+100%-

บทที่ 67 ถ้าหากเจ้าช่วยข้า

โหยวเสี่ยวโม่ไม่เคยใกล้ชิดกับผู้ชายแบบนี้มาก่อน แต่ด้วยเหตุผลบางประการ เพียงแค่เขาขยับตัวเล็กน้อย สิ่งแข็งแรงนี้ก็ดูเหมือนจะใหญ่ขึ้นและผลักดันต้นขาเขากลับมา ไม่เพียงแต่ร้อนขึ้นเท่านั้น แต่เขายังคงรู้สึกว่ามันแข็งขึ้นอีกด้วย

ในตอนนี้แขนของหลิงเซี่ยวที่คล้องอยู่บนเอวของเขากระชับแน่นขึ้น กอดแน่นราวกับว่าตัวจะแยกออกเป็นสองส่วน โหยวเสี่ยวโม่อดทนจนกระทั่งหน้าเขาเป็นสีแดง และในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหว เขารู้สึกว่าหากเป็นแบบนี้ต่อไปตัวเขาจะถูกสะบั้นเป็นสองส่วนจริงๆ

“ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ท่านช่วยปล่อยข้าก่อนได้ไหม? ข้า….. ข้าจะหายใจไม่ออกแล้ว”

หลิงเซี่ยวจ้องมายังเขา และผ่อนแขนออกเล็กน้อยโดยไม่ได้พูดอะไร

โหยวเสี่ยวโม่ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขาคิดว่าตัวเองจะถูกบดจนตายซะแล้ว เขาแอบมองหลิงเซี่ยวและพูดตะกุกตะกักว่า “ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ตอนนี้ก็สายแล้ว พวกเรา…ควรจะลุกออกจากเตียง? ท่านยังคงต้องแข่งขันในวันนี้นะ!”

หลิงเซี่ยวไม่ตอบคำถาม สายตาของเขาเต็มไปด้วยเสน่ห์มากมาย นัยน์ตาดำของเขาสะท้อนใบหน้าแดงแจ๋ของโหยวเสี่ยวโม่

เด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดสิบแปดผู้นี้ มีใบหน้าที่ละเอียดอ่อนผ่องใส แม้ว่าจะไม่สูงมากก็ตาม แต่ก็ผอมบางและรูปร่างเล็ก เมื่อมองดูครั้งแรก รูปร่างของคนผู้นี้ไม่ดึงดูดผู้คนเพียงการมองครั้งเดียว แต่เมื่ออยู่ด้วยกันมาระยะเวลาหนึ่ง เขารู้สึกหลงใหลโหยวเสี่ยวโม่ และทำให้เขารู้สึกต้องการค้นหาตัวตนลึกลงไปอีก

โหยวเสี่ยวโม่เป็นคนผู้มีหลากหลายอารมณ์ และมักจะเปิดเผยอารมณ์เหล่านั้นผ่านทางสีหน้าของเขา เป็นคนผู้ซึ่งอ่านออกได้ง่าย ด้วยเหตุนี้นี่เองทำให้หลิงเซี่ยวต้านทานความรู้สึกอยากแกล้งนี้ไม่ไหว

แต่โหยวเสี่ยวโม่เองก็เป็นคนที่สามารถอดทนได้มาก มากกว่าคนอื่นๆที่เขาเคยเจอมา แม้ว่าจะมองเห็นได้ชัดว่าเขาโกรธจนถึงขั้นที่ว่าอาจจะมีไฟลุกออกมาจากตา แต่เขากลับไม่พูดอะไรสักคำ และพยายามจะกดความรู้สึกเอาไว้ แต่ที่เขาไม่รู้ก็คือ ยิ่งเขาพยามกดอารมณ์ไว้เท่าไหร่ หลิงเซี่ยวก็ยิ่งจะแกล้งเขาไปเรื่อยๆ เพื่อหาจุดสิ้นสุดของความอดทนนี้

หลิงเซี่ยวเพิ่งรู้สึกตัวว่าโหยวเสี่ยวโม่จริงๆแล้วก็หน้าตาดีอยู่บ้าง หน้ากระจ่างใสที่มีก้อนกลมๆสีชมพูสองลูก มองไปมองมาก้อนพวกนั้นดูราวกับลูกท้อที่อวบอ้วน และส่งกลิ่นหอมหวน ล่อลวงให้คนมากัด ในความเป็นจริง หลิงเซี่ยวก็ทำเช่นนั้น เขาก้มหัวลงและกัดเข้าที่แก้มข้างหนึ่งของโหยวเสี่ยวโม่ คนถูกกัดตกตะลึงจนไม่มีปฏิกิริยาอะไรตอบโต้เลย

โชคดีที่หลิงเซี่ยวเพียงแค่กัดเบาๆ แต่ยังคงทิ้งเป็นรอยจางๆบนใบหน้าของโหยวเสี่ยวโม่

“อร่อยมาก!”

หลิงเซี่ยวเลียริมฝีปากล่าง บ่งบอกถึงความรู้สึกไม่เพียงพอ ดวงตาที่เหมือนเสือคู่นั้นจับจ้องไปยังแก้มที่ขึ้นสีระเรื่อของโหยวเสี่ยวโม่ราวกับว่าเขาอยากกัดอีกข้างด้วย

จิตใจของโหยวเสี่ยวโม่ที่บินหายไปก่อนหน้านี้กลับมาหาเขาตั้งแต่ตอนที่หลิงเซี่ยวพูดว่า “อร่อยมาก” ออกมาแล้ว ปฏิกิริยาแรกของเขาคือการปิดส่วนที่ถูกกัดและเบิกตากว้างอย่างตกใจ ด้วยท่าทางราวกับไม่อยากจะเชื่อ “ท่าน ท่าน…”

“ข้าทำไมรึ?”

หลิงเซี่ยวยิ้มจนตาเป็นเส้นตรง ความรู้สึกหงุดหงิดจากการไม่ได้นอนตลอดทั้งคืนหายไปทันทีที่เขาเห็นสีหน้าของโหยวเสี่ยวโม่

“ท่านกัดข้าทำไม?”

โหยวเสี่ยวโม่สวมหน้ากากเสือและพูดอย่างไม่พอใจ

หลิงเซี่ยวคิดเล็กน้อยก่อนจะยิ้มและกล่าวออกมา “เพราะข้าอยากกัด”

โหยวเสี่ยวโม่โกรธจนปากกระตุก เขามองไปยังหลิงเซี่ยวแล้วกล่าวว่า “เพราะท่านอยากกัดก็เลยกัด? ข้าไม่ใช่เนื้อที่อยู่บนเขียงนะ”

หลิงเซี่ยวยกมุมปากของเขาขึ้น เผยให้เห็นความรู้สึกขบขันและไม่จริงจัง “แล้วเจ้ารู้ได้ยังไงว่าจ้าไม่ใช่เนื้อที่อยู่บนเขียงน่ะ ฮึ?”

พยางค์สุดท้ายถูกกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย้ายวน ทำให้ผู้ฟังเคลิ้มไปกับน้ำเสียงทุ้มต่ำของเขา

หากศิษย์หญิงทั้งหลายในวงศ์ภาคกลางอยู่ที่นี่ พวกเขาคงจะกรีดร้องด้วยความตื่นเต้นไปแล้ว

แต่น่าเสียดายที่บุคคลเดียวที่อยู่ที่นี่คือโหยวเสี่ยวโม่ เขาสนใจอยู่แต่ประโยคครึ่งแรกของหลิงเซี่ยวเท่านั้น ไม่มีทางที่เขาจะสนใจว่าพยางค์ท้ายสุดของประโยคจะเหมือนเดิมรึไม่ เขาโกรธจนกระทั่งร่างกายสั่นเทิ้ม

“ท่าน แล้วเรื่องนี้หมายความว่าอย่างไร?”

โหยวเสี่ยวโม่พูดลอดไรฟัน อย่าคิดว่าเขาไม่มีพลังในการต่อสู้แล้วเขาจะถูกแกล้งได้โดยง่ายนะ เขาเองก็เป็นคนที่ไม่ควรล้อเล่นด้วยเช่นกัน

“ก็หมายความแบบเดียวกับที่เจ้าคิดไง”

หลิงเซี่ยวยิ้ม ใบหน้าหล่อเหลาของเขาแต้มไปด้วยเสน่ห์แห่งความสง่างาม น้ำเสียงของเขาเบาดุจรุ่งอรุณ ดูราวกับว่าเขากำลังอารมณ์ดีอย่างยิ่ง

“ข้า…”

โหยวเสี่ยวโม่ตาโต เขาอยากจะปฏิเสธออกไปแต่เมื่อเห็นรอยยิ้มสดใสที่ดูราวกับเป็นคนละคนของหลิงเซี่ยว ความกล้าที่เขาอุตส่าห์ปั้นขึ้นมากลับหายไปอย่างรวดเร็ว สีหน้าของเขากลับแทนที่ด้วยสีหน้าที่ดูน่าสงสาร ราวกับหญิงสาวผู้ถูกกลั่นแกล้งที่ต้องการความช่วยเหลือ “เมื่อคืนมันยังคงปกติดีอยู่เลย….”

หลิงเซี่ยวนั้นมีความสุขอย่างมาก ชายหนุ่มผู้นี้เมื่อครู่ยังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แต่ไม่กี่นาทีต่อมา ก็กลับมาเป็นนิสัยปกติดังเดิม เขาคิดว่าโหยวเสี่ยวโม่เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจนถึงขั้นกล้าเถียงเขากลับมาได้ แต่เขาก็ยังคงดีใจอยู่ หลิงเซี่ยวก็ไม่ได้จะปล่อยโหยวเสี่ยวโม่ไปแบบนี้แน่นอน เขาถูกทำให้ไม่ได้นอนทั้งคืน หนี้นี้จะต้องได้รับการชดใช้แน่นอน

“ศิษย์น้อง เจ้าลองคิดดูสิว่าทำไมเจ้าถึงได้มานอนในวงแขนของข้าแบบนี้?”

โหยวเสี่ยวโม่เองก็ต้องการรู้คำตอบของคำถามนี้เนกัน ทำไมสิ่งแรกของเช้านี้คือการที่เขาพบคือเขาตื่นขึ้นมาบนตัวหลิงเซี่ยว!

โหยวเสี่ยวโม่คิดว่าเขามีท่าทางการนอนที่ดี แม้ว่าในชีวิตที่แล้วเขาจะย้ายออกมาอยู่คนเดียวก็ตาม แต่ตอนที่เขาอยู่ที่บ้าน พ่อแม่และน้องชายเขาที่อยู่ห้องเดียวกับเขาก็ไม่เคยบอกว่าเขานอนดิ้นหรือมีนิสัยอย่างอื่นเลย ดังนั้นเขาจึงรู้สึกว่าเขามีท่าทางการนอนที่เหมาะสมอย่างแน่นอน

แต่ความเชื่อนี้พังทลายลงในตอนนี้เอง เขารู้สึกอยากกรีดร้องออกมาว่ามันไม่จริง แต่เมื่อมองไปยังท่าทางของหลิงเซี่ยวแล้ว มันต้องมีอะไรเกิดขึ้นเมื่อคืนนี้อย่างแน่นอน หากไม่เช่นนั้นแล้ว หลิงเซี่ยวจะพูดคำพูดพวกนั้นออกมาได้อย่างไร!

เมื่อคิดได้ดังนี้ โหยวเสี่ยวโม่จึงหัวเราะออกมาด้วยความอับอาย “เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นรึ?”

เขาเปลี่ยนสถานะจากเหยื่อผู้ถูกกระทำที่ยะโสกลายเป็นผู้ต้องสงสัยเสียแล้วในตอนนี้ อีกทั้ง จากพลังของเขาในตอนนี้เขายังคงเป็นบุคคลที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แถมยังตกอยู่ในกำมือผู้อื่นอีก

อย่างไรก็ตาม แกะน้อยตัวนี้ แม้ว่าจะแปลงกายมาแบบไหนก็ตาม แต่โดยเนื้อแท้แล้วก็ยังคงเป็นแกะน้อยอยู่นั่นเอง สิ่งเหล่านี้ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง!

ดวงตาของหลิงเซี่ยวเป็นประกาย เขาโกหกหน้าตาย “เมื่อคืน เจ้า…. หลังจากหลับไปได้เกือบค่อนคืน เจ้าก็ตื่นขึ้นและกดข้าลง ไม่เพียงแค่นั้น เจ้ายังคงมีพละกำลังราวกับสัตว์ป่าจากที่ไหนก็ไม่รู้ จู่ๆเจ้าก็อยากจะฉีกกระชากเสื้อผ้าของข้า หากไม่ใช่เพราะว่าเสื้อผ้าของข้าคุณภาพดีแล้วล่ะก็ ป่านนี้พวกมันคงถูกพลังสัตว์ป่าในตัวเจ้าฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้ว”

เมื่อโหยวเสี่ยวโม่ได้ฟัง เขารู้สึกตกใจ เมื่อวิเคราะห์คำพูดเหล่านี้ เขารู้สึกตกใจและทำอะไรไม่ถูก เมื่อเขาได้ยินถึงท่อนที่บอกว่า “ฉีกกระชากเสื้อผ้า” ราวกับว่าเขาถูกซัดจนคว่ำและพ่ายแพ้หมดรูปจนอยากจะแกล้งตายเลยทีเดียว

นี่มันไม่จริง คนผู้นั้นไม่ใช่เขาแน่นอน ไม่มีทาง มันจะต้องเป็นภาพหลอน เขาจะทำเรื่องแบบนั้นได้อย่างไร? แต่เมื่อเขามองไปที่ท่าทางของหลิงเซี่ยว ก็ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้โกหกด้วย โหยวเสี่ยวโม่เหมือนถูกโยนเข้าไปในความวุ่นวาย ตัวตนที่ถูกค้นพบนี้ช่างมากเกินไป เขาไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะมีด้าน….อ่า “เลือดร้อน” อยู่ในตัวด้วย

“แล้ว แล้ว แล้ว…. หลังจากนั้นล่ะ?”

ลิ้นของโหยวเสี่ยวโม่พันกัน

“หลังจากนั้นรึ?”

หลิงเซี่ยวยกคิ้วขึ้นและเปล่งเสียงออกมา “แน่นอนว่าข้าหยุดเจ้าได้ทันเวลา แต่…”

โหยวเสี่ยวโม่ถึงกับถอนหายใจออกมา แน่นอนว่านี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดตั้งแต่เขาฟังมา แต่เมื่อเขากำลังจะผ่อนคลาย คำว่า “แต่” ของหลิงเซี่ยวก็ทำให้หัวใจเขาเต้นจนจะทะลุออกมานอกอก *ตึก ตั่ก ตึก ตั่ก* ยังมีเรื่องมากกว่านี้อีกหรือ?

“แต่ แต่อะไร?”

“แม้ว่าข้าจะสามารถจัดการหยุดเจ้าได้ แต่เจ้าก็ยังคงกอดข้าอยู่และไม่ยอมปล่อยไป อีกทั้ง เจ้ายังคงดิ้นอยู่บนตัวข้า ทำให้ข้าต้องตื่นทั้งคืน”

คำพูดสุดท้ายพูดด้วยน้ำเสียงที่ราวกับว่าเขากำลังเคืองอยู่

หูของโหยวเสี่ยวโม่แดงราวกับเลือด อุณหภูมิที่แก้มของเขาก็พุ่งสูงถึงจุดเดือด เขาไม่หลิงมองหน้าหลิงเซี่ยวอีกต่อไป

ไม่ประหลาดใจเลยว่าทำไมเช้านี้เมื่อเขาตื่นขึ้น หลิงเซี่ยวก็ตื่นอย่างรวดเร็ว เพราะว่าเขาไม่ได้หลับตลอดทั้งคืนนี่เอง หากมีใครบางคนนอนทับเขาและดิ้นไปมา เขาคงไม่สามารถนอนหลับได้ ดังนั้นเขาจึงรู้สึกผิดอย่างมาก!

“ข้าขอโทษ”

โหยวเสี่ยวโม่หน้าแดงกล่าวขอโทษอย่างอ่อนโยน

โหยวเสี่ยวโม่ก้มหน้าลงดังนั้นเขาจึงไม่รู้ตัวว่าหลิงเซี่ยวกำลังยิ้มอยู่ ไหนล่ะ คนโกรธ? แต่หลิงเซี่ยวไม่ได้ต้องการปล่อยโหยวเสี่ยวโม่ไปแบบนี้แน่นอน ดังนั้นเขาจึงกระแอม และกล่าวว่า “อย่าคิดว่าแค่ขอโทษแล้วจะพอนะ แต่ข้าอาจจะให้อภัยเจ้าได้ ถ้าหากว่า…”

“ว่าอะไร?”

โหยวเสี่ยวโม่แทรกขึ้นมาอย่างกระตือรือร้น ในเมื่อเขาเป็นคนผิดเอง

แววตาหลิงเซี่ยวเจ้าเล่ห์ขึ้น “หากเจ้ายอมช่วยข้าคิดหาวิธีทำให้สิ่งที่แข็งแกร่งด้านใต้นี่สงบลงได้”

เมื่อพูดจบ เขาจงใจกระตุกช่วงล่างของเขาอีกด้วย

“เอ้ะ?”

โหยวเสี่ยวโม่ไม่สามารถปัดป้องการเย้าแหย่นี้ได้ เขากระโดดขึ้นราวกับมีใครมาเหยียบหาง โชคดีที่หลิงเซี่ยวไม่ได้ใช้แรงมากมายอะไรในการดึงรั้งเอวเขาไว้ ดังนั้นเขาจึงหลุดออกมาในทันที

เมื่อได้รับอิสระ โหยวเสี่ยวโม่รีบกลับเข้าไปยังมุมอย่างรวดเร็ว และมองไปยังหลิงเซี่ยวด้วยสายตาตกตะลึง

สายตาของเขาย้ายไปยังร่างกายช่วงล่างของหลิงเซี่ยวโดยไม่รู้ตัว เขาเห็นเนื้อผ้านูนเด่นขึ้นมาตรงช่วงระหว่างขาทั้งสอง มันถูกปกปิดไว้ด้วยชั้นผ้าสีขาวบางๆเท่านั้น ทำให้เขาสามารถมองเห็นสิ่งดุดันนั่นได้รางๆ เมื่อคิดว่าตะกี้นี้เขาเพิ่งถูกดันด้วยเจ้าสิ่งนี้ โหยวเสี่ยวโม่ก็รู้สึกใบหน้าชา

มันทำไมใหญ่ขนาดนี้กันล่ะ?

อา นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดซักหน่อย สิ่งสำคัญคือหลิงเซี่ยวต้องการให้เขาช่วยจริงๆ….

****************

เลยเวลาโพสท์มาแล้ว ขอโทษค่ะ ดูเดอะว้อยซ์เพลินไปหน่อย TT

คือในฉบับอังกฤษ บรรยายส่วนนั้นของหลิงเซี่ยวว่า Tent ค่ะ คือ ใหญ่ขนาดเห็นเป็นกระโจมเลยหรอ 0.0 เรามิสามารถแปลออกมาแบบนี้จริงๆ แทนที่จะฟิน จะฮาแทนซะก่อน

อ่านให้สนุกค่ะ 😀

Facebook Comment