+100%-

บทที่ 64 การยั่วยุของเหล่ยจวี๋

===============

ลูกตาของโหยวเสี่ยวโม่กรอกไปมา ก่อนจะค้นพบจุดสุดคัญได้ในที่สุด “หมายความว่าช่วงชีวิตของนักหลอมโอสถขึ้นอยู่กับการบ่มเพาะพลังวิญญาณ?”

“ถูกต้อง”

หลิงเซี่ยวรู้สึกว่าอย่างน้อยโหยวเสี่ยวโม่ก็ยังคงสามารถนึกคำตอบออกได้ อย่างน้อยที่สุดเขาก็ไม่ได้โง่จนเกินเยียวยา “ในตอนที่หลอมโอสถ พวกเขาต้องกระตุ้นพลังวิญญาณที่อยู่ในตัว ดังนั้นเมื่อหลอมโอสถ ร่างกายจึงถูกชำระตามไปด้วย พลังวิญญาณนี้มาจากร่างกายของเจ้า อีกทั้งวิญญาณเป็นพื้นฐานของร่างกาย ตราบใดที่วิญญาณมีวิชีวิต ร่างกายก็จะมีชีวิต เข้าใจมั้ย?”

“ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ท่านรอบรู้จริงๆ ท่านรู้เกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่าง”

โหยวเสี่ยวโม่มองด้วยตาเป็นประกาย ชื่นชอบหลิงเซี่ยว

หลิงเซี่ยวรู้สึกราวกับถูกท่าทางนั้นกระแทกเข้าอย่างจัง เขาจึงมองไปทางอื่นในทันทีเพื่อสงบสติอารมณ์ ก่อนจะกลับมาหยอกล้อโหยวเสี่ยวโม่ “นั่นเป็นเพราะว่าเจ้าเป็นตัวโง่งมไง”

โหยวเสี่ยวโม่หุบยิ้มทันที เขารู้สึกว่าเขาไม่ควรสรรเสริญบุคคลผู้นี้ หลิงเซี่ยวไม่แม้แต่จะรู้สึกดีใจที่ถูกยกยอ “ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ตราบใดที่นักหลอมโอสถยังคงหลอมโอสถต่อไป และฝึกฝนร่างกายผ่านทางพลังวิญญาณ พวกเขาจะเป็นอมตะใช่มั้ย?”

หลิงเซี่ยวยิ้มเล็กน้อย

โหยวเสี่ยวโม่อยากจะส่งยิ้มตอบกลับไปโดยไม่รู้ตัว แต่เขาจำได้ดีว่าทุกครั้งที่หลิงเซี่ยวยิ้มเป็นต้องมีอะไรบางอย่างเสมอ ดังนั้นเขาจึงหยุดตัวเองไม่ให้ยิ้มออกมา และแน่นอนว่าเวลาต่อมาเขาก็ได้ยินเสียงดังขึ้นอย่างหยอกล้อ

“แน่นอนว่าไม่ใช่! เด็กโง่เอ๋ย!”

โหยวเสี่ยวโมถามอย่างนอบน้อม “เช่นนั้นแล้ว มันหมายความว่าอย่างไร?”

หลิงเซี่ยวพูดอย่างจริงจัง “ไม่ใช่นักหลอมโอสถทุกคนจะมีชีวิตอยู่เป็นอมตะและไม่มีวันแก่เฒ่า นี่เกี่ยวข้องกับพรสวรรค์ติดตัวแต่กำเนิดด้วย ยิ่งระดับสูงเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีชีวิตยืนนานเท่านั้น วิญญาณจะแข็งแกร่งขึ้น เมื่อวิญญาณแข็งแกร่งมากพอ พวกเขาจะสามารถโจมตีผู้อื่นได้”

เมื่อได้ยินคำพูดสุดท้าย ดวงตาของโหยวเสี่ยวโม่ก็เปล่งประกาย เขาคิดว่านักหลอมโอสถจะอ่อนแอและไม่มีพลังต่อสู้

“ศิษย์พี่ใหญ่หลิง เรื่องที่ท่านกล่าวเป็นจริงหรือไม่? ตราบใดที่วิญญาณของนักหลอมโอสถแข็งแกร่งพอ จะสามารถเริ่มโจมตีผู้อื่นได้จริงหรือ? ไม่จำเป็นต้องรอการโจมตีจากผู้อื่นแล้วค่อยโจมตีกลับใช่ไหม?”

โหยวเสี่ยวโม่พูดด้วยความตื่นเต้น เขารู้สึกว่าเลือดในร่างกายเขาร้อนระอุขึ้น

“แน่นอน แต่ทำได้เฉพาะนักหลอมโอสถขั้นสูงเท่านั้น”

หลิงเซี่ยวเผยให้เห็นฟันสีขาว เขาจ้องอย่างพึงพอใจกับท่าทางของโหยวเสี่ยวโม่ที่ราวกับถูกเขาสาดด้วยน้ำเย็นจัด *ซู่ ซู่ ซู่* ช่างน่าสนใจจริงๆ

โหยวเสี่ยวโม่ดูราวกับถูกสาดน้ำเข้าจริงๆ ไม่ใช่น้ำเย็นธรรมดา แต่เป็นน้ำที่ผสมน้ำแข็งด้วย เรื่องนี้มันไม่เท่าเทียม วิญญาณของเขาสีเขียว เพราะพรสวรรค์ตั้งแต่กำเนิดนี้จำกัดให้เขาอยู่แค่นักหลอมโอสถระดับกลางเท่านั้น ส่วนนักหลอมโอสถระดับสูงคงได้แค่เพียงฝันชั่วชีวิต อย่างไรก็ตาม หลังจากพูดคุยกัน เขาจึงค้นพบว่านักหลอมโอสถเองก็สามารถมีพลังต่อสู้ได้ แต่เขาไม่มีคุณสมบัติที่จะทำได้ หากเขากลายเป็นนักหลอมโอสถระดับกลางจริงๆ เขาคงต้องจุดธูปบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างนัก วิญญาณสีเขียวไม่ได้มีค่ามากมายอะไรเลย

โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้สนใจการต่อสู้บนลานประลองแล้ว มันมีค่าเพียงแค่ทำให้เขารู้สึกอิจฉาเท่านั้น

เมื่อพวกเขาพูดคุยกันเสร็จ การแข่งขันก็เกือบจบแล้ว นอกเหนือจากการแข่งครั้งที่สองซึ่งคู่ต่อสู้มีฝีมือใกล้กันมากแล้ว ครั้งที่เหลือนั้นฝีมือห่างไกลกันมาก เช่น อันดับ 5 ในวงศ์ภาคกลางปะทะกับอันดับ 15 ความต่างของฝีมือมีมากเกินไป ดังนั้นจึงรู้ผลแพ้ชนะไวมาก

ในช่วงเวลาที่โหยวเสี่ยวโม่กำลังมึนงงอยู่ ตั้งแต่เช้าจนพระอาทิตย์เกือบจะตกแล้ว การแข่งขันก็ดำเนินไปถึง 25 ครั้งด้วยกัน

เมื่อเขาถูกหลิงเซี่ยวเคาะหัวจึงทันเห็นว่ามีอะไรบางอย่างลอยมาทางเขา ทันใดนั้นเม็ดเหงื่อก็ผุดขึ้นเต็มร่างกายของเขา เมื่อเขากำลังนึกว่าเกิดอะไรขึ้น หลิงเซี่ยวที่นั่งข้างๆก็ดึงคอเสื้อเขาไปทางนั้นเงียบๆ

สำหรับหนุ่มผู้โชคร้ายเมื่อไม่มีใครรองรับ ก็ปลิวไปทางเก้าอี้ที่โหยวเสี่ยวโม่เคยนั่ง

เมื่อเห็นท่าทางเจ็บปวดของหนุ่มโชคร้ายคนนี้ และเก้าอี้ที่แตกเป็นเสี่ยงๆแล้ว โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกดีใจมากที่หลิงเซี่ยวลากเขาออกมาได้ถูกจังหวะ หากไม่เช่นนั้น กระดูกทั่วร่างเขาคงหักไปแล้ว แต่….

โหยวเสี่ยวโม่มองไปยังลานประลอง ผู้ต่อสู้อีกคนยืนอยู่ขอบลานประลอง ร่างกายใหญ่โต หนึ่งไหล่ของเขานับเป็นสองเท่าของโหยวเสี่ยวโม่ ไม่เพียงเท่านั้น กล้ามเนื้อแขนของเขาดูใหญ่มาก คนผู้นี้เป็นผู้เข้าแข่งขันที่แข็งแกร่งคนหนึ่ง และอาจจะแข็งแกร่งกว่าโจวเปิ่ง ด้วยใบหน้าเหลี่ยมกับคิ้วหนาเข้มราวกับมีใครมาเขียนด้วยพู่กัน เขามิใช่บุรุษหล่อเหลาก็จริง แต่กลับเป็นบุรุษที่แข็งแกร่งสมชายชาตรียิ่ง!

“หลินเซี่ยว ข้าจะรอวันที่ได้ประมือกับท่าน”

เหล่ยจวี๋พูดช้า ๆ และยกมุมปากที่หนานั่นขึ้น

หลิงเซี่ยวจัดแขนเสื้อของเขา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองบุรุษที่มีร่างกายราวยักษ์ด้วยหางตา มุมปากเขากระตุกขึ้นเล็กน้อย แต่ดวงตายังคงราบเรียบเช่นเดิม เป้าหมายของเขายืนอยู่บนลานประลอง ดูสูงใหญ่กว่าหลิงเซี่ยวมาก แต่เขาก็ยังคงให้ความรู้สึกต่ำต้อยกว่าหลิงเซี่ยว ราวกับด้วงในพระราชวัง แม้ว่ามันจะใส่ชุดคลุมของพระราชา ตัวมันเองก็เป็นเพียงแค่ด้วงตัวหนึ่งเท่านั้น

“ศิษย์น้องเหล่ย ข้าหวังว่าเจ้าจะอยู่รอดจนถึงคนสุดท้ายนะ มันคงจะน่าเสียดายหากเจ้าถูกกำจัดโดยคนอื่น”

“ข้าเองก็หวังเช่นกัน ข้าหวังให้ท่านอยู่รอดเป็นคนสุดท้าย ไม่โดนคนอื่นชนะไปเสียก่อน ข้าต้องการต่อสู้กับท่านจริงๆ”

เหล่ยจวี๋ยิ้มเย็นอย่างมั่นใจเต็มที่ นอกจากหลินเซี่ยวแล้ว เขาคือคนที่แข็งแกร่งที่สุด แต่เขาก็เป็นที่สองตลอดกาลอยู่ดี เพราะไม่ว่าจะต่อสู้กันกี่ครั้ง หลินเซี่ยวจะเป็นฝ่ายบดขยี้เขา

หลังจากพูดคุยจบ ผู้เฒ่าเจียงจึงยืนขึ้นและประกาศผลการแข่งขัน การแข่งขันครั้งต่อไปจะจัดในเช้าวันรุ่งขึ้น

พระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าแล้ว แสงสีแดงเพลิงย้อมให้ท้องฟ้าเป็นสีแดงไปครึ่งหนึ่ง เหล่าเมฆมากมายของภูเขาอู๋ซวงเองก็ถูกย้อมด้วยสีแดง ท้องฟ้าตอนนี้ช่างดูงดงามอย่างยิ่ง สวยงามยิ่งกว่าที่ไหนๆบนโลก โหยวเสี่ยวโม่เงยหน้าขึ้น ไม่สามารถละสายตาไปได้แม้แต่น้อย ช่างเป็นทิวทัศน์ที่สวยงามและไม่มีอะไรเปรียบได้

หลิงเซี่ยวมองกลับมายังโหยวเสี่ยวโม่ซึ่งกำลังมองดูท้องฟ้าอย่างตื่นตาตื่นใจ มือเขาคันยิบๆ อยากจะไปเคาะกระโหลกคนเหลือเกิน “ศิษย์น้อง ยังคงอยู่รึ? ไม่ใช่ว่าเจ้าจะใช้เวลาทั้งคืนที่นี่นะ?”

ทั้งคืน? โหยวเสี่ยวโม่หันกลับไปมองถังหยุนฉีในทันที แววตานางฉายแววไม่ค่อยดี เขากลัวจึงหันกลับไปมองอีกทาง

หากหัวเขาไปกระแทกประตูเข้า เขาคงจะอยากอยู่ที่นี่ทั้งคืน เขามีสัญชาตญาณว่าถังหยุนฉีกำลังมองหาโอกาสที่จะจัดการกับเขา หากเขาอยู่ที่นี่คนเดียว เขามั่นใจเลยว่าพรุ่งนี้เขาคงกลายเป็นศพ

ในขากลับ ศิษย์คนอื่นๆต่างบอกลาหลิงเซี่ยวทีละคนๆ ท้ายที่สุดก็เหลืออยู่เพียงคนเดียวที่มากับพวกเขา บุคคลนั้นก็คือฟูจื่อหลินผู้ซึ่งเย็นยะเยือกราวน้ำแข็ง แต่คนที่สมควรจะอยู่กับพวกเขามากที่สุดอย่างโจวเปิ่งกลับไม่อยู่แม้กระทั่งเงา หลังจากถามหลิงเซี่ยว เขาจึงรู้ว่าโจวเปิ่งได้ล่วงหน้าไปก่อนแล้วเพื่อทำการเก็บตัว

“เอ้ะ? งั้นก็หมายความว่าศิษย์พี่สองจะต้องอยู่คนเดียวสิ?”

โหยวเสี่ยวโม่พยักหน้า และนึกถึงเรื่องสำคัญออกในทันที หากในกรณีนี้ บางทีเขาอาจจะสามารถ….

“อย่าแม้แต่จะคิดเชียว”

หลิงเซี่ยวผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งมองออกว่าเขาคิดอะไร จึงหยุดความคิดของเขาทันที

“ทำไมล่ะ?”

โหยวเสี่ยวโม่กำหมัดแน่นและกล่าวด้วยความไม่พอใจ

หลิงเซี่ยวจ้องแก้มที่ป่องของเขาก่อนจะยิ้มเล็กน้อย และกล่าวว่า “เพราะว่าศิษย์พี่สองของเจ้าจะไม่แบ่งห้องให้เจ้า”

เมื่อเขาพูดจบ ประตูห้องข้างๆก็ปิดลงดัง *ปัง*

โหยวเสี่ยวโม่ “…..”

ด้วยเหตุนี้ โหยวเสี่ยวโม่จึงสูญเสียความหวังทั้งหมดจากการปฏิเสธแบบเงียบๆและโหดร้ายจากฟูจื่อหลิน

วันแรกในวงศ์ภาคกลางผ่านไปอย่างไหลลื่นสำหรับโหยวเสี่ยวโม่ ยังไม่ค่อยมีใครได้รับบาดเจ็บในการแข่งขันวันแรกที่วงศ์ภาคกลาง พวกเขาแค่บาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นพรสวรรค์ของโหยวเสี่ยวโม่จึงไม่ได้นำออกมาใช้ หากแม้ว่าจะมีโอกาสได้ใช้ ก็จะถูกศิษย์ของตำหนักสวรรค์และตำหนักทะยานฟ้าแย่งไป เพราะทุกคนอยากจะทิ้งความประทับใจที่ดีให้กับศิษย์ในสำนักยุทธ์ ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับผู้อื่นยามนี้ โหยวเสี่ยวโม่จึงร่าเริงเป็นพิเศษ

เพราะเขากินยางดอาหารเข้าไป ดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็นต้องออกไปข้างนอกเพื่อกินข้าว หลิงเซี่ยวเองก็ไม่ต้องกินข้าว ดังนั้นเขาจึงไม่ไปด้วยเช่นกัน

โหยวเสี่ยวโม่เห็นหลิงเซี่ยวกำลังทำสมาธิอยู่และไม่มีเวลามากวนเขา ประกอบกับเขาไม่ได้อาบน้ำเมื่อวาน ดังนั้น เขาจึงนำเสื้อผ้าออกมาหนึ่งชุด และเข้าไปในมิติ ก่อนอาบน้ำ เขาดึงต้นสมุนไพรวิเศษและเก็บไว้ในชั้น เขายุ่งอยู่เกือบหนึ่งชั่วยาม และเขากลัวว่าหลิงเซี่ยวจะออกจากสมาธิและพบว่าเขาไม่ได้อยู่ในห้อง โหยวเสี่ยวโม่รีบเร่งอาบน้ำ และออกจากมิติ

เมื่อออกนอกมิติ โหยวเสี่ยวโม่มองเข้าไปด้านในห้อง หลิงเซี่ยวยังคงอยู่ในสมาธิอย่างผิดคาด โหยวเสี่ยวโม่คิดว่ามันยังคงเช้าอยู่ เขาจึงนำหม้อหลอมโอสถออกมา อย่างไรซะ หลิงเซี่ยวก็รู้ความลับเขาแล้ว ดังนั้นเขาจะเห็นหรือไม่จึงไม่สำคัญ เขานำสมุนไพรวิเศษจากมิติออกมาสิบต้น ครั้งนี้เป็นวัตถุดิบสำหรับโอสถเพิ่มจิตวิญญาณ

แม้ว่าจะทำโอสถระดับหนึ่งก็ตาม แต่โอสถคุณภาพสูงย่อมต้องใช้พลังวิญญาณในการหลอมเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับโอสถคุณภาพต่ำ ครั้งก่อนโหยวเสี่ยวโม่เคยลองทำแล้ว ในตอนที่พลังวิญญาณเต็มเปี่ยม เขาสามารถหลอมโอสถคุณภาพสูงได้ 3 เม็ด แต่ก็ยังน้อยกว่าเมื่อเทียบกับจำนวนโอสถคุณภาพต่ำอยู่ดี แม้ว่าอัตราส่วนจะแตกต่างอย่างมาก แต่ตราบใดที่เขายังคงฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง เขาจะสามารถหลอมโอสถได้มากกว่านี้ในอนาคต

ในตอนที่โหยวเสี่ยวโม่กำลังจะเข้าสู่การหลอมโอสถ หลิงเซี่ยวก็ลืมตาขึ้นในห้องด้านใน

*******

ตัดสินใจแปลเพิ่มค่ะ อ่านให้สนุกนะคะ

Facebook Comment