+100%-

บทที่ 58 โอสถชั้นสูง

===============

โหยวเสี่ยวโม่เพิ่งจะเปิดประตูห้องของเขา แต่ในตอนนั้นเองเขาเหลือบไปเห็นคนที่ยืนอยู่ภายนอก มุมหนังตาเขาก็กระตุกขึ้นมาทันที ใครบางคนกล่าวชัดเจนว่า”เขาจะมาหาในวันพรุ่งนี้เช้า” แต่ตอนนี้ยังคงเป็นเวลามืดอยู่เลย อีกทั้งหลังจากที่พวกเขาเจอกันตอนกลางวัน เพิ่งผ่านมาเพียง 6 ชม.เท่านั้น

หลิงเซี่ยวไม่สนใจว่าโหยวเสี่ยวโม่จะคิดยังไง เขาเพียงแค่ผลักประตูอีกด้านเพื่อเปิดมันออก และก้าวเข้าไปข้างในห้อง ท่าทางของเขาราวกับเป็นเจ้าของห้องเสียเอง หลังจากนั่งลงบนเก้าอี้แล้ว สายตาอันอุ่นแต่แหลมคมก็จ้องมายังโหยวเสี่ยวโม่

หน้าโหยวเสี่ยวโม่รู้สึกชาขึ้นมาจากการจ้องของหลิงเซี่ยว เขารีบปิดประตูและก้าวเข้ามาในห้อง โหยวเสี่ยวโม่แอบจ้องหน้าหลิงเซี่ยวอย่างระมัดระวัง และคิดย้อนกลับไปถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน ดูเหมือนว่าเขาไม่ได้ทำอะไรให้หลิงเซี่ยวโกรธเลย ดังนั้นเขาจึงถามขึ้น “ศิษย์พี่หลิงเซี่ยว ท่านบอกเองไม่ใช่รึว่าจะพบกันพรุ่งนี้? ทำไมท่านมาที่นี่ในตอนนี้ล่ะ?”

“ฟังจากน้ำเสียงของเจ้า ดูเหมือนเจ้าจะไม่ดีใจที่เจอข้าเลยใช่ไหม?”

หลิงเซี่ยวยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังคงไม่อาจบ่งบอกได้ว่าเขากำลังคิดอะไร

โหยวเสี่ยวโม่ตัวสั่น “ไม่ ไม่เลย ท่านมาได้เท่าที่ต้องการเลย”

เขาไม่มีทางปฏิเสธหรอก เขายังไม่เบื่อกับการใช้ชีวิต และเขาค้นพบแล้วว่าหลิงเซี่ยวเป็นคนเผด็จการ

หลิงเซี่ยวจ้องหน้าโหยวเสี่ยวโม่ราวกับว่าเขาอยากจะขุดหลุมบนใบหน้า จนกระทั่งเขารู้สึกว่าว่าโหยวเสี่ยวโม่ทนไม่ไหวแล้ว เขาจะละสายตาออกไป “ข้าไม่เคยคิดเลยว่าเจ้าจะสามารถเข้ามาอยู่ในรายชื่อได้”

“รายชื่อ? รายชื่ออะไร?”

โหยวเสี่ยวโม่มึนงง

“หืม? อย่าบอกนะว่าเจ้าไม่รู้ ทุกๆปีที่มีการจัดการแข่งขันกระชิบมิตร สำนักหลอมโอสถจะจัดตั้งรายชื่อขึ้นมาเพื่อมาดูแลศิษย์ของวงศ์ภาคกลาง”

เมื่อคิดว่าโหยวเสี่ยวโม่อาจจะยังไม่รู้ หลิงเซี่ยวจึงอธิบายให้ฟัง

โหยวเสี่ยวโม่กระพริบตาหลายครั้ง เขาเพิ่งคุยเรื่องนี้ไปเมื่อกลางวันนี้กับศิษย์พี่ใหญ่และท่านลุงจ้าว เขาไม่คิดว่าหลิงเซี่ยวจะรับรู้เร็วขนาดนี้ เขาช่างทันข่าวสารเลยจริง แต่เมื่อคิดถึงจุดยืนและฐานะของเขาในสำนักยุทธ์แล้ว นี่นับว่าคาดเดาได้

“ข้ารู้แล้ว ท่านลุงจ้าวตามหาพวกเราเมื่อบ่ายนี้เพื่อคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ มันควรจะเป็นศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่สอง แต่ศิษย์พี่ใหญ่ต้องการอยู่เพื่อดูแลศิษย์คนอื่นๆ ดังนั้นเขาจึงให้ข้าไปแทนเขา ครั้งนี้จึงเป็นข้ากับศิษย์พี่สองที่จะไปยังวงศ์ภาคกลาง”

โหยวเสี่ยวโมม่ส่ายหัวขณะอธิบาย ยังไงซะเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ความลับอะไร

หลิงเซี่ยวหรี่ตาลง จ้องไปยังโหยวเสี่ยวโม่ที่ยิ้มน้อยๆอยู่ “ศิษย์พี่คนนั้นของเจ้า เหมือนจะดูแลเจ้าเป็นอย่างดีเลยนี่?”

คำพูดนี้ทำให้โหยวเสี่ยวโม่คิดถึงตอนที่เขาหน้าแตกเมื่อกลางวันนี้ แก้มขาวจึงเริ่มขึ้นสีชมพูจางๆ ช่างน่าอับอายจริงๆ!

อย่างไรก็ตามปฏิกิริยานี้ในสายตาของหลิงเซี่ยวดูราวกับปฏิกิริยาเขินอาย ในชั่วเสี้ยววิหนึ่ง กลับมีพายุดำมืดอันหนาแน่นคลั่งอยู่ในนัยน์ตาอขงหลิงเซี่ยว แต่อีกคนที่อยู่ในห้องกลับไม่ได้สังเกตเห็นแม้แต่น้อย เพราะว่ากำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเอง

“ศิษย์พี่ใหญ่หลิง มีอะไรอีกหรือไม่?”

โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกตัวว่ามีคนอื่นอยู่ในห้องด้วย แต่ในตอนที่เขามองหน้าอีกฝ่าย ใบหน้าของหลิงเซี่ยวก็กลับเป็นปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น สงบจนคิดว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาราวกับมายา

หลิงเซี่ยวมองไปยังโหยวเสี่ยวโม่ สายตาคมกริบราวกับจะตัดร่างกายเลื่อนจากบนลงล่างอย่างช้าๆ โดยไม่ละรายละเอียดเล็กๆน้อยๆเลย ฝั่งคนถูกจ้องรู้สึกขนลุกตามที่สายตาชองหลิงเซี่ยวลากผ่าน

“มีอีกเรื่อง ต่อจากนี้อีกสามสี่วันเจ้าต้องมีงานมากมาย ดังนั้น อย่าได้กังวลเรื่องโอสถของข้า…. ข้าสามารถรอได้ จนกว่าเจ้าจะกลับไปตำหนักพสุธา และค่อยหลอมให้ข้าก็ได้”

โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกซาบซึ้งขึ้นมาทันใด หลิงเซี่ยวแสดงความเห็นใจแก่เขา นี่ราวกับว่าฝนสีแดงตกจากสวรรค์ หิมะตกในเดือนมิถุนายน….

แม้ว่ามันจะเหนือความคาดหมายของเขาก็ตาม แต่มันก็เกิดขึ้นจริงๆแล้ว นี่ทำให้เขาตกตะลึงเกินคาด แต่เมื่อเขาได้ยินครบทั้งประโยค ความรู้สึกดีใจพลันหายไปราวกับมีลมมาพัดอย่างรุนแรง เขาหน้าแตกอีกแล้ว!

“เจ้าได้ยินข้ามั้ย?”

เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับ หลิงเซี่ยวเลิกคิ้วขึ้นขณะจ้องมองอีกคน

ไหล่ของโหยวเสี่ยวโม่สั่นเล็กน้อยก่อนจะกล่าว “ข้าเข้าใจแล้ว”

หลิงเซี่ยวยืนขึ้น “ดีมาก ข้าจะมารับเจ้าในวันพรุ่งนี้ด้วยตนเอง”

โหยวเสี่ยวโม่ร้องออกมาดัง “อ้า” “ท่านหมายความอย่างไรที่ว่าจะมารับข้าที่นี่ด้วยตนเอง?”

เขาคิดว่าหลิงเซี่ยวจะหมายถึงให้พวกเขาไปเจอกันที่งานแข่งขันเลย เขาไม่ได้คิดว่าหลิงเซี่ยวจะมารับเขาที่นี่ด้วยตนเอง

“หากไม่ใช่เช่นนั้นแล้วจะอย่างไร?”

หลิงเซี่ยวถามด้วยเสียงราบเรียบ แน่นอนว่าเขาไม่มีทางบอกโหยวเสี่ยวโม่แน่นอนว่าก่อนหน้านี้เขาตั้งใจจะไปเจอโหยวเสี่ยวโม่ที่งานแข่งขันจริงๆ แต่ตอนนี้เขาเปลี่ยนใจแล้ว

เนื่องจากโหยวเสี่ยวโม่ชื่นชอบฟางเฉินเล่อมาก ดังนั้นเขาจึงไม่ปล่อยโอกาสให้ทั้งสองได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ในวันพรุ่งนี้เขาจะมาให้เช้าเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อมารับตัวโหยวเสี่ยวโม่ และเป็นการกันไม่ให้ทั้งสองได้พูดคุยกันในตอนที่เขามองไม่เห็นอีกด้วย ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงไม่ชอบเมื่อเห็นปฏิกิริยาโหยวเสี่ยวโม่ แต่ในเมื่อเป็นแบบนี้ เขาก็จะทำตามที่เขาต้องการ

โหยวเสี่ยวโม่ส่ายหัว เขารู้ว่าหลิงเซี่ยวกำลังจะโกรธ แต่เขาก็ยังไม่รู้อยู่ดีกว่าเขาทำอะไรให้หลิงเซี่ยวโกรธแบบนี้ แม้จะคิดย้อนแล้ว เขาก็พบว่าเขาไม่ได้ทำอะไรเลย

หลังจากหลิงเซี่ยวจากไป โหยวเสี่ยวโม่ก็ยังคงไม่เข้าใจอยู่ดี ดังนั้นเขาจึงปล่อยมันไป

แม้ว่าลุงจ้าวจะปล่อยให้พวกเขาได้นอนหลับสบายในคืนนี้ เนื่องจากพวกเขาต้องเจองานหนักในวันพรุ่งนี้ก็ตาม แต่โหยวเสี่ยวโม่ไม่อยากเสียเวลา

เดือนนี้ เขายุ่งอยู่กับสมุนไพรในมิติ เขาจึงไม่ได้หลอมโอสถเป็นเวลานานแล้ว ดังนั้นเขาจึงใช้เวลานี้ให้เป็นประโยชน์นำสมุนไพรในมิติมาหลอมโอสถสักหนึ่งชุดและดูผลว่าจะเป็นอย่างไร

เมื่อคิดดังนั้น โหยวเสี่ยวโม่จึงปิดล็อคประตูทันที และนำหม้อหลอมโอสถที่อยู่ในถุงมิติข้างกายออกมา หม้อหลอมโอสถนี้ยังคงเป็นอันเดียวกับที่ตำหนักพสุธาให้เขามา สีดำและหนัก รูปร่างภายนอกไม่น่าดึงดูดใจ

โหยวเสี่ยวโม่คิดจะซื้อหม้อหลอมโอสถที่ดีกว่านี้ แต่เขาไม่มีเงิน เงินที่เขาได้มาจากการขายโอสถสองครั้งก่อนถูกนำไปซื้อเมล็ดพันธุ์จนเกือบหมด เงินที่เหลือจึงไม่เพียงพอที่จะซื้อหม้อหลอมโอสถดีๆได้

แต่อีกเหตุผลนึงก็คือ หากเขาซื้อหม้อหลอมโอสถมาอาจจะทำให้คนสงสัยได้ เขาเป็นเด็กที่เกิดมาจากครอบครัวยากจน เข้าพรรคมาได้เพียงแค่ 2 เดือน ในช่วงเวลานั้น เขาจะมีเงินมากพอถึงขนาดซื้อหม้อหลอมโอสถได้อย่างไร?

เมื่อคิดถึงเหตุผลทั้งหมดแล้ว โหยวเสี่ยวโม่จึงไม่มีทางเลือก และใช้หม้อเดิมต่อไป

โหยวเสี่ยวโม่เอาสมุนไพรออกมา 12 ต้น เขาไม่กล้าเอาออกมามากกว่านี้ แม้ว่าเขาจะล็อคประตูแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าจะมีใครพังเข้ามาหรือไม่

สมุนไพรทั้ง 12 ต้นนี้เป็นสมุนไพรสำหรับโอสถงดอาหาร ในครั้งที่เขาลงภูเขาไปนั้น เขาลองสอบถามดูรอบๆเมืองแล้ว และคิดว่าโอสถงดอาหารน่าจะยังพอดีทางขายได้อยู่

ผู้ฝึกยุทธ์บางคนเมื่อถึงระดับนึง จะไม่กินข้าวและน้ำ แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถทำได้ หากเป็นคนธรรมดา จะต้องกินข้าว 3 มื้อต่อวัน รวมไปถึงผู้ฝึกยุทธ์ระดับต่ำ และตัวนักหลอมโอสถเองด้วย

เมื่อนับดูแล้ว จำนวนก็มากเอาการอยู่ แต่ทุกคนรู้ดีว่า โอสถงดอาหารมีขายเพียงแค่ระดับต่ำ ส่วนระดับกลางและระดับสูงนั้นหายากมาก ถึงมีขายจริงก็คงต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากในการซื้อ ดังนั้นตลาดขายโอสถงดอาหารยังจึงมีทางไปต่อได้

โหยวเสี่ยวโม่สูดหายใจเข้าและหยิบสมุนไพรออกมา3ต้น สมุนไพรเหล่านี้เป็นสมุนไพรชุดแรกจากการเก็บเกี่ยวในมิติของเขา พวกมันจึงเต็มไปด้วยพลังวิญญาณมากมาย ทั้งจิตใจและวิญญาณของเขาปลอดโปร่ง ทำให้เขารู้สึกสดชื่นเป็นอย่างมาก

โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย เขาไม่คิดเลยว่าการเปลี่ยนคุณภาพสมุนไพรจะส่งผลกระทบขนาดนี้ หากเขาหลอมมันเป็นโอสถแล้ว มันจะเป็นโอสถแบบไหนกันนะ?

เขาวางสมุนไพรลงไปในหม้อ และค่อยๆปล่อยพลังวิญญาณของเขาออกมา หลังจากฝึกเป็นเวลานานเกือบเดือน พลังวิญญาณของเขาแข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อน และบริสุทธิ์ยิ่งกว่าเมื่อก่อน

พลังงานสีขาวเหลือบเงินแทรกซึมเข้าไปในหม้ออย่างรวดเร็ว ภายใต้ทักษะของเขา สมุนไพร3ต้น ค่อยๆเปลี่ยนไปเป็นของเหลวอย่างช้าๆ ขั้นถัดมาคือการขจัดสิ่งไม่บริสุทธิ์ออก แม้ว่าจะเป็นสมุนไพรชั้นยอดก็จริงแต่มันก็ยังคงมีสิ่งไม่บริสุทธิ์เจือปนอยู่ สิ่งที่โหยวเสี่ยวโม่ต้องทำก็คือขจัดสิ่งไม่บริสุทธิ์ทุกตางรางนิ้วออกไป

แม้ว่าจะไม่มีอะไรรับประกัน แต่เขาก็ได้ฝึกมาเป็นพันๆครั้งแล้ว ขั้นตอนนี้จึงไม่ได้ยากอะไรมากมาย หลังจากขจัดไปแล้วหนึ่งรอบ เขายังคงรู้สึกอยากจะขจัดอีกแต่ว่าเขาไม่มีความสามาถพอ นี่ไม่เกี่ยวกับพลังวิญญาณของเขาไม่เพียงพอ แต่ว่าสิ่งไม่บริสิทธิ์ที่เหลืออยู่ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถขจัดออกไปได้ไม่ว่าเขาจะทำอย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดเขาจึงเริ่มขั้นตอนการบด

เนื่องจากว่าในตอนนี้ระดับของสมุนไพรต่างจากที่เขาเคยหลอมมา โหยวเสี่ยวโม่จึงตั้งใจเป็นอย่างมาก เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายใดๆ ใน5ขั้นตอนพื้นฐานนี้ เขาไม่กล้าให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้น ดังนั้นเขาจึงทำทุกขั้นตอนด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ เขาเหมือนใส่ความตั้งใจลงไปมากกว่าเมื่อก่อน แม้กระทั่งหากมีคนเคาะประตูในตอนนี้ เขาคงไม่ได้ยิน

เวลาผ่านไปครึ่งก้านธูป

โหยวเสี่ยวโม่ดูเม็ดโอสถสีน้ำเงินเข้มในฝ่ามือของเขาในขณะที่เช็ดเหงื่อ

นี่สินะคือสิ่งที่เขาเรียกกันว่าโอสถชั้นสูง กลิ่นของสมุนไพรในเม็ดโอสถนั้นแรงกว่าโอสถระดับต่ำที่เขาเคยดม ห้องทั้งห้องราวกับท่วมท้นไปด้วยกลิ่นของโอสถเม็ดนี้

โหยวเสี่ยวโม่จ้องมองโอสถในมืออย่างสุขใจ หากเขานำโอสถนี้ให้หลิงเซี่ยวดูให้วันพรุ่งนี้ เขาจะต้องดีใจแน่นอน เมื่อดีใจ เขาก็คงจะไม่โกรธอีกต่อไปใช่ไหมนะ?

***********

เราจะต้องสอบวัดระดับภาษาในเดือนธันวานี้ค่ะ ในช่วงเดือนนั้นอาจจะต้องอ่านหนังสือ

และคิดว่าคงไม่ได้ลงแปลทุกวันแบบนี้แล้ว (อาจจะอาทิตย์ละ 1-2 ตอน)

แต่เราจะพยายามแปลให้ทันเวอร์ชั่นอังกฤษให้ก่อนเราจะไปอ่านหนังสือสอบค่ะ (อังกฤษออกอาทิตย์ละ 1 ตอน)

ส่วนเรื่องคำผิด ถ้าอ่านแล้วสะดุดตรงไหนเม้นได้เลยค่ะ หรือจะ PM มาบอกก็ได้

อ่านให้สนุกนะคะ ขอบคุณค่ะ 😀

ปล.ตอนนี้เปลี่ยนจากคำว่า “ยา” เป็น “โอสถ” แล้วนะคะ ฟังดูแปลกๆหรือเปล่า? เสี่ยวโม่จะได้ไม่เป็นเด็กขายยาอีกต่อไป 5555

Facebook Comment