+100%-

บทที่ 57 ไม่ได้ตั้งใจสัมผัส

===============

หลิงเซี่ยวไม่สนใจถังหยุนฉีที่มองเขาด้วยความคาดหวัง และเดินไปหาโหยวเสี่ยวโม่

โหยวเสี่ยวโม่เห็นดังนั้นเขาไม่ได้พูดอะไร ได้แต่มองหลิงเซี่ยวกับศิษย์พี่ใหญ่ไปมา เขาลังเลก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างอึดอัด และถามอย่างระมัดระวังว่า “ศิษย์พี่หลิง ท่านมาทำอะไรที่นี่?”

“ข้ามาที่นี่แล้วทำไม? รึว่าข้ามาเกะกะเวลาหวานของเจ้ากับฟางเฉินเล่อ?”

หลิงเซี่ยวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

เมื่อเห็นท่าทางแบบนั้น โหยวเสี่ยวโม่ก็รู้ว่าหลิงเซี่ยวกำลังโกรธ แต่เขาไม่เข้าใจว่าทำไม ดังนั้นเขาจึงได้แค่อธิบายสถานการณ์เท่านั้น “ท่านกำลังเข้าใจผิด ข้าเพิ่งมาที่นี่เป็นครั้งแรก ดังนั้นศิษย์พี่ใหญ่จึงพาข้ามาเดินรอบๆเพื่อให้ข้าคุ้นชินก่อน”

“ศิษย์น้อง”

หลิงเซี่ยวกลับยิ้ม เดินเข้าไปใกล้ และพาดวงแขนไว้ตรงไหล่ของโหยวเสี่ยวโม่อย่างแนบแน่น

โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย เขาแอบมองแขนของหลิงเซี่ยวที่กำลังพาดอยู่บนไหล่ของเขา หลิงเซี่ยวกำลังจะทำอะไร?

หลิงเซี่ยวมองเขา และกล่าวอย่างอบอุ่น “คราวหน้าหากเจ้าอยากจะเดินเล่น บอกข้าก็ได้ ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม ศิษย์พี่คนนี้จะเดินไปกับเจ้าเอง เข้าใจมั้ย?”

โหยวเสี่ยวโม่พยักหน้าทันทีราวกับไก่กำลังจิกข้าว คำพูดสุดท้ายของหลิงเซี่ยวถูกพูดด้วยน้ำเสียงข่มขู่ หากเขาส่ายหน้าปฏิเสธ นั่นอาจจะเป็นหนทางไปสู่ความตายก็เป็นได้

หลิงเซี่ยวพยักหน้าอย่างพอใจ และไม่มีทีท่าว่าจะเอาแขนออกจากไหล่เสี่ยวโม่เลย

ในขณะนี้ ทุกคนกำลังตกใจจนพูดไม่ออกกับการกระทำที่ราวกับสนิทแน่บแน่นของทั้งสอง ดูเหมือนกับว่าศิษย์พี่ใหญ่หลินเซี่ยวจะไม่เคยสนิทกับใครมาก่อนเลย ไม่แม้แต่ศิษย์ของตนเอง ไม่ต้องกล่าวถึงศิษย์ตำหนักพสุธาเลย

ก่อนหน้านี้ บางคนคิดว่าข่าวลือนั้นไม่มีทางเป็นจริงได้ แต่ตอนนี้เมื่อได้มองเห็นด้วยสองตาของตนเอง ความจริงนั้นช่างน่าตกใจเสียยิ่งกว่าในข่าวลือ

คนที่ตกใจกับเรื่องนี้ไม่ใช่คนจากตำหนักสวรรค์แต่กลับเป็นศิษย์ที่ติดตามหลิงเซี่ยวมา ทุกคนต่างตกใจ อ้าปากค้าง มองดูเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยดวงตาสยองขวัญ

“ศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์น้องผู้นี้ มิใช่ว่าคือศิษย์คนใหม่ของท่านลุงคงจากตำหนักพสุธาศิษย์น้องโหยวเสี่ยวโม่ใช่หรือไม่?”

ชายหนุ่มผู้หนึ่งเดินออกมาจากฝูงชน เขาคือศิษย์น้องโจวเปิ่ง คนที่หลิงเซี่ยวเจอหลังจากเดินทางกลับพรรคเถียนซิน และยังเป็นคนที่เชื่อมั่นในตัวหลินเซี่ยวด้วย

โจวเปิ่งเคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับศิษย์พี่ใหญ่และโหยวเสี่ยวโม่มาบ้างแล้ว เขากลัวว่าโหยวเสี่ยวโม่จะใกล้ชิดกับศิษย์พี่เนื่องจากมีเหตุซ่อนเร้นบางอย่าง เขาจึงส่งคนไปสืบ หลังจากนั้นจึงค้นพบว่า โหยวเสี่ยวโม่เป็นเพียงศิษย์ที่ยังไม่ผ่านการทดสอบ เขาคิดว่าคนผู้นี้คงจะไม่ไปกระตุ้นลมพายุหรือคลื่นอันใด เขาจึงปล่อยเรื่องนี้ไว้ไม่ได้สนใจ แต่เวลาผ่านไป เขากลับได้ข่าวว่าคนผู้นี้กลายเป็นศิษย์ของลุงคงแล้ว

การที่ถูกรับให้เป็นศิษย์ของหนึ่งในสามของนักหลอมยาของพรรคเถียนซินโดยไม่มีเหตุผล โจวเปิ่งรู้สึกได้ว่าโหยวเสี่ยวโม่นั้นไม่ธรรมดา นี่จึงจุดประกายความสงสัยของเขาอีกครั้ง ดังนั้นเขาจึงถามไปทั่ว แต่ข้อมูลที่ได้รับกลับมานั้นเป็นข้อมูลที่เกี่ยวโยงกับศิษย์พี่ใหญ่ทั้งหมด เขาจึงรู้ว่าที่ศิษย์พี่ใหญ่ปฏิบัติกับโหยวเสี่ยวโม่นั้นไม่ได้ธรรมดาอย่างที่เขาคาดไว้

เมื่อเห็นว่าคนที่พูดคือโจวเปิ่ง หลิงเซี่ยวจึงยิ้ม “ช่างบังเอิญเสียจริง ขอข้าแนะนำพวกเจ้าให้รู้จักกัน”

ศิษย์น้องอีกสองคนหันไปมองหน้ากัน ศิษย์พี่ใหญ่แนะนำพวกเขาให้โหยวเสี่ยวโม่จริงๆ ดูเหมือนว่าเขาจะเอาใจใส่โหยวเสี่ยวโม่ค่อนข้างมาก

หลิงเซี่ยวดึงโหยวเสี่ยวโม่มาด้านหน้า และจับเขาไว้จากด้านหลัง เขาชี้ไปที่โจวเปิ่งและคนอื่นๆ กล่าวว่า “พวกนี้คือศิษย์น้องของข้า จากทางขวาไปซ้ายคือ โจวเปิ่ง ชินซืออวี๋ ลั่วเซี่ย เจ้าเรียกพวกเขาว่าพี่ใหญ่ก็ได้”

“พี่ใหญ่โจว พี่ใหญ่ซิน พี่ใหญ่ลั่ว เป็นเกียรติที่ได้พบ!” โหยวเสี่ยวโม่ทักทายพวกเขาอย่างเคร่งครัด

“เป็นเกียรติที่ได้รู้จักเช่นกัน ศิษย์น้องโหยว!”

โจวเปิ่งและคนอื่นๆทักทายกลับด้วยท่าทีเป็นกันเอง ไม่ถือตัวเลย

ภาพความสนิทสนมระหว่างพี่น้องได้แทงเข้าตาของถังหยุนฉีอย่างจัง เมื่อนางเห็นว่าศิษย์พี่ใหญ่กอดโหยวเสี่ยวโม่ด้วยความแนบแน่นด้วยสองตาของนางเธอ นางรู้สึกอิจฉาจนถึงขั้นเสียสติ นางไม่เข้าใจว่าโหยวเสี่ยวโม่มีอะไรทำไมศิษย์พี่ใหญ่ถึงได้ทำตัวเป็นพิเศษแบบนั้น

นางไม่อยากอยู่ที่นั่นและถูกทำให้อับอายขายหน้าต่อไป ถังหยุนฉีจึงมองไปที่โหยวเสี่ยวโม่ด้วยความเกลียดชัง และวิ่งจากไป

โหยวเสี่ยวโม่ยิ้มค้างอยู่แบบนั้น เขาคิดถึงฟางเฉินเล่อที่ถูกมองข้าม

โจวเปิ่งและคนอื่นๆเคยได้ยินเกี่ยวกับฟางเฉินเล่อตั้งแต่ที่เขาได้กลายเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของตำหนักพสุธาแล้ว และพวกเขาก็เคยเจอกันช่วงงานแข่งขันกระชับมิตรเมื่อปีที่แล้ว แต่พวกเขาก็เพียงแค่พูดคุยกันไม่กี่คำเท่านั้น เนื่องจากนักหลอมยาที่จับคู่กับพวกเขาเป็นนักหลอมยาจากตำหนักสวรรค์

เมื่อพูดคุยทักทายกันแล้ว หลิงเซี่ยวทิ้งคำพูดไว้ว่า “ข้าจะมาหาเจ้าในวันพรุ่งนี้”ก่อนจะจากไปพร้อมกับศิษย์น้องทั้งสามของเขา

ฟางเฉินเล่อหยุดทำสายตาล่องลอย และหันไปมองโหยวเสี่ยวโม่เมื่อเห็นว่าพวกเขากำลังเดินเข้าไปภายในฝั่งใต้ โหยวเสี่ยวโม่กำลังอยู่ในท่าทางปาดเม็ดเหงื่อออกจากคิ้วของเขา ดูราวกับโล่งใจอะไรบางอย่าง ทำให้ฟางเฉินเล่อต้องยกคิ้วขึ้นอย่างสนใจ

“ศิษย์น้อง….”

“ศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์น้อง”

เสียงราบเรียบจากด้านหน้าตัดคำพูดที่ฟางเฉินเล่อกำลังจะพูดออกมา

ทั้งสองหันไปมองและพบฟูจื่อหลินที่กำลังยืนอยู่ด้านนอกตรงประตูของฝั่งทิศใต้ ศิษย์พี่สองตัวสูงและหล่อเหลาแต่ะกลับห้อมล้อมไปด้วยน้ำแข็งที่ราวกับไม่เปลี่ยนแปลงตลอดทั้งปี

ฟางเฉินเล่อรู้ว่านี่ไม่ใช่การพบเจอกันโดยบังเอิญ เขาค่อนข้างมั่นใจมากว่าฟูจื่อหลินมาตามหาตน และจะต้องเป็นเรื่องด่วนแน่นอน หากไม่ใช่แล้ว ด้วยนิสัยของฟูจื่อหลิน เขาไม่มีทางออกจากห้องด้วยความยินยอมแบบนี้แน่นอน หากไม่ใช่มีใครบางคนเร่งรัดเขา

เมื่อเดินไปพูดคุยไป ฟางเฉินเล่อจึงรู้ว่าท่านลุงจ้าวกำลังหาเขาอยู่ ทำให้เขานึกขึ้นได้

บางทีท่านลุงจ้าวอาจจะอยากพูดคุยเกี่ยวกับการจัดการในวันพรุ่งนี้ เพราะว่าศิษย์ของสำนักยุทธ์เองมีมากกว่าศิษย์ของสำนักหลอมยา เหล่าสำนักยุทธ์ทั้ง 5 วงศ์ต่างเข้าร่วมการแข่งขัน ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหรือความวุ่นวาย สำนักหลอมยาจึงต้องมีการตกลงกันก่อน

โหยวเสี่ยวโม่คิดว่าไม่มีเรื่องเกี่ยวกับเขา ดังนั้นเขาจึงคิดจะผละจากไป แต่ศิษย์พี่ใหญ่กลับบอกว่า “เจ้าเองก็ตามมาด้วย”

ใน 5 วงศ์ของสำนักยุทธ์นั้น ศิษย์วงศ์ภาคกลางแข็งแกร่งที่สุด ศิษย์วงศ์ภาคกลางจะแตกต่างกับอีก4วงศ์ที่เหลือ คนหนุ่มสาวที่แข็งแกร่งที่สุดจะถูกนำตัวมาไว้ที่วงศ์นี้ พวกหัวกระทิจากวงศ์ต่างๆจากถูกเลือกมาอยู่ในวงศ์ภาคกลางด้วย หลิงเซี่ยวมาจากวงศ์ภาคกลาง และยังเป็นศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดของวงศ์ภาคกลางอีกด้วย โจวเปิ่งและอีกสองคนที่เหลือเองก็เช่นกัน

แต่การแข่งขันของศิษย์วงศ์ภาคกลางก็ต่างจากการแข่งขันของภาคอื่นๆ เนื่องจากพวกเขาแข็งแกร่งเกินไป ทำให้ศิษย์ภาคกลางต้องแข่งแยกออกมาต่างหาก

สิ่งที่ท่านลุงจ้าวต้องการจะพูดกับฟางเฉินเล่อนั้นรวมไปถึงเรื่องของวงศ์ภาคกลางด้วย ศิษย์ที่อยู่ในวงศ์ภาคกลางนั้นล้วนแต่เป็นศิษย์หลักของพรรคเถียนซิน แต่ละคนมีพรสวรรค์แตกต่างกันไป พรรคเถียนซินเองก็เตรียมพร้อมที่จะเลี้ยงดูอย่างดี ดังนั้นฐานะของเหล่าศิษย์เหล่านี้ในอนาคตย่อมสูงกว่าฐานะของศิษย์อีแ4วงศ์ที่เหลือ

แต่เนื่องจากเพราะว่าพวกเขาเหล่านั้นเป็นศิษย์หลักของพรรค ข้อมูลทั้งหลายเกี่ยวกับพวกเขาจึงห้ามรั่วไหลออกไป ดังนั้นเหล่านักหลอมยาเองก็ต้องรอบคอบด้วยเช่นกัน

จ้าวเจินแนะนำให้ส่งฟางเฉินเล่อ และฟูจื่อหลินไป เพราะพวกเขาเป็นศิษย์พี่ที่ไม่มีจุดด่างพร้อย ดังนั้นจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้

แต่ฟางเฉินเล่อกลับปฏิเสธอย่างคาดไม่ถึง ยิ่งไปกว่านั้น เขาต้องการให้ส่งโหยวเสี่ยวโม่ และฟูจื่อหลินไป คำแนะนำนี้ไม่เพียงทำให้จ้าวเจินประหลาดใจเท่านั้น แม้กระทั่งโหยวเสี่ยวโม่เองก็ไม่เชื่อหูตัวเอง

จ้าวเจินซึ่งคาดว่าคนที่จะปฏิเสธคนแรกน่าจะเป็นฟูจื่อหลิน กลับผิดคาด ดังนั้นเขาจึงถาม “ทำไม?”

“ท่านลุงจ้าว เฉินเล่อในฐานะที่เป็นศิษย์พี่ใหญ่ ต้องมีภาระในการดูแลศิษย์คนอื่นๆ หาข้าไปกับฟูจื่อแล้ว และเกิดบางอย่างขึ้นในตอนที่ท่านไม่อยู่ อะไรจะเกิดขึ้น? ไม่ใช่ว่าข้าไม่ไว้ใจศิษย์น้องสี่ เพียงแต่ข้ากลัวว่านางจะไม่สามารถรับมือกับปัญหาได้”

“แต่น้องเจ็ดของเจ้าเพิ่งจะเข้าพรรคมาเพียงแค่2เดือนเท่านั้น”

จ้าวเจินรู้ว่าสิ่งที่ฟางเฉินเล่อพูดออกมานั้นเป็นความจริง แต่เขายังคงสงสัยบางอย่างอยู่

ฟางเฉินเล่อคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มานานแล้ว “ท่านลุง หากท่านเป็นกังวล ท่านสามารถให้น้องเจ็ดสาบานได้”

จ้าวเจินมองไปยังฟางเฉินเล่อที่ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว และมองไปยังโหยวเสี่ยวโม่ที่กำลังตกตะลึงอยู่ ก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียดและพยักหน้าตกลง “ย่อมได้ ทำตามที่เจ้าว่ามา แต่….”

“ท่านลุงอย่าได้กังวลไป หากมีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ ข้าขอรับผิดชอบด้วยตนเอง”

เมื่อได้ยินคำสุดท้าย ฟางเฉินเล่อก็รู้ดีว่าตัวเองกำลังพูดอะไร เขาจะรับผิดชอบเองโดยที่ไม่มีแววลังเลแม้แต่น้อย

เมื่อออกจากห้องของจ้าวเจินแล้ว ในทางกลับห้อง โหยวเสี่ยวโม่ไม่อาจอดทนได้ จึงถามคำถามที่อยู่ในใจออกไป “ศิษย์พี่ใหญ่ ทำไมท่านจึงให้ข้าไปแทน?”

“เจ้าดูเหมือนจะสนิทสนมกับหลิงเซี่ยวก็จริง แต่เหมือนว่าเจ้าก็ดูจะหวาดกลัวเขาด้วย?”

ฟางเฉินเล่อไม่ได้ให้คำตอบที่แท้จริงแก่เขา และกลับถามคำถามแทน

“มันไม่ใช่แบบนั้น….”

โหยวเสี่ยวโม่ไม่มีทางอธิบายเบื้องหลังเรื่องนี้

ฟางเฉินเล่อไม่ได้กดดันต่อ เขาเพีงแค่กล่าวว่า “ถังหยุนฉีเป็นคนแบบที่จะแก้แค้นด้วยความโกรธ ครั้งนี้เจ้าได้เหยียดหยามนาง นางจะต้องวางแผนทำร้ายเจ้าเงียบๆอย่างแน่นอน ข้ากับท่านลุงไม่สามารถดูแลเจ้าได้ตลอดเวลา แต่หลิงเซี่ยวกลับไม่เป็นเช่นนั้น เขาอยู่ในฐานะที่สูงกว่าถังหยุนฉี หากเจ้าอยู่ภายใต้การปกป้องจากเขา แม้แต่ถังหยุนฉีเองก็ไม่อาจทำร้ายเจ้าได้”

“เช่นนั้นแล้ว ศิษย์พี่ใหญ่ทำเพื่อข้างั้นหรือ?”

โหยวเสี่ยวโม่เบิกตากว้างมองไปยังฟางเฉินเล่อ

ศิษย์พี่ใหญ่ยอมไม่รับโอกาสอันดีครั้งนี้เพียงเพื่อเขา ช่างจิตใจดีราวกับเป็นพี่น้องกันจริงๆ เขารู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอันมาก

“ไม่ใช่หรอก”

มองเห็นใบหน้าของเขายิ้ม เต็มไปด้วยอารมณ์ต่างๆ ฟางเฉินเล่อก็รู้ได้ว่าเขากำลังคิดอะไร ศิษย์พี่ใหญ่หัวเราะออกมา*หึๆ* ศิษย์น้องผู้นี้ช่างใสซื่อ “สิ่งที่ข้าพูดกับลุงจ้าวนั้นเป็นความจริง ก่อนที่่เราจะเดินทาง อาจารย์ได้กำชับให้ข้าดูแลศิษย์คนอื่นๆ ดังนั้นหากเจ้าไม่ได้อยู่ที่นี่ ข้าก็แค่แนะนำคนอื่นแทน”

โหยวเสี่ยวถึงกับพูดไม่ออก ก็ได้ สงสัยเขาจะซึ้งเกินไปหน่อย

******

ขอโทษค่ะ เราทำทุกวิธีแล้ว ทั้งแอบแปลในที่ทำงาน(เจ้านายไม่อยู่) แปลบนรถตอนกลับบ้าน 5555

Facebook Comment