+100%-

บทที่ 66 คืนแรก

===============

คืนนั้น ในห้องของหลิงเซี่ยวที่คนนอกมองไม่เห็น เงาของโหยวเสี่ยวโม่ที่เกิดจากแสงไฟเรืองรองตกกระทบบนหน้าต่าง ท่าทางมั่นคงและจดจ่ออยู่กับการหลอมยานั้นดูงดงามมาก มีคำกล่าวว่า เวลาที่ผู้ชายจะดูมีเสน่ห์ในเวลาที่จดจ่อกับอะไรบางอย่าง คำกล่าวนี้ไม่ผิดเลย หลิงเซี่ยวที่นั่งอยู่ด้านหน้าโหยวเสี่ยวโม่ แทบไม่กระพริบตาเลย เพื่อให้จับจ้องโหยวเสี่ยวโม่ได้นานที่สุด

ตั้งแต่ช่วงเวลาซือ*ถึงเวลาจื่อ* โหยวเสี่ยวโม่หลอมโอสถทั้งหมดสองชั่วยาม*เต็ม เขาหยุดเฉพาะตอนที่เขาใช้พลังวิญญาณหมดแล้วเท่านั้น (เวลาซือ=ตั้งแต่1ทุ่มถึง3ทุ่ม, เวลาจื่อ=ตั้งแต่4ทุ่มถึงเที่ยงคืน, สองชั่วยาม= 4 ชั่วโมง)

เมื่อใส่โอสถเม็ดสุดท้ายเข้าไปในขวด โหยวเสี่ยวโม่จึงปาดเหงื่อบนหน้าผากทิ้ง แม้ว่าผิวเขาจะซีดเล็กน้อย แต่เขาก็ยิ้มออกมา ในครั้งนี้ ความเร็วในการหลอมโอสถของเขาเพิ่มขึ้น เขาหลอมโอสถชั้นสูงสิบเม็ดภายในเวลาแค่สองชั่วยามเท่านั้น เร็วกว่าเมื่อวานเสียอีก

“ศิษย์พี่ใหญ่หลิง นี่คือโอสถสิบเม็ด รสชาติคงจะเหมือนกับเม็ดที่ท่านกินไปก่อนหน้านี้”

โหยวเสี่ยวโม่เก็บของที่อยู่บนโต๊ะน้ำชาก่อนจะส่งขวดโอสถที่บรรจุโอสถไว้ให้หลิงเซี่ยว

หลิงเซี่ยวมองขวดในมือโหยวเสี่ยวโม่ และมองไปยังหน้าที่ซีดเล็กน้อยนั่น ในตอนที่โหยวเสี่ยวโม่คิดว่าเขาจะปฏิเสธไม่รับโอสถ เขากลับหยิบขวดไปอย่างรวดเร็ว และพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ครั้งหน้าเจ้าไม่จำเป็นต้องรีบก็ได้”

หลังจากพูดจบ เขาก็เดินตรงไปยังห้องด้านใน

โหยวเสี่ยวโม่ “….”

เจ้าบ้า น่าจะบอกกันตั้งแต่แรกสิ!

ตอนที่เขาหลอมโอสถ เขาคิดว่าหลิงเซี่ยวรอโอสถอยู่อย่างไม่ค่อยอดทนนัก ดังนั้นเขาจึงหลอมต่อไปสองชั่วยามติดต่อกันเพื่อผลิตสิบเม็ดนี้ออกมา ใครจะรู้ว่าเมื่อเขาหลอมเสร็จแล้ว หลิงเซี่ยวจะพูดคำนี้ออกมา เขาถูกหลอกอีกแล้ว!

หลังจากสาปแช่งในใจแล้ว โหยวเสี่ยวโม่จึงเดินเข้าไปยังห้องด้านใน

เวลาจื่อจะเท่ากับเวลาประมาณ ห้าทุ่มถึงตีหนึ่งในโลกที่เขาจากมา ตอนนี้ประมาณห้าทุ่มแล้ว แม้ว่าจะไม่ค่อยดึกเท่าไหร่ แต่แสงไฟทุกดวงในวงศ์ภาคกลางก็ดับหมดแล้ว ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ทุกอย่างเงียบสงัด

ตอนที่โหยวเสี่ยวโม่เดินเข้าไปด้านใน หลิงเซี่ยวก็กำลังถอดเสื้อผ้าชั้นนอกออกเหลือเพียงชุดคลุมสีขาว รูปร่างสูงใหญ่ภายใต้ชุดคลุมเผยให้เห็นถึงมัดกล้ามเนื้อรางๆ ท่าทางของเขาแม้จะดูราบเรียบแต่ก็ยังคงสูงส่งและน่าหวั่นเกรง เพียงแค่มองดู ใบหน้าของโหยวเสี่ยวโม่ก็แดงขึ้นมาทันทีราวกับสีของกุ้งนึ่ง

ในตอนนี้เองที่เขานึกขึ้นมาได้ว่าเขาต้องนอนบนเตียงเดียวกับหลิงเซี่ยว

“ศิษย์น้อง ทำไมเจ้ายืนอยู่ตรงนั้นเล่า? มาตรงนี้แล้วนอนซะ”

หลิงเซี่ยวมองไปรอบๆ จึงเห็นโหยวเสี่ยวโม่ยืนนิ่งดูราวกับไม่รู้จะทำอย่างไรดี แก้มเขาไม่ได้ซีดเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว กลับกันมันแดงแจ๋ เขาสามารถบอกได้ทันทีว่าโหยวเสี่ยวโม่กำลังกังวลอยู่

โหยวเสี่ยวโม่ไม่รู้ว่าจะเอามือกับเท้าวางไว้ตรงไหนดี เขาพูดอย่างระมัดระวัง “ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ข้าคิดว่าข้าเอาฟูกมานอนพื้นดีกว่า สองคนนอนบนเตียงเดียวกันน่าจะอึดอัด และท่านไม่น่าจะคุ้นเคยกับการมีอีกคนมานอนด้วยนะ!”

ปากหลิงเซี่ยวโค้งขึ้น “เจ้ายังไม่ได้ลองเลย จะรู้ได้อย่างไรว่าข้าไม่คุ้นเคย?”

โหยวเสี่ยวโม่พูดไม่ออก เรื่องแบบนี้จำเป็นต้องลองกันด้วยหรอ? ไร้สาระ!

หลิงเซี่ยวเดินมาทางเขาและจับแขนและดึงเขาไปที่เตียงโดยไม่รอช้า เขากล่าวแนะนำว่า “ศิษย์น้อง หรือว่าเจ้าอยากให้ข้าช่วยเจ้าถอดเสื้อผ้าด้วย?”

ปฏิกิริยาแรกของโหยวเสี่ยวโม่คือ ใช้อีกมือที่ว่างอยู่จับคอเสื้อของตัวเองไว้ ราวกับกลัวว่าหลิงเซี่ยวจะเข้ามาช่วยเขาถอดจริงๆ แต่เมื่อเขาได้สติอีกครั้งเขาเกือบทรุดลงไปนั่งกับพื้น ทำไมเขาต้องมีปฏิกิริยาราวกับผู้หญิงด้วย? ทั้งหมดเป็นความผิดของหลิงเซี่ยว หากหลิงเซี่ยวไม่ล้อเลียนเขาด้วยน้ำเสียงแบบนั้น เขาคงไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองแบบนี้เป็นแน่!

“ไม่จำเป็น ข้าคุ้นชินกับการนอนใส่เสื้อผ้า”

โหยวเสี่ยวโม่หน้าแดง พยายามที่จะพูดข้ออ้างที่มีเหตุผล

หลิงเซี่ยวมองเขาขึ้นลง ก่อนจะยกริมฝีปากขึ้น “นอนทั้งชุดแบบนั้น เจ้าจะไม่อึดอัดแย่หรือ?”

โหยวเสี่ยวโม่หัวเราะแข็งๆ “ไม่เป็นไร”

เมื่อได้ยินดังนั้น หลิงเซี่ยวมองเขาด้วยสายตาเคลือบแคลงก่อนกล่าวว่า “ในเมื่อเจ้าชอบแบบนั้น ข้าก็จะไม่บังคับเจ้า เอาล่ะจะมานอนบนเตียงได้รึยังล่ะ?”

“นะ แน่นอน”

โหยวเสี่ยวโม่รีบถอดรองเท้าออกราวกับกลัวว่าหลิงเซี่ยวจะเปลี่ยนใจกระทันหัน เขาคลานขึ้นไปบนเตียงและฝังตัวเองที่มุมมุมหนึ่งของเตียง เขาแอบดึงมุมของผ้าห่มมาพันตัวเองไว้อีกชั้น

เมื่อหลิงเซี่ยวนอนลง เขาเห็นท่าทางราวกับเต่าขดตัวของโหยวเสี่ยวโม่ จึงหัวเราะออกมาเสียงดัง เขานำมือหนึ่งมาหนุนหัวไว้ และกล่าวอย่างเย้าแหย่ “ศิษย์น้อง เจ้าจำเป็นต้องกลัวขนาดนี้เลยรึ? หรือว่าเจ้ากลัวว่าข้าจะกินเจ้า?”

“ไม่ ข้าแค่คิดว่ามันอุ่นดี…”

ใช่แล้ว มันก็แค่ผิดปกตินิดหน่อย เท่านั้นเอง

สถานการณ์ตอนนี้ราวกับศัตรูสองคนที่ปฏิเสธจะอยู่ภายใต้ท้องฟ้าเดียวกัน กลับพบว่าพวกเขานอนหลับบนเตียงเดียวกัน ความรู้สึกหนึ่งในนั้นคืออึดอัดมาก ใครจะคิดว่าพวกเขาจะต้องมานอนเตียงเดียวกันเล่า แม้ว่าหลิงเซี่ยวกับเขาจะไม่ใช่ศัตรูกันก็ตาม แต่เขาก็ยังคงรู้สึกอยู่ดี ความรู้สึกที่ว่าหากเขาผ่อนคลายเมื่อใด อีกคนหนึ่งอาจจะทำบางสิ่งที่น่ากลัวขึ้นมาก็ได้

“ตามใจเจ้า!”

หลิงเซี่ยวพูดออกมาอย่างอ่อนแรง เขาพลิกตัวไปอีกฝั่งและนอนหลับ ไม่ได้สนใจโหยวเสี่ยวโม่ที่ตอนนี้ขดตัวเป็นดักแด้

โหยวเสี่ยวโม่ใช้แสงจันทร์ที่ส่องตรงหน้าต่างในการสังเกตว่าหลิงเซี่ยวปิดตาลงแล้ว เขาดูผ่อนคลาย แม้กระทั่งเสียงลมหายใจก็บ่งบอกได้ว่าเขาหลับไปแล้ว ความเร็วนี้สามารถบันทึกลงกินเนสบุ๊คได้เลย

เมื่ออยู่ในมัดผ้าห่ม โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่าผ้าห่มผืนเล็กเกินไป เขาลืมเรื่องนี้ไปเลยในตอนที่เขาจัดสิ่งของในตอนเช้าวันนี้

เนื่องจากนี่เป็นห้องสำหรับหนึ่งคนตั้งแต่แรกแล้ว ดังนั้นผ้าห่มจึงผืนไม่ใหญ่มาก อีกทั้ง หลิงเซี่ยวนั้นตัวสูงและหนากว่าเขา ในตอนที่เขาห่มตัวเองก็ใช้ผ้าห่มไปครึ่งหนึ่งแล้ว อีกทั้งตอนนี้เขามุดตัวอยู่มุมเตียง ดังนั้นระยะห่างระหว่างเขากับหลิงเซี่ยวจึงราวกับเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ กระทั่งลมเย็นจัดสามารถแทรกเข้ามาได้ และมันหนาวจนเขาหยุดสั่นไม่ได้

โหยวเสี่ยวโม่ถูแขนทั้งสองข้าง ดูเหมือนว่าเขาต้องผ่านคืนนี้ไปก่อน พรุ่งนี้ค่อยคิดอีกที

ไม่นานความง่วงก็เข้าแทรก โหยวเสี่ยวโม่ไม่อาจปัดความง่วงเหล่านี้ไปได้ สุดท้ายเขาจึงปิดตาและผล็อยหลับไป

เวลานั้นเอง คนที่ควรจะหลับไปแล้วอย่างหลิงเซี่ยว กลับลืมตาขึ้นมา เขาหันไปมองโหยวเสี่ยวโม่ที่ขดตัวเป็นลูกบอลที่มุมเตียง แววตาแสดงความขบขันออกมา ด้วยร่างกายของเขา ลมหนาวในคืนเช่นนี้ไม่สามารถทำอะไรเขาได้ เขาสามารถนอนได้กระทั่งท่ามกลางน้ำแข็งและหิมะ เขาแกล้งทำเพียงเพื่อจะดูว่าโหยวเสี่ยวโม่จะอดทนไม่เข้าใกล้เขาได้นานแค่ไหน

แต่โดยไม่คาดคิด ก่อนที่โหยวเสี่ยวโม่จะเข้าใกล้ เขากลับหลับไปเสียก่อน!

หลิงเซี่ยวส่ายหัวอย่างผิดหวัง เขาหยิบผ้าห่มและนำมาห่มตัวเอง ก่อนจะปิดตาและหลับอย่างรวดเร็ว

หลิงเซี่ยวคิดว่าเขาสามารถหลับไปจนถึงตอนเช้าได้ แต่ในกลางดึก เขากลับตื่นขึ้นเพราะความอบอุ่นของร่างกายที่โดนตัวเขาอย่างคาดไม่ถึง เมื่อเขาเปิดตาขึ้น เขาจึงเห็นว่าคนที่ควรจะนอนอยู่ที่มุมกลับแปะตัวติดกับเขาราวปลาหมึก โหยวเสี่ยวโม่นำติดมาแม้กระทั่งผ้าห่มเพียงแต่มีเพียงส่วนมุมเท่านั้นที่ห่มร่างกายผอมบางของเขา ส่วนที่เหลือยังคงกองอยู่ที่มุมเตียงเช่นเดิม

อาจจะเป็นเพราะว่าเขารู้สึกได้ถึงแหล่งความร้อน ดังนั้นร่างกายของโหยวเสี่ยวโม่จึงขยับเข้ามาใกล้แหล่งความร้อนโดยไม่รู้ตัว หัวเขาอยู่บนอกของหลิงเซี่ยว และบางทีมันอาจจะแข็งเกินไปจนริมฝีปากบางขยับไปมาราวกับจะบ่นในเรื่องนี้ แขนและขาเขาโอบรอบร่างกายของหลิงเซี่ยว ตัวของโหยวเสี่ยวโม่ไม่สั่นอีกต่อไป และดูเหมือนจะหลับได้ลึกขึ้นอีกด้วย

ก่อนที่หลิงเซี่ยวจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น โหยวเสี่ยวโม่ก็เกาะอยู่บนร่างกายเขาแล้ว แม้แต่ลมหายใจของเขาก็เต็มไปด้วยกลิ่นกายของโหยวเสี่ยวโม่

โหยวเสี่ยวโม่นั้นเป็นพวกนอนดิ้น นอกจากจะเกาะบนร่างกายหลิงเซี่ยวแล้ว เขายังคงดิ้นไปมา เขาบังเอิญไปโดนร่างกายส่วนล่างและกระตุ้นปฏิกิริยาบางอย่างโดยไม่ได้ตั้งใจ ท่าทางของหลิงเซี่ยวเปลี่ยนเล็กน้อย เขาพันธนาการร่างกายน่ารำคาญนี่อย่างรวดเร็ว โหยวเสี่ยวโม่จึงหยุดดิ้น ก่อนจะหาตำแหน่งที่เหมาะสมและหลับลึกอีกครั้ง เพราะว่าร่างกายบางส่วนเริ่มมีปฏิกิริยาเกิดขึ้น ดังนั้นร่างกายจึงร้อนขึ้นและร้อนขึ้น โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่าความร้อนเหล่านี้ช่างยากต่อการผละออกไปอย่างยิ่ง

หลิงเซี่ยวก้มหัวและเห็นโหยวเสี่ยวโม่นอนบนอกเขา จู่ๆ ริมฝีปากก็ยิ้มออกมา

โชคดีที่จิตใจของเขานั้นพิเศษ หากไม่เช่นนั้นแล้ว บางสิ่งบางอย่างที่น่าอายอาจจะเกิดขึ้นได้ เมื่อควบคุมตัวเองให้สงบลง หลิงเซี่ยวจึงไม่สามารถนอนหลับได้อีกต่อไป เขาจึงจ้องมองโหยวเสี่ยวโม่ด้วยดวงตาเปิดเต็มที่ไปเกือบทั้งคืน

วันต่อมา โหยวเสี่ยวโม่ตื่นขึ้นและพบว่าเขานอนอยู่ใต้วงแขนของหลิงเซี่ยว เขากระโดดออกมาด้วยความกลัวและพยายามจะลุกขึ้น

การกระทำนี้ส่งผลกระทบอย่างคาดไม่ถึงไปยังหลิงเซี่ยวที่หลับตาแต่ยังไม่หลับ หลิงเซี่ยวเปิดตาขึ้น และจ้องมองอย่างดุร้ายไปยังโหยวเสี่ยวโม่ สองมือที่โอบรอบอยู่ที่เอวเองก็ยังไม่ขยับ เขาพูดเสียงขุ่นขณะหายใจอย่างหนักหน่วง “โหยวเสี่ยวโม่ ลองกล้าขยับตัวอีกครั้งสิ!”

โหยวเสี่ยวโม่หยุดขยับตัวในทันที เขาตัวสั่นและหดตัวกลับเข้าสู่อ้อมกอดนั้น ก่อนจะละล่ำละลักถามว่า “ข้า ข้ามาหลับตรงนี้ได้ยังไง?”

“แล้วเจ้าคิดว่าเป็นเพราะอะไรล่ะ?”

หลิงเซี่ยวพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า แม้น้ำเสียงจะฟังดูวาบหวาม แต่ก็ยังคงให้ความรู้สึกร้ายกาจอยู่ดี

โหยวเสี่ยวโม่ตัวสั่น หากเขารู้ล่ะก็ เขาคงไม่ถามหรอก คิดอยู่ดีๆ เขาก็รู้สึกว่ามีบางสิ่งที่แข็งแกร่งกำลังดันต้นขาเขาอยู่ เมื่อเขารู้สึกตัวว่าบางสิ่งที่แข็งแกร่งนั่นคืออะไร ทั่วใบหน้าของเขา รวมทั้งหูและคอกลับเปลี่ยนเป็นสีแดงแจ๋ราวกับเลือด….

นี่ นี่ นี่ นี่มันจะน่ากลัวเกินไปแล้ว!

แม้ว่าเขาจะรู้ดีว่าความแข็งแกร่งในตอนเช้านี้เป็นปรากฎการณ์ทั่วไปทางร่างกายของผู้ชายทุกคนก็ตาม แต่เมื่อเขาคิดว่าต้นขาเขากำลังถูกดันด้วยสิ่งนั้น เขาก็รู้สึกราวกับว่าผิวหนังเขากำลังจะด้านชา

ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ตั้งแต่ตื่นนอนเลยล่ะ? ใครก็ได้ช่วยบอกเขาที? อาาาา อาาา

******

เขียนบรรยายบทแบบนี้ไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ ถ้ามีตรงไหนต้องปรับ เม้นได้เลยค่ะ

นี่แค่คืนแรกยังขนาดนี้ โม่น้อยเอ๋ย!

Facebook Comment