+100%-

บทที่ 46 โหยวเสี่ยวโม่ผู้โชคร้าย

===============

ทุกคนมองไปยังทิศทางของเสียงนั้น ชายหนุ่มหล่อเหลาผู้หนึ่งก้าวออกมาจากฝูงชน ใบหน้าของชายหนุ่มผู้นั้นดูสงบนิ่งราวรูปแกะสลัก แม้ว่าเขาใบหน้าเขาจะปราศจากความรู้สึก แต่เขาก็ยังคงให้ความรู้สึกถึงพลังอันท่วมท้น ชุดคุลมสีขาวสง่าและเชือกสีเขียวหยกที่เอว แค่มองแวบเดียว อาจจะมีบางคนว่าเขาเป็นชนชั้นสูงมากกว่าที่จะเป็นผู้ฝึกยุทธ์

โหยวเสี่ยวโม่ตามหลังหลิงเซี่ยวมา แต่เขาไม่กล้าเดินไปข้างหน้า เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าชายมีเคราผู้นี้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ กล้ามเนื้อบนร่างของเขานั้นดูไม่ธรรมดา ไม่เช่นนั้นแล้ว เฉินเกาหยางคงไม่แพ้แบบนี้

โดยไม่ต้องคาดเดาว่าหลิงเซี่ยวผู้นี้คือใคร ถังหยุนฉีและเฉินเกาหยางตะโกนออกมาด้วยความดีใจ “ศิษย์พี่ใหญ่” เขาไม่จำเป็นต้องแนะนำตัวเลย ทุกคนต่างรู้ว่าคนผู้นี้คืออัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยสาวงาม ในตอนที่พวกเขาได้ยินคำว่า “ศิษย์พี่ใหญ่” พวกเขานึกถึงคนผู้ที่แข็งแกร่งและดุดัน แต่กลับกลายเป็นชายชั้นสูงราวกับเจ้าชายไม่มีลักษณะตามที่ผู้คนจินตนาการเลย

“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านต้องแก้แค้นให้ข้า พวกมันฉีกเสื้อผ้าข้า ข้าเกลียดมัน!”

เมื่อเห็นศิษย์พี่ใหญ่ของเธอเดินเข้ามา ถังหยุนฉีทั้งประหลาดใจและดีใจ นางกล่าวฟ้องเขาด้วยความอับอายและโกรธเคือง ใบหน้าสวยงามนั้นเต็มไปด้วยน้ำตา ช่างดูมีเสน่ห์และน่าหลงไหล

หลิงเซี่ยวมองไปทางถังหยุนฉีด้วยสายตาราบเรียบ และขมวดคิ้วขึ้น

เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ โหยวเสี่ยวโม่จึงรีบหยิบชุดของเขาจากกระเป๋าวิเศษออกมา แม้ว่ามันจะไม่ใช่ของจากช่างฝีมือดีก็ตาม แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้นางใส่ชุดขาดวิ่นแทบปกปิดอะไรไม่ได้ อีกทั้ง ชื่อเสียงเป็นสำคัญกับหญิงสาวบริสุทธ์ ใครจะรู้ว่าการกระทำของโหยวเสี่ยวโม่จะละลายด้วยสายตาของถังหยุนฉี นางหยิบชุดสีเหลืองอ่อนออกมาจากกระเป๋าวิเศษของนางและใส่มัน โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกมึนงง เขารีบเก็บชุดของเขาไว้ที่เดิม หากเขารู้ว่านางมีชุดของตัวเองเก็บไว้ เขาจะไม่ยุ่งเกี่ยวเลย แต่หญิงผู้นี้แปลกประหลาด ในเมื่อนางนำชุดมาอีกตัวอยู่แล้ว ทำไมนางไม่หยิบออกมาใส่ตั้งแต่แรก? ช่างเดายากเสียจริง!

“เจ้าคือศิษย์พี่ใหญ่คนนั้นงั้นรึ ดูไม่เหมือนเลยนะ เด็กน้อย ข้าแนะนำให้เจ้ารู้ตัวและรีบไสหัวไปซะ หากไม่เช่นนั้น เจ้าจะกลายเป็นคนต่อไปที่จะไปนอนอยู่บนพื้น” ชายมีเคราดูหลิงเซี่ยวตั้งแต่หัวจรดเท้า ในตอนที่เขาได้ยินน้ำเสียงมั่นใจของสองคนก่อนหน้านี้ เขานึกว่าผู้ที่เป็นศิษย์พี่ใหญ่ผู้นี้นั้นจะต้องแข็งแรงและเป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัว กลับกลายเป็นว่าศิษย์พี่ใหญ่ผู้นี้ดูอ่อนแอกว่าที่เขาคิดไว้ นั่นทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกดูถูก

“ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ขอข้าถามท่านก่อนจะจากไปได้หรือไม่?”

หลิงเซี่ยวคลี่ยิ้มช้าๆ มองดูชายมีเคราด้วยความหรรษา

“ศิษย์พี่ใหญ่?”

ถังหยุนฉีเบิกตากว้าอย่างเหลือเชื่อไปที่หลิงเซี่ยว นางคิดว่านางคงได้ยินผิดไป ศิษย์พี่ใหญ่จะยอมถอนตัวออกจากการต่อสู้ได้เยี่ยงไรกัน?

“ดูเหมือนเจ้าจะรู้จุดยืนของตัวเองดีนี่!”

ชายมีเคราพยักหน้าด้วยความพอใจ เขาคิดว่าหลิงเซี่ยวนั้นกลัวเขาและกำลังจะหนีจากความอับอายนี้

“ข้าควรจะเรียกท่านว่าอะไร?” หลิงเซี่ยวถามด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย

“ข้าชื่อลั่วซาน เป็นญาติของอัจฉริยะในรอบร้อยปีของพรรคชิงเฉิงที่ชื่อว่าลั่วซูเหอ หากเจ้าพอจะยังมีความคิดบ้าง จงทิ้งผู้หญิงไว้ที่นี่ซะ แล้วไสหัวไป ข้ายังคงใจดีอยู่นะ” ลั่วซานกล่าวด้วยความเย่อหยิ่ง

คราวนี้ทุกคนจึงได้รู้เหตุผลว่าทำไมเขาจึงมาเดินกร่างอยู่แถวนี้ได้ เพราะมีพรรคชิงเฉิงอยู่เบื้องหลังนี่เอง ไม่แปลกใจเลยที่เขาโอ้อวด และกระชากตัวหญิงสาวกลางถนน

พูดถึงพรรคชิงเฉิง ขนาดของพรรคนั้นใหญ่พอๆกับพรรคเถียนซิน แต่ว่าทรัพยากรและประวัติศาสตร์นั้นยังคงด้อยกว่าพรรคเถียนซินเล็กน้อย ทำให้ตอนนี้พรรคเถียนซินเป็นพรรคอันดับหนึ่งในทวีปหลงเซี่ยว ในขณะที่พรรคชิงเฉิงได้แค่ที่สองเท่านั้น

แต่หลายปีที่ผ่านมานี้ ชื่อเสียงของพรรคชิงเฉิงเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทางพรรคเองก็ได้ประกาศข่าวดีให้แก่ผู้คนรับรู้อย่างกระตือรือร้น ข่าวดีหนึ่งในนั้นก็คือเรื่องของลั่วซูเหอ ที่ลั่วซานกำลังพูดถึงนั่นเอง เขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่มีพรสวรรค์โดดเด่นมาก เหมือนกับหลิงเซี่ยว ทั้งสองต่างก็ประสบความสำเร็จในการฝึกฝนยุทธ์ตั้งแต่ยังหนุ่ม เป็นหัวหน้าของเหล่าคนหนุ่มทั้งหลาย

ข่าวดีข่าวที่สองก็คือนักหลอมยาระดับสูงของพรรคชิงเฉิงสามารถหลอมยาระดับ 9 ได้แล้ว ยาระดับ 9 และระดับ 10 นั้นมีกำแพงขนาดใหญ่ที่นักหลอมยาระดับสูงส่วนใหญ่ไม่สามารถข้ามได้กั้นอยู่ แม้แต่พรรคขนาดใหญ่เช่นพรรคชิงเฉิง หรือพรรคเถียนซิน แม้ว่าภายในพรรคจะมีนักหลอมยาระดับสูงที่สามารถหลอมยาระดับ9ได้ก็จริง แต่ก็มีจำนวนน้อยมาก อย่างเช่นอาจารย์ของโหยวเสี่ยวโม่ ท่านเจ้าตำหนักคงเหวิน แม้ว่าเขาจะมีชื่อเสียงมาหลายปี แต่ตอนนี้เขาก็ยังสามารถหลอมได้เพียงยาระดับ9เท่านั้น นักหลอมยาระดับสูงของตำหนักสวรรค์และตำหนักทะยานฟ้าเองก็เช่นกัน

ในฐานะของพรรคชิงเฉิง สาเหตุที่ทำให้พรรคไม่สามารถเทียบเคียงกับพรรคเถียนซินได้ในก่อนหน้านี้เป็นเพราะว่าภายในพรรคไม่มีนักหลอมยาที่สามารถหลอมยาระดับ9ได้เลย แต่ตอนนี้พรรคชิงเฉิงสามารถยกระดับความแข็งแกร่งของตนได้ ถึงขนาดที่ว่าขึ้นมาทัดเทียมกับพรรคเถียนซินเลยทีเดียว ที่ลั่วซานกล้ามาทำเรื่องป่วนใต้จมูกของพรรคเถียนซินก็เป็นเพราะสาเหตุนี้นี่เอง

แต่ในขณะที่คนอื่นกลัวพรรคชิงเฉิงกัน ถังหยุนฉีในฐานะลูกสาวของเจ้าของพรรคกลับไม่กลัว

“พรรคชิงเฉิงแล้วเยี่ยงไร? ข้าเป็นลูกสาวของเจ้าพรรคเถียนซิน ถังหยุนฉี ให้ข้าบอกอะไรบางอย่างกับเจ้านะ มันจะไม่จบลงแบบนี้แน่นอน!”

ฝูงชนส่งเสียงกันอย่างแตกตื่น นี่มันไม่ดราม่าเกินไปหน่อยหรือ? ก่อนหน้านี้ผู้คนมากมายยังคงถกเถียงกันถึงเรื่องสถานะของพรรคชิงเฉิงและพรรคเถียนซิน ยังไงซะเสือสองตัวก็อยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ แต่ใครจะไปนึกว่าศิษย์ของทั้งสองพรรคจะมาปะทะกันกลางถนนในเมืองเล็กๆอย่างเหอปิง อีกทั้งหนึ่งในนั้นยังเป็นลูกสาวของพรรคเถียนซิน ส่วนอีกคนเป็นถึงญาติของลั่วซูเหอ นับว่าฐานะสูงส่งทั้งคู่

ไม่มีใครสังเกตเห็นถึงแสงสีดำกระพริบพาดดวงตาของลั่วซานในตอนที่เขาได้ยินคำพูดเหล่านั้น

“ลั่วซาน คำพูดและการกระทำของเจ้าเป็นตัวแทนของพรรคชิงเฉิงใช่หรือไม่?”

ท่ามกลางเสียงดัง น้ำเสียงอันราบเรียบของหลิงเซี่ยวตัดผ่านเสียงพวกนั้นราวกับน้ำแข็งในกลางฤดูร้อน

ผู้คนที่ยืนอยู่รอบๆพากันเงียบเสียงลง แม้แต่ลั่วซานยังคงมองมาที่หลิงเสี่ยวด้วยความประหลาดใจ หลังจากเข้าใจในคำพูดของเขาแล้ว ลั่วซานก็ยกคางขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง “จุดยืนของข้า แน่นอนว่าย่อมเป็นจุดยืนของพรรคชิงเฉิง”

“ข้าเข้าใจละ ดี! ดีมาก!” หลิงเสี่ยวยิ้มเล็กน้อย แล้วกล่าวคำว่า ดี ถึงสองรอบด้วยกัน

ก่อนที่จะมีใครเข้าใจถึงความหมายของคำว่า “ดี” ของเขา หลิงเสี่ยวพลันตวัดแขนเสื้อไปที่ลั่วซาน ลั่วซานเปล่งเสียงร้องและถอยหลังไป การโจมตีนี้ไม่เบาเลย แม้ว่าลั่วซานจะแข็งแกร่งดุจวัวกระทิงแต่ก็ยังคงปลิวไปข้างหลังถึง 5 เมตรราวกับเศษผ้าผืนหนึ่ง เมื่อเขาปีนกลับขึ้นมา ดวงตาทั้งสองข้างต่างกลายเป็นสีดำทะมึน ตาขาวราวกับจะหายเข้าไปอยู่ในเบ้าตา จ้องมองเขาตรงๆอาจจะมึนหัวได้

“สวรรค์ นี่มันปีศาจไม่ใช่รึ? ทำไมลั่วซานถึงกลายเป็นปีศาจไปได้?”

ทันใดนั้น ฝูงชนก็เริ่มแตกตื่น และกรีดร้อง ตามมาด้วยเสียงตกตะลึงอย่างมาก ใบหน้าของแต่ละคนเริ่มซีดขาว ฝูงชนเริ่มวิ่งไปข้างหลังด้วยความกลัว บางคนล้มลงไปกับพื้นจากความรีบเร่งของฝูงชน และถูกเหยียบย่ำ รวมไปถึงโหยวเสี่ยวโม่ผู้โชคร้ายด้วย

โหยวเสี่ยวโม่ยืนอยู่ข้างหลังหลิงเสี่ยวก็จริง แต่ถังหยุนฉีบีบให้เขาออกไปเนื่องจากนางเดินเข้ามา สุภาพบุรุษต้องไม่ต่อสู้กับผู้หญิง ดังนั้นโหยวเสี่ยวโม่จึงย้ายไปอยู่ที่ไกลจากหลิงเสี่ยวเล็กน้อย

แต่ใครจะคิดว่าจู่ๆฝูงชนจะเริ่มแตกตื่น คนที่วิ่งถอยหลังด้วยความกลัวต่างพากันผลักเขาไปข้างหลังเรื่อยๆ ท้ายที่สุดแล้ว มีบางคนสะดุดเขา ทำให้เขาล้มลงไปบนพื้น ก่อนที่เขาจะทันลุกขึ้น ฝูงชนที่แตกตื่นก็เหยียบขาขวาเขา… *กร่อบ* โหยวเสี่ยวโม่ได้ยินเสียงกระดูกของเขาหักอย่างชัดเจน น้ำตาเกือบละไหลออกจากดวงตาของเขา

ในตอนนั้นเอง ใครบางคนจับข้อมือเขาและดึงเขาขึ้นมา โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่าหัวของเขาตกสู่อ้อมกอดอบอุ่น น้ำเสียงทุ้มเอ่ยจากข้างบนหัวเขา

“เจ้าโง่! เจ้าสามารถกระทั่งล้มทั้งๆที่ยืนอยู่ได้ ข้าสงสัยจริงๆว่าเจ้าเติบโตมาเช่นไรกัน!”

*******

พิมพ์ไว้แล้วโปรแกรมค้าง หายหมดเลยค่ะ TT ทำใจแปบ พรุ่งนี้มาต่อค่ะ

Facebook Comment