+100%-

บทที่ 65 เงาดำนอกหน้าต่าง

===============

เมื่อเริ่มหลอมโอสถ โหยวเสี่ยวโม่จะจดจ่อเป็นอย่างมาก หากมีคนมายืนข้างๆ เขาก็อาจจะไม่รู้ตัว

หลิงเซี่ยวเดินอย่างเงียบเชียบ แต่เขาเดินเช่นนี้เฉพาะในตอนที่ไม่มีคนนอกอยู่ด้วย เพราะว่าในสายตาคนนอก เขาคือหลินเซี่ยว ไม่ใช่หลิงเซี่ยว แต่เมื่อเขาเห็นโหยวเสี่ยวโม่ใช้โต๊ะน้ำชาเป็นดั่งแท่นหลอมโอสถ ริมฝีปากเขาก็กระตุกขึ้น เขายกมือสร้างม่านคุ้มกันที่สามารถกักเก็บกลิ่นได้ขึ้นมา

แม้ว่าเขาจะไม่ใช่นักหลอมโอสถ แต่เขารู้ดีว่าเมื่อหลอมโอสถจะมีกลิ่นของสมุนไพรวิเศษลอยออกมา โดยเฉพาะสมุนไพรวิเศษระดับสูง เมื่อหลอมโอสถสำเร็จ กลิ่นเหล่านั้นจะยิ่งแรงขึ้นไปอีก อีกทั้งในวงศ์ภาคกลางนี้ก็มีผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงอยู่มากมายราวกับกลุ่มเมฆบนท้องฟ้า หากมีสิ่งใดผิดปกติแม้เพียงนิดเดียว ก็อาจถูกค้นพบได้ หากเขาไม่ได้ตื่นจากการทำสมาธิในเวลาที่เหมาะเจาะนี้ เขาอาจจะมีปัญหาได้

เมื่อเห็นว่าโหยวเสี่ยวโม่ไม่รับรู้ถึงตัวตนของเขา หลิงเซี่ยวจึงเดินไปยังโต๊ะน้ำชาและสำรวจดูสมุนไพรวิเศษ ทุกต้นล้วนเป็นสมุนไพรคุณภาพสูงประมาณ30ต้น เขาคิดถึงสมุนไพรที่ปลูกในมิติของโหยวเสี่ยวโม่ ดูเหมือนว่าสมุนไพรที่รดด้วยน้ำวิเศษจะแตกต่างจากสมุนไพรทั่วไป

หลิงเซี่ยวดึงเก้าอี้มาและนั่งฝั่งตรงกันข้ามกับโหยวเสี่ยวโม่ มาคิดดูแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นโหยวเสี่ยวโม่หลอมโอสถ เมื่อเห็นผิวขาวกระจ่างนั่นขึ้นสีแดงเรื่อ หลิงเซี่ยวจึงนึกถึงตอนที่พวกเขาเจอกันครั้งแรก

ในตอนนั้น โหยวเสี่ยวโม่ต่างจากตอนนี้มาก สามารถเผชิญหน้ากับเขาได้อย่างสงบ ราวกับว่าอยากหลีกเลี่ยงเขา ใช่แล้ว หลีกเลี่ยง ไม่ใช่กลัวเขา นั่นทำให้เขารู้สึกทึ่งมาก มิใช่เพียงเพราะว่าเขาและหลินเซี่ยวมาจากต่างสำนักเท่านั้น

เขาคือคนที่มักจะอยู่เหนือคนอื่นๆ เป็นคนที่….ทุกคนมักจะหวาดกลัว ดังนั้นสำหรับคนที่ทำทุกทางเพื่อหลีกเลี่ยงเขาเช่นโหยวเสี่ยวโม่แล้ว เขาจึงรู้สึกทึ่งเป็นอย่างมาก ดังนั้นเขาจึงขู่โหยวเสี่ยวโม่ให้ยกวิญญาณให้เขาครึ่งหนึ่ง

แน่นอนว่าเพียงแค่ขู่เท่านั้น วิญญาณมีเอกลักษณ์ในตัวมันเอง หากใครบางคนยกวิญญาณให้ครึ่งหนึ่ง นั่นหมายถึงความตาย

หลังจากนั้น ยิ่งใช้เวลาอยู่ด้วยกัน เขายิ่งอยากแกล้งโหยวเสี่ยวโม่ มองดูอีกคนโมโหแต่ไม่กล้าพูดความรู้สึกออกมา ท่าทางนั้นทำให้เขาพอใจมิรู้จบ เช่นนี้เอง เมื่อเวลาผ่านไป มันค่อยๆกลายเป็นธรรมชาติของเขา….

หากโหยวเสี่ยวโม่รู้ว่าหลิงเซี่ยวกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ เขาอาจจะยกหม้อหลอมโอสถทุ่มใส่หลิงเซี่ยวก็เป็นได้

แต่เขากำลังเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย ดังนั้นจิตใจจึงจดจ่อยิ่งขึ้น และยังคงไม่รับรู้ว่าถูกหลิงเซี่ยวจ้องมองเป็นเวลานานแล้ว

หนึ่งเค่อผ่านไป โหยวเสี่ยวโม่จึงหลอมโอสถเพิ่มจิตวิญญาณสำเร็จ ทั่วทั้งห้องเต็มไปด้วยกลิ่นสมุนไพรและจิตวิญญาณ เวลาในการหลอมโอสถในครั้งนี้เป็นหนึ่งในสามของเวลาครั้งก่อน ความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างมาก เขายังต้องฝึกอีกหน่อยหากเขาต้องการใช้เวลาเดียวกันกับเวลาในการหลอมโอสถคุณภาพต่ำ

โหยวเสี่ยวโม่ปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก เขาเงยหน้าขึ้นและกระโดดด้วยความตกใจจากใบหน้าที่อยู่ตรงหน้าเขา “ทะ ทะ ทะ ท่านออกจากสมาธิแล้วรึ?”

หลิงเซี่ยวจ้องไปที่โอสถในมือของโหยวเสี่ยวโม่

โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกถึงสายตาของหลิงเซี่ยว และคิดว่ายังไงซะนี่ก็เป็นโอสถสำหรับหลิงเซี่ยวอยู่แล้ว เขาจึงส่งมันให้ ในขณะที่หลิงเซี่ยวขมวดคิ้วและมองออกไปยังหน้าต่าง เขาจึงมองตามสายตาไป…. และไม่เห็นว่าจะมีอะไรอยู่เลย

“ศิษย์พี่ใหญ่หลิง มีอะไรอยู่ข้างนอกรึ?”

โหยวเสี่ยวโม่ถามอย่างรู้สึกสงสัย

“มีบางคนอยู่ด้านนอกนั่น”

หลิงเซี่ยวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“เอ้ะ?”

โอสถในมือเกือบจะหล่น ด้วยความกลัวเขาจึงใช้อีกมือจับไว้ไม่ให้มันหล่น และกล่าวอย่างกังวลว่า “ที่ ที่ ที่นั่น….มีใครอยู่รึ? มีคนอยู่ได้อย่างไร? หรือว่าคนผู้นั้นจะรู้ว่าข้ากำลังหลอมโอสถอยู่? หากข้าถูกค้นพบ ข้าควรหนีไปเลยหรือไม่? แต่ข้าไม่รู้ทาง และไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน อา”

เมื่อโหยวเสี่ยวโม่รู้สึกกังวล เขาจึงพูดออกมาโดยไม่รู้ตัว

อารมณ์เคร่งเครียดของหลิงเซี่ยวเปลี่ยนเป็นขบขันเมื่อเขาเห็นความกังวลของโหยวเสี่ยวโม่ ทำไมคนผู้นี้ถึงได้น่าสนใจแบบนี้กันนะ!

“ข้าอยู่ที่นี่แล้วไยเจ้าจึงกลัวอีกเล่า? ข้าได้สร้างม่านคุ้มกันไว้นานแล้ว แม้แต่จ้าวพรรคเถียนซินจะมาที่นี่ก็ตาม เขาก็มิอาจมองทะลุเข้ามาได้ แล้วนับประสาอะไรกับหนูตัวจ้อยพลังก็งั้นๆ ที่อยู่ข้างนอกนั่นเล่า แม้ว่าเขาจะแปะตัวเองกับผนังและพยายามแอบฟังก็ตาม เขาก็คงคิดว่าพวกเรานอนหลับไปแล้ว”

“ม่านคุ้มกัน? เมื่อไหร่กัน ทำไมข้าถึงไม่รู้?”

โหยวเสี่ยวโม่เริ่มสงบลง แต่ยังคงสงสัยอยู่

“ในตอนที่เจ้าหลอมโอสถยังไง”

หลิงเซี่ยวมองไปยังโหยวเสี่ยวโม่

โหยวเสี่ยวโม่อุทานออกมา “โอ” ไม่แปลกใจเลยที่เขาไม่รู้ตัว ในตอนนั้นเขากำลังจดจ่ออยู่กับภายในหม้อหลอมโอสถ ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่เขาจะไม่รู้ตัว “แล้วใครกันที่อยู่ด้านนอก? ทำไมเขาจึงมาแอบดูเรา?”

“คนผู้นั้นน่าจะเป็นคนที่ทำหน้าที่จัดลานประลองวันนี้ ผู้เฒ่าเจียง เขาเป็นคนจัดลานประลองเมื่อปีก่อนเช่นกัน แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในปีนั้น ผู้เฒ่าเจียงเป็นคนถ่อมตัว และความสัมพันธ์กับผู้อาวุโสคนอื่นๆก็นับว่าไม่แย่นัก จนถึงวันนี้ เขาไม่เคยทำอะไรแปลกๆเลย”

“แล้ว ข้าควรทำเช่นไรต่อ?”

โหยวเสี่ยวโม่กลืนน้ำลายติดกัน เป็นผู้เฒ่าเจียงนั่นเอง ขอบคุณพระเจ้าที่เขาไม่ถูกค้นพบ

“พวกเราจะทำอะไรต่อน่ะรึ? แน่นอนว่าแค่รอดูเท่านั้น หรือเจ้าอยากให้ข้าฆ่าเขาตอนนี้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายภาคหน้าเล่า?”

หลิงเซี่ยวจ้องโหยวเสี่ยวโม่ และเลียมุมปากอย่างสนุกสนาน ราวกับว่าหากโหยวเสี่ยวโม่พยักหน้าจริงๆ เขาจะทำตามนั้นทันที

เหงื่อไหลลงจากหน้าผากของโหยวเสี่ยวโม่ “ข้าจะชอบฆ่าคนได้อย่างไร? ท่านอย่าได้เข้าใจผิดไป อย่างไรก็ตาม ผู้เฒ่าเจียงยังคงเป็นผู้อาวุโสของพรรคเถียนซิน เขาอาจจะเพียงแค่… อา ใช่แล้ว เขาอาจจะเพียงแค่ผ่านมาทางนี้และชนเข้ากับม่านคุ้มกันของท่านก็ได้”

“ไม่จำเป็นต้องกังวลขนาดนั้น ข้าไม่ฆ่าเขาหรอก ที่นี่ยังคงอยู่ในพรรคเถียนซิน การฆ่าเขาจะนำมาแต่ปัญหาก็เท่านั้น”

เมื่อเห็นท่าทางเป็นกังวลของโหยวเสี่ยวโม่ หลิงเซี่ยวจึงอดหัวเราะออกมาไม่ได้

โหยวเสี่ยวโม่เมินเฉยการหยอกล้อของหลิงเซี่ยวและถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขานึกว่าหลิงเซี่ยวจะทำแบบที่พูดจริงๆ เมื่อสงบสติอารมณ์ได้ เขาจึงนึกได้ว่า ยาเพิ่มจิตวิญญาณยังคงอยู่ในมือ เขาจึงรีบส่งให้หลิงเซี่ยวอย่างต้องการคำชม “ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ดูโอสถนี่สิ นี่เป็นโอสถชั้นดีที่หลอมโดยข้าเอง”

หลิงเซี่ยวรู้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เมื่อเห็นว่าอีกคนยื่นมือส่งมาให้ เขาจึงรีบยื่นมือออกไปรับมา เขามองแล้วมองอีก ดมแล้วดมอีก นี่เป็นโอสถชั้นดีเยี่ยม ส่งกลิ่นหอมออกมามากกว่าโอสถระดับต่ำที่มีสิ่งไม่บริสุทธิ์เจือปนอยู่เยอะ ดังนั้นเขาจึงอดไม่ได้ที่จะโยนมันเข้าปาก

ทุกครั้งที่โหยวเสี่ยวโม่เห็นการกระทำนี้ เขารู้สึกเจ็บปวดที่หัวใจ มันสิ้นเปลืองเกินไปแล้ว!

เขาไม่เคยเห็นใครที่กินโอสถราวกับกินขนมหวานมาก่อน อีกทั้งยังไม่สนใจถึงระดับของโอสถอีกด้วย หรือว่าเขาจะไม่กลัวว่าหากกินโอสถมากจะทำให้จิตวิญญาณในร่างกายเสียหาย และอาจจะทำให้เส้นพลังปราณในตัวกลับตาลปัตรได้? แม้ว่าเขาเองก็รู้ว่าหากกินโอสถมากเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดี

หลังจากกินโอสถเข้าไป หลิงเซี่ยวจ้องมองโหยวเสี่ยวโม่อย่างไม่พอใจ ช่างเป็นโอสถรสเลิศ เขาต้องการมากกว่านี้

มองดูแค่ครั้งแรกโหยวเสี่ยวก็รู้ว่าหลิงเซี่ยวต้องการมากกว่านี้ เมื่อคิดถึงโอสถที่เขาหลอมเมื่อวานในถุงวิเศษ เขาจึงเอาออกมา และกล่าวว่า “นี่เป็นขวดโอสถงดอาหาร ข้างในมีสิบเม็ดด้วยกัน ข้าหลอมมันเมื่อคืน รับไปก่อนสิ”

หลิงเซี่ยวเพียงแค่มองดูขวดในมือเขาเท่านั้น “ทำไมเจ้าหลอมแต่โอสถงดอาหารเล่า?”

โหยวเสี่ยวโม่เกาหัวก่อนจะพูด “หม้อหลอมที่ข้าใช้อยู่ตอนนี้มีรอยแตกเล็กๆตรงก้นหม้อ ข้ากลัวว่าวันใดวันหนึ่งมันอาจจะแตกออกมา ดังนั้นข้าจึงวางแผนจะซื้อหม้อหลอมดีๆอันใหม่ แต่ข้าไม่มีเงิน ข้าจึงตั้งใจจะหลอมโอสถงดอาหารไปขาย ข้าลองถามมาแล้ว โอสถงดอาหารชั้นดีนั้นกำลังขาดแคลน ห้าสิบเม็ดขึ้นไปสามาถขายผ่านทางการประมูลได้ ในตอนนั้นราคาน่าจะสูง สิบเม็ดนี้คือโอสถที่ข้าทดลองหลอม หากท่านต้องการ ท่านสามารถเอามันไปได้เลย ข้าจะหลอมเพิ่มอีก”

หลิงเซี่ยวจ้องโหยวเสี่ยวโม่ด้วยสีหน้าที่ไม่บ่งบอกอารมณ์ ริมฝีปากเขากระตุกและกล่าวอย่างดูหมิ่นว่า “ไม่จำเป็น ไม่ว่าเจ้าจะให้ข้าวันนี้หรือพรุ่งนี้ก็ตาม อย่าคิดที่จะส่งโอสถที่เจ้าทดลองหลอมมาให้ข้าอีกเป็นอันขาด”

โหยวเสี่ยวโม่หน้ามุ่ย หลิงเซี่ยวคิดว่าเขาพยายามกำจัดโอสถพวกนี้ทิ้ง แม้ว่ามันจะเป็นโอสถทดลองทำก็จริง แต่มันก็ยังคงเป็นโอสถชั้นดี อีกทั้ง เขาไม่เคยได้ยินหลิงเซี่ยวดูถูกโอสถของเขามาก่อน ทั้งที่ก่อนหน้านี้เป็นเพียงโอสถระดับต่ำ และฝีมือของเขาในตอนนั้นก็ยังคงเป็นเพียงผู้ฝึกหัดอีกด้วย ไม่ต้องพูดถึงคุณภาพเลย ฝีมือเขาไม่ได้มีอะไรดีเลย เขาไม่เข้าใจจริงๆว่าหลิงเซี่ยวกำลังคิดอะไรอยู่!

แต่ในเมื่อเขาบอกว่าไม่ต้องการมัน โหยวเสี่ยวโม่ก็ไม่ต่อต้านหรือสอบถามให้โดนดูถูก คำบอกปฏิเสธก็ดูจะเข้ากับเขาได้ดีนี่!

เมื่อคิดได้ดังนั้น โหยวเสี่ยวโม่จึงแค่หยิบโอสถของเขากลับคืนในถุงวิเศษ และเริ่มต้นหลอมโอสถชนิดที่สองต่อ

เนื่องจากม่านคุ้มกันของหลิงเซี่ยว ทำให้โหยวเสี่ยวรู้สึกวางใจกว่าเดิม เขาเมินเฉยต่อการมีอยู่ของหลิงเซี่ยวอีกครั้ง และเริ่มหลอมโอสถราวกับว่าไม่มีใครอยู่ข้างๆเขา

เมื่อเห็นว่าโหยวเสี่ยวโม่เมินเขา หลิงเซี่ยวก็ไม่ได้รู้สึกโกรธเลย เขาเพียงแค่กลับไปนั่งเก้าอี้ตัวเดิมและมองโหยวเสี่ยวโม่ด้วยความรู้สึกซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม เมื่อกี้ ตอนที่เขาได้ยินโหยวเสี่ยวโม่พูดคำพูดเหล่านั้น เขารู้สึกหงุดหงิดและไม่พอใจ ความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้เริ่มก่อตัวในหัวใจของเขา

แต่เขาเป็นคนที่กล่าวได้ว่าไม่มีหัวใจยิ่งกว่าปีศาจ!

ถึงอย่างนั้น หลิงเซี่ยวก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจ “ความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้” นี้ ราวกับว่า ยิ่งเขาอยู่ด้วยกันกับโหยวเสี่ยวโม่มากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งกลายเป็นคน “อ่อนโยน” มากขึ้นเท่านั้น!

หากโหยวเสี่ยวโม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ในใจ เขาคงจะถูกเยาะเย้ยอยู่ในใจ ช่างน่าอายนัก!

แม้ว่าพวกเขาจะเพิ่งรู้จักกันเท่านั้น แต่ตั้งแต่ตอนที่หลิงเซี่ยวกำจัดหลินเซี่ยวทิ้งอย่างง่ายดาย โหยวเสี่ยวโม่ก็รู้แล้วว่าเขาไม่ใช่คนดี

และเขาก็ยอมรับความจริงในจุดนี้!

*****

ขอโทษค่ะ เราติดเกม แฮ่ มาส่งตอนที่ 65 แล้วค่ะ

Facebook Comment