+100%-

บทที่ 54 อยู่ในรายชื่อ

===============

“ได้ยินจากลุงจ้าวว่าเจ้าหลอมยาได้น้อยในเดือนนี้ เกิดอะไรขึ้นรึไม่?”

เจ้าตำหนักคงเหวินมองดูเขานิ่งๆ ดวงตาจับจ้องที่เท้าขวาของเขา พอเห็นว่าเขาเดินเป็นปกติก็ไม่ได้สอบถามเรื่องอาการบาดเจ็บ แต่สอบถามเรื่องสาเหตุของการหลอมยาได้น้อยแทน เพราะว่าคงเหวินเป็นอาจารย์ของเขา นี่จึงเป็นคำถามปกติที่อาจารย์จะถามกัน

โหยวเสี่ยวโม่เตรียมใจตอบคำถามมานานแล้ว หลังจากที่เขาหลอมยาน้อยขึ้นในเดือนนี้เมื่อเทียบกับเดือนที่แล้ว ความจริงเขาหลอมได้ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ ลุงจ้าวต้องสงสัยแน่นอน และคนที่สงสัยยิ่งกว่าก็คือคงเหวิน เพราะว่าอาจารย์รับเขามาเป็นลูกศิษย์ด้วยเรื่องนี้

โหยวเสี่ยวโม่คิดข้ออ้างของเขาออก และพูดออกไปทันทีด้วยน้ำเสียงเคารพ “อาจารย์ ก่อนหน้านี้ ลูกศิษย์ของท่านได้หลอมยามากจนเกินไป ผลลัพธ์ของมันจึงไม่ได้ดีมากดั่งที่ตั้งใจไว้ ลูกศิษย์ของท่านจึงกังวลว่าร่างกายจะรับไม่ไหว ดังนั้นจึงได้ชะลอตัวลงเล็กน้อย”

การหลอมยามากกว่าหนึ่งร้อยเม็ดภายในวันเดียวนับว่าไม่ธรรมดา แต่ตอนนี้เขาเริ่มชะลอลง ดังนั้นมันจึงเป็นข้ออ้างที่เหมาะสม

เจ้าตำหนักคงเหวินไม่ได้สงสัยอะไร พยักหน้าก่อนกล่าวต่อไป “ในตอนที่หลอมยา เจ้าต้องก้าวไปอย่างใจเย็นและมั่นคง จงจำเอาไว้ให้มั่น”

“ศิษย์จะทำตามที่อาจารย์บอก!”

โหยวเสี่ยวโม่ตอบอย่างเคารพและกระตือรือร้น

คงเหวินพยักหน้าอย่างพอใจ แล้วปล่อยให้เขานั่งในที่นั่งที่ต่ำที่สุด ที่นั่งนี้จัดลำดับตามระดับความอาวุโส โหยวเสี่ยวโม่เป็นศิษย์คนล่าสุดและยังคงเด็กที่สุด ที่สูงกว่าเขาคือศิษย์พี่ชายและศิษย์พี่หญิง ดังนั้นเขาจึงเห็นควรแล้วที่จะนั่งลำดับสุดท้าย

ไม่นาน ศิษย์พี่สอง ฟูจื่อหลินก็มาถึง

แม้ว่าการปล่อยให้ศิษย์พี่และอาจารย์รอจะดูเหมือนกับว่าตัวเองสำคัญ แต่ทุกคนเข้าใจบุคคลิกของเขาดี จึงไม่มีใครรู้สึกไม่พอใจเลยสักคน รวมไปถึงคนที่มักจะพูดไม่คิดอย่าง จ้าวต้าโจวด้วย

แต่ฟูจื่อหลินก็มีคุณสมบัติให้ทุกคนรอเขาได้ เพราะว่าเขาเป็นนักหลอมยาระดับสี่ ยิ่งไปกว่านั้นดูเหมือนว่าการลงเขาไปรอบนี้ เขานำบางสิ่งมาให้แก่อาจารย์ด้วย

โหยวเสี่ยวโม่ยืดคอออกไปแอบมองด้านนอก เขาเห็นเงาดำๆก้าวอย่างมั่นคงผ่านประตู สิ่งแรกที่เขารู้สึกได้คือ เย็นชาราวน้ำแข็ง

ฟูจื่อหลินเป็นคนหน้าตาดี ใบหน้าของเขานั้นราวกับรูปแกะสลัก จมูกโด่งเป็นสัน ดูแตกต่างจากจินตนาการของโหยวเสี่ยวโม่มาก เขาคิดว่าศิษย์พี่สองนั้นจะเป็นชายหน้าสวย เขาไม่คาดมาก่อนเลยว่าศิษย์พี่สองจะเป็นชายหนุ่มผู้หล่อเหลา และยังเป็นมนุษย์ประเภทเย็นชาตลอดเวลาเช่นนี้ คนประเภทนี้หากจับเขาไปไว้ข้างๆศิษย์พี่ใหญ่ ทุกคนต่างต้องไม่เชื่อแน่ว่าเขาอายุน้อยกว่าศิษย์พี่ใหญ่ถึง 2 ปี

โหยวเสี่ยวโม่สังเกตว่าตั้งแต่ที่ฟูจื่อหลินเดินเข้ามาข้างใน เขามองไปยังศิษย์พี่ใหญ่ อาจารย์ และลุงท่านอื่นเท่านั้น เขาไม่ได้มองมาทางศิษย์น้องเลยแม้แต่น้อย

“ท่านอาจารย์ ศิษย์ของท่านกลับมาแล้ว!” ฟูจื่อหลินโค้งคำนับโดยประสานมือไว้ด้วยกัน เขาพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและมั่นคง

เจ้าตำหนักคงเหวินไม่ได้ถามถึงสาเหตุขอกงารมาสาย เพราะศิษย์คนที่สองไม่ใช่คนที่จะมาสายโดยไม่มีสาเหตุ เขาเพียงแค่พยักหน้าและปล่อยฟูจื่อหลินไปนั่ง

เมื่อเห็นว่ามากันครบทุกคนแล้ว ลุงจ้าวจึงส่งสัญญาณให้เจ้าตำหนักคงเหวิน

“เหตุผลที่เรียกมาในครั้งนี้ เพื่อมาพูดคุยเรื่องสำคัญ ข้ามั่นใจว่าน่าจะพวกเจ้ารู้เรื่องการแข่งขันกระชับมิตรที่สำนักยุทธ์จะจัดขึ้นเร็วๆนี้ แม้ว่าจะเป็นแค่การกระชับมิตร แต่มันก็ถือเป็นงานใหญ่ของพรรคเถียนซิน ดังนั้นท่านจ้าวพรรคจึงถือว่าการแข่งครั้งนี้นั้นสำคัญ คนที่ไปเมื่อปีที่แล้วคือเฉินเล่อ อู๋เหยียน และเหมาชา ส่วนปีนี้ พวกเจ้าต้องพูดคุยกันว่าใครจะเป็นคนไป!”

เมื่อได้ยินดังนี้ โหวเสี่ยวโม่ครุ่นคิด แข่งกระชับมิตร? ทำไมเขาไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน? ฟังดูเหมือนยิ่งใหญ่ทีเดียว ดูเหมือนว่าการเก็บตัวของเขาทำให้เขาตามไม่ทัน

แต่โหยวเสี่ยวโม่มีข้อสงสัยบางอย่าง ทำไมงานแข่งกระชับมิตรของสำนักยุทธ์มีอะไรเกี่ยวข้องกับสำนักหลอมยา ถึงต้องส่งนักหลอมยาไปด้วย!

เมื่อเห็นว่าลูกศิษย์ไม่พูดอะไร คงเหวินจึงพูดเสริมขึ้นมาว่า “พวกเจ้าควรจะระวังตัวเกี่ยวกับการปรากฎตัวของปีศาจที่เมืองเหอปิงในเดือนที่แล้วในดี แม้ว่าพรรคเถียนซินจะยังไม่พบเจอปีศาจก็ตาม แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีปีศาจที่นี่ เมื่อไม่กี่วันก่อน ข้า ลุงของพวกเจ้า และท่านจ้าวพรรคได้คุยกันถึงเรื่องนี้ ผลคือจะต้องมีพวกเราอย่างน้อย 2 คนในการปกป้องตำหนักพสุธาตลอดเวลา ดังนั้น สำหรับการแข่งกระชับมิตรครั้งนี้ พวกเจ้าสามารถเอาคนไปเพิ่มได้ เมื่อเวลานั้นมาถึง ข้าจะให้ลุงจ้าวเป็นคนนำ”

“ท่านอาจารย์ ในครั้งนี้ ลูกศิษย์คนอื่นก็สามารถติดตามไปได้ใช่หรือไม่?”

ฟางเฉินเล่อยืนขึ้นและถามอย่างเคารพ

“เป็นความคิดที่ดี เจ้าสามารถเลือกศิษย์ที่จะไปกับเจ้าได้ 3 คน”

คงเหวินคิดเล็กน้อยและตอบออกไป แม้ว่าศิษย์พี่ใหญ่จะเคยไปมาแล้วครั้งก่อน แต่หากมีเขาอยู่ในการแข่งกระชับมิตรด้วย อาจารย์คงจะรู้สึกสบายใจยิ่งขึ้น

ฟางเฉินเล่อไม่เพียงแต่เป็นศิษย์พี่ลำดับสูง เขายังคงเป็นที่ชื่นชอบอีกด้วย สิ่งสำคัญที่สุดคือ เขาค่อนข้างระมัดระวัง เตรียมพร้อมและสงบนิ่งแม้ว่าจะเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน หากมีบางอย่างเกิดขึ้น มันจะดีกว่าหากมีเขาอยู่จัดการเรื่อง ในหมู่ศิษย์ทั้งเจ็ดคน คงเหวินรู้สึกวางใจศิษย์คนนี้ได้มากที่สุด

ศิษย์คนอื่นๆกำลังพูดคุยกันอยู่ เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าฟางเฉินเล่อเป็นที่ชื่นชอบในตำหนักพสุธาจริงๆ

“ศิษย์น้องฟูหลีกหนีมาสองครั้งแล้ว ดังนั้นครั้งนี้เจ้าหนีไม่ได้อีกแล้ว”

ฟางเฉินเล่อยิ้ม เขาจ้องไปยังฟูจื่อหลินที่ยืนอยู่ข้างตัว คนถูกจ้องไม่ได้พูดอะไร

คงเหวินหัวเราะออกมา พยักหน้าพลางกล่าวว่า “ถูกต้อง ครั้งนี้เป็นคำสั่งของศิษย์พี่เจ้า จื่อหลินน้อยไม่มีข้ออ้างแล้วล่ะ”

ฟางเฉินเล่อรู้ว่าอาจารย์ของเขาจะไม่ขัด จึงกล่าวต่อไปว่า “ศิษย์น้องสามและศิษย์น้องหกเคยไปเมื่อปีที่แล้ว ดังนั้นปีนี้จึงตัดออกไป คนที่สองที่จะได้ไปก็คือ ศิษย์น้องหญิงหนานกง ผู้หญิงดึงดูดได้ง่ายกว่าอยู่แล้ว ส่งคนสุดท้ายคือ…. ศิษย์น้องโหยวเสี่ยวโม่ หากเจ้ายังเก็บตัวต่อไปมันจะไม่ดีเอา ควรออกไปหาประสบการณ์ใหม่ๆด้วย”

โหยวเสี่ยวโม่ตัวแข็งหลังจากถูกเรียกขื่อ เขาเงยหน้าขึ้นทันที สายตาพบกับใบหน้ายิ้มของศิษย์พี่ใหญ่ เขาคิดว่าเขาคงไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมงานนี้อยู่แล้วเนื่องจากเขาเพิ่งเข้ามาในตำหนักแค่ 2 เดือนเท่านั้น

“ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าก็ไม่ได้ไปเมื่อปีที่แล้วนะ” จ้าวต้าโจวที่อยู่ห่างจากโหยวเสี่ยวโม่เล็กน้อยกล่าวขัดขึ้นมา

เขาคิดว่าในครั้งนี้จะเป็นรอบของเขา แต่ใครจะคิดว่าคนสุดท้ายจะเป็นโหยวเสี่ยวโม่ ศิษย์น้องคนที่เขาคิดว่ายังไม่คู่ควรกับโอกาสที่ได้รับนี้

ฟางเฉินเล่อคาดไว้แล้วว่าจ้าวต้าโจวจะต้องพูดแบบนี้ เขาจึงอธิบายอย่างสงบ “ศิษย์น้องห้า เจ้าอยู่ในจุดสำคัญก่อนที่จะทะลุสู่ระดับใหม่แล้ว เจ้าควรจะต้องจดจ่ออยู่กับการหลอมยานะ”

จ้าวต้าโจวอ้าปากแต่ไม่สามารถพูดอะไรมาโต้แย้งได้ เขามองไปยังพ่อของเขา แต่พ่อเองก็ไม่ได้มีปฎิกิริยาอันใด นั่นหมายความว่าพ่อเขาเองก็เห็นด้วยกับคำพูดของศิษย์พี่ใหญ่ เขาไม่สามารถหยุดความรู้สึกสิ้นหวังนี้ได้ เนื่องจากเขาคิดว่าในที่สุด ก็เป็นรอบของเขา แต่แล้วกลับไม่ใช่เช่นนั้น

โหยวเสี่ยวโม่ซึ่งนั่งอยู่ด้านหลังเปิดปากเช่นกัน เมื่อเห็นว่าศิษย์พี่จ้าวต่อต้าน เขาก็คิดจะยกสิทธิ์นี้ให้ แต่ศิษย์พี่ใหญ่กลับเร็วกว่าเขาไปก้าวหนึ่ง และพูดสาเหตุออกมา

เขาไม่เห็นว่าจะมีประโยชน์อันใดในการไปสำนักยุทธ์ เขารู้สึกว่าการหลอมยาเพื่อที่จะเพิ่มระดับนั้นสำคัญกว่า เมื่อคิดแบบนี้ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ร้องขอออกไป

“เอาล่ะ กำหนดเสร็จแล้ว พวกเจ้าทุกคนจะออกจากนี่วันมะรืน จงอย่าได้ลืมเตรียมตัวล่วงหน้า”

เมื่อเห็นว่าทุกอย่างลงตัวแล้ว คงเหวินจึงจบการพูดคุย

ลุงจ้าวเดินไปยังลูกของเขา ลูบหัวอย่างปลอบใจ เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าลูกเขาคิดอะไร? แน่นอนว่าจ้าวต้าโจวต้องอยากเข้าร่วมสนุกและเที่ยวเล่นกับเพื่อนๆที่สำนักยุทธ์ แต่มันคงจะดีกว่าหากลูกเขาจดจ่ออยู่กับการหลอมยา ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ต่อต้าน

โหยวเสี่ยวโม่ออกจากโถงประชุมด้วยความมึนงง เขาร้องออกมา “อ้า” ฟางเฉินเล่อและฟูจื่อหลินที่เพิ่งเดินออกมาหันกลับมามองด้วยสายตาเป็นคำถาม ในขณะที่คนอื่นๆนิ่วหน้า

โหยวเสี่ยวโม่มัวแต่หมกมุ่นกับเรื่องที่เพิ่งได้รับมา เขาจึงไม่ได้เอะใจว่า การไปที่สำนักยุทธ์ ไม่เท่ากับว่าต้องไปเจอเจ้าหลิงเซี่ยวนั่นหรอกหรือ? นี่มัน…….แย่มาก

“ศิษย์น้องเสี่ยวโม่ เป็นอะไรรึ?”

ฟางเฉินเล่อเดินเข้ามาและถามเขาด้วยความกังวล

เมื่อโหยวเสี่ยวโม่เงยหน้าขึ้น เขาเห็นฟูจื่อหลินที่อยู่ด้านหลังฟางเฉินเล่อ ฟูจื่อหลินมองเขาด้วยความหงุดหงิด โหยวเสี่ยวโม่เปลี่ยนกลับมามองศิษย์พี่ใหญ่ผู้ซึ่งอบอุ่นและอ่อนโยนในทันที

“ศิษย์พี่ใหญ่ การไปสำนักยุทธ์ครั้งนี้ ไปนานเท่าใดกัน?”

เขาใช้ประโยชน์จากการที่ศิษย์พี่ใหญ่อยู่ตรงหน้า เขาจึงถามในส่วนที่ยังคงไม่เข้าใจ

“หากเป็นไปได้ด้วยดี ก็ประมาณ 5 วันเท่านั้น”

ฟางเฉินเล่อหัวเราะระหว่างที่อธิบาย เขาลืมไปได้อย่างไรว่าศิษย์น้องผู้นี้ไม่รู้เรื่องอะไรเลย

“แล้วหากว่ามันไม่เป็นไปได้ด้วยดีล่ะ?”

โหยวเสี่ยวโม่ถามอย่างไม่คิด 5 วันมันยาวนานเกินไป และมันจะยาวกว่านี้หากทุกอย่างไม่เป็นไปได้ด้วยดีสินะ?

“มันไม่แน่นอนเท่าไหร่นัก แต่เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ไม่น่าจะนานเกิน 10 วันหรอก อย่างไรซัก นักหลอมยาเองก็มีกิจของตัวเอง ไม่อาจอยู่ได้นานหรอก”

ฟางเฉินเล่อรู้สึกว่า ศิษย์น้องผู้นี้น่ารักขึ้นทุกครั้งที่เขาเจอ  กับนิสัยพูดทุกครั้งที่คิด ดังนั้นจึงช่วยไม่ได้ที่จะยืดแขนออกไปลูบหัว

โหยวเสี่ยวโม่กำลังมึนกับการลูบหัว เขามีสติอีกครั้งหลังจากพวกนั้นจากไป ดูเหมือนว่าเขาจะถูกปฏิบัติราวกับเด็กน้อย

เมื่อกลับมาจากการประชุม โหยวเสี่ยวโม่ซักถามผู้คนแถวๆนั้นเกี่ยวกับการแข่งขันกระชับมิตร หากเขายังคงเป็นโหยวเสี่ยวโม่เมื่อเดือนที่แล้ว คงไม่มีใครต้องการตอบคำถามเขา แต่หลังจากกลายเป็นศิษย์ของคงเหวิน จำนวนคนที่อยากตัวติดกับเขาจึงมีเพิ่มขึ้น แต่หากเขาไม่เอาแต่เก็บตัว ป่านนี้เขาคงรู้เรื่องทั้งหมดไปตั้งนานแล้ว

การแข่งขันกระชับมิตรนั้นเป็นการแข่งขันกระตุ้นภายในพรรคซึ่งจัดโดยพรรคเถียนซิน ดังนั้นศิษย์ทุกคนจึงสามารถเข้าร่วมได้ แต่เพราะว่ามันเป็นการแข่งขัน ดังนั้นจึงเกิดการบาดเจ็บขึ้นเป็นบางครั้ง การบาดเจ็บภายในสามารถรักษาได้ด้วยยาเม็ด ส่วนการบาดเจ็บภายนอกไม่สามารถรักษาด้วยยาเม็ดได้ ดังนั้นเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันของสำนักยุทธ์ นักหลอมยาจึงจำเป็น พวกเขาสามารถช่วยเหลือจากการรักษาได้ อีกทั้งพวกเขายังสามารถปฏิสัมพันธ์กับศิษย์จากสำนักยุทธ์ได้อีกด้วย

ความคิดแบบนี้ค่อนข้างคล้ายกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อีกทั้ง การแข่งครั้งนี้ยังสำคัญกับสำนักหลอมยาเป็นอย่างมากเพราะว่ามันส่งผลกระทบถึงอนาคตของนักหลอมยา

*********************

ขอโทษค่ะ มาลงช้า

สำหรับคนที่ลุ้นว่าเมื่อไหร่หลิงเซี่ยวจะกินแกะน้อยนะคะ เราคาดว่าน่าจะอีกนาน 5555 (ไม่ได้สปอยนะคะ อันนี้เราเดาเอาค่ะ)

เรื่องนี้เป็นเรื่องใสๆ เน้นผจญภัยมากกว่าค่ะ

Facebook Comment