+100%-

บทที่ 71 เจียงหลิว

===============

การต่อสู้รอบสุดท้ายจบลงเนื่องจากเฉินเหยียนอยู่ตรงขอบเวทีโดยประมาท ทำให้เกาจวิ๋นจู่โมและได้รับชัยชนะไป

ท้ายที่สุดแล้ว ถังฟานลุกขึ้นและกล่าวคำพูดปลุกขวัญกำลังใจเล็กน้อยก่อนจะเลิกงานเพียงเท่านี้ ทุกคนกลับเข้าห้องของตัวเอง แต่ในเวลานี้ยังคงไวเกินกว่าจะนอน ผ่านเวลาเซิน*มาเพียงแค่ค่อนชั่วยามเท่านั้น พระอาทิตย์เองก็ยังคงไม่ตกดิน (เวลาเซิน – 15.00-17.00 นาฬิกา)

แม้ว่าการต่อสู้จะจบลงไวเกินไป แต่โหยวเสี่ยวโม่ก็รู้สึกสนุกมาก ได้มองดูศิษย์ทั้งหลายแสดงทักษะที่ไม่ธรรมดาต่างๆ ความรู้สึกที่อยากแข็งแกร่งจึงยิ่งมีมากขึ้น ความต้องการนี้มีมานานแล้ว แต่ว่ามันเคยถูกทำลายลงเนื่องจากเขาเป็นผู้หลอมโอสถ แต่ตอนนี้ไม่ใช่เช่นนั้นอีกแล้ว หลังจากได้ยินหลิงเซี่ยวกล่าวว่าผู้หลอมโอสถไม่ได้อ่อนแออย่างที่ใครๆต่างพูดกัน หากผู้หลอมโอสถฝึกพลังถึงระดับหนึ่งแล้ว พลังวิญญาณจะแข็งแกร่งมากขึ้นจนทำให้พวกเขาสามารถโจมตีผู้อื่นได้ แม้ว่าหลิงเซี่ยวจะบอกว่ามีเพียงผู้หลอมโอสถระดับสูงเท่านั้นที่สามารถทำเช่นนี้ได้ก็ตาม แต่ทุกๆเรื่องย่อมมีข้อยกเว้นเสมอ

ในเดือนที่แล้ว หลังจากเขาได้กลายเป็นศิษย์ของคงเหวิน ฐานะของเขาก็เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่นั้นมา เขาก็ไม่ใช่ศิษย์ชั่วคราวอีกต่อไป นั่นทำให้เขาสามารถเข้าถึงระดับสองในหอคัมภีร์ได้แล้ว

แผ่นหินยืนยันตัวตนของเขายังคงเป็นอันเดิมกับที่ชายแก่ผู้เฝ้าหอคัมภีร์เป็นคนมอบให้ แต่เนื่องจากระยะหลังมานี้เขาทั้งเก็บตัว และยุ่งอยู่กับเรื่องอื่นๆ เขาจึงไม่มีโอกาสได้ใช้แผ่นหินสักเท่าไหร่ ดังนั้นตอนนี้จึงเป็นเวลาที่ดี เขาตัดสินใจจะไปยังหอคัมภีร์และมองหาหนังสือที่เกี่ยวกับพลังวิญญาณ บางทีมันอาจจะมีบันทึกบางสิ่งที่เขาไม่รู้เอาไว้ เขามั่นใจว่าสวรรค์ต้องมีทางออกให้เขาเสมอ!

หลิงเซี่ยวรู้ว่าโหยวเสี่ยวโม่ต้องการไปยังหอคัมภีร์ เขาจึงเดินตามมา หอคัมภีร์ไม่ได้อยู่ในส่วนวงศ์ภาคกลาง ดังนั้นหากไม่มีใครตามไป โหยวเสี่ยวโม่อาจจะหลงทางอยู่ภายนอกเนื่องจากพลังของม่านคุ้มกัน

“คัมภีร์แบบไหนที่เจ้าอยากจะยืมกัน?” หลิงเซี่ยวถามหลังจากครุ่นคิดบางสิ่ง

“เล่มที่กล่าวถึงพลังวิญญาณ และคัมภีร์โบราณเกี่ยวกับโอสถและสมุนไพรวิเศษ หอคัมภีร์มีหลายระดับ แต่ก่อนหน้านี้ข้าเข้าได้เพียงแค่ระดับหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นหนนี้ข้าจึงต้องการไปดูยังระดับสอง”

โหยวเสี่ยวโม่ปิดบังเหตุผลที่แท้จริง และพูดความจริงออกมาไม่หมด

“พลังวิญญาณ? ตอนนี้เจ้าก็กำลังฝึกพลังวิญญาณมิใช่รึ? แล้วจะต้องการคัมภีร์ไปเพื่ออะไร?”

หลิงเซี่ยวมองไปยังโหยวเสี่ยวโม่ตรงๆ อ่านคัมภีร์เกี่ยวกับโอสถและสมุนไพรวิเศษอาจจะเพิ่มความรู้ได้ก็จริง แต่เขาไม่คิดว่ามันจะมีประโยชน์กับพลังวิญญาณ

โหยวเสี่ยวโม่มองไปทางอื่นด้วยความรู้สึกผิด “อา มันก็มีบางจุดที่ข้ายังไม่ค่อยเข้าใจ”

หลิงเซี่ยวยกคิ้วขึ้นอย่างกำลังทำความเข้าใจ และแล้วรอยยิ้มก็บนปากของเขา ช่างไม่รู้วิธีการซ่อนสีหน้าตอนที่พูดโกหกเลยจริงๆ หลิงเซี่ยวกล่าวแซวอย่างจงใจ “หากเจ้ามีสิ่งใดที่ไม่เข้าใจ เจ้าสามารถถามข้าได้ อย่างไรซะตอนนี้ก็ยังคงไม่มืดค่ำ”

เหงื่อเยียบเย็นผุดขึ้นมาตรงหน้าผากของโหยวเสี่ยวโม่ เขาไม่คาดคิดว่าหลิงเซี่ยวจะตรงประเด็นแสกเข้ากลางหน้าขนาดนี้ เขามองไปยังหลิงเซี่ยวด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะก้มหน้าลงราวกับจะปลดปล่อยความโกรธนี้ แล้วจึงค่อยกล่าวเปิดเผยความตั้งใจจริงๆของเขา “เมื่อเช้านี้ท่านกล่าวว่าผู้หลอมโอสถก็สามารถจู่โจมคนอื่นได้ แต่เฉพาะผู้หลอมโอสถขั้นสูงเท่านั้น ท่านก็รู้ถึงพรสวรรค์อันต่ำต้อยของข้าดี ดังนั้นข้าจึงอยากจะหาทางลัดที่จะสามารถเปลี่ยนสีพลังวิญญาณแต่กำเนิดของข้าได้”

“นี่เจ้าโง่หรืออย่างไร?”

หลิงเซี่ยวยกคิ้วขึ้นขณะพูด

“ข้าไม่ได้โง่”

โหยวเสี่ยวโม่ไม่รู้ว่าทำไมหลิงเซี่ยวถึงพูดเช่นนี้ แต่เขาก็ลบล้างข้อกล่าวหาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“หากเจ้าไม่โง่ เช่นนั้นทำไมเจ้าถึงไม่ฝึกเคล็ดลับแปรธาตุที่เจ้ามี อีกทั้งยังคงต่อต้านด้วยการไปหอคัมภีร์เพื่อหาทางลัดแย่ๆแบบนี้น่ะรึ?”

หลิงเซี่ยวคิดมาตลอดว่าโหยวเสี่ยวโม่เพียงแค่โง่เท่านั้น เขาไม่ได้คิดเลยว่าโหยวเสี่ยวโม่จะเข้าขั้นโง่สุดแสนจะบรรยายเช่นนี้

โหยวเสี่ยวโม่นิ่งไปชั่วขณะ และในที่สุดเขาก็ค้นพบความหมายในคำพูดของหลิงเซี่ยว เขาเบิกตากว้าง ก่อนจะอุทานด้วยความตื่นตะลึง “ท่านกำลังพูดถึงคัมภีร์วิญญาณสวรรค์ใช่รึไม่? เพียงแค่ฝึกฝนมัน สีพลังวิญญาณแต่กำเนิดจะเปลี่ยนไปรึ?”

หลิงเซี่ยวขยี้หัวเขา ก่อนจะกล่าวว่า “แน่นอนสิ ไม่เช่นนั้นมันจะถูกเรียกว่าเคล็ดลับแปรธาตุขั้นสูงได้เช่นไรกัน!” โหยวเสี่ยวโม่สามารถโง่ได้ถึงขั้นไหนกันนะ?

“อา…. ในตอนนั้นท่านไม่ได้บอกข้านี่ ว่าคัมภีร์วิญญาณสวรรค์มีผลด้านนี้ด้วย ข้าแค่คิดว่ามันเพิ่มเพียงพลังวิญญาณเท่านั้น”

โหยวเสี่ยวโม่ปิดหัวตัวเองไว้ และร้องออกมา * อา อา* อะไรคือเคล็ดลับแปรธาตุระดับสูงนั้น เขาเองก็ยังไม่เข้าใจดีนัก

“แล้วตอนนี้เจ้ารู้แล้วใช่หรือไม่?”

หลิงเซี่ยวมองมาด้วยสายตาสงสาร และหัวเราะให้กับความโกรธของโหยวเสี่ยวโม่

โหยวเสี่ยวโม่ลังเลเล็กน้อยก่อนจะถาม “แล้วข้าต้องฝึกนานแค่ไหน กว่าจะได้รับผลประโยชน์อันนั้น?”

หลิงเซี่ยวคิดย้อนกลับไปในตอนที่เขาแปลสาระสำคัญของคัมภีร์วิญญาณสวรรค์ “คัมภีร์สวรรค์มีหกขั้น ขั้นแรกถึงขั้นสามนั้นค่อนข้างง่าย แต่จากขั้นสามจะทะลุไปสู่ขั้นสี่นั้นค่อนข้างยาก แต่เพราะเช่นนั้นเอง เมื่อไหร่ที่เจ้าทะลุถึงขั้นสี่ได้ พลังวิญญาณแต่กำเนิดของเจ้าก็จะเปลี่ยนแปลงไปบางส่วน”

“ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะพยายามฝึกฝนจนกระทั่งขั้นที่สี่”

โหยวเสี่ยวโม่ใฝ่ฝันมาตลอด เมื่อเขาได้ยินแบบนี้ เขาจึงพยายามทำเป้าหมายที่สองนี้ให้สำเร็จให้ได้ เป้าหมายแรกก็คือ พยายามหาเงินเพื่อนำไปซื้อเมล็ดพันธุ์ให้ได้ และแน่นอนว่าอีกไม่กี่เดือนให้หลังจะมีการสอบเข้าของผู้หลอมโอสถ แม้ว่าเขาจะกลายเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการของพรรคเถียนซินแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังคงต้องเข้าทดสอบอยู่ดี

“เจ้าตัวโง่!” หลิงเซี่ยวเห็นประกายแสงในดวงตาโหยวเสี่ยวโม่จึงอดไม่ได้ที่จะเคาะไปที่หัวของโหยวเสี่ยวโม่ “แล้วเจ้ายังคงอยากไปที่หอคัมภีร์อยู่รึไม่?”

โหยวเสี่ยวโม่หน้าแดงรู้สึกอับอายเป็นอย่างยิ่ง เขารีบสายหัว “ตอนนี้ไม่จำเป็นแล้ว เดี๋ยวข้าค่อยไปตอนกลับไปยังตำหนักพสุธา ตอนนี้ยังคงมีเวลาอีกมาก ข้าจะกลับไปหลอมโอสถ”

เขาหันหลังกลับและวิ่งไปทันทีที่พูดจบ

หลิงเซี่ยวมองไปยังแผ่นหลังของคนที่วิ่งออกไป จู่ๆเขาก็รู้สึกว่าโหยวเสี่ยวโม่คงอยู่ไม่รอดหากปราศจากเขา ช่างเป็นคนโง่ที่ไร้ซึ่งความหวังจริงๆ

เมื่อคิดเช่นนั้น จู่ๆหัวใจของเขาก็เอ่อล้นไปด้วยความพึงพอใจและความสุข ความรู้สึกทั้งสองนั้นมากเสียจนราวกับจะระเบิดออกมาจากอกของเขา หลิงเซี่ยวไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน ดังนั้นเขาจึงขมวดคิ้วแน่น ดูเหมือนกับว่าเขาจะให้ความสำคัญกับโหยวเสี่ยวโม่มากขึ้น แต่แม้จะคิดหนักเท่าใด เขากลับหาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้ ดังนั้นเขาจึงออกจากห้องและไปหาลั่วเซียและคนอื่นๆ

โดยปกติแล้วเขาเชื่อใจเพียงแค่โจวเปิ่งคนเดียวเท่านั้น เพราะในความทรงจำของหลินเซี่ยว โจวเปิ่งเป็นคนที่มีจิตใจภักดี และเพราะว่าเขารู้ความลับของหลินเซี่ยว ดังนั้นในการต่อสู้เมื่อวานนี้ โจวเปิ่งจึงขอยอมแพ้เนื่องจากเขาไม่ต้องการให้ศิษย์พี่ใหญ่ของเขาเปิดเผยฝีมือที่แท้จริงออกมา แต่การที่โจวเปิ่งมีพลังเพิ่มมากขึ้นก็เป็นเพราะหลิงเซี่ยวเช่นกัน หลิงเซี่ยวจงใจให้คำชี้แนะเขาบางจุด เพื่อทำให้โจวเปิ่งเห็นถึงความจริงใจในตัวเขามากขึ้นนั่นเอง

สำหรับลั่วเซียและชินซืออวี๋ ในความทรงจำของหลินเซี่ยวทั้งสองคนนี้ยังอยู่ในขั้นตรวจสอบอยู่ แต่เมื่อเห็นลั่วเซียรับโอสถของโหยวเสี่ยวโม่ในวันนี้ หลิงเซี่ยวจึงรู้สึกว่าเขาสามารถทดสอบลั่วเซียคนนี้ได้ เขาสร้างม่านคุ้มกันไว้รอบๆห้องแล้วจึงออกจากห้องไป

โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้สนใจว่าหลิงเซี่ยวออกจากห้องไป เขานำอุปกรณ์และวัตถุดิบที่ต้องการออกมาจากถุงวิเศษ

เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อม จู่ๆก็มีเสียงเคาะประตูจากภายนอกดังขึ้น ในตอนแรกโหยวเสี่ยวโม่คิดว่าเป็นหลิงเซี่ยวที่กลับมา ดังนั้นเขากำลังจะเดินไปเปิดประตู แต่เขาก็นึกขึ้นได้ว่า หากเป็นหลิงเซี่ยวจริง ก็ไม่มีทางที่เขาจะมารยาทดีถึงขั้นนี้ ดังนั้นคนด้านนอกจึงไม่ใช่หลิงเซี่ยวแน่นอน โหยวเสี่ยวโม่เดินกลับไปและนำสมุนไพรและหม้อหลอมกลับเข้าถุงวิเศษทันที ก่อนที่จะเดินไปเปิดประตู

โหยวเสี่ยวโม่เปิดประตูและรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยเมื่อค้นพบผู้ที่อยู่ด้านนอก “ท่าน…”

เขาลืมชื่อคนผู้นี้ไปแล้ว

คนผู้นั้นมองเห็นเขา และยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้ม “ข้าเจียงหลิวไง จำข้าได้รึไม่?”

เมื่อเขาเอ่ยชื่อขึ้นมา โหยวเสี่ยวโม่จึงจำได้ทันที ชายหนุ่มผู้นี้คือคนที่น่าจะมาจากหมู่บ้านเดียวกันกับเขา และถูกเลือกเข้าพรรคเถียนซินในเวลาใกล้เคียงกับเขา แต่อีกคนถูกเลือกไปยังตำหนักสวรรค์เนื่องจากพรสวรรค์อันสูงส่งของเขา อีกทั้ง เมื่อเขามายังโลกนี้เป็นครั้งแรก เจียงหลิวคือคนแรกที่เขาเจอ ดังนั้นเขาจึงมีความประทับใจบางอย่างอยู่

“อ่า เป็นเจ้านั่นเอง แล้วมีเรื่องอันใดรึ?”

โหยวเสี่ยวโม่ยิ้มก่อนจะถาม เขามีความรู้สึกประทับใจที่ดีตั้งแต่ตอนนั้น

“ท่านมีเวลาหรือไม่?”

เจียงหลิวหัวเราะ *ฮ่า ฮ่า* ในตอนที่เอ่ยปากถาม

“ตอนนี้รึ? อา ข้าคิดว่าได้”

แม้ว่าเขากำลังจะหลอมโอสถก็ตาม แต่โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่านี่เป็นโอกาสที่หาได้ยากที่จะเจอคนจากหมู่บ้านเดียวกัน เขาจึงเลื่อนการหลอมโอสถไว้ก่อน เนื่องจากเขายังคงอยากถามเกี่ยวกับเรื่องราวที่หมู่บ้านดอกท้อเพื่อลดความน่าสงสัยหากเขาต้องพบเจอบางคนจากหมู่บ้านนั้น

“เช่นนั้น เราควรหาบางที่เพื่อพูดคุยนะ?”

ใบหน้าอันยิ้มแย้มของเจียงหลิวดูตรงไปตรงมาและลักษณะนิสัยดี แต่ยังคงทึ่มอยู่นิดหน่อย

โหยวเสี่ยวโม่เองก็ต้องการเช่นนั้น เมื่อได้ฟังดังนั้นเขาจึงตอบตกลงทันทีโดยไม่ได้คิดอะไร เขาเดินกลับไปยังห้อง และทิ้งข้อความไว้ให้หลิงเซี่ยวก่อนจะเดินออกไปพร้อมเจียงหลิว

สถานการณ์ของเจียงหลิวในตอนนี้คล้ายกับโหยวเสี่ยวโม่ แม้ว่าเขาจะเข้าพรรคมาในเวลาไม่กี่เดือน แต่เนื่องจากพรสวรรค์เขาสูง ดังนั้นในการแข่งขันกระชับมิตรครั้งนี้ อาจารย์ของเขาจึงได้ใช้โอกาสนี้ให้เขาออกมาเก็บเกี่ยวประสบการณ์และทำความคุ้นเคยกับศิษย์คนอื่นๆ โชคของเขาไม่ได้เท่ากับของโหยวเสี่ยวโม่ เนื่องจากเขามีอาจารย์ที่คิดถึงเขาอย่างแท้จริง แต่นั่นก็เป็นเพราะพรสวรรค์ของเขาด้วยเช่นกัน

โหยวเสี่ยวโม่ไม่รู้ทางเพราะว่าไม่กี่วันนี้เขาใช้เวลาเกือบทั้งหมดอยู่ในห้องเพื่อหลอมโอสถ ดังนั้นเขาจึงไม่คุ้นเคยกับสิ่งต่างๆในวงศ์ภาคกลางมากนัก เขาไม่รู้ว่าเจียงหลิวพาเขาไปที่ไหน แต่ตลอดทั้งเส้นทางพวกเขาไม่พบเจอศิษย์คนอื่นๆจากสำนักยุทธ์เลย โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่าพวกเขาไม่ควรไปไกลเพียงเพื่อพูดคุยเพียงสองสามประโยค ดังนั้นเขาจึงตั้งท่าจะหยุด

“ศิษย์น้องเจียวหลิว เจ้าจะพาข้าไปไหน?”

เจียงหลิวเดินนำต่อไปราวกับว่าเขาไม่ได้ยินคำพูดของโหยวเสี่ยวโม่

โหยวเสี่ยวโม่ขมวดคิ้ว และหยุดเดินต่อ เขายืนอยู่ตรงจุดเดินรอจนกว่าอีกคนจะรู้ตัว กลายเป็นว่าการกระทำนี้มีผลอย่างมาก ในที่สุดเจียงหลิวก็หยินเดินและหันกลับมาเนื่องจากเขาไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าด้านหลัง เขาคิดว่าโหยวเสี่ยวโม่จากไปแล้ว สีหน้าเขาจึงเกิดความแตกตื่นขึ้น แต่เมื่อเขาเห็นโหยวเสี่ยวโม่ยืนอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่ เขาจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก

โหยวเสี่ยวโม่สังเกตเห็นท่าทางนั้นอย่างชัดเจน เนื่องจากเขาจ้องดูว่าเมื่อไหร่อีกคนจะรู้สึกตัวว่าเขาไม่ได้เดินตามอีกต่อไป ดังนั้น เขาจึงอดรู้สึกสงสัยไม่ได้

************

ตอนนี้เรามีเพจในเฟสบุ๊คแล้วนะคะ ร่วมพูดคุย หรือไลค์ได้ที่ช่องทางนั้นเน้อ 😀

https://www.facebook.com/legendarymasterwife/

Facebook Comment