+100%-

บทที่ 62 นั่งบนตักข้า

===============

โหยวเสี่ยวโม่ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงในการยอมรับความเป็นจริงที่ว่าเขาต้องใช้ห้องและเตียงร่วมกับหลิงเซี่ยว แต่เพราะว่าใกล้จะได้เวลาการแข่งขันแล้ว เขาจึงไม่มีเวลามาฟื้นฟูจิตใจของตนเอง

แม้ว่าคนสองคนจะใช้ห้องและเตียงร่วมกัน แต่สำนักยุทธ์ก็ไม่ได้เตรียมเครื่องนอนหรืออะไรพวกนั้นให้ รวมทั้งของจำเป็นในการซักล้างก็ไม่ได้เตรียมให้เช่นกัน ศิษย์ของสำนักหลอมโอสถจะต้องเตรียมมาเอง โชคดีที่พวกเขามีกระเป๋าวิเศษอยู่ แม้ว่าจะขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ก็ใหญ่พอจะใส่ของพวกนี้ลงไปได้ เมื่อโหยวเสี่ยวโม่ดึงของออกมาและจัดเรียงจนเสร็จ ก็ได้เวลาการแข่งขันพอดี

แม้ว่าวงศ์ภาคกลางจะมีคนจำนวนน้อยกว่า แต่เมื่อคนกลุ่มใหญ่มารวมมกันอยู่ที่เดียวกัน จำนวนคนก็ถือว่าเยอะพอสมควร กลุ่มคนนั่งกระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่การแข่งขัน หนึ่งในพื้นที่นั่งคือพื้นที่สำหรับผู้อาวุโสพรรคเถียนซิน พื้นที่นั้นตั้งอยู่ด้านหน้าสุดฝั่งขวามือของลานประลอง หนึ่งแถวมีเก้าอี้ 15 ตัว มีผู้อาวุโสนั่งอยู่ที่เก้าอี้แล้ว 10 คน ส่วนที่ยังไม่มานั้นคาดว่าน่าจะเป็นเหล่าผู้อาวุโสสูงส่ง ดังนั้นพวกเขาจึงมาช้า

อีกพื้นที่หนึ่งเป็นพื้นที่สำหรับผู้เข้าแข่งขัน ศิษย์ที่ลงแข่งดูเหมือนจะมากันเกือบครบแล้ว บางคนหลับตา เตรียมจิตใจให้พร้อมสำหรับการแข่งขันในวันนี้ บางคนก็พูดคุยกับศิษย์พี่ศิษย์น้องของตน บรรยากาศโดยรวมถือว่าดีอย่างยิ่ง ไม่มีท่าทีเย็นชาให้แก่กันเนื่องเพราะพวกเขายังคงต้องเจอกันหลังจากการแข่งจบลงอยู่ดี

พื้นที่สุดท้ายคือพื้นที่ของนักหลอมโอสถ แม้ว่าจะมีไม่เยอะ แต่พวกเขาก็มาเข้าร่วม รวมทั้งถังหยุนฉีที่เกลียดโหยวเสี่ยวโม่เข้ากระดูกดำด้วย

เมื่อทั้งสองปรากฎตัวขึ้น ก็รับรู้ได้ถึงสายตาแรงกล้า สายตาที่น่ากลัวที่สุดมาจากถังหยุนฉี

โหยวเสี่ยวโม่คาดไว้อยู่แล้วว่าเจ้าหญิงคนนี้ต้องมาที่วงศ์ภาคกลาง ดังนั้นเขาจึงเตรียมใจมาแล้ว แต่มันก็ยังคงน่ากลัวอยู่ดี สายตาแห่งความเกลียดชังเข้มข้นอย่างไม่น่าเชื่อ เขาไม่สงสัยเลยว่าหากแค่การจ้องสามารถฆ่าคนได้ เขาคงจะตายแบบไม่เหลือแม้แต่ซากศพเลยแน่นอน

โหยวเสี่ยวโม่ต่อต้านความกดดันทั้งหมด เขายกเท้าขึ้นหมายจะเดินไปยังพื้นที่สำหรับนักหลอมยา แต่แขนเขากลับถูกจับไว้ก่อน

หลิงเซี่ยวขมวดคิ้วส่งให้เขา “เจ้าคิดจะไปไหน?”

โหยวเสี่ยวโม่ตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ และชี้ไปยังพื้นที่สำหรับนักหลอมโอสถ พูดว่า “ไปที่นั่นไง ตรงนั้นเป็นพื้นที่ของข้า ข้าเห็นศิษย์พี่สองอยู่ที่นั่นด้วย”

“ที่นี่มีคนมากเกินไป เจ้าสามารถตามข้าไปนั่งที่นั่งผู้เข้าแข่งขันได้”

หลิงเซี่ยวมองไปยังศิษย์สำนักหลอมยาที่มองมาทางพวกเขาอยู่ เขาไม่ชอบที่ถังหยุนฉีและพรรคพวกจ้องมองโหยวเสี่ยวโม่เลย

“เอ้ะ? จะไม่เป็นอะไรเหรอ?”

โหยวเสี่ยวไม่คาดว่าหลิงเซี่ยวจะพูดแบบนั้น

“ข้าพูดว่าได้ก็คือได้สิ”

หลิงเซี่ยวพูดอีกครั้ง และคราวนี้เขาไม่ได้ถามความเห็น เขาลากแขนโหยวเสี่ยวโม่ไปทางที่นั่งผู้เข้าแข่งขัน

โหยวเสี่ยวโม่จัดท่าทางการเดินอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้ล้มไปต่อหน้าทุกคน เขาเว้นระยะห่างก่อนพูดว่า “แต่ ที่นั่งผู้เข้าแข่งขันก็ดูเหมือนจะเต็มแล้วนะ หากไปที่นั่นข้าจะไปนั่งตรงไหนล่ะ?”

หลิงเซี่ยวหันกลับไปและจ้องเขาก่อนจะยิ้ม “หากที่นั่นไม่มีที่นั่ง ข้าจะทำให้มันมีเอง หรือไม่เช่นนั้น เจ้าสามารถนั่งตักข้าได้ ข้าไม่ถือสา”

โหยวเสี่ยวโม่สะดุดจนเกือบจะล้ม โชคดีที่แขนเขาถูกหลิงเซี่ยวจับไว้อยู่ หลังจากหายตกใจแล้วเขาจึงกัดฟันพูดว่า “แต่ข้าถือ!”

อะไรคือคำว่า “นั่งตักข้า”? เขาเป็นผู้ชายนะไม่ใช่ผู้หญิง หากมันเป็นจริง ไม่เพียงแต่เขาที่ต้องอับอาย เขาคงจะตกเป็นขี้ปากคนอื่นๆแน่นอน ในตอนนั้น แม้ว่าเขาจะกระโดดลงแม่น้ำฮวง เขาก็คงไม่มีวันบริสุทธิ์อีกต่อไป!

หลิงเซี่ยวยักไหล่ไม่รู้สึกรู้สา

เมื่อโหยวเสี่ยวโม่ถูกลากมาจนถึงที่นั่งของผู้เข้าแข่งขันแล้ว ไฟในดวงตาของถังหยุนฉีแทบจะยิงออกมาจากตาของนางซึ่งนั่งตรงที่นั่งนักหลอมโอสถ

ความอิจฉาในครั้งนี้เข้มข้นกว่าครั้งที่นางได้ยินว่าพวกเขาใช้ห้องร่วมกันเสียอีก นางคิดว่าเมื่อเขามาถึง นางจะต้องสั่งสอนเขาอย่างงาม แต่เขาไม่แม้แต่จะให้โอกาสนางได้ทำตามที่ต้องการ หากตอนนี้ในมือถังหยุนฉีมีผ้าเช็ดหน้าอยู่ มันคงถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้ว

“ศิษย์น้องหญิง เป็นไปได้หรือไม่ว่าศิษย์พี่ใหญ่หลินรู้แผนของเรา?”

“ไม่น่าเป็นไปได้”

ถังหยุนฉีพูดด้วยใบหน้าอันดำมืด พวกนางมาคุยกันเรื่องแผนในพื้นที่นี้ ซึ่งตอนนั้นไม่มีคนเลยดังนั้นแผนของนางจึงไม่น่าจะมีใครได้ยิน อีกทั้ง ฐานะของนางเป็นถึงลูกสาวจ้าวพรรค มีน้อยคนที่กล้าขัดใจนาง

“ถ้าเช่นนั้น มันคงเป็นแค่ความบังเอิญ”

จู่ๆคนพูดก็ลดระดับเสียงของเขาลง

“ดูเหมือนว่าข้าต้องใช้แผนนั้นเท่านั้นสินะ”

ถังหยุนฉีพูดด้วยความมืดมน นางไม่อยากใช้แผนนั้นเร็วมากนัก แต่เมื่อเห็นว่าพี่เซี่ยวปกป้องโหยวเสี่ยวโม่ทุกครั้งแล้ว นางก็รู้สึกว่า หากนางทนต่อไป นางอาจจะระเบิดออกมาก็ได้

เมื่อทุกคนจมอยู่ในความคิดของตน พวกเขาจึงลืมไปว่าที่นั่งอยู่ใกล้ๆพวกเขาคือฟูจื่อหลิน ศิษย์ตำหนักเดียวกับโหยวเสี่ยวโม่ อาจจะเป็นเพราะว่าเขาเงียบกริบ ถังหยุนฉีและพรรคพวกจึงลืมตัวตนของเขาไปแล้ว

ในอีกฝั่ง โหยวเสี่ยวโม่ที่ถูกลากไปยังที่พักของผู้เข้าแข่งขันโดยหลิงเซี่ยว ที่นั่นมีเก้าอี้ 5 แถว แต่ละแถวมี 10 ที่นั่ง ที่นั่งของหลิงเซี่ยวอยู่ตรงกลางแถวหน้าสุด เป็นที่นั่งที่ดีมากที่หนึ่ง ด้านซ้ายและขวาคือโจวเปิ่งและชินซืออวี๋ ทั้งสองมาถึงนานแล้ว โจวเปิ่งเห็นหลิงเซี่ยวลากโหยวเสี่ยวโม่มาตรงนี้ จึงยืนขึ้นทันที และสมัครยกเก้าอี้ของเขาให้ ศิษย์น้องที่นั่งข้างๆเห็นดังนั้นจึงยืนขึ้นด้วย และยกเก้าอี้ให้เขาและวิ่งไปนั่งด้านหลัง

เมื่อเห็นเหตุการณ์นี้ โหยวเสี่ยวโม่จึงพูดไม่ออก คนเหล่านี้ช่างใจดี ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหลิงเซี่ยวถึงได้มั่นใจขขนาดนั้น

เมื่อเวลาผ่านไป ท่านจ้าวพรรคถังฟางก็มาถึง เขานำผู้อาวุโสระดับสูงบางคนมาด้วย เหล่าศิษย์วงศ์ภาคกลางเป็นแกนหลังดังนั้นจึงเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าพวกเขาจะได้รับความสนใจ หลังจากนั้น ถังฟานจึงพูดปลุกขวัญกำลังใจก่อนเริ่มงาน เนื่องเพราะนี่เป็นงานแข่งขันกระชับมิตร จึงมีแค่การต่อสู้เท่านั้น

เมื่อกล่าวคำเปิดงานเสร็จแล้ว ถังฟานจึงถอยกลับไปนั่งและเปิดทางให้กรรมการนามว่า ผู้เฒ่าเจียง

“ในปีนี้จะยังคงเป็นการจับฉลากเช่นเดียวกับปีที่แล้ว คนที่ถูกจับได้จะต้องขึ้นไปยังลานประลอง คนที่ตกจากลานประลองคนแรกจะถือว่าแพ้ทันที และหากยอมรับความพ่ายแพ้โดยสมัครใจก็ถือว่าแพ้เช่นกัน ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะทำอย่างสุดความสามารถ เริ่มจับฉลาก ณ บัดนี้”

หลังจากผู้เฒ่าเจียงกล่าวจบ ศิษย์คนหนึ่งก็นำกล่องสี่เหลี่ยมมาให้ เพื่อพิสูจน์ว่าจะไม่มีกลโกงอะไรทั้งนั้น ผู้เฒ่าเจียงจึงเขย่ากล่องอีกครั้งอย่างแรงต่อหน้าทุกคน แล้วจึงเอามือล้วงเข้าไปในกล่องและหยิบกระดาษออกมาสองชิ้น

ผู้เฒ่าเจียงเปิดกระดาษออกและกล่าวเสียงดังว่า “คนแรกคือโจวเปิ่ง คนที่สองคือหลินเซี่ยว จงขึ้นไปยังลานประลองซะ!”

ทันใดนั้นความปั่นป่วนก็เกิดขึ้นใต้ลานประลอง นี่เป็นเพียงแค่รอบแรกสุดของแรกสุดเท่านั้น แต่ทั้งสองต่างถูกเลือก นี่มันไม่ธรรมดาเลย

ทุกคนรู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างโจวเปิ่งและหลินเซี่ยวอยู่ในระดับดีมาก ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าโจวเปิ่งจะไม่แข็งแกร่งเท่าหลินเซี่ยว แต่เขาก็ยังอยู่ในสิบอันดับแรก ดูเหมือนว่าหนึ่งในสองนี้ต้องถูกกำจัดออกไปซะแล้ว

**************

อ่านให้สนุกค่ะ 😀 แก้คำค่ะ

Facebook Comment