+100%-

บทที่ 63 ช่วงชีวิต

===============

โหยวเสี่ยวโม่จ้องไปยังหลิงเซี่ยว คนถูกจ้องดูจะไม่ตกใจแม้แต่น้อย รอยยิ้มอ่อนๆราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิยังคงประดับอยู่บนใบหน้า ดูสง่างามราศรีจับราวกับเจ้าชาย มองไปอีกด้าน มุมปากโหยวเสี่ยวโม่กระตุกที่เห็นศิษย์น้องหญิงที่อยู่อีกฝั่งทำท่าทางราวกับหญิงสาวแรกแย้มแอบมองอย่างเอียงอายไปทางหลิงเซี่ยว โหยวเสี่ยวโม่ไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมผู้หญิงจึงชอบผู้ชายประเภทนี้

เมื่อพูดถึงโจวเปิ่ง คนแรกที่ก้าวสู่ลานประลอง เขาตัวสูงราว ๆ 8 ฉื่อ 3 ชุ่นรูปร่างสง่างาม เขาแข็งแกร่ง มั่นคง ตัวสูงและเต็มไปด้วยมัดกล้ามอัดกันแน่นที่สามารถมองเห็นได้ โดยเฉพาะกล้ามแขนที่รู้ได้ถึงพลังงานภายใต้ชั้นเสื้อผ้า หลังของเขาสะพายดาบสองคมหนักห้าร้อยชั่งไว้ เป็นดาบชั้นดีที่สุดที่จะหาได้ในพรรคเถียนซิน จากอวุธของเขาทำให้เดาได้ว่าเขาน่าจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์สายแข็งแกร่ง

โจวเปิ่งยืนบนลานประลอง เขาไม่ได้รอให้หลิงเซี่ยวเดินขึ้นมาเข้าร่วม ทันใดนั้นเขากุมมือทั้งสองข้างกล่าวว่า “ข้าไม่คาดคิดเลยว่าคู่ต่อสู้คนแรกคือศิษย์พี่ใหญ่ ตามจริงแล้วข้าโจวเปิ่งรู้สึกดีใจมาก เนื่องจากข้ามีโอกาสประลองกับศิษย์พี่ใหญ่อยู่ไม่กี่ครั้ง แต่ข้ารู้กำลังของตนดีว่าข้าในตอนนี้ไม่สามารถเอาชนะศิษย์พี่ใหญ่ได้

ทุกคนมองเขาด้วยความประหลาดใจ คำกล่าวพวกนี้ หรือว่าเขาจะยอมแพ้การต่อสู้ครั้งนี้?

ในพื้นที่ผู้อาวุโส แสงวาบผ่านดวงตาของผู้เฒ่าเจียง เขาทำหน้าดำมืดก่อนจะกล่าว “โจวเปิ่ง แม้ว่าเจ้าจะไม่สามารถทัดเทียมกับหลินเซี่ยวได้ก็ตาม แต่อย่างไรก็ตามเจ้าควรจะลองดูก่อน อีกทั้งการประลองครั้งนี้จะทำให้เจ้าได้รู้ว่าระยะห่างระหว่างเจ้ากับหลินเซี่ยวมีมากแค่ไหน การไล่ตามแบบไม่รู้ระยะห่างแบบนี้ไม่ส่งผลดีนักหรอก”

โจวเปิ่งหัวเราะออกมา “ขอบคุณท่านผู้เฒ่าเจียงสำหรับคำแนะนำ โชคร้ายที่เมื่อวานนี้ ศิษย์พี่ใหญ่ชี้แนะข้าบางสิ่งทำให้ข้ากระจ่างแจ้ง การฝึกฝนของข้ามาถึงจุดใกล้จะทะลุไปอีกระดับแล้ว ดังนั้นข้าจึงต้องเก็บตัวประมาณสองสามวันเพื่อการนี้”

“หากเป็นเช่นนั้นจริง เจ้าก็ลงมาได้เลย!”

ใบหน้าเคร่งเครียดของถังฟานปรากฎร่องรอยของรอยยิ้มแห่งความพอใจ โจวเปิ่งเป็นศิษย์สายตรงของเขา ในตอนที่โจวเปิ่งก้าวขึ้นเวที เขาก็รู้สึกได้ว่าลูกศิษย์ของเขาอยู่ในจุดที่ใกล้จะทะลุระดับแล้ว หลังจากที่เขาไม่ได้เจอโจวเปิ่งเพียงแค่ไม่กี่วันระดับการฝึกฝนของศิษย์คนนี้กลับเพิ่มไปอีกขั้นแล้ว ทำให้ถังฟานตกใจเล็กน้อย ตอนนี้เมื่อเขาได้ยินคำดังกล่าว เขาจึงได้รู้ว่ามันเป็นเพราะการชี้แนะจากศิษย์คนโตของเขาเอง นี่ทำให้เขารู้สึกวางใจ ในฐานะที่เป็นอาจารย์ของทั้งสองคน เขาย่อมรู้ดีที่สุดถึงความสัมพันธ์ของศิษย์ทั้งสอง

เมื่อเห็นว่าจ้าวพรรคได้ตัดสินใจแล้ว ผู้เฒ่าเจียงจึงประกาศว่า “ข้าขอประกาศว่าโจวเปิ่งถอนตัวจากการประลองครั้งแรก ผู้ชนะคือหลินเซี่ยว”

หลังจากประกาศจบ ก็มีเสียงปรบมือดังขึ้นจากทุกทิศทุกทาง ในจำนวนนี้ คนที่ปรบมือเสียงดังที่สุดคือถังหยุนฉี หน้าสวยของนางแต้มไปด้วยสีแดงสดจากความตื่นเต้น

โหยวเสี่ยวโม่เองก็ปรบมือเช่นกัน แต่เขาปรบไม่แรงมากนัก เพียงแค่ได้ยินเสียงปรบมือ เขาก็รู้สึกมือเจ็บแทนแล้ว มันจำเป็นต้องปรบมือแรงขนาดนี้ด้วยรึ? ก็ไม่ใช่ว่าดาราดังมาซักหน่อย

ทุกคนคาดว่าจะได้เป็นสักขีพยานของศึกเสือปะทะมังกรนี้ แต่ไม่มีใครคาดว่าโจวเปิ่งจะยอมแพ้ก่อนที่การต่อสู้จะเริ่ม

สำหรับบางคน อาจจะพูดได้ว่าพวกเขาผิดหวัง เดือนหลังๆมานี้ พวกเขามีโอกาสน้อยมากที่จะได้เห็นพลังของหลินเซี่ยว แม้ว่าตำแหน่งที่หนึ่งของสำนักยุทธ์จะเป็นของหลินเซี่ยว แต่ก็มีศิษย์เย่อหยิ่งอวดดีบางคนที่ไม่ยอมรับว่าตนอ่อนแอกว่าหลินเซี่ยว

คำกล่าวที่ว่า รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง นั้นจริง

หากความแข็งแกร่งของหลินเซี่ยวเปิดเผยแม้แต่นิด คนต่อสู้คนสุดท้ายอาจจะมีโอกาสชนะเพิ่มขึ้นอีกนิด ดังนั้นจึงมีศิษย์หลายคนและแม้กระทั่งผู้อาวุโสอยากรู้ถึงความแข็งแกร่งของหลินเซี่ยว แต่โชคร้ายที่โอกาสดีอันนี้หายไปเนื่องจากการยอมแพ้ของโจวเปิ่ง ถึงแม้ว่าจะคาดไม่ถึง แต่มันก็เป็นการยอมแพ้ที่มีเหตุผล

การต่อสู้ที่สองตามมาทั้งที ผู้เฒ่าเจียงเป็นผู้จับรายชื่ออีกครั้ง

ครั้งนี้ไม่มีการประกาศยอมแพ้แบบคาดไม่ถึงอีก คู่ต่อสู้ครั้งนี้ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ชาย อีกฝ่ายเป็นผู้หญิง เพราะว่านี่เป็นการประลองแบบไม่แยก ดังนั้นคู่ประลองชายหญิงแบบนี้จึงเป็นธรรมดา ไม่มีใครกล่าวว่าไม่เหมาะสม ในทวีปหลงเซี่ยวนี้ ความเท่าเทียมเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงเสาะหาเพิ่มพลังของตน หาไม่แล้ว พวกนางจะกลายเป็นเพียงของเล่นที่เอาไว้เล่นเท่านั้น

ทั้งสองจัดอยู่ใน20อันดับแรกของวงศ์ภาคกลาง ถือว่าไม่ค่อยมีระยะห่างระหว่างทั้งสองมากนัก ดังนั้นนี่จึงเป็นการจับคู่ที่สูสี มีการรุกและการรับ เป็นการต่อสู้ที่ดี ทุกคนต่างจ้องด้วยความสนใจ ไม่มีใครพูดคุยกันเรื่องการต่อสู้ในรอบแรกอีกต่อไป หลังจากสู้มาครึ่งชั่วยามเต็ม แม้จะยังไม่มีผู้ชนะ แต่ในสายตาของผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงสามารถมองเห็นผู้ชนะได้อย่างชัดเจน

หลังจากนั้นนิดหน่อย ผู้หญิงก็ตกจากลานประลอง เนื่องจากมีความแข็งแกร่งไม่เพียงพอ

ผู้ชายยืนอยู่บนลานประลอง กุมมือซ้อนกันไปทางผู้หญิงและกล่าวว่า “ศิษย์พี่หยาง ท่านปล่อยให้ข้าชนะแล้ว!”

ผู้เฒ่าเจียงยืนขึ้นอีกครั้งและประกาศผู้ชนะ หลังจากนั้นจึงเริ่มการประลองรอบที่สาม เป็นการต่อสู้ของชายหนุ่มสองคน

ในฐานะที่เป็นผู้ชาย โหยวเสี่ยวโม่เองก็ใฝ่ฝันอยากเป็นนักต่อสู้อันเก่งกาจ บินขึ้นไปบนเสา เดินบนกำแพง หรือทำลายก้อนหินเพียงการต่อยครั้งเดียว เขารู้สึกว่านี่แหล่ะคือลูกผู้ชายจริงๆ สิ่งสำคัญคือ ผู้หญิงชอบผู้ชายที่แข็งแกร่ง

แต่ความฝันก็ยังคงเป็นความฝัน ในความเป็นจริงช่างแตกต่าง ราวกับขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้

ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยไปยิมหรือลงเรียนชั้นเรียนคาราเต้หรือเทควันโด แต่เป็นเพราะว่าเขาไม่มีพรสวรรค์ในการเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ตั้งแต่หัวจรดเท้า เขาห่วยทันทีเมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับกีฬา การทรงตัวของเขาแย่ที่สุด แม้แต่การกระโดดสูงซึ่งเป็นการทดสอบที่ง่ายที่สุดในชั่วโมงพละ เขายังไม่เคยกระโดดถึงครึ่งเมตรเลยด้วยซ้ำ ผลก็คือเขาเป็นคนที่แย่ที่สุดในชั้น แม้แต่ผู้หญิงที่อ้วนที่สุดในชั้นยังทำได้ดีกว่าเขาเลย เรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่าอับอายในชีวิตของเขา

แต่มันก็ช่วยไม่ได้ เขาไม่มีพรสวรรค์ในด้านนี้จริงๆ เมื่อเห็นคนอื่นแสดงพลังของตนแล้ว เขาจึงรู้สึกทั้งชื่นชม อิจฉา และเกลียดจากก้นบึ้งของจิตใจ ทำไมเขาถึงไม่มีพรสวรรค์ในการเป็นผู้ฝึกยุทธ์กัน? เขาคคิดว่าเมื่อมายังโลกนี้ ในร่างใหม่จะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในโลกก่อนหน้าได้ แต่เขาก็กลายเป็นนักหลอมโอสถ ขาดคุณสมบัติในการต่อสู้ เปราะบางและอ่อนแออยู่ดี

หลิงเซี่ยวมองไปที่โหยวเสี่ยวโม่ซึ่งจ้องลานประลองด้วยความรู้สึกซับซ้อน เขายกคิ้วขึ้น “เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่ฮึ?”

โหยวเสี่ยวโม่ได้สติอีกครั้ง และมองไปยังหลิงเซี่ยวอย่างฮึดฮัด เขาคอตก “ทำไมนักหลอมโอสถถึงไม่สามารถบ่มเพาะพลังวิเศษได้?”

หลิงเซี่ยวเข้าใจสิ่งที่โหยวเสี่ยวโม่กำลังคิดอยู่  ดูเหมือนเขาจะอารมณ์เสียจากการดูการต่อสู้บนลานประลอง หลิงเซี่ยวหัวเราะ “บนสวรรค์และโลกมนุษย์ที่คนตั้งหมื่นคน บางคนก็มีพรสวรรค์ บางคนก็ไม่ สวรรค์ได้ให้พลังยิ่งใหญ่แก่เจ้าดังนั้นบางสิ่งจึงต้องถูกเอาไปด้วย แม้ว่านักหลอมยาจะไม่สามารถบ่มเพาะพลังวิเศษได้ก็จริง แต่โอสถที่พวกเขาหลอมได้ก็จำเป็นสำหรับผู้ฝึกยุทธ์มาก ผู้ฝึกยุทธ์เองก็เช่นกัน แม้ว่าพวกเขาจะแข็งแกร่ง แต่พวกเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับอันตรายมากมาย ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าทั้งสองมีชีวิตอยู่โดยการพึ่งพาอาศัยกัน”

“ข้าได้ยินมาว่าผู้ฝึกยุทธ์จะมีช่วงชีวิตที่ยาวนานมาก หากนักหลอมโอสถตายไป พวกเขาก็ต้องหานักหลอมโอสถคนใหม่หรือ?”

โหยวเสี่ยวโม่รู้ว่าสิ่งที่หลิงเซี่ยวพูดนั้นมีเหตุผล ไม่ว่าจะโลกไหนก็ตาม ย่อมไม่มีใครที่สมบูรณ์พร้อมไปเสียทุกอย่าง เหมือนอย่างคนตรงหน้าเขา แม้ว่าดูภายนอกหลิงเซี่ยวจะดูสมบูรณ์พร้อม แต่ภายในแล้วชอบที่จะกลั่นแกล้งเขา ชั่วร้ายเป็นที่สุด

เมื่อพูดเช่นนี้ออกไป โหยวเสี่ยวโม่เห็นหลิงเซี่ยวจ้องมองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาด

“ใครบอกเจ้าว่านักหลอมโอสถมีช่วงชีวิตสั้นกัน?”

“ข้าพูดผิดหรือ? แต่มันคือความจริงที่ว่านักหลอมโอสถไม่สามารถบ่มเพาะพลังวิเศษได้นี่? แล้วช่วงชีวิตจะยาวได้เช่นไร?”

“โหยวเสี่ยวโม่โพล่งออกมาด้วยความประหลาดใจ เขาคิดมาตลอดว่ามันจะต้องเป็นแบบนี้

หลิงเซี่ยวมองดูเขาราวกับเป็นคนโง่ เขายกมือขึ้นและขยี้หัวของโหยวเสี่ยวโม่ กล่าวอย่างโกรธเคืองว่า “ใครบอกเจ้าว่าเจ้าไม่ได้บ่มเพาะพลังวิเศษอยู่? การหลอมโอสถปกติธรรมดานั่นไม่ได้เรียกว่าการบ่มเพาะพลังวิเศษหรืออย่างไร? คัมภีร์ที่ข้าให้เจ้าไป อย่าบอกนะว่าเจ้าไม่ได้ฝึกฝนเลย? จะมีใครโง่กว่าเจ้าอีกรึ? ศิษย์พี่และอาจารย์เจ้าไม่ได้บอกหรือ?”

โหยวเสี่ยวโม่กุมหัวของเขา และน้ำตาเริ่มไหล ก็พวกเขาไม่ได้บอกข้ายังไงล่ะ! หากเขาต้องการจะรู้ เขาก็ต้องเป็นฝ่ายถาม

“แต่คัมภีร์นั่น… ไม่ใช่คัมภีร์สำหรับการบ่มเพาะ…พลังวิญญาณ?”

เมื่อพูดคำสุดท้าย โหยวเสี่ยวโม่ลดเสียงลงอย่างจงใจ เนื่องจากหลิงเซี่ยวเคยบอกเขาว่าเคล็ดลับการแปรธาตุเพื่อบ่มเพาะพลังวิญญาณเป็นของหายาก แม้ว่าเขาจะเป็นลูกศิษย์ของคงเหวินแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังคงถูกพรรคเถียนซินห้ามไม่ให้ฝึกเคล็ดลับแปรธาตุ เพราะเขาไม่ได้อยู่ในพรรคนานขนาดนั้น

แต่ที่โหยวเสี่ยวโม่ไม่รู้ก็คือ หลิงเซี่ยวได้ทำการสร้างมายาขึ้นมารอบๆตัวพวกเขาไว้นานแล้ว เมื่อคนอื่นมองมาจะไม่เห็นว่าเขาสองคนกำลังพูดคุยกัน แต่จะเห็นว่าพวกเขาทั้งสองกำลังมองดูการประลองอย่างตั้งใจ

รอยยิ้มฉายยังดวงตาของหลิงเซี่ยว เมื่อเขามองไปยังโหยวเสี่ยวโม่ และพูดอย่างสง่างามออกมาหนึ่งคำ “เจ้าโง่!”

โหยวเสี่ยวโม่หน้ามุ่ย มองไปที่หลิงเซี่ยวอย่างไม่มีความสุข

นี่ไม่ใช่ความผิดของเขาซักหน่อย เขาเข้ามาสู่โลกนี้ช้า เขาควรจะรู้มากขนาดไหนเชียว? แม้ว่าเขาจะยืมหนังสือมาจากหอคัมภีร์แล้ว แต่ในหนังสือก็ไม่ได้บันทึกสิ่งเหล่านี้ไว้ เขาไม่เคยได้ยินศิษย์คนอื่นๆพูดคุยเรื่องนี้ด้วย ดังนั้นเขาเดาว่าศิษย์คนอื่นๆก็คงไม่รู้เช่นกัน เขาจึงคิดว่านักหลอมโอสถมีช่วงชีวิตที่สั้นมาก

แต่เขาไม่สามารถบอกหลิงเซี่ยวได้ว่าเขามาจากอีกโลกหนึ่ง แม้ว่าจะมีความกล้าอีกสิบเท่า แต่เขาก็ยังคงไม่กล้าที่จะพูดอยู่ดี

หลิงเซี่ยวชอบท่าทางขุ่นเคืองของโหยวเสี่ยวโม่ แม้ว่านิสัยนี้จะแปลกประหลาด แต่เขาก็ไม่ถือสาความแปลกประหลาดนั้น หลิงเซี่ยวพอใจในการกลั่นแกล้งโหยวเสี่ยวโม่แล้ว จึงได้บอกเขาเกี่ยวกับเรื่องช่วงชีวิตของนักหลอมโอสถอย่างใจกว้าง

“นักหลอมโอสถกับผู้ฝึกยุทธ์นั้นเหมือนกัน แม้ว่าวิธีการบ่มเพาะพลังของทั้งสองจะต่างกัน และประเภทของพลังที่บ่มเพาะจะต่างกันก็ตาม แต่ช่วงชีวิตนั้นเหมือนกัน อีกทั้ง นักหลอมยาดูจะมีชีวิตที่ปลอดภัยกว่าด้วย เพราะว่าพวกเขาไม่ได้มีปีศาจหรืออะไรบางอย่างแฝงอยู่ภายใน พวกเขาไม่มีทางตกไปอยู่ด้านชั่วร้ายเพราะว่าวิธีการฝึกฝนที่ไม่ถูกต้อง”

***

Facebook Comment