+100%-

บทที่ 56 ความฝัน

===============

ฟางเฉินเล่อรู้ว่าโหยวเสี่ยวโม่มาที่นี่เป็นครั้งแรก ดังนั้นเขาจึงวางแผนจะพาศิษย์น้องผู้นี้เดินไปรอบๆ โหยวเสี่ยวโม่เองก็ไม่ได้ปฎิเสธคำชวน อย่างไรซะพวกเขาก็ต้องใช้เวลาอยู่ที่นี่อย่างน้อย 5 วัน เขาควรจะทำตัวให้คุ้นชินให้ไวที่สุด สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ ฟูจื่อหลินไม่ได้มาเดินด้วยกัน

ฟางเฉินเล่อเห็นท่าทางนั้น และคาดเดาได้ว่าโหยวเสี่ยวโม่กำลังหาอะไรอยู่ “ศิษย์น้องสองกำลังพักอยู่ในห้องของเขา เขาไม่ค่อยชอบที่ที่มีคนเยอะสักเท่าไหร่”

โหยวเสี่ยวโม่พยักหน้า เขาเข้าใจบุคคลิคของพี่สองได้เป็นอย่างดี

“ศิษย์พี่ใหญ่ดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์อันดีกับศิษย์พี่สองนะขอรับ?”

ทั้งสองออกเดินไปพร้อมกัน โหยวเสี่ยวโม่จึงถามขึ้นมา

“พวกเรารู้จักกันตั้งแต่ยังเด็ก ศิษย์น้องคิดว่าพวกเรามีความสัมพันธ์อันดีอย่างนั้นรึ?”

ฟางเฉินเล่อยิ้ม ตอบคำถามด้วยอีกคำถาม

โหยวเสี่ยวโม่ลูบหัวตัวเองอย่างเก้ๆกังๆ เขารู้ว่าคำถามของเขามันไม่ได้เรื่องเท่าไหร่ แต่เรื่องของศิษย์พี่สองผู้เยือกเย็นราวน้ำแข็งโผล่มาตอนที่เขาต้องการหาหัวข้อสนทนาพอดีเท่านั้นเอง

ฟางเฉินเล่อกล่าวต่อไป “เจ้าอย่าได้มองแค่ความเย็นชาภายนอกของอาหลิน จริงๆแล้วเขาเป็นคนที่เย็นชาภายนอกแต่ภายในนั้นอบอุ่นยิ่ง แต่มีหลายเหตุผลที่ทำให้เขาเข้ากับคนอื่นได้ยาก แต่หากเจ้าใช้เวลาอยู่กับเขาจริงๆ เจ้าจะค้นพบว่าเขาแตกต่างจากสิ่งที่เห็นภายนอก”

โหยวเสี่ยโม่ลังเลก่อนที่จะถาม “ข้าขอถามได้หรือไม่ว่าทำไม?”

“ไม่มีปัญหา มันก็ไม่ใช่ความลับอะไร”

ฟางเฉินเล่อพูดพร้อมถอนหายใจ “จริงๆแล้ว ความฝันของอาหลินไม่ใช่การเป็นนักหลอมยาที่โด่ดเด่น ตั้งแต่เด็กแล้ว เขาฝันอยากจะพุ่งทะยานไปบนท้องฟ้าอย่างอิสระในฐานะนักฝึกยุทธ์ แต่…”

เขาดูราวกับไม่อยากเล่าต่อ โหยวเสี่ยวโม่เองก็สามารถเดาเนื้อเรื่องหลังจากนี้ได้

สำหรับความใฝ่ฝันของผู้ชายแล้ว การมาเดินทางในสายนักหลอมยาไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นความฝันที่แตกสลายแล้วนั่นเอง

แม้ว่านักหลอมยาจะน่าอัศจรรย์ก็จริง แต่พวกเขาก็ทำได้เพียงแค่หลอมยาเท่านั้น หากไม่กลายเป็นนักหลอมยาขั้นสูง พวกเขาก็ต้องทำตัวผูกติดกับคนอื่นที่มีพละกำลัง

ฟางเฉินเล่อมองไปข้างหน้า และยิ้มออกมาทำที “แต่ แม้ว่าอาหลินจะไม่ได้มีพรสวรรค์เป็นนักฝึกยุทธ์ แต่เขาก็ยังคงเป็นอัจฉริยะในด้านการหลอมยาอยู่ดี หากเขาไม่ออกเดินทางลงเขาไปเพื่อหาสมุนไพรวิเศษ ครั้งละหลายเดือน เขาอาจจะก้าวข้าวข้าไปนานแล้วก็ได้”

“ข้าไม่รู้มาก่อนเลยว่าศิษย์พี่สองจะเก่งปานนี้”

โหยวเสี่ยวโม่ชมด้วยดวงตาเป็นประกาย

“ใช่แล้ว อา อาหลินช่างเป็นบุคคลอันน่าอัศจรรย์ นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมท่านเจ้าพรรคถึงให้ความสำคัญกับเขา ในแต่ละครั้งที่เขาเดินทางลงเขาไป ท่านเจ้าพรรคจะต้องส่งคนระดับสูงสองคนเพื่อคอยคุ้มกันเขา”

ฟางเฉินเล่อยิ้มและพยักหน้า ในความคิดของเขา ตราบใดที่อาหลินยังคงมีความสุข ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ตาม ในฐานะเพื่อนสนิท แม้จะไม่สามารถเต็มเติมความฝันของเพื่อนได้ แต่เขาก็จะคอยสนับสนุนเพื่อนเอง

โหยวเสี่ยวโม่เอียงคอแล้วจ้องไปที่ใบหน้ายิ้มแย้มของฟางเฉินเล่อ เขารู้สึกว่าศิษย์พี่ในเวลานี้แหล่ะ คือศิษย์พี่ตัวจริง

ทั้งสองเดินและพูดคุยต่อไป มัวแต่พูดคุยกัน พวกเขาจึงไม่รู้ตัวเลยว่าเดินออกจากฝั่งตะวันตกแล้ว ฝั่งตะวันตกเป็นฝั่งที่ศิษย์ตำหนักพสุธาพักอยู่ ตำหนักอื่นๆพักอยู่ฝั่งตะวันออก ฝั่งใต้ และฝั่งเหนือ ตำหนักทะยานฟ้าพักอยู่ฝั่งตะวันออก ขณะที่ตำหนักสวรรค์พักอยู่ฝั่งใต้ ส่วนฝั่งเหนือนั้นเอาไว้รับรองแขกจากที่อื่น

ฟางเฉินเล่อรู้ตัวว่าพวกเขาเดินเข้าฝั่งตะวันออกแล้ว ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจเดินกลับกับโหยวเสี่ยวโม่ แต่ในขณะนั้นเองก็มีกลุ่มคนเดินมาหาพวกเขา

โหยวเสี่ยวโม่มองดูให้ชัดเจน เขามีความรู้สึกอยากตัดสองเท้าของเขาทิ้งขึ้นมาทันที อา ศัตรูเดินบนทางแคบ*แท้ๆเลย นี่เป็นครั้งที่ 3 ใน 2 เดือนแล้วที่เขาเจอเจ้าหญิงถังหยุนฉี เขาที่เอาแต่เก็บตัวและไม่ได้ออกไปไหนเลย แต่กลับพบถังหยุนฉีอีกครั้ง การพบกันโดยบังเอิญนี้ช่างราวกับ “โชคชะตากลั่นแกล้ง” ซะจริงๆ

แต่หากคิดดีๆแล้ว ในเมื่อทั้งสามตำหนักต่างก็ส่งศิษย์มา แน่นอนว่าถังหยุนฉีต้องมาแน่นอนอยู่แล้ว และเนื่องจากฝั่งตะวันตกและฝั่งใต้อยู่ใกล้กัน ดังนั้นโอกาสจะเจอกันมันก็ค่อนข้างสูงกว่าที่เขาจินตนาการไว้

แน่นอนว่าถังหยุนฉีเองก็เห็นเขาแล้วเช่นกัน นางหน้างอและเดินตรงมาทางพวกเขา เมื่อมายืนตรงหน้าพวกเขาแล้ว นางก็ยิ้มอย่างเยือกเย็นและกล่าวว่า “โหยวเสี่ยวโม่ ข้าไม่นึกว่าจะเจอเจ้าที่นี่ เจ้าช่างกล้าจริงๆ ข้าจะแนะนำอะไรให้นะ ที่นี่ไม่มีตำหนักพสุธาที่เจ้าหวังจะหลบซ่อนอีกแล้ว จงระวังตัวให้ดีเผื่อว่าจะได้ไม่เจอโชคร้ายเข้า”

โหยวเสี่ยวโม่เม้มปากแน่น เขารู้ว่าเจ้าหญิงผู้นี้ต้องไม่ปล่อยเขาไปแน่นอน

ฟางเฉินเล่อขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาได้ข่าวเกี่ยวกับถังหยุนฉีผู้นี้มาบ้าง แต่เขาไม่ได้คาดว่านางจะเหย่อหยิ่งถึงเพียงนี้

“ศิษย์น้องถัง เจ้าไม่ควรจะทะเลาะกับศิษย์น้องเสี่ยวโม่นะ ทำไมเจ้าถึงก้าวร้าวขนาดนี้!”

ถังหยุนฉีมองไปที่ฟางเฉินเล่อแล้วหัวเราะออกมา “ไม่ทะเลาะงั้นรึ? หากศิษย์พี่ใหญ่ฟางแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ ข้าก็ไม่มีอะไรจะพูด แต่ข้าจะบอกนะ นี่มันเป็นเรื่องระหว่างข้ากับเจ้านั่น มันอาจจะดีกว่าหากศิษย์พี่ใหญ่ไม่สอดมือเข้ามายุ่ง”

รังสีความไม่พอใจพาดผ่านดวงตาฟางเฉินเล่อไปชั่วแวบนึง แต่ในขณะที่เขากำลังจะพูด โหยวเสี่ยวโม่กลับดึงมือเขาไว้

“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านไม่จำเป็นต้องโกรธนางเพราะข้าหรอกนะ”

โหยวเสี่ยวโม่เห็นว่าฟางเฉินเล่อกำลังจะโกรธ ดังนั้นเขาจึงรู้ว่าเขาไม่ควรปล่อยให้เรื่องมันไปไกลกว่านี้ แม้จะเป็นศิษย์พี่ใหญ่ที่มีทั่วทั้งตำหนักพสุธาคิดว่าสุภาพ ยังคงถูกถังหยุนฉียั่วโมโหได้โดยง่าย นี่อาจจะเป็นพรสวรรค์ของนางที่สามารถทำให้คนอื่นโมโหบ้าคลั่งได้โดยง่าย

“ศิษย์น้อง….”

ฟางเฉินเล่อรู้สึกว่าศิษย์น้องผู้นี้ช่างอดทน แต่เขาไม่รู้ว่าโหยวเสี่ยวโม่เพียงไม่ต้องการเสียเวลาทะเลาะกับคนแบบนี้โดยไม่จำเป็นเท่านั้น เพราะตราบใดที่ยิ่งโต้เถียง ความยะโสของฝั่งตรงข้ามก็จะยิ่งมากขึ้น

ขณะนั้นเอง มีกลุ่มคนเดินเข้ามาใกล้ประตูหิน เมื่อเห็นว่ามีกลุ่มคนอยู่ด้านหน้า คนเหล่านั้นจึงเดินเข้ามาหา คนที่เดินอยู่ด้านหน้ากลุ่มนั้นคือคนที่โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้เจอมาหลายวัน หลิงเซี่ยวนั่นเอง

หลิงเซี่ยวชอบสีขาวเป็นพิเศษ วันนี้เขาแต่งตัวด้วยชุดสีขาวดูหรูหรา สง่างามและดูดี ไม่ว่าเขาจะเดินไปที่ไหนย่อมเป็นจุดสนใจเสมอ

ถังหยุนฉีมองเห็นหลิงเซี่ยว นางจึงเปลี่ยนทางท่าจากเย้ยหยันเป็นท่าทางยินดีทันที นางยกเท้าราวกับดอกบัวของนางและวิ่งไปยังเขา และเรียกด้วยน้ำเสียงยินดี “ศิษย์พี่ใหญ่ ทำไมท่านมายังที่นี่? หรือว่าท่านมาเพื่อพบข้า?”

หลิงเซี่ยวมองนางด้วยสายตาราบเรียบ และมองไปยังโหยวเสี่ยวโม่ที่ซึ่งยืนอยู่ห่างออกไปราว 3 เมตร ขณะที่เขากำลังจะเรียกหา ดวงตาพลันเหลือบไปเห็นมือของโหยวเสี่ยวโม่กำลังคล้องเกี่ยวฟางเฉินเล่ออยู่ เขาหรี่ตาลงทันที

โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกได้ถึงสายตาอันร้อนจัดที่แผ่มายังมือของเขา เขาจึงรีบปล่อยมือด้วยความกลัว

*******

*สุภาษิตจีนแปลว่า มักจะพบเจอศัตรูบ่อยกว่ามิตรนั่นเอง

ช่วงนี้ติดซีรี่ย์มากมายค่ะ TT

Facebook Comment