+100%-

บทที่ 55 เขาอู๋ซวงแห่งสำนักยุทธ์

===============

ทุกคนรู้ดีว่านักหลอมยาไม่มีความสามารถด้านการต่อสู้ แม้ว่านักหลอมยาจะสามารถหลอมยาได้ แต่พรสวรรค์ของพวกเขาก็ไม่เข้ากับศิลปะการต่อสู้ ดังนั้นนักหลอมยาระดับต่ำและระดับกลางจึงจำเป็นต้องหานักสู้ที่แข็งแกร่งมาปกป้อง แต่สำหรับนักหลอมยาขั้นสูง ไม่จำเป็นต้องหาคนมาปกป้อง เพราะว่าพวกคนปกป้องต่างเข้าหาเอง นั่นเป็นเพราะว่าเหล่าชาวยุทธ์ต่างก็ต้องการยาระดับสูงที่หลอมโดยนักหลอมยาขั้นสูง

ดังนั้น นักหลอมยาจึงเลือกที่จะเข้าพรรค เพราะว่าพรรคสามารถปกป้องตนได้ อีกทั้ง หากพวกเขาหลอมยาออกมาได้ดี เขาก็ไม่จำเป็นต้องออกไปที่นู่นที่นี่เพื่อตามหาสมุนไพรวิเศษด้วยตนเอง

อย่างไรก็ตาม ภายในพรรคเองก็มีกฎอยู่ อย่างเช่น ภารกิจที่หลิงเซี่ยวไปเมื่อครั้งที่แล้ว พวกเขาได้นำนักหลอมยาระดับกลางไปด้วย 3 คน ประการแรก เพื่อเป็นมาตรการป้องกัน หากเกิดเหตุบางอย่างขึ้น ประการที่สอง เนื่องจากว่ามีเพียงนักหลอมยาเท่านั้นที่สามารถเก็บเกี่ยวและแยกชนิดของสมุนไพรวิเศษได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมุนไพรวิเศษขั้นสูง

สมุนไพรขั้นสูงจะแตกต่างจากสมุนไพรขั้นต่ำ และจะต้องใช้พลังวิญญาณในการเก็บเกี่ยวมันขึ้นมา ไม่เช่นนั้นแล้วรากของสมุนไพรจะถูกทำลายได้ง่ายๆ และทำให้คุณภาพเสื่อมลง ราวกับว่าจะสร้างตึกตึกหนึ่ง แต่สร้างไม่ได้เพราะขาดพื้นที่เพียงนิดเดียว

ดังนั้น เมื่อพรรคเถียนซินส่งศิษย์ไปทำภารกิจข้างนอก จึงต้องส่งนักหลอมยาไปด้วยจำนวนหนึ่ง และนักหลอมยาที่กลับมาจากภารกิจจะได้รับสมุนไพร 10 เปอเซ็นต์ที่เก็บเกี่ยวในภารกิจด้วย

แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้รับเลือกให้ไปทำภารกิจ บางคนไม่เคยไปทำภารกิจกับสำนักยุทธ์เลยแม้ว่าเขาจะเข้าร่วมพรรคมาแล้วถึง 10 ปีก็ตาม

แต่อย่างไรก็ตาม การแข่งขันกระชับมิตรนั้น นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้มีปฏิสัมพันธ์กับสำนักยุทธ์และพัฒนาความสัมพันธ์ หากพวกเขาทำให้คนสำนักยุทธ์มีความประทับที่ดีได้ แม้ว่าจะเป็นนักหลอมยาระดับต่ำก็อาจจะถูกเลือกได้

หลังจากรับข้อมูลแล้ว โหยวเสี่ยวโม่เริ่มคิดว่าหนทางในการเป็นนักหลอมยาช่างยากเย็นจริงๆ

วันต่อมา โหยวเสี่ยวโม่ใช้เวลาทั้งวันจนถึงเวลาออกเดินทางในมิติของเขาเพื่อเก็บเกี่ยว เนื่องจากต้นสมุนไพรตอนนี้เติบโตหมดแล้ว ศิษย์พี่ใหญ่มาหาเขาตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อมาเรียกเขา ศิษย์พี่ใหญ่ปล่อยให้เขาเตรียมของที่จำเป็นสำหรับการเดินทาง ก่อนที่จะไปรวมตัวกันที่เรือนสมุนไพร

การเดินทางไปสำนักยุทธ์ครั้งนี้ นอกจากพวกเขาสี่คนแล้ว ก็มีศิษย์จากตำหนักอื่นอีก 20 คน แม้ว่าจะอยู่ไกล แต่โหยวเสี่ยวโม่ก็ได้ยินเสียงพูดคุยอันตื่นเต้นเกี่ยวกับเรื่องการแข่งขันกระชับมิตร พวกเขาดูตื่นเต้น ยกเว้นบางคนที่เคยไปมาแล้ว

คนที่มาคนสุดท้ายคือท่านลุงจ้าว ที่มาตรงตามเวลาพอดี เขาไม่ได้พูดอะไรมากเกินจำเป็น แค่เตือนทุกคนให้ทำตามกฎและห้ามพูดไร้สาระหลังจากที่เข้าไปยังเขตของสำนักยุทธ์แล้ว หลังจากนั้นทั้งกลุ่มจึงออกเดินทางอย่างยิ่งใหญ่

“ศิษย์น้อง แม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกของเจ้า แต่เจ้าต้องห้ามทำให้อาจารย์อับอายนะ รู้มั้ย เพราะว่าตอนนี้เจ้าเป็นตัวแทนของตำหนักพสุธาของเรา”

โหยวเสี่ยวโม่กำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ ดังนั้นเมื่อเขาได้ยินบางคนพูดขึ้น เขาจึงเงยหน้าและเห็นศิษย์พี่หญิงหนางกงหยิงกำลังทำหน้าเครียดอยู่ เขาจึงรู้ตัวว่าศิษย์พี่หญิงกำลังพูดกับเขาอยู่ ดังนั้นเขาจึงรีบตอบกลับไปว่า “ขอรับ โปรดวางใจเถิดศิษย์พี่หญิง ข้าจะระวังตัวไว้ให้ดี”

หนานกงหยิงเงียบกริบ นางไม่คาดว่าเขาจะจริงจังเช่นนี้ จึงทำให้นางไม่สามารถพูดสิ่งที่อยากจะพูดได้

ฟางเฉินเล่อที่เพิ่งเดินเข้ามาถึงกับส่ายหน้า “ศิษย์น้อง เจ้าไม่จำเป็นต้องเครียดขนาดนี้ก็ได้ ศิษย์พี่สี่ของเจ้าเพียงแค่หยอกล้อเจ้าเท่านั้น แม้ว่าเจ้าจะเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์คงเหวินก็จริง แต่เจ้าเพิ่งจะเข้าพรรคมาได้สองเดือนเท่านั้น หากตำหนักพสุธาต้องการให้เจ้าเป็นหน้าเป็นตาจริง นั่นไม่ได้หมายความว่าไม่มีใครเหลืออยู่ในตำหนักพสุธาแล้วรึ?”

คำพูดของฟางเฉินเล่อนั้นเป็นความจริง โหยวเสี่ยวโม่รู้ว่าศิษย์พี่ใหญ่ไม่ได้ดูถูกเขา ดังนั้น เขาจึงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

หนานกงหยิงไม่ได้เขินอายหลังจากแผนการของนางพังไม่เป็นท่าจากคำพูดของศิษย์พี่ใหญ่ นางเข้าร่วมผสมโรงและเริ่มต้นแกล้งศิษย์น้องผู้นี้อีกครั้ง แต่โหยวเสี่ยวโม่รู้ทันนางแล้ว จึงไม่ได้ถูกแกล้งอีก

ศิษย์พี่สี่ผู้นี้เป็นคนเอาใจใส่ผู้อื่น นางกลัวว่าเขาจะเขากับคนอื่นๆไม่ได้ ดังนั้นนางจึงหันมาคุยกับเขาบ่อยๆตลอดการเดินทาง

แม้ว่าสำนักยุทธ์และสำนักหลอมยาจะอยู่ในพรรคเดียวกันก็จริง แต่จริงๆแล้วทั้งสองสำนักถูกแบ่งแยกด้วยภูเขา หากเดินทางด้วยการเดิน จะใช้เวลาในการเดินทางประมาณครึ่งก้านธูป

แต่สำหรับนักหลอมยาที่มักจะเดินทางลงเขาไปบ่อยๆแล้ว การเดินทางไปสำนักยุทธ์ก็ไม่ได้ไกลนัก หลังจากครึ่งก้านธูปผ่านไป ภูเขาอู๋ซวงก็อยู่ตรงหน้าพวกเขา

โหยวเสี่ยวโม่ที่เคยชินกับความยิ่งใหญ่ของตำหนักพสุธาและคิดว่าไม่มีภูเขาไหนที่สามารถทำให้เขาตกตะลึงได้แล้วอย่างแน่นอน แต่เพียงแค่ข้ามภูเขามาเท่านั้นกลับมีภูเขาที่ยิ่งใหญ่กว่าของตำหนักพสุธาอยู่อีก

ภูเขาอู๋ซวงตั้งตระหง่านและบรรยากาศอันงดงาม มีเส้นบางๆพาดผ่านภูเขา ส่วนยอดของภูเขานั้นปกคลุมด้วยกลุ่มก้อนเมฆที่สามารถถล่มภูเขาและพลิกทะเลได้ ความงามอันหาที่สิ้นสุดไม่ได้ ความรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่าถูกแสดงออกมาทางสีหน้าของทุกคนที่ยืนอยู่ที่ตีนเขาและแหงนหน้าขึ้นมองดูยอดเขา แม้จะเป็นศิษย์ที่เคยมาแล้วครั้งนึงก็อดรู้สึกหวาดเกรงไม่ได้

“นั่นใช่กลุ่มของลุงจ้าวเจินใช่รึไม่?” คนจากสำนักยุทธ์ที่มารอต้อนรับการมาถึงของกลุ่มรีบเร่งเดินเข้ามาหา

ท่านลุงจ้าวพยักหน้าให้เล็กน้อยในฐานะที่เป็นผู้อาวุโส คนผู้นั้นไม่รอช้ารีบเชิญพวกเขาเข้าไปข้างในทันที

ศิษย์ของสำนักยุทธ์แบ่งออกเป็น 5 วงศ์ ตามยอดเขา 5 ยอด 5วงศ์นั้นประกอบด้วย วงศ์ภาคเหนือ วงศ์ภาคใต้ วงศ์ภาคตะวันตก วงศ์ภาคตะวันออก และวงศ์ภาคกลาง ซึ่งผู้เข้าแข่งขันล้วนมาจากทั้ง 5 วงศ์นี้  พื้นที่จัดงานแข่งขันคือที่ราบสูงขนาดใหญ่ตรงทางขึ้นภูเขาอู๋ซวง

ที่ราบสูงนี้มีชื่อว่า ที่ราบสูงอสนีบาต ตามตำนาน กล่าวว่าผู้ก่อตั้งพรรคเถียนซินได้ใช้พลังอำนาจเพื่อเปิดที่ราบนี้ ดังนั้นทุกๆเดือนจะมี 1 วันที่สายฟ้าจะผ่าลงบนที่ราบนี้ ดังนั้นที่ราบสูงจึงได้ชื่อว่า ที่ราบสูงอสนีบาต

เนื่องจากการแข่งขันจะเริ่มต้นในวันพรุ่งนี้ ดังนั้นลุงจ้าวจึงปล่อยให้พวกเขาเดินเล่นรอบๆได้ แต่ต้องไม่ไกลเกินไปนัก

**********

แอบแปลในที่ทำงานค่ะ เดี๋ยวกลับบ้านจะมาจัดตัวหนังสืออีกทีนะคะ 😀

Facebook Comment