทางนี้จะไปยังด้านหลังภูเขา เรื่องที่เจ้าต้องการจะพูด เป็นไปได้รึไม่ที่จะเป็นที่ด้านหลังภูเขานั่น?”

 

โหยวเสี่ยวโม่กล่าวอย่างสงสัย หากเขาจำไม่ผิด เจียงหลิวผู้นี้ก็น่าจะเป็นเหมือนเขา นี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่เขาได้เข้ามายังวงศ์ภาคกลาง

 

“ใช่ ใช่แล้ว”

 

เจียงหลิวพูดด้วยน้ำเสียงกังวล

 

โหยวเสี่ยวโม่จ้องเขาอย่างไม่มีคำพูด คนผู้นี้ พูดโกหก แถมยังไม่รู้วิธีโกหกอย่างแนบเนียนอีกด้วย ดูท่าทางที่แสนจะกังวลนั่น เขาก็รู้แล้วว่ามันจะต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นแน่นอน

 

แม้ว่าหลิงเซี่ยวจะพูดอยู่บ่อยๆว่าเขาเป็นคนโง่ แต่ไม่ว่าเขาจะโง่แค่ไหนก็ตาม เขายังคงเห็นว่าบางสิ่งผิดปกติ เมื่อคิดถึงสถานการณ์ของเจียงหลิงและการที่เขาเข้ามาหาโดยไร้ซึ่งจังหวะและเหตุผล มันจึงแน่นอนว่าเขาถูกบงการโดยใครบางคน และสำหรับคนบงการนั้นจะต้องเป็นคนที่เกลียดเขาเข้ากระดูกดำ ถังหยุนฉีนั่นเอง หากนางเป็นผู้บงการ ทุกสิ่งย่อมเป็นเหตุเป็นผล

 

“ศิษย์น้องเจียง ข้าคิดว่าเราไม่ควรไปยังด้านหลังภูเขา อย่างไรก็ตามที่นี่คือวงศ์ภาคกลาง เราไม่ควรวิ่งไปไหนต่อไหนโดยพละการ”

 

โหยวเสี่ยวโม่รู้ว่าเจียงหลิวอาจจะถูกข่มขู่โดยถังหยุนฉี แต่แม้ว่าเขาจะเห็นใจสักเพียงใด เขาก็ยังคงไม่มีทางเดินไปโดยรู้ทั้งรู้ว่าเขาจะได้รับอันตราย ดังนั้นเขาจึงพูดอ้อมๆ โดยหวังว่าเขาจะได้รับเบาะแสเพิ่มมากขึ้น

 

เจียงหลิวกัดริมฝีปากล่าง ดวงตาฉายแววดิ้นรนอะไรบางอย่าง

 

โหยวเสี่ยวโม่เห็นการกระทำของเจียงหลิว และรู้สึกไม่สบายใจขณะพูด “ข้ารู้ว่าถังหยุนฉีเป็นคนให้เจ้ามาตามข้า เอาอย่างนี้แล้วกัน เจ้าไปสารภาพกับนางซะว่าข้ามองเห็นแผนการเจ้าทะลุปรุโปร่ง ข้าให้นางมาหาข้าโดยตรง แบบนี้ นางจะไม่ทำให้เจ้าลำบาก”

 

“มันไม่มีประโยชน์หรอก ศิษย์พี่ใหญ่โหยว”

 

เจียงหลิวมองเขาด้วยสายตาราวกับจะร้องไห้ และรู้สึกอับอาย

 

“หากพี่สาวถังรู้ว่าข้าไม่สามารถทำภาระกิจของนางได้สำเร็จ นางจะต้องไม่ปล่อยข้าไปแน่ แม้ว่าข้าจะเป็นศิษย์ของตำหนักสวรรค์ก็จริง แต่เนื่องจากพี่สาวถังรู้ว่าข้ามาจากหมู่บ้านเดียวกับท่าน นางจึงเกลียดชังข้าด้วย บางครั้งนางก็นำพาคนอื่นมาด้วยและสร้างปัญหาให้ข้า นางถึงขนาดขู่ไม่ให้ข้าบอกท่านอาจารย์อีกด้วย”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น โหยวเสี่ยวโม่ได้แต่ขมวดคิ้วแน่น เขาไม่คาดคิดว่าถังหยุนฉีจะเป็นคนเช่นนี้ นางถึงขั้นเกลียดคน เพียงแค่เพราะคนผู้นั้นมาจากหมู่บ้านเดียวกันกับเขา นางใช้ฐานะที่เป็นลูกสาวของจ้าวของพรรคในการกลั่นแกล้งศิษย์น้องเจียง การกระทำเช่นนี้นับว่าน่าอับอายยิ่งนัก แต่แม้ว่าเขาจะเห็นใจ แต่ก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ หากไม่มีหลิงเซี่ยวคอยคุ้มกันอยู่ เขาคงถูกถังหยุนฉีทรมานจนตายไปนานแล้ว

 

“ศิษย์น้องเจียง ข้าก็ยังคงรู้สึกว่าเจ้าควรจะบอกอาจารย์ของเจ้า อาจารย์ท่านชื่นชอบพรสวรรค์ของเจ้า ดังนั้นเขาต้องให้ความสำคัญกับเจ้าแน่นอน หากว่าเจ้าบอกเขา เขาจะต้องปกป้องดูแลเจ้าอย่างแน่นอน”

 

โหยวเสี่ยวโม่แนะนำด้วยความจริงใจและจริงจัง

 

“ขอบคุณท่านมาก แต่นางเป็นลูกสาวของจ้าวพรรค ข้า……. ข้าไม่อาจชนะนางได้ อาจารย์ข้าอาจจะช่วยข้าได้ก็จริง แต่เขาก็ไม่อาจช่วยข้าได้ทุกอย่าง”

 

ดวงตาของเจียงหลิวเต็มไปด้วยน้ำตา แต่เขายังคงจ้องมองไปที่โหยวเสี่ยวโม่ด้วยความขอบคุณ

 

เมื่อถูกมองด้วยสายตาเช่นนี้ โหยวเสี่ยวโม่กลับเกิดความรู้สึกผิดขึ้นมา

 

หากมาคิดดูดีๆแล้ว เหตุผลที่เจียงหลิวถูกกลั่นแกล้งทั้งหมดก็เป็นเพราะเขา หากเขาไม่ทำให้ถังหยุนฉีโกรธ นางคงไม่มีทางนำความโกรธมาลงที่เจียงหลิวเพราะเจียงหลิวมาจากหมู่บ้านเดียวกับเขา เขาสร้างปัญหาให้เจียงหลิวจริงๆ

 

“เอาแบบนี้แล้วกัน เจ้านำคำไปบอกนางให้ข้า บอกนางว่า ข้าจะรอนางอยู่ตรงทางแยกที่เราเพิ่งเดินผ่านเมื่อครู่ และข้าจะอธิบายทุกอย่างเอง”

 

ที่จริงโหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้มีความตั้งใจสูงส่งอะไรเหล่านั้นหรอก การพบกับถังหยุนฉีด้วยตัวคนเดียวเป็นเรื่องอันตราย แต่เมื่อเห็นว่าเจียงหลิวซึ่งมาจากหมู่บ้านเดียวกันและยังคงเป็นคนแรกที่เขาพบเมื่อลืมตาตื่นขึ้น ทุกสิ่งต้องขอบคุณเจียงหลิวที่ทำให้เขาค้นพบว่าโลกที่เขาเพิ่งมาถึงนี้เป็นโลกแบบไหน ดังนั้น เมื่อเห็นว่าถังหยุนฉีนำความโกรธมาลงที่เจียงหลิว เขาจึงรู้สึกว่าตนมีส่วนต้องรับผิดชอบบางอย่าง

 

“เป็นเช่นนั้นจะไม่เป็นไรแน่รึ?”

 

เจียงหลิวถามด้วยตาที่เต็มไปด้วยน้ำตา

 

“ข้าบอกว่าไม่เป็นไรก็คือไม่ อีกทั้งหากนางทำไม่สำเร็จในครั้งนี้ นางก็ยังคงมาทำให้ข้าเกิดปัญหาอีกอยู่ดี ดังนั้นข้าจะทำให้มันจบๆไปซะในครั้งนี้”

 

โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่าหางตาเขากระตุก เขาคิดว่าเจียงหลิวเป็นชายหนุ่มผู้มีบุคคลิกราวกับดวงอาทิตย์และตรงไปตรงมา เขาไม่คาดคิดว่าเจียงหลิวจะร้องไห้ง่ายดายเช่นนี้ ราวกับว่าต่อมน้ำตาของเขาเป็นของผู้หญิงที่สามารถร้องไห้ได้ในพริบตา

 

“ขอบคุณมาก!”

 

เจียงหลิวหยุดร้องไห้ และหันมาขอบคุณเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง

 

“อืม ตอนนี้เจ้าควรรีบไปหานางเพื่อที่ว่านางจะได้ไม่โกรธเพราะรอนาง และมาลงที่เจ้า ข้าจะเดินนำไปก่อนและรออยู่ที่นั่น”

 

น่าเสียดายที่เจียงหลิวไม่ใช่ผู้หญิง ไม่เช่นนั้นโหยวเสี่ยวโม่คงนำผ้าเช็ดหน้าออกมาซับน้ำตาให้แล้ว

 

“งั้นข้าไปก่อนนะ ลาก่อนศิษย์พี่โหยว”

 

เจียงหลิวโบกมือลาโหยวเสี่ยวโม่ก่อนจะวิ่งไปแจ้งข่าวแก่ถังหยุนฉี

 

หลังจากเจียงหลิวหายลับไปจากสายตา โหยวเสี่ยวโม่ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ใครใช้ให้เขาทำท่าขึงขังแบบนี้กันนะ? ใครใช้ให้เขาใจอ่อนกัน? ตอนนี้เขาต้องเผชิญกับปัญหาจริงๆแล้ว ในไม่ช้าเขาต้องเผชิญหน้ากับเจ้าหญิงถังหยุนฉีผู้เจ้าเล่ห์และไร้ซึ่งเหตุผล จริงๆแล้ว….เขารู้สึกกลัวนิดหน่อย เมื่อคิดทบทวนแล้ว โหยวเสี่ยวโม่ก็รู้สึกว่าควรจะเรียกหลิงเซี่ยวมาดีกว่า หากถังหยุนฉีจะทำร้ายเขาจริงๆ อย่างน้อยหลิงเซี่ยวก็อยู่ด้วย สำหรับถังหยุนฉีและพรรคพวกแล้ว การที่โหยวเสี่ยวโม่เป็นคนนัดพบนางด้วยตนเอง พวกนางย่อมต้องไม่คาดคิดว่าโหยวเสี่ยวโม่จะนำหลิงเซี่ยวเข้ามาเกี่ยวด้วยเป็นแน่ หลังจากตัดสินใจได้ โหยวเสี่ยวโม่จึงฮัมเพลงพลางเดินย้อนกลับไป

 

ไม่นานหลังจากเขาจากไป เงาดำโผล่ออกมาอย่างไร้เสียง ณ จุดที่ ทั้งสองคนเคยยืน ร่างเงาดำนั้นมองไปทางที่โหยวเสี่ยวโม่มุ่งหน้าไปด้วยสายตาราบเรียบ และหายตัวไปภายในพริบตาอีกครั้ง ภาพติดตาที่หลงเหลืออยู่แสดงให้เห็นว่าร่างเงานั้นกำลังมุ่งหน้าตรงไปทางเดียวกับโหยวเสี่ยวโม่

 

อีกด้านหนึ่ง เจียงหลิวนำสารของโหยวเสี่ยวโม่มาบอกถังหยุนฉีจริงๆ

 

เมื่อนางได้ยินว่าโหยวเสี่ยวโม่กล้าเจอนาง สายตาแห่งความดีใจจึงฉายวาบที่ดวงตาของนาง “ศิษย์น้องเจียง เจ้าพูดจริงๆรึ? โหยวเสี่ยวโม่กำลังรอข้าอยู่จริงๆรึ? รึว่าจริงๆแล้วมันรู้แผนการของข้า เลยจงใจพูดเช่นนั้นเพื่อกำจัดพวกข้า?”

 

“ไม่ใช่ เขาจะรออยู่ที่นั่น”

 

เจียงหลิวก้มหัวต่ำลง ดังนั้นท่าทางของเขาจึงอ่านไม่ออก

 

“ดี ข้าเชื่อเจ้า ข้ารู้ว่ามันจะสำเร็จหากข้าส่งเจ้าไป เจ้าทำได้ดีมาก เรื่องต่อไปคงไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าแล้ว ดังนั้นเจ้าไปได้ อ้อ และข้าไม่อยากให้คนอื่นรู้เรื่องนี้ ดังนั้นเจ้ารู้นะว่าต้องทำตัวยังไง?”

 

ถังหยุนฉีลูบบ่าเขาด้วยความพอใจ ยังดีที่นางมีไพ่ตายที่ชื่อว่าเจียงหลิวอยู่ ครั้งนี้นางจะต้องสั่งสองโหยวเสี่ยวโม่ ให้เขารู้ซะมั่งว่าศิษย์พี่ใหญ่เป็นของใคร

 

“ข้าเข้าใจแล้ว พี่สาวถัง”

 

เจียงหลิวแสยะยิ้ม แสดงท่าทางเยาะเย้ยออกมาเล็กน้อย แต่โชคร้ายที่ไม่มีใครสังเกตเห็น

 

ถังหยุนฉีจึงออกเดินทางอย่างยิ่งใหญ่กับลิ่วล้อของนาง ไปยังทางที่โหยวเสี่ยวโม่นัดแนะไว้ แม้ว่าเส้นทางนั้นจะมีผู้คนสัญจรมากก็ตาม แต่เนื่องจากเวลานี้มีงานแข่งขัน ดังนั้นผู้คนส่วนมากจึงอยู่ในห้องพักเพื่อสำรองพลังงานไปใช้ในการแข่งขัน ผู้คนที่ผ่านทางนี้จึงมีไม่มาก และนี่เป็นความผิดพลาดของโหยวเสี่ยวโม่

 

ถังหยุนฉีรู้สึกมีความสุขและไร้ความกังวล ในไม่ช้า นางและพรรคพวกก็มาถึงยังจุดนัดพบ

 

แต่โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้ยืนรออยู่ที่นั่น

 

“มิใช่ศิษย์น้องเจียงบอกว่าโหยวเสี่ยวโม่จะรอเราอยู่ตรงนี้หรอกหรือ? แต่กลับไม่มีแม้แต่เงา หรือว่าเราถูกหลอกแล้ว?”

 

ผู้ติดตามคนที่หนึ่งกล่าวออกมาอย่างสงสัย

 

“ข้าคิดว่าศิษย์น้องเจียงถูกโหยวเสี่ยวโม่หลอก”

 

ผู้ติดตามคนที่สองกล่าวความคิดของเขาของมาก

 

ท่าทางของถังหยุนฉีเปลี่ยนไปมาด้วยความสงสัย “สิ่งที่เจ้าพูดมีเหตุผล แต่จากคำกล่าวของศิษย์น้องเจียง โหยวเสี่ยวโม่ไม่น่าจะหลอกเขาได้ ตอนนี้ยังคงไม่เห็นเขา หรือว่ายังมีเหตุผลอื่นซ่อนอยู่อีก?”

 

ท้ายที่สุด นางยังคงรู้สึกไม่อยากยอมแพ้ในโอกาสที่มีอันน้อยนิดนี้

 

“เราควรจะรอเขาสักพักเป็นไง?”

 

ผู้ติดตามคนที่หนึ่งถามอย่างระมัดระวัง

 

“ลองทำตามที่เจ้าแนะนำดู”

 

ถังหยุนฉีพูดอย่างเย็นยะเยือก หากโหยวเสี่ยวโม่กล้าหลอกนางจริงๆ ความเกลียดชังนี้จะสะสมทับกับของเดิม นางจะไม่ให้เขาได้ตายดีอย่างแน่นอน

 

แต่สิ่งที่พวกนางคาดไม่ถึงก็คือ โหยวเสี่ยวโม่ คนที่นางรอกลับไม่มา แต่มีบางคนมาแทน

 

ความจริงแล้ว หลิงเซี่ยวสัมผัสได้ในตอนที่โหยวเสี่ยวโม่ออกจากห้อง ม่านคุ้มกันที่เขาสร้างขึ้น มิได้ทำหน้าที่เพียงแค่ปิดกั้นห้องเท่านั้น มันยังสามารถในการรับรู้อีกด้วย ไม่ว่าใครจะเข้าไปหรือออกมา เขาจะสามารถสัมผัสได้ ดังนั้นเขาจึงรู้ว่ามีใครบางคนเข้ามาตามหาโหยวเสี่ยวโม่ แต่เป็นกลิ่นที่เขาไม่คุ้นเคย ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม โหยวเสี่ยวโม่เดินตามคนผู้นั้นออกไปด้วยความสมัครใจ

 

หลิงเซี่ยวจึงคิดว่าไม่น่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้น ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก แต่ในครึ่งชั่วยามต่อมา หลิงเซี่ยวกลับสัมผัสได้ถึงความผิดแปลก โหยวเสี่ยวโม่ยังคงไม่กลับมา และมันเป็นอะไรที่แปลก!

 

โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้รู้จักคนที่วงศ์ภาคกลางมากมายนัก คนที่เขาคุ้นเคยมีเพียงฟูจื่อหลินคนเดียวเท่านั้น ศิษย์พี่จากตำหนักเดียวกับเขาก็ไม่สมควรจะมาตามหาเขา หรือหาพวกเขามาตามหาโหยวเสี่ยวโม่และเรียกออกไปจริงๆ มันก็แปลกอยู่ดีที่หลิงเซี่ยวไม่รู้จักคนผู้นั้น

 

หลังจากรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ หลิงเซี่ยวจึงกล่าวลาศิษย์น้องทั้งสอง และออกมาตามหาโหยวเสี่ยวโม่โดยตามกลิ่นของเขามา

*******

เม้นทักเรื่องคำผิดได้ค่ะ บางทีเรามองไม่เห็น อาจจะปล่อยหลุดมา

 

ขอบคุณค่ะ 😀

Facebook Comment