+100%-

บทที่ 69 ความเชื่อใจ

สำหรับโหยวเสี่ยวโม่ ตั้งแต่ที่เขาเข้าวันนี้ช่างเป็นวันแห่งหายนะ เนื่องเพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เขาถูกบังคับเมื่อเช้า พวกเขาทั้งสองมาถึงลานประลองทันเวลาพอดี

เมื่อย่างเข้าไปในลานประลอง พวกเขารับสายตาสนใจมากกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นของผู้ชมทั้งหมด เมื่อเขามองไปยังหลิงเซี่ยว พวกเขามีความตื่นเต้นเช่นทุกที แต่เมื่อมองไปยังโหยวเสี่ยวโม่ ทุกคนต่างใช้สายตาดูถูกกับเขา แต่ต่อมา… แต่ต่อมาพวกเขากลับไม่สามารถละสายตาไปได้เลย…

ในการมองแวบเดียว สายตาของผู้ชมและผู้เข้าแข่งกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นเกือบจะเด้งออกจากที่นั่ง สายตาทุกคนจับจ้องไปที่โหยวเสี่ยวโม่ซึ่งเดินตามหลังหลิงเซี่ยว โอ ไม่ใช่สิ ถ้าจะกล่าวให้ถูก สายตาจ้องเขม็งไปยังชุดที่เขาใส่ต่างหาก

ชุดคลุมสีเงิน ตรงขอบปักด้วยด้ายสีทองและดำ ดูราบเรียบแต่ก็ดูเปล่งประกาย เปล่งประกายและสง่างาม นั่นจะต้องเป็นชุดคลุมของศิษย์พี่ใหญ่แน่นอน!

ดังนั้น ในหัวของทุกคนจึงเริ่มจินตนาการเกี่ยวกับความลับที่มิอาจพูดออกไปได้ซึ่งเกิดขึ้นในห้องของศิษย์พี่ใหญ่เมื่อคืนนี้ เสียงกระซิบดังออกมาในเวลาต่อมาอย่างควบคุมไม่อยู่

หลิงเซี่ยวปรากฎตัวขึ้นอย่างสง่างามและมีรอยยิ้มเล็กๆบนใบหน้าหล่อเหลา เขาเดินไปยังที่นั่งผู้เข้าแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม โหยวเสี่ยวโม่ที่อยู่ด้านหลังมิอาจมีผิวหน้าที่หนาและด้านเป็นพิเศษเช่นหลิงเซี่ยว เมื่อสายตาอาฆาตจ้องมาที่เขา ความร้อนแรงของสายตานั้นมิอาจถูกมองข้ามไปได้ เขารู้สึกโง่เง่ามากกับตัวเลือกที่เขาเลือก

เมื่อพวกเขาเดินผ่านกลุ่มผู้อาวุโส ถังฟานซึ่งเพิ่งมาถึงก่อนหน้าพวกเขาไม่นานกลับเปิดตาขึ้นมาในทันที สายตาเคลือบแคลงและอ่านไม่ออกมุ่งตรงมายังพวกเขา และหยุดลงที่โหยวเสี่ยวโม่

ขาของโหยวเสี่ยวโม่เกือบจะอ่อนแรง หากหลิงเซี่ยวไม่ได้จับเขาไว้ทันเวลา เขาคงกลายเป็นคนโง่เง่าต่อหน้าผู้คนไปแล้ว

อาจกล่าวได้ว่าสายตาของศิษย์วงศ์ภาคกลางทำให้โหยวเสี่ยวโม่อาหารไม่ย่อยอยู่แล้ว ดังนั้นสายตาของถังฟานจึงราวกับถูกก้อนหินยักษ์ขนาดพันชั่งกดทับลงมาจนเกือบจะหายใจไม่ออก ความรู้สึกนี้ช่างหนักหน่วง ราวกับมีใครเอามีดมาผ่าเขาจากด้านใน สายตาราวกับว่าไม่มีอะไรที่จะสามารถเล็ดรอดเขาไปได้ หากไม่ใช่เพราะว่าหลิงเซี่ยวคอยพยุงเขาแล้วล่ะก็ เขาคงจะรู้สึกว่าความลับของปานรูปหยดน้ำตาสีน้ำเงินตรงอกเขาคงถูกเปิดเผยไปแล้ว

“เช่นนั้น เจ้าคือลูกศิษย์คนที่เจ็ดของท่านอาจารย์คง โหยวเสี่ยวโม่ใช่หรือไม่?”

ในเวลานั้นเอง ถังฟานกลับเปิดปากของเขาทันที

ดวงตาของโหยวเสี่ยวโม่ฉายแววตื่นตระหนกอยู่ครู่หนึ่ง ท่านจ้าวพรรคจดจำเขาได้จริงๆหรือ? และตอนนี้เขากำลังพูดกับข้า? เขาฟื้นคืนจากความรู้สึกมึนงงชั่วขณะ โหยวเสี่ยวโม่ก้มหน้าลงไม่กล้ามองไปยังถังฟาน ขณะตอบคำถาม “ใช่แล้วขอรับ ท่านจ้าวพรรค!”

“อืม ศิษย์พี่หลิงของเจ้าเป็นศิษย์ที่ดี หากเจ้ามีปัญหา ควรมองหาเขาไว้”

ถังฟานกล่าวต่อไป ท่าทางสงบเยือกเย็นของเขาราวกับว่าเขาเป็นคนใจดีโดยเนื้อแท้

แต่สำหรับคนที่เคยเกี่ยวข้องกับเขาจะรู้ดี ว่านี่คือท่าทางเสแสร้งเท่านั้น

ในฐานะผู้นำของพรรค ถังฟานมีหัวใจที่หยาบกระด้าง และมือที่ป่าเถื่อน ตำแหน่งของเขานับว่าสำคัญที่สุดในพรรคเถียนซิน หากมีใครกล้าทำอันตรายต่อพรรคเถียนซินหรือต่อตำแหน่งของเขา แม้ว่าคนผู้นั้นจะเป็นศิษย์สายตรงของเขาเองก็ตาม เขาจะไม่ลังเลที่จะกำจัดบุคคลผู้นั้นเลย ดังนั้นสำหรับคำแนะนำคนที่สนิทชิดเชื้อกับถังฟานก็คือ ต้องระลึกอยู่เสมอว่าห้ามสะกิดขีดจำกัดของเขา

“ขอรับ ท่านจ้าวพรรค!”

โหยวเสี่ยวโม่พูดย้ำอีกครั้ง ด้วยน้ำเสียงสั่นๆ

หลิงเซี่ยวซึ่งคอยช่วยเหลือเขารู้สึกได้ถึงความผิดปกตินี้ในทันที เขาจึงดึงโหยวเสี่ยวโม่มาใกล้ๆ และสบเข้ากับดวงตาอันยิ้มแย้มของถังฟาน “ท่านอาจารย์ ท่านไม่จำเป็นต้องกังวล ข้าจะดูแลศิษย์น้องเสี่ยวโม่อย่างดี”

“ถ้างั้นก็ดี การแข่งขันใกล้จะเริ่มแล้ว เจ้าควรไปนั่งที่ได้แล้ว”

ถังฟานพยักหน้า และเอ่ยปากอนุญาตพวกเขาให้ออกไปได้

“งั้นศิษย์ขอลา!”

หลิงเซี่ยวกล่าวด้วยน้ำเสียงเคารพพร้อมกับโค้งคำนับโดยใช้มือประสานกันไว้ด้านหน้า ก่อนจะลากตัวโหยวเสี่ยวโม่ผู้อ่อนแรงไปยังที่นั่งผู้เข้าแข่งขัน

ถังฟางมองด้วยสายตาราบเรียบไปยังสองคนที่เพิ่งล่าถอยไป เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ จู่ๆ เขาก็หันไปทางผู้เฒ่าเจียงซึ่งอยู่ข้างๆ และกล่าวนุ่มนวลว่า “ผู้อาวุโสเจียง ท่านคิดยังไงกับความสัมพันธ์ระหว่างเซี่ยวน้อยและนักหลอมโอสถโหยวเสี่ยวโม่?”

เมื่อถูกเรียก ผู้เฒ่าเจียงพูดอย่างสงบ “ตอบคำถามท่านจ้าวพรรค ข้าคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองคนนั้นดีเป็นอย่างยิ่ง หลินน้อยไม่เคยให้ความสนใจกับศิษย์คนอื่นเลย ดังนั้นความสัมพันธ์นี้จึงแปลกๆอยู่บ้าง แต่เมื่อคืน ในตอนที่ข้าออกเดินตรวจตรารอบๆ พวกเขานอนหลับอย่างรวดเร็ว ข้าจึงมิพบสิ่งผิดปกติใดๆ”

ถังฟานเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว “เซี่ยวน้อยเอง ตั้งแต่ตอนที่เขากลับมาจากด้านล่างภูเขา บุคคลิกก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปมากอยู่!”

ดวงตาของผู้เฒ่าเจียงลุกวาว แต่เขาไม่ได้ให้ความเห็นในเรื่องนี้

หลังจากกลับไปนั่งที่นั่งของผู้เข้าแข่งขัน โหยวเสี่ยวโม่จึงถอนหายใจอย่างโล่งใจ เขาพูดด้วยความกังวลเต็มหัวใจ “ท่านจ้าวพรรคช่างน่ากลัว!”

หลิงเซี่ยวได้ยินดังนั้นจึงยกมุมปากขึ้น “เขาก็แค่เฒ่าเจ้าเล่ห์เท่านั้น ไม่มีสิ่งใดให้กลัวแม้แต่น้อย”

“แน่นอนสิว่าท่านไม่กลัวนี่”

โหยวเสี่ยวโม่หน้ามุ่ย ปัญหาก็คือ เขาไม่ใช่หลิงเซี่ยว เขาไม่ได้มีความต้านทานที่แข็งแกร่งขนาดนั้น

ต่อมาไม่นานหลังจากพวกเขานั่งที่นั่ง เวลาของการแข่งขันก็มาถึง ผู้รับผิดชอบการแข่งขันยังคงเป็นผู้เฒ่าเจียง หลังจากกล่าวคำเตือนเล็กน้อยเช่นเคย และจึงเริ่มจับฉลาก ผู้เฒ่าเจียงเริ่มอ่านชื่อผู้ที่ถูกจับขึ้นมา โชคดีที่รอบนี้ยังไม่ใช่หลิงเซี่ยว รอบนี้เป็นศิษย์ผู้ชายสองคนซึ่งมีความแข็งแกร่งพอๆกัน

คนหนึ่งคือผู้ที่ท้าทายหลิงเซี่ยวเมื่อวานนี้ เหล่ยจวี๋นั่นเอง ส่วนอีกคน อยู่ในอันดับเก้าชื่อว่าลั่วเซีย ซึ่งเป็นคนที่มักจะอยู่กับโจวเปิ่ง

เหล่ยจวี๋ซึ่งนั่งอยู่แถวแรกสุด เมื่อได้ยินชื่อของเขา เขาจึงยืนขึ้นแต่มิได้เดินไปยังลานประลองทันที ในทางกลับกัน เขาหันมาทางหลิงเซี่ยวและจ้องอย่างท้าทายและอวดดีเป็นอันมาก

โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกได้ตั้งแต่ต้นเลยว่า เหล่ยจวี๋นับหลิงเซี่ยวเป็นเป้าหมายตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตอนที่ทุกคนจ้องมาที่ชุดคลุมบนร่างของเขา แต่เหล่ยจวี๋กลับยืนกรานที่จะจ้องไปยังหลิงเซี่ยว สายตานั้นให้ความรู้สึกรังเกียจ เขาจึงอดไม่ได้ที่จะหันไปหาหลิงเซี่ยว และค้นพบว่าใบหน้าหล่อเหลายังคงประดับด้วยรอยยิ้มเล็กน้อยไม่เปลี่ยนแปลงเลย

เฮอะ เจ้าตัวขี้เก๊กนี่ เอาเลย เก๊กแบบนั้นต่อไปเลย!

เพียงไม่นานหลังจากการประลองเริ่มขึ้น เหล่ยจวี๋กลับทำให้การต่อสู้จบลงด้วยการเอาชนะอย่างรวดเร็ว

เหล่ยจวี๋กับโจวเปิ่งนั้นเป็นผู้ฝึกยุทธ์สายแข็งแกร่งด้วยกันทั้งคู่ แต่การระเบิดพลังหละกำลังกายของเขามีมากกว่าโจวเปิ่ง อีกทั้งความเร็วของเขาก็ไม่เลวร้ายเลย นั่นทำให้เขาเป็นคู่ต่อสู้ที่จัดการได้ยากคนหนึ่ง แม้แต่โจวเปิ่งเองก็อาจจะเสียเปรียบหากต่อสู้กับเขา แล้วนับประสาอะไรกับลั่วเซียซึ่งอ่อนกว่าโจวเปิ่งด้วยซ้ำ เขาแทบไม่มีโอกาสชนะเลย

ทั้งสองปะทะกันร้อยกว่ากระบวนท่า ในตอนนั้นเอง ลั่วเซียเริ่มยืนไม่ติดพื้น มือขวาที่กำดาบเริ่มสั่นจากแรงปะทะ

“ลั่วเซียแพ้แล้ว”

หลิงเซี่ยวกล่าวเบาๆ

หลังจากได้ยินคำพูดนั้น โหยวเสี่ยวโม่ก็เห็นเหล่ยจวี๋ตอกกำปั้นลงไปยังดาบของลั่วเซีย เกิดเสียงดังขึ้นและดาบหักเป็นสองท่อน โดยท่อนที่สองนั้นร่วงลงบนลานประลอง ส่วนร่างกายที่รับหมัดตรงอก ด้วยแรงมหาศาลทำให้ร่างลอยออกมาจากลานและมุ่งหน้ามาทางโหยวเสี่ยวโม่กับหลิงเซี่ยว

ในขณะที่ลั่วเซียกำลังจะกระแทกพื้น หลิงเซี่ยวก็ยื่นมือออกไปและดึงเขาไว้

ลั่วเซียกุมหน้าอก ปาดเลือดออกจากมุมปากของเขา เขาหันไปยังหลิงเซี่ยวและกล่าวอย่างยินดีว่า “ขอบุคณมากขอรับ ศิษย์พี่ใหญ่”

หลิงเซี่ยวหัวเราเบาๆ ก่อนจะพยักหน้าและปล่อยมือที่ช่วยพยุงหลังออก ในตอนนั้นเอง โหยวเสี่ยวโม่ก็เข้ามา เมื่อเห็นว่าลั่วเซียบาดเจ็บ เขาจึงรีบดึงโอสถออกมาจากถุงมิติ และนำไปถือไว้ข้างหน้าลั่วเซีย กล่าวว่า “ศิษย์พี่ลั่ว โอสถนี้สามารถรักษาอาการบาดเจ็บภายในได้ ท่านจงกินมันเถิด”

ลั่วเซียมองดูอย่างตกตะลึง เขาเห็นเด็กหนุ่มมองมาด้วยความเป็นห่วง

ตามจริงแล้ว ตัวเขาเองมีโอสถรักษาบาดแผลอยู่แล้ว และเป็นธรรมดาที่การแข่งขันจะจบลงด้วยอาการบาดเจ็บ ดังนั้นศิษย์ทุกคนจึงเตรียมโอสถมาบ้างแล้วไม่มากก็น้อย แต่เมื่อเห็นสายตาที่ออกอาการเป็นห่วงเขาอย่างบริสุทธิ์ใจแล้ว เขาจึงลังเลเพียงเล็กน้อย ก่อนจะหยิบโอสถไปและนำมันกลืนเข้าปากต่อหน้าโหยวเสี่ยวโม่

เมื่อโหยวเสี่ยวโม่เห็นอีกคนกินโอสถก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข

แต่เขาไม่รู้ว่าการที่ลั่วเซียกินโอสถของเขาจะหมายถึงสัญญาณแห่งความเชื่อใจที่มีต่อเขา

ความเชื่อใจเป็นสิ่งที่ยากจะได้รับ เพราะว่าผู้ฝึกยุทธ์จะไม่เชื่อใจนักหลอมโอสถโดยไม่มีเหตุผล ในขณะเดียวกัน นักหลอมโอสถเองก็จะไม่เชื่อใจผู้ฝึกยุทธ์โดยไม่มีเหตุผลเช่นกัน แม้ว่าต่างฝ่ายต่างก็ต้องพึ่งพาอาศัยกันก็จริง แต่ว่าพวกเขาก็สามารถเป็นศัตรูกันได้ด้วย แน่นอนว่าหนึ่งในปัญหาเหล่านั้นก็มีเรื่องคุณภาพของโอสถอยู่ด้วย

โหยวเสี่ยวโม่ได้รับรู้เรื่องนี้ แต่หลิงเซี่ยวสังเกตเห็น ทำให้เขาต้องมองไปยังลั่วเซียอีกครั้ง

บนลานประลอง เหล่ยจวี๋ไม่ได้พูดอะไร เขามองมายังหลิงเซี่ยวอย่างท้าทายอีกครั้ง ราวกับจะพูดว่า “ข้ารอท่านอยู่” อา ช่างเป็นสายสัมพันธ์ระหว่างลูกผู้ชาย!

หลังจากผู้เฒ่าเจียงประกาศผู้ชนะ รอบถัดมาก็เริ่มขึ้น รอบที่สองเป็นการต่อสู้ระหว่างหญิงสาวสองคนที่เข้าพรรคมาแทบจะเวลาเดียวกัน หญิงสาวที่สวยงาม แม้ว่าพวกนางจะไม่อาจเทียบกับถังหยุนฉีได้ก็ตาม แต่พวกนางก็ยังคงได้รับความนิยมในพรรคเถียนซิน เหล่าผู้คนที่ชื่นชมนางมีไม่น้อยเลยทีเดียว

คนแรกคือหลิวลี่ชิง ส่วนอีกคนคือทันไทเมียวอิน ทั้งสองเป็นสาวงามหน้าใหม่ที่โดดเด่น แต่หลิวลี่ชิงนั้นแข็งแกร่งกว่าทันไทเมียวอิน

หลังจากทั้งสองขึ้นสู่ลานประลอง ศิษย์ผู้ชายด้านล่างต่างก็เริ่มส่งเสียงให้กำลังใจเสียงดังอยู่ในกระโจมของตนเอง

การแข่งขันจะเรียกว่าเป็นการแข่งขันได้ก็ต่อเมื่อมีบรรยากาศแบบนี้ เมื่อตอนที่เหล่ยจวี๋ต่อสู้อยู่ ผู้ชมนั้นเงียบกริบ บ่งชี้ให้เห็นว่ารูปลักษณ์ภายนอกสำคัญขนาดไหน

หญิงสาวทั้งสองโค้งคำนับให้แก่กัน และการต่อสู้เริ่มต้นขึ้นด้วยเสียงตะโกนปลุกขวัญกำลังใจ

หนึ่งชมพูและหนึ่งขาว รูปร่างสวยงามต่างต่อสู้พัวพันกัน เสียงดาบปะทะกัน *เคร้ง ชิ้ง* ดังขึ้นให้ได้ยินเรื่อยๆ ร่างกายสวยงามนั้นราวกับกำลังเต้นรำกันอยู่ ทำให้ชายหนุ่มเลือดร้อนด้านล่างเดือดพล่านด้วยความตื่นเต้น ทั้งสองกระโจมต่างส่งเสียงจนกระทั่งน้ำเสียงเหือดแห้งและปอดฉีกออกจากัน

โหยวเสี่ยวโม่เองก็ตื่นเต้นด้วยเช่นกัน พวกนางมีลักษณะของหญิงสาวที่เขาชื่นชอบ ไม่เพียงแค่สวยเท่านั้น พวกนางยังคงแข็งแกร่งอีกด้วย

ในตอนที่สายตาของโหยวเสี่ยวโม่แปะติดอยู่กับผู้หญิง หลิงเซี่ยวซึ่งอยู่ด้านข้างกลับรู้สึกเบื่อหน่ายเป็นที่สุด

Facebook Comment