+100%-

บทที่ 53 น่าประหลาดใจ

===============

ในระยะเวลาสั้นๆที่ผ่านมา โหยวเสี่ยวโม่ใช้อาการบาดเจ็บของเขาเป็นข้ออ้างในการไม่ไปเบิกสมุนไพรที่เรือนสมุนไพร เขาปล่อยเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ไปเกือบทั้งเดือน ขาที่บาดเจ็บของเขาหายขาดแล้ว ในตอนนี้ เขาเบิกสมุนไพรมา 1200 ต้น แต่กลับกลายเป็นว่าเขาหลอมยาได้เพียง 400 เม็ดเท่านั้น ความจริงแล้ว เขากำลังยุ่งอยู่กับการเก็บเกี่ยวสมุนไพรที่โตเต็มที่แล้วในมิติของเขา

ตั้งแต่ที่เขารู้ว่าน้ำวิเศษสามารถเร่งการเจริญเติบโตของสมุนไพรได้ โหยวเสี่ยวโม่ก็คิดว่าเขาจะใช้น้ำวิเศษในการเพาะปลูกอย่างไรดี หลังจากทดลองหลายหน โหยวเสี่ยวโม่ก็เข้าใจบางจุดได้

แรกสุดเลยคือ สมุนไพรระดับหนึ่ง สมุนไพรระดับหนึ่งนั้นจะเติบโตไวกว่าสมุนไพรระดับสอง หากรดน้ำด้วยน้ำธรรมดา จะใช้เวลา1-2เดือนในการเติบโตเต็มที่ แต่หากใช้น้ำวิเศษรด จะใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวันในการเติบโตจากเมล็ดไปสู่สมุนไพรที่เติบโตเต็มที่แล้ว ผลของมันช่างวิเศษ แต่เพราะมันวิเศษเกินไปจนโหยวเสี่ยวโม่เริ่มรู้สึกว่ามันไร้ประโยชน์

แม้ว่าทะเลสาบจะกินพื้นที่ถึง 1 ใน 5 ของพื้นที่ในมิติก็ตาม แต่ใครจะรู้ว่ามันจะมีวันหมดหรือไม่ จะเกิดอะไรขึ้นหากเขาใช้มันจนหมด? โหยวเสี่ยวโม่คิดในใจ ดังนั้นเขาจึงพยายามผสมน้ำวิเศษเข้ากับน้ำธรรมดา และพบว่า แม้ผลที่ได้จากน้ำที่เขาผสมจะไม่ดีเท่าน้ำวิเศษที่ไม่ได้ผสมอะไรเลยก็ตาม แต่การเจริญเติบโตของสมุนไพรก็ยังคงโตไวอยู่ แต่อัตราการเจริญเติบโตจะขึ้นอยู่กับระดับการเจือจางของน้ำวิเศษ ด้วยความคิดนี้ ทำให้เขาสามารถจัดการกับอัตราการเติบโตของสมุนไพรได้

หลังจากคิดวิธีการออก เขาก็อยู่แต่ในมิติเพื่อทำการทดลอง เขาขอให้หลิงเซี่ยวลงภูเขาไปเพื่อช่วยเขาซื้อถังไม้สำหรับเก็บน้ำ 50 ถัง เพราะว่าเขาใช้สิทธิ์ในส่วนของเดือนนี้หมดแล้ว อีกทั้งการลงเขาไปบ่อยๆก็เป็นที่สะดุดตาคนด้วย

หลิงเซี่ยวรู้ว่าเวลานี้เขายุ่งอยู่กับการปลูกสมุนไพร แม้ว่าเขาจะไม่รับปากว่าจะซ้อมาให้ก็จริง แต่เขาก็ซื้อถังไม้มาให้โหยวเสี่ยวโม่ในวันนั้นอยู่ดี โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้คาดว่าหลิงเซี่ยวจะไปซื้อมาไวขนาดนี้ เขาเพียงขอร้องไปเมื่อ 4 ชั่วโมงก่อนหน้านี้ และหลิงเซี่ยวก็นำถังไม้มาให้เขาทันที โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกซาบซึ้งเป็นอันมาก และเกือบจะหลุดปากสัญญาว่าจะเพิ่มเม็ดยาให้อีก 10 เม็ดหรือมากกว่านั้น แต่โชคยังดีที่เขาหยุดปากตัวเองทัน

หลิงเซี่ยวไมได้ขอของตอบแทนใดๆ เมื่อเห็นว่าเขายุ่งอยู่ หลิงเซี่ยวจึงจากไปง่ายๆ

ตอนที่โหยวเสี่ยวโม่ยุ่ง เขาจะไม่สนใจสิ่งรอบข้างเลย ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ว่าหลิงเซี่ยวจากไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ยิ่งไปกว่านั้น พลังงานที่เดือดพล่านของเขาทำให้เขาไม่ได้สนใจรอบข้าง หลังจากเติมน้ำจนเต็มถังและย้ายถังไม้มาไว้ในมิติแล้ว เขาก็จัดการผสมน้ำวิเศษทันที

เขาเตรียมผสมน้ำวิเศษไว้ 2 ชนิดด้วยกันไว้ใช้สำหรับสมุนไพรทั้ง 3 ระดับ ชนิดแรกไว้ใช้สำหรับสมุนไพรระดับหนึ่ง เพราะว่าสมุนไพรนี้โตไว แต่โหยวเสี่ยวโม่ไม่สามารถเข้ามาดูแลพวกมันได้ทุกวัน ดังนั้น เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเปล่า เขาจึงผสมน้ำวิเศษในอัตราส่วน 1 ต่อ 100 ในลักษณะนี้ สมุนไพรจะใช้เวลาเติบโตราวๆ 5 วัน แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะหยุดรดน้ำไปเลย เพราะสมุนไพรต้องรดน้ำอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง

ส่วนชนิดที่สองไว้เพื่อสำหรับรดสมุนไพรระดับสอง เพราะสมุนไพรระดับสองต้องใช้เวลาในการเติบโตมากกว่าหากเทียบกับระดับหนึ่งแล้ว การผสมจึงไม่ค่อยเจือจางมาก แต่โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้อยากใช้เวลาเพื่อมาเก็บเกี่ยวสมุนไพรมากนัก เขาจึงจัดการให้สมุนไพรระดับสองเติบโตใน 1 เดือน

ส่วนสมุนพรระดับสามนั้น เขายังไม่สามารถใช้มันได้ ในตอนนี้โหยวเสี่ยวโม่จึงวางแผนสังเกตดูเท่านั้น

โหยวเสี่ยวโม่ใส่น้ำที่ผสมแล้วลงในถัง 15 ถัง จากทั้งหมด 50 ถัง ถังอื่นๆ ใส่น้ำธรรมดาเอาไว้

หลังจากทำนู่นนี่เสร็จ โหยวเสี่ยวโม่จึงเก็บเกี่ยวสมุนไพรที่เติบโตเต็มที่แล้ว และเก็บมันไว้ในชั้นวาง โชคดีจริงๆที่เขาคาดการณ์และซื้อชั้นวางมาเกือบๆ 10 ชั้น เขาวางสมุนไพรที่เติบโตเต็มที่ไว้ชั้นบน เมื่อเวลาที่ต้องการจะใช้ เขาก็เพียงแค่นำมันออกมาจากชั้นเหล่านี้

แต่ในขณะที่เขาเก็บสมุนไพรนั้น เขาก็ค้นพบสิ่งใหม่ เขาพบว่า ไม่ว่าจะเป็นลำต้นหรือใบ พวกมันก็เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังวิญญาณ พลังงานเข้มข้นบ่งบอกว่าพวกมันจะต้องเป็นสมุนไพรคุณภาพดี

หลังจากการค้นพบอันน่าประหลาดใจ เขาจึงกลับไปตรวจดูสมุนไพรระดับสองและระดับสาม ในขณะที่เขาทำการสำรวจ สมุนไพรระดับสองก็ทยอยเติบโตทีละต้น ในตอนนี้ สมุนไพรที่อยู่ในแปลงเป็นสมุนไพรชุดที่ 2 แล้ว สมุนไพรระดับสองพวกนี้เองก็เป็นสมุนไพรคุณภาพดี และแน่นอนว่าดีกว่าสมุนไพรที่อยู่ในสวนของตำหนักพสุธาเสียอีก

โหยวเสี่ยวโม่คิดออกทันทีว่าเรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับน้ำวิเศษแน่นอน เพราะว่าน้ำวิเศษนั้นเป็นผลมาจากพลังวิญญาณกลั่นตัว และควบแน่นจนกระทั่งเป็นน้ำ นั่นหมายความว่าสมุนไพรที่ถูกรดด้วยน้ำวิเศษก็ควรจะเป็นสมุนไพรชั้นหนึ่งด้วยสินะ แม้ว่าจะยังมีบางอย่างไม่เข้าใจอยู่บ้าง โหยวเสี่ยวโม่ก็มั่นใจในเรื่องนี้ นั่นเป็นเพราะว่าเขาได้ทำการเช็คและเก็บเกี่ยวสมุนไพรพวกนี้มาแล้ว แต่ละต้นเป็นสมุนไพรชั้นดีอย่างไม่ต้องสงสัยเลย

เรื่องนี้ทำให้โหยวเสี่ยวโม่จิตวิญญาณลุกพล่านราวกับถูกฉีดด้วยเลือดไก่* สมุนไพรชั้นดีมีมากมายขนาดนี้ หากหลอมเป็นยา ก็ต้องได้ยาคุณภาพดีตามไปด้วย

หลังจากลงเขาไปสองครั้ง เขาก็รู้ราคาของยาต่างๆ ยาคุณภาพดี ไม่ว่าจะระดับไหนก็ตาม เมื่อมีคนขาย ย่อมขายหมดเกลี้ยงในเวลาไม่นาน ดังนั้นสำหรับยาระดับสูง จึงมักจะขายผ่านการประมูล สำหรับยาระดับต่ำ หากว่ามีปริมาณมาก ย่อมขายผ่านการประมูลได้เช่นกัน

แม้ว่าจะรู้สึกตื่นเต้นก็ตาม แต่โหยวเสี่ยวโม่ก็ไม่ได้ใช้สมุนไพรมาหลอมยาทันที เพราะเขาต้องดูแลต้นสมุนไพร แถมยังต้องหลอมยาให้หลิงเซี่ยว พ่วงด้วยการที่เขาต้องจัดการกับศิษย์พี่ใหญ่ที่มาเยี่ยมเขาบ่อยๆ เขานับเป็นคนที่ยุ่งที่สุดจริงๆ

หลังจากเขาทำทุกอย่างเสร็จสิ้น และหลังจากขาที่บาดเจ็บหายดีแล้ว โหยวเสี่ยวโม่กำลังจะออกจากห้อง ก่อนที่เขาจะแจ้งหลิงเซี่ยว ศิษย์พี่ใหญ่ฟานเฉินเล่อก็เข้ามาหาพอดี กล่าวว่าท่านเจ้าตำหนักอยากเจอหน้าทุกคนเพื่อพูดคุยบางสิ่ง พวกเขาจึงต้องไปที่นั่น

แม้ว่าเขาจะเป็นศิษย์ของคงเหวิน แต่โหยวเสี่ยวโม่ก็พบกับคงเหวินเพียงไม่กี่ครั้ง ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นศิษย์พี่ใหญ่ที่เข้ามาเยี่ยมเขา แต่ในครั้งนี้มีข่าวดีมาด้วย ดูเหมือนว่าฟูจือหลิน ศิษย์พี่สองที่โหยวเสี่ยวโม่ไม่เคยพบหน้าจะกลับมาแล้ว

ฟูจือหลินกลับมาหมายความว่าเขาเจอสมุนไพรวิเศษ โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกสงสัยเกี่ยวกับศิษย์พี่สองอัจริยะผู้นี้จริงๆ

แม้ว่าอายุระหว่างศิษย์พี่สองและศิษย์พี่ใหญ่ไม่ต่างกันมาก และทั้งสองเข้าพรรคเถียนซินมาเกือบพร้อมๆกัน แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าตำหนักคงเหวินไม่ได้รับพวกเขามาเป็นศิษย์ในพรรคเถียนซิน แต่เมื่อเขาออกไปข้างนอก และพบเจอทั้งสองโดยบังเอิญ เมื่อเห็นว่าพรสวรรค์พวกเขาไม่ได้แย่นัก เจ้าตำหนักคงเหวินจึงรับทั้งคู่มาเป็นศิษย์และนำกลับมาที่พรรค

หลังจากนั้น ทั้งสองไม่ได้ทำให้ท่านเจ้าตำหนักคงเหวินผิดหวัง เพียงแค่ 2 ปีครึ่ง ทั้งคู่ก็ได้กลายเป็นนักหลอมยาระดับสาม ว่ากันว่าผู้คนโดยปกติแล้วจะใช้เวลา 2 ถึง 3 ปี ในการยกระดับจากระดับสองไประดับสาม

อย่างเช่น จ้าวต้าโจว เขาอายุเท่าๆกับทั้งสอง แต่เขาเพิ่งจะอยู่ระดับสองเท่านั้น แม้ว่าเขาใกล้จะขึ้นเป็นระดับสามเต็มทนแล้วก็ตาม แต่เขาก็ใช้เวลาถึง 5 ปีในระดับสองนี้ อีกทั้ง เขาเติบโตในตำหนักดิน อย่างไรก็ตาม หนึ่งในเหตุผลก็เพราะว่าเขาเข้าใจช้านั่นเอง

ในขณะเดียวกัน ระยะห่างระหว่างระดับสามไประดับสี่ก็ยิ่งยากกว่านี้ ฟางเฉินเล่อกับฟูจือหลินเองยังต้องใช้เวลาหลายปีในการข้ามผ่านระดับนี้มา บุคคลิกของทั้งสองไม่มีอะไรคล้ายกันเลย ศิษย์พี่ใหญ่นั้นใจดีและอบอุ่น ในขณะที่ศิษย์พี่สองนั้นหน้าเป็น เขาจะแสดงสีหน้าที่แท้จริงต่อเมื่ออยู่ต่อหน้าศิษย์พี่ใหญ่ซึ่งเป็นเพื่อนสมัยเด็กเท่านั้น ความสัมพันธ์กับคนอื่นคงได้แค่จินตนาการเท่านั้น

สถานที่พูดคุยคือ ห้องโถงใหญ่ของตำหนักพสุธา เมื่อทั้งสองมาถึง คนก็เกือบจะครบแล้ว

โหยวเสี่ยวโม่แค่คิดว่าเป็นการพูดคุยกันระหว่างศิษย์ เขาไม่ได้คิดว่าจะมีคนอื่นมาด้วย เช่น จ้าวเจินพ่อของจ้าวต้าโจว เมื่อมองดูเหล่าคนทั้งหลาย เขาคงโง่จนเกินไป หากคิดว่ามันเป็นเพียงแค่การพูดคุยธรรมดาระหว่างศิษย์กับอาจารย์

โหยวเสี่ยวโม่กวาดตามองไปรอบๆห้อง แต่เขายังไม่เจอศิษย์พี่สอง แม้ว่าคนอื่นๆจะมากันครบแล้วก็ตาม

เมื่อเห็นมากันแล้ว เจ้าตำหนักคงเวินจงส่งสัญญาณให้เดินเข้าไปหา แต่ใครเล่าจะเดาได้ว่าสิ่งแรกที่เขาถามกลับเป็นเรื่องการเก็บตัวถึงหนึ่งเดือนของโหยวเสี่ยวโม่ แต่มันเกี่ยวพันถึงความลับของเขาด้วย! เขาจะตอบกลับอย่างไร?

************************

*เหมือนถูกฉีดด้วยเลือดไก่ – จีนสมัยก่อนเคยมีการแพทย์ว่าด้วยการฉีดเลือดไก่ให้คนไข้ และบอกว่าจะทำให้คนไข้แข็งแรงขึ้น ซึ่งถูกแบนโดยรัฐบาลจีนเรียบร้อยแล้วนะคะ

Facebook Comment