+100%-

บทที่ 59 มารับ

===============

วันต่อมา โหยวเสี่ยวโม่ตื่นแต่เช้า และยังคงมีพละกำลังเหลือเฟือ เมื่อคืนเข้าหลอมโอสถเกือบ 6 ชั่วโมง แต่ด้วยผลประโยชน์ที่ไม่ธรรมดาของน้ำวิเศษ ทำให้เขาไม่รู้สึกเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย เขามุ่งหน้าไปยังประตูของฝั่งทิศตะวันเพื่อไปรวมตัวกับทุกคน

เมื่อท่านลุงจ้าวกำลังแบ่งคน หลิงเซี่ยวก็มาถึง ไม่ช้า ไม่เร็วเกินไป

เมื่อเห็นหลิงเซี่ยวศิษย์ทุกคนของตำหนักพสุธาต่างพากันสงสัย แม้ว่าเขาจะเคยไปที่โรงอาหารของตำหนักพสุธาในครั้งก่อนก็ตาม แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ได้เห็นเขา ความประทับใจที่มีต่อหลิงเซี่ยวของทุกคนมาจากข่าวลือที่พวกเขาเคยได้ยินมาก่อน

แต่เมื่อนึกถึงข่าวลือเมื่อเร็วๆนี้ ทุกคนต่างก็หันมามองโหยวเสี่ยวโม่ หลิงเซี่ยวมาที่นี่ นั่นหมายความว่าเขามาเพื่อเจอโหยวเสี่ยวโม่ล่ะสิ!

“ท่านลุงจ้าว”

แม้ว่าหลิงเซี่ยวจะมาเพิ่งรับตัวโหยวเสี่ยวโม่ แต่เขาก็ไม่ได้หยิ่งขนาดที่ว่าทำเป็นไม่สนใจลุงจ้าว

แม้ว่าในทางฐานะและจุดยืนของเขา ท่านลุงจ้าวดูเหมือนไม่มีความหมายใดๆก็ตาม แม้แต่หลินเซี่ยวคนเก่าซึ่งเป็นคนเย่อหยิ่ง ก็ยังคงปฏิบัติกับผู้อาวุโสกว่าอย่างเคารพ ดังนั้นเพื่อไม่ให้ผิดพลาดในการแสดงเป็นหลินเซี่ยว เขาจึงทำตามบุคคลิกของหลินเซี่ยวคนเก่า

ท่านลุงจ้าวเองก็เคยได้ยินข่าวระหว่างหลิงเซี่ยวและโหยวเสี่ยวโม่มาบ้าง แต่เขาไม่ได้คิดอะไรมาก ตอนนี้ เมื่อเห็นว่าหลิงเซี่ยวมาที่นี่ด้วยตนเอง และเห็นปฏิกิริยาของศิษย์คนอื่นๆที่มองไปยังโหยวเสี่ยวโม่ เขาจึงเริ่มเข้าใจมากขึ้น แต่แม้ว่าเขาจะเข้าใจ แต่ลุงจ้าวก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป เพียงแต่เอ่ยถามว่า “หลานชายหลิน เจ้ามาที่นี่เพื่อรับตัวเหล่าศิษย์หรือ?”

หลิงเซี่ยวยกมุมปากขึ้น และกล่าวอย่างนุ่มนวลว่า “หลานขอบอกท่านลุงจ้าวตามตรง หลิงเซี่ยวมาที่นี่เพื่อมารับตัวศิษย์น้องโหยว”

โหยวเสี่ยวโม่ที่ยืนท่ามกลางคนอื่นๆรู้สึกได้ว่าหนังตาเขากระตุก แม้ว่าหลิงเซี่ยวจะมารับเขาที่นี่ แต่ทำไมต้องเน้นเสียงคำว่า”น้อง”ด้วยเล่า?  ถึงเขาจะไม่เป็นผู้ใหญ่ก็จริง แต่เขาก็มั่นใจว่าในหมู่ศิษย์ทั้งหลายเขาไม่ใช่คนที่เด็กที่สุด มีคนซึ่งเด็กกว่าเขาถึงหนึ่งปีอยู่ด้วย

“หลานชายฟูเองก็อยากไปด้วย หากหลานชายหลินไม่ว่าอะไร ขอให้หลานชายฟูเดินทางไปที่วงศ์ภาคกลางด้วยได้หรือไม่?”

จ้าวเจินพยักหน้า เขารู้สึกวางใจยิ่งเมื่อรู้ว่าผู้นำทางคือหลินเซี่ยว เขาจึงไม่ได้ปฏิเสธ แถมยังถามเผื่อไปถึงฟูจื่อหลินด้วย เมื่อพูดถึงเรื่องนี้แล้ว คนที่เขาเป็นกังวลมากที่สุดคือฟูจื่อฟลิน ศิษย์คนนี้ถึงแม้ว่าจะดูเหมือนอารมณ์เย็นแต่จริงๆแล้วเป็นคนดื้อรั้นมาก

“ตามที่ท่านต้องการ”

หลิงเซี่ยวยิ้มพลางกล่าวตอบรับ คำถามของจ้าวเจินอยู่ในการคาดการณ์ของเขาอยู่แล้ว ตราบใดที่ไม่ใช่ฟางเฉินเล่อ จะเป็นศิษย์คนไหนก็ได้

จ้าวเจินรู้สึกโล่งอกและเรียกฟูจื่อหลินกับโหยวเสี่ยวโม่ออกมา

วงศ์ภาคกลางนั้นต่างจากวงศ์อื่นๆ บรรยายจะดูเคร่งเครียดกว่า สิ่งที่ยอมรับไม่ได้เลยก็คือการพูดพล่อยๆ หรือการสอบถามเคล็ดลับต่างๆ ดังนั้น เมื่อจ้าวเจินเรียกทั้งสองออกมาแล้ว เขาจึงพูดเตือนไม่ให้ทั้งสองทำให้สิ่งต้องห้ามอย่างเคร่งครัด พวกเขาจะต้องทำตามสิ่งที่ผู้อาวุโสวางไว้เท่านั้น เขาพูดย้ำคำแนะนำของเขาอีกครั้งเพื่อเน้นถึงความสำคัญ

แม้ว่าฟูจื่อหลินจะเยือกเย็นเป็นน้ำแข็งก็ตาม แต่เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น เขาก็พยักหน้าเบาๆ ถึงจะเป็นการกระทำเล็กน้อยแค่ไหน แต่จ้าวเจินก็รู้ว่าศิษย์คนที่สองเข้าใจดี

โหยวเสี่ยวโม่ไม่กล้าตอบรับคำแนะนำอย่างราบเรียบแบบฟูจื่อหลิน เมื่อจ้าวเจินกล่าวจบ เขาพยักหน้าอย่างกระตือรือร้นและพูดด้วยว่าเขาเข้าใจแล้ว

เมื่อเห็นทั้งสองยืนยันแล้ว จ้าวเจินจึงวางใจและปล่อยให้พวกเขาไปกับหลิงเซี่ยว

พวกเขาทั้งสามคนจึงมุ่งหน้าไปสู่วงศ์ภาคกลางเช่นนี้เอง ในตอนนี้งานแข่งขันกระชับมิตรยังไม่ได้เริ่มขึ้นเลย

โหยวเสี่ยวโม่ที่เดินตรงกลาง รู้สึกเป็นอย่างยิ่งว่าเขาเดินผิดตำแหน่ง ด้านซ้ายของเขาคือภูเขาน้ำแข็งเดินได้ที่ปล่อยไอความเย็นออกมาเป็นระลอก ส่วนด้านขวา เป็นหมาป่าสวมหนังแกะ พร้อมที่จะกลายร่างเป็นปีศาจได้ทุกเมื่อ

เขาไม่ได้คาดว่าผลจะออกมาน่าอนาถเช่นนี้ เมื่อเขากำลังคิดจะเปลี่ยนตำแหน่ง หลิงเซี่ยวก็จะมองเขาอย่างโหดเหี้ยมครั้งแล้วครั้งเล่า น่ากลัวจนเขาแข็งทื่อไม่กล้าคิดเปลี่ยนตำแหน่งอีก เขาได้แต่จำยอมอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้ตลอดทางจนถึงวงศ์ภาคกลาง

วงศ์ภาคกลางตั้งอยู่ที่ยอดเขาสูงที่สุดของภูเขาอู๋ซวง ยอดเขาใหญ่โตลูกนี้ตั้งอยู่หลังยอดเขาทั้งสี่ลูก และถัดจากยอดเขานี้ก็เป็นทะเลเมฆไร้ที่สิ้นสุด

หลิงเซี่ยวนำพวกเขาผ่านเส้นทางที่ค่อนข้างห่างไกล ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้เจอกับศิษย์สำนักยุทธ์ตามรายทาง ในที่สุดพวกเขาก็หยุดตรงด้านหน้าประตูวิหารขนาดใหญ่ มีแผ่นหินสลักขอบสีทองคำดำประดับอยู่ข้างบนบานประตู ที่หินสลักเขียนถ้อยคำเอาไว้สองคำ “ภาคกลาง” บรรยากาศเองก็ดูไม่ธรรมดา คนที่ไม่แข็งแกร่งอาจจะรู้สึกอึดอัดเมื่อมองแผ่นป้ายได้

คนที่เขียนถ้อยคำลงไปจะต้องแข็งแกร่งอย่างมาก เพียงแค่มองไปที่แผ่นป้าย หัวใจของโหยวเสี่ยวโม่ก็เริ่มเต้นแรงขึ้น เขารู้สึกได้ถึงแรงเต้นของหัวใจ แต่ก็เฉพาะในตอนนี้เท่านั้น แม้ว่าเขาจะไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์ก็ตาม แต่วิญญาณของเขาก็แข็งแกร่งและฟื้นคืนได้ไวกว่าคนธรรมดา แม้ว่าเขาจะฝึก “คัมภีร์วิญญาณสวรรค์” แต่ก็ยังคงโดนผลกระทบของแผ่นป้ายอยู่ดี หากเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของเขาคนใดคนหนึ่งล่ะก็ คงจะไม่โดนผลกระทบแน่นอน

ฟูจื่อหลินเป็นนักหลอมโอสถระดับสี่ พลังวิญญาณเขาแข็งแกร่งกว่าโหยวเสี่ยวโม่ ดังนั้นพลังของอักษรสลักจึงไม่สามารถทำอะไรเขาได้

สำหรับหลิงเซี่ยว เขาไม่รู้สึกอะไรอยู่แล้ว มันจะน่าประหลาดมากหากคนที่เขียนอักษรนี้หลาดกลัวเขา

โหยวเสี่ยวโม่สะบัดหน้าเพื่อสลัดความรู้สึกเหล่านั้นออกไป เขาเงยหน้าและพบว่าหลิงเซี่ยวกำลังจ้องมายังตน คนจ้องไม่ได้แสดงอารมณ์อะไร เมื่อเห็นว่าโหยวเสี่ยวโม่ไม่เป็นอะไร หลิงเซี่ยวจึงถอนสายตาออกมา เขามองเห็นหลิงเซี่ยวดึงแผ่นป้ายสีดำออกมาจากอกและขว้างไปยังประตูวิหาร

อากาศที่สงบนิ่งเริ่มจะกระเพื่อมออกมา แผ่นสีดำอันนั้นราวกับจมเข้าไปในบ่อ ถูกกลืนเข้าไปในอากาศที่กระเพื่อมเป็นคลื่น และหายไปในที่สุด โหยวเสี่ยวโม่เคยเห็นปรากฎการณ์แบบนี้มาก่อนที่หอคัมภีร์

เมื่อเขาต้องการหยิบคัมภีร์ออกจากชั้น เขาต้องใช้แผ่นป้าย ภายหลังเขาเรียนรู้ว่าชั้นคัมภีร์ถูกปกป้องด้วยม่านคุ้มกัน หากไม่มีแผ่นป้ายที่ได้มาจากคนแก่ที่เฝ้าอยู่หน้าหอแล้ว แม้จะสามารถเข้าไปภายในได้ แต่ก็จะไม่สามารถหยิบคัมภีร์ออกไปได้อยู่ดี ยิ่งกว่านั้นจะถูกค้นพบว่าแอบเข้าหอคัมภีร์ด้วย

สถานการณ์ในตอนนี้เองก็เช่นกัน นี่คือม่านคุ้มกัน ส่วนแผ่นป้ายสีดำนั้นคงจะเป็นกุญแจเอาไว้เปิดม่านคุ้มกัน

หลังจากมีประสบการณ์มานับไม่ถ้วน โหยวเสี่ยวโม่จึงไม่ได้ตกใจอะไรกับเหตุการณ์ประหลาดตรงหน้า ความจริงแล้ว เหตุการณ์แบบในโลกนี้เกินกว่าการหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเขาคุ้นชินในชีวิตก่อนหน้านี้ หากเขาต้องการหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์เพื่อมาอธิบายเหตุการณ์ที่แปลกประหลาดเหล่านี้ เขาคงต้องเอามีดปาดคอตัวเองตายแล้วล่ะ

แม้ว่าประตูวิหารจะไม่ได้เปลี่ยนไปหลังจากที่แผ่นป้ายหายไป แต่โหยวเสี่ยวโม่ก็รู้ว่าตอนนี้พวกเขาสามารถเดินเข้าไปได้แล้ว

ฟูจื่อหลินไม่ได้รอให้หลิงเซี่ยวพูดอะไร เขาเดินเข้าไปในประตูก่อน

โหยวเสี่ยวโม่อยากจะเดินตามเข้าไป แต่เขาคิดได้ถึงตำแหน่งอันน่ากระอักกระอ่วน ในตอนที่เขากำลังลังเลอยู่ ไหล่ของเขาก็ถูกดึงรั้งไว้ด้วยแรงที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จมูกเขาได้กลิ่นคุ้นเคย หากไม่ใช่หลิงเซี่ยวแล้วจะเป็นใครได้อีกล่ะ?

“ศิษย์น้องที่รัก หากเจ้าไม่อยากเดิน ข้าอุ้มเจ้าเดินไปได้นะ”

เสียงหัวเราะดังขึ้นบนหัวเขา

โหยวเสี่ยวโม่คิดถึงภาพเขาถูกหลิงเซี่ยวอุ้มโดยไม่รู้ตัว และขนก็ลุกขึ้นมาทันที นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว เขาจึงวิ่งแบบไม่คิดชีวิตตามฟูจื่อหลินเข้าไปทันใด

หลิงเซี่ยวมองหลังที่หลบหนีเขาก่อนจะเงยหน้าและหลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง

*****

อ่านให้สนุกค่ะ มีใครรู้บ้างว่า ประโยคนี้แปลว่าอะไร? >> This is simply a cudgel on top of sugarcoated bullets!

Facebook Comment