+100%-

บทที่ 47 ความลับเปิดเผย

===============

โหยวเสี่ยวโม่เงยหน้ามองเห็นหลิงเซี่ยวกำลังขมวดคิ้วให้เขาอยู่ ในตอนที่เขากำลังจะพูด ถังหยุนฉีก็ร้องเสียงหลงและวิ่งมาทางพวกเขาด้วยความแตกตื่น

โหยวเสี่ยวโม่มองผ่านไหล่หลิงเซี่ยวไปยังลั่วซานที่ลุกขึ้นยืนด้วยความยากลำบาก ในตอนนี้ กระทั่งรูปร่างภายนอกของเขาก็ดูเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ผิวของเขาในตอนแรกนั้นเป็นสีเหลืองคล้ำๆ แต่ในตอนนี้กลับถูกปกคลุมด้วยชั้นหนังสีดำออกเทาๆ เล็บทั้งสิบนิ้วของเขายาวประมาณสองนิ้วและเป็นสีดำ ลำตัวสูงขึ้นราวครึ่งเมตร กล้ามเนื้อปูดออกมาทะลุเสื้อผ้า นี่มันไม่ใช่รูปร่างของลั่นซาน แต่เป็นรูปร่างของปีศาจ!

โหยวเสี่ยวโม่ไม่เคยได้ยินเรื่องปีศาจมาก่อน ดังนั้นเขาจึงไม่แน่ใจนักว่าทำไมผู้คนถึงเรียกลั่วซานว่าปีศาจ อีกทั้งพวกเขายังคงทำเหมือนพวกเขาเจอจอมมาร

“เกิดอะไรขึ้นกับชายผู้นั้น?” โหยวเสี่ยวโม่หดตัวเข้าไปในอ้อมแขนของหลิงเซี่ยวก่อนเอ่ยถาม

เขาไม่อยากเป็นตัวไร้ประโยชน์ก็จริง แต่เพราะขาขวาเขาบาดเจ็บ มันจึงช่วยไม่ได้ ผู้คนรอบๆก็ยังคงแตกตื่นกันอยู่ หากเขารีบร้อนออกไป ขาซ้ายคงได้ถูกเหยียบและหักอีกข้าง เขาไม่อยากเดินลงเขามา แต่ขากลับต้องถูกหามกลับหรอกนะ

“ปีศาจ”

หลิงเซี่ยวหันกลับและมองไปทางลั่วซานที่เดินมาทางนี้

“ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ได้? เขาไม่ใช่คนของพรรคชิงเฉิงหรอกรึ? แล้วเหตุใดเขาถึงกลายเป็นปีศาจไปได้?” โหยวเสี่ยวโม่ถามพลางกลืนน้ำลาย

“หึ นั่นเป็นเรื่องที่เจ้าต้องถามด้วยตัวเอง”

หลิงเซี่ยวยิ้มเล็กน้อย แต่ก็ยังคงมีประกายของการยั่วยุในดวงตาของเขาด้วย สิ่งที่ต่ำต้อยกว่าก็ยังคงเป็นสิ่งที่ต่ำต้อยกว่า แต่มันก็ยังคงกล้ามาปรากฎตัวต่อหน้าเขา ดาบสีทองแดงปรากฎขึ้นในมือของหลิงเซี่ยว

“เจ้าเป็นใครกันแน่? สามารถมองเห็นถึงตัวตนที่แท้จริงของข้าได้”

ปีศาจลั่วซานหยุดลง 3 เมตรก่อนถึงตัวหลิงเซี่ยว แม้ว่าดวงตาของเขาจะดำทะมึน แต่ก็ยังสามารถสังเกตถึงความกลัวที่มีต่อหลิงเซี่ยวได้

“กลิ่นของเจ้ามันเหม็นเสียขนาดนี้ ข้าไม่จำเป็นต้องมองด้วยซ้ำ”

หลิงเซี่ยวตอบอย่างไม่รีบร้อน เสียงของเขานุ่มนวลราวกับหยก สบายหูเป็นอย่างมาก ยกเว้นใครบางคนที่ฟังแล้วหัวร้อนด้วยความโกรธ และเกือบจะพุ่งเข้ามา

“ในเมื่อหลานของเจ้าพรรคชิงเฉิงเป็นปีศาจ ไม่ใช่ว่าทั้งพรรคเป็นปีศาจหมดเลยรึ?”

ปีศาจลั่วซานยิ้มชั่วร้าย นัยน์ตาของเขาค่อยๆกลายเป็นสีแดง เป็นสัญลักษณ์ภายนอกที่ชัดที่สุดของปีศาจ เมื่อผู้คนที่ยืนรอบๆเพียงแค่ดูภายนอกเท่านั้นก็รู้ได้ทันทีว่าเขาเป็นอะไร

เขาไม่ได้ตอบคำถามของหลิงเซี่ยว กลับกระโดดไปยังหลังคาและมองลงมาด้านล่าง เขาเหยียดแขนทั้งสองข้างออกพร้อมหัวเราะอย่างชั่วร้าย “ในไม่ช้า ทวีปหลงเซี่ยวจะกลายเป็นดินแดนของปีศาจ พวกเจ้าทุกคนจะต้องกลายเป็นทาสของข้า!”

พูดจบปีศาจลั่วซานเตรียมตัวจะหนี ในเมื่อเขาไม่มีทางชนะการต่อสู้นี้ได้ เขาจึงทำได้แค่หนีเท่านั้น เขาเคลื่อนไหวรวดเร็วแค่พริบตาเดียวอาจไปได้ไกลถึงหนึ่งพันเมตร ทั่วร่างกายปกคลุมไปด้วยเมฆสีดำ

หลิงเซี่ยวหยิบมีดบินขึ้นมาไว้ในมือ และเป่าลมไปยังใบดาบ เขาปามีดบินไปยังทิศทางที่ปีศาจลั่วซานหนี

โหยวเสี่ยวโม่เห็นท่าทางของหลิงเซี่ยว แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไร มีดบินก็หายไปโดยไม่สามารถมองด้วยตาเปล่าได้

แม้ว่าปีศาจลั่นซานจะหนีไปแล้ว แต่ข่าวที่ว่ามีปีศาจมายังเมืองเหอปิงก็ได้แพร่กระจายภายในหนึ่งวัน หากลั่วซานเป็นผู้ฝึกยุทธ์ปกติ พรรคใหญ่อื่นๆคงจะส่งศิษย์ไปปราบแล้ว แต่เขาเป็นถึงศิษย์ของพรรคชิงเฉิงและยังเป็นหลานของเจ้าพรรคอีกด้วย สถานการณ์จึงเปลี่ยนไป

พูดถึงโลกปีศาจ คงไม่มีผู้ฝึกยุทธ์คนไหนไม่มีผลกระทบ พวกนั้นไม่แบ่งเป็นพรรคแต่คาดว่าน่าจะอยู่รวมเป็นกลุ่ม คล้ายกับกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์ พวกเขาก่อตัวขึ้นอย่างอิสระภายใต้ทวีปหลงเซี่ยว

ปีศาจนั้นอาศัยอยู่ทางเหนือ ซึ่งมีภูเขาที่ไม่มีวันแตกสลายล้อมรอบอยู่ เป็นที่หลบซ่อนชั้นดีของเหล่าปีศาจ ดังนั้น เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ไม่กล้าเข้าไปที่ภูเขาทางเหนือเพราะพวกเขาอาจจะเจอปีศาจเมื่อไหร่ก็ได้ คนที่โชคดีอาจจะออกจากที่นั่นด้วยแผลอันตราย แต่พวกที่โชคไม่ดีก็อาจจะถูกดูดชีวิต และกลายเป็นเปลือกรูปร่างมนุษย์ ปีศาจและผู้ฝึกยุทธ์เปรียบเสมือนศัตรูคู่อาฆาตที่ไม่อาจอยู่ใต้ท้องฟ้าเดียวกันได้ คล้ายแมวกับหนูอย่างไรอย่างนั้น

หลังจากปีศาจลั่วซานหนีไป ทุกคนไม่มีอารมณ์ที่จะเดินเรื่อยเปื่อยอีกต่อไป ความประหลาดที่เมืองเล็กๆอย่างเหอปิงกับปรากฎปีศาจได้นั้นไม่อาจเก็บเป็นความลับได้ ใครจะรู้ว่าหลังจากนี้พวกปีศาจจะมาอีกหรือไม่ เพื่อปกป้องชีวิตของตัวเอง คนหลายๆคนไม่อยากที่จะอยู่แถวนั้นอีกต่อไป ร้านค้าหลายๆร้านต่างรกร้าง

ถังหยุนฉีแนะนำให้พวกเขากลับไปยังพรรคเถียนซินทันที แต่หลิงเซี่ยวอ้างว่าโหยวเสี่ยวโม่บาดเจ็บอยู่จึงขออยู่ที่เมืองทำตามแผนเดิม ดังนั้นเขาจึงบอกให้นางกลับไปก่อนเพื่อเตือนท่านเจ้าพรรค เขาหนักแน่นในเรื่องนี้มาก อีกทั้งขาของเฉินเกาหยางเองก็บาดเจ็บและไม่สามารถขยับได้ง่ายๆเช่นกัน ถังหยุนฉีไม่มีทางเลือกจึงต้องกลับพรรคเถียนซินไปก่อน

หลิงเซี่ยวจองห้องให้เฉินเกาหยางก่อนที่จะกลับห้องไปดูอาการโหยวเสี่ยวโม่ โหยวเสี่ยวโม่นั่งอยู่บนเก้าอี้พร้อมกับพาดขาที่เจ็บไว้กับเก้าอี้อีกตัวนึง ขาข้างที่บาดเจ็บได้รับการรักษาแล้วโดยการใช้ผ้าพันแผลสีขาวพันเอาไว้ มันดูบวมขึ้นเล็กน้อย

เนื่องจากกระดูกหัก เขาจึงยังเคลื่อนไหวไม่ได้ในตอนนี้ เขาต้องพักผ่อนจนกว่าขาจะหายดีแต่นั่นมันก็เฉพาะในสถานการณ์ปกติล่ะนะ เพราะว่าเขายังไม่มีอะไรทำ โหยวเสี่ยวโม่จึงได้แค่รอหลิงเซี่ยวพลางจิบชาร้อนที่เด็กรับใช้เพิ่งเสิร์ฟ

เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู เขาก็รู้ทันทีว่าคือหลิงเซี่ยว โหยวเสี่ยวโม่รีบร้อนรินน้ำชาอีกถ้วย

“ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ศิษย์พี่เฉินเป็นอย่างไรบ้าง?”

โหยวเสี่ยวโม่ยื่นชาให้พร้อมกับถาม

หลิงเซี่ยวรับชาไปแล้วเลิกคิ้วขึ้น “ทำไมเจ้าถึงเป็นห่วงเขานัก?”

โหยวเสี่ยวโม่พูดไม่ออกไปชั่วขณะ เขาเพียงแค่ต้องการเปิดบทสนทนา ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น เขาไม่ได้เป็นห่วงศิษย์พี่เฉินขนาดนั้น สำหรับคนที่มองเขาด้วยสายตารังเกียจตลอดเวลา และจัดฉากให้เขาปะทะกับถังหยุนฉีตลอดคนนั้น เขาคงจะต้องกินระเบิดเข้าไปก่อนถึงจะสามารถเป็นห่วงคนคนนั้นได้ อีกทั้ง เขาไม่ได้เทพธิดาดอกบัวขาวซักหน่อย

“ข้าเพียงแค่ถามเท่านั้น แล้วปีศาจลั่วซานเล่า?”

เมื่อเห็นหลิงเซี่ยวไม่สบอารมณ์ โหยวเสี่ยวโม่จึงเปลี่ยนหัวข้อการคุย เขาเองก็กำลังสงสัยว่ามีดบินนั้นไปทีใดกัน

“เขางั้นหรือ?” หลิงเซี่ยวพูดด้วยเสียงล้อเลียน “ตายแล้ว”

“ได้อย่างไรกัน?”

โหยวเสี่ยวโม่ขึ้นเสียงสูง ข่าวนี้ช่างไวเกินไป ปีศาจหนีไปยังไม่ทัน 2 ชม. และเขากลับตายแล้ว?

“เจ้าคิดว่ามีดบินที่ข้าส่งไปเป็นพวกกินผัก*งั้นรึ?”

หลิงเซี่ยวคิ้วกระตุกราวกับเขาเคืองในข้อสงสัย

โหยวเสี่ยวโม่เกือบพ่นชาในปาก เขาเช็ดมุมปากและอธิบาย “แน่นอนว่ามีดบินของท่านไม่ใช่พวกกินผักแต่ข้าแค่คาดไม่ถึงเท่านั้นเอง”

ในตอนที่ได้เจอกันครั้งแรก โหยวเสี่ยวโม่ก็รู้ว่าหลิงเซี่ยวคนนี้นั้นไม่ใช่พวกกินผัก ถึงกับสามารถฆ่าหลินเซี่ยวและแทนที่เขาได้ขนาดนี้ จะเป็นพวกกินผักได้อย่างไร? แม้กระทั่งปลาและเนื้อธรรมดาคงไม่สามารถทำให้เขาพอใจได้

“โหยวเสี่ยวโม่ หากเจ้ามีเวลาห่วงคนอื่น ทำไมไม่ห่วงตัวเองเล่า?”

หลิงเซี่ยวหรี่ตาลง สายตาราวกับจะลงโทษของเขาเผยถึงการข่มเหง ด้วยคำถามที่บอกใบ้อะไรบางอย่าง น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยน้ำเสียงล้อเลียน ราวกับเขากำลังเล่าเรื่องตลก

โหยวเสี่ยวโม่ไม่เข้าใจความหมายที่หลิงเซี่ยวพูด เขาก้มหัวมองลงไปที่เท้าข้างที่บาดเจ็บ “อา ข้าไม่ค่อยเข้าใจซักเท่าไหร่” อะไรคือสิ่งที่ข้าต้องกังวล

หลิงเซี่ยวเห็นท่าทางราวคนโง่งมของโหยวเสี่ยวโม่แต่ไม่ได้โกรธ เขาจิบชาและพูดราวกับเมฆที่แผ่วเบา “ไม่ใช่ว่ามีบางสิ่งที่ดีอยู่ในขวดซ่อนในกระเป๋าวิเศษของเจ้ารึ? เทมันลงไปบนแผลสิ นั่นจะทำให้เจ้าหายไว้กว่าเดิมมิใช่รึ?”

ครั้งนี้โหยวเสี่ยวโม่กลั้นไว้ไม่ไหว เขาพ่นชาออกมาเลอะทั่วโต๊ะ เขาเกือบจะตะโกนออกไปแล้วว่า “ท่านรู้ได้ยังไง?” แต่โชคดีที่เขาคิดอย่างรวดเร็วว่าหลิงเซี่ยวคงจะหมายถึงยาที่เขาหลอมไว้ ยังไงก็ตามขวดอื่นๆนอกเหนือจากขวดที่ใส่น้ำจากทะเลสาป ในกระเป๋าเขายังมีขวดอยู่ทุกประเภท

โหยวเสี่ยวโม่ไม่กล้ามองหลิงเซี่ยวอีกต่อไป สมองเขาทำงานหนักพยายามหาข้อแก้ตัว ทำอย่างไรดี อา ข้าจะทำอย่างไร อา? แม้ว่าจะมีขวดมากมายในกระเป๋าเขา แต่พวกมันว่างเปล่าทั้งหมด นอกจากยางดอาหารแล้วยาทั้งหมดเขาได้ขายไปแล้วในตอนเช้า แต่หลิงเซี่ยวรู้ว่าเขาไม่สามารถหาข้อแก้ตัวได้

หลิงเซี่ยวไม่ได้เร่งรีบเขา เมื่อเห็นว่าโหยวเสี่ยวโม่ไม่กล้ามองมาที่เขา เขาจึงถามอย่างใจเย็น “เป็นอย่างไรล่ะ? เจ้าคิดข้อแก้ตัวดีๆมาหลอกข้าได้รึยัง?”

สมองของโหยวเสี่ยวโม่พลันหยุดชะงัก คำพูดพวกนั้นหมายความชัดเจนว่าเขารู้เรื่องนี้อยู่แล้ว

“ท่านรู้ได้อย่างไร?” โหยวเสี่ยวโม่บังคับตัวเองให้พูดออกไป แม้ว่าเขาอาจจะต้องตาย แต่ก็ยังดีที่ได้รู้ก่อนตาย เขามั่นใจว่าเขาระวังตัวดีแล้ว และไม่เคยนำมันออกมาใช้ข้างนอกเลย

หลิงเซี่ยวเล่นถ้วยชาในมือ มองโหยวเสี่ยวโม่ด้วยรอยยิ้มคลุมเครือ

“เจ้าคิดว่าข้าผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้โง่งมหรือไร? นักหลอมยามือใหม่แถมยังไม่ผ่านการทดสอบด้วยซ้ำ ไม่มีพรสวรรค์สูงส่ง แต่สามารถหลอมยาได้ถึงหนึ่งร้อยเม็ดต่อวันติดต่อกัน หากเจ้าไม่มีเคล็ดลับบางอย่าง คนโง่เท่านั้นมีคิดว่าเจ้าทำได้ด้วยตนเอง”

โหยวเสี่ยวโม่อ้าปากค้าง ดูเหมือนว่านี่คือสาเหตุ หลังจากที่เขาได้รับคำเตือน โหยวเสี่ยวโม่จึงได้รู้ว่าเขาเปิดเผยตัวต่อหน้าหลิงเซี่ยวมากแค่ไหน

“อีกทั้ง ผิวของเจ้ายังเป็นสีระเรื่อ”

หลิงเซี่ยวเอนตัวมาทางเขา ยืดมือออกมาสัมผัสแก้มอย่างอ่อนโยนและอ่อนนุ่ม

แก้มโหยวเสี่ยวโม่พลันแดงขึ้นมาอย่างกะทันหัน….

*คำว่ากินผัก (草食系)ในที่นี้หมายถึงคนที่ไม่เป็นฝ่ายรุก หรือไม่สมเป็นชาย เช่นเวลาสารภาพรัก คนที่กินผักจะไม่กล้าเป็นฝ่ายสารภาพรักก่อนเท่าไหร่ค่ะ ซึ่งจะตรงกันข้ามกับคนกินเนื้อ(肉食系) ซึ่งจะเป็นฝ่ายรุกเข้าหาก่อน สมเป็นชายมากๆนั่นเองค่ะ

อ้างอิงจากภาษาญี่ปุ่นนะคะ เราค้นหาของจีนไม่เจอเลยค่ะ TT แต่คิดว่าน่าจะเหมือนกัน

*********

พรุ่งนี้คิดว่าอาจจะไม่ได้มาลง เลยลงให้วันนี้เลยค่ะ ชดเชยพรุ่งนี้นะคะ อ่านให้สนุกค่ะ

Facebook Comment