+100%-

บทที่ 45 ชายมีเครา

===============

การซื้อขายยาเป็นไปอย่างราบรื่น อีกทั้งเขายังขายได้ราคาสูงกว่าครั้งที่แล้วอีกด้วย เพราะว่าคุณภาพยาของโหยวเสี่ยวโม่ดีกว่ายาระดับหนึ่งทั่วไปมากนัก ลูกค้าพูดต่อๆกันว่า พวกเขายอมจ่ายแพงกว่าเพื่อคุณภาพที่ดีกว่า แม้ว่าทวีปหลงเซี่ยวจะไม่ได้ขาดยาระดับหนึ่ง ในความจริง กลับมียาระดับหนึ่งจำนวนมากด้วยซ้ำ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังคงมีผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากที่ต้องการยาเหล่านี้ ในเมื่อมีทางเลือกที่ดีกว่า ผู้คนจึงไม่ลังเลเลยที่จะจ่ายมากกว่า

ผู้จัดการใช้ยาที่โหยวเสี่ยวโม่ขายให้กับเขาครั้งก่อนในการเพิ่มชื่อเสียงให้กับตัวเอง ดังนั้นร้านจึงเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก แต่เพราว่าเขาไม่รู้ว่าโหยวเสี่ยวโม่จะมาอีกทีเมื่อไหร่ ดังนั้นเขาจึงไม่กล้ารับการสั่งจองล่วงหน้า เขาทำได้เพียงแค่รับปากว่าจะแจ้งให้ทราบเมื่อมียาเข้ามาอีกครั้ง ตอนนี้ แม้ว่าจะมีเพียงแค่ 100 เม็ด แต่มันก็เพียงพอสำหรับเถ้าแก่แล้ว

เพราะว่าเขาขายยาเหล่านี้ในราคา 2 เท่า เถ้าแก่จึงให้ราคาโหยวเสี่ยวโม่สูงขึ้น เงื่อนไขแบบนี้จะทำให้ชายหนุ่มผู้นี้จะต้องขายยาวิเศษให้เขาอย่างแน่นอน เถ้าแก่ดำเนินแผนตามที่เขาคาดการณ์ไว้ ยังไงซะ ก็มีกำไร ยิ่งกว่านั้น ชื่อเสียงของร้านยังเพิ่มขึ้นอีกด้วย ใครไม่ทำก็บ้าแล้ว! สิ่งเดียวที่เป็นปัญหาก็คือร้านรอบข้างต่างสงสัยเกี่ยวกับที่มาของยาเหล่านี้

โหยวเสี่ยวโม่ออกจากร้านด้วยเงินเกือบๆ 2000 ตำลึงทองที่ได้จากการขายยาในกระเป๋า ในครั้งนี้ราคายาเพิ่มขึ้นถึง50เปอร์เซ็น หนึ่งเม็ดขายได้ถึง 15 ตำลึงทอง 100 เม็ดเป็นเงิน 1500ตำลึงทอง บวกกับเงินอีก 10 กว่าตำลึงทองที่เหลือจากครั้งที่แล้ว ตอนนี้เขารวยกว่าศิษย์ในพรรคเถียนซินบางคนเสียอีก แม้จะเป็นศิษย์ที่มาจากตระกูลมั่งคั่งก็ยังคงไม่มีเงินมากเท่านี้

หลิงเซี่ยวไม่ได้ขัดขวางการขายยาของเขา พอเห็นการซื้อขายเสร็จเรียบร้อย เขาก็เดินออกจากร้านไปพร้อมกับโหยวเสี่ยวโม่

“ไปไหนต่อ?” หลิงเซี่ยวไม่ได้ใจร้อนแม้แต่น้อย ตัวตนของเขานั้นอ่านไม่ออก ไม่มีสัญญาณบ่งบอกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่เลย

“อา ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ไม่ใช่ว่าท่านมีบางอย่างที่ต้องไปทำหรอกหรือ? หากท่านตามข้าแบบนี้ จะไม่เป็นการทำให้ท่านช้าหรอกหรือ?”

โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้ตอบคำถามของหลิงเซี่ยวทันที เขามองไปทางนู้นทีทางนี้ที แต่ไม่มองไปทางหลิงเซี่ยว

หลิงเซี่ยวยิ้มออกมาเล็กน้อย “ไม่ช้าหรอก อีกทั้ง ตอนนี้ยังคงเช้าอยู่”

โหยวเสี่ยวโม่คอตก หลังจากนี้เขาอยากจะไปซื้อเมล็ดสมุนไพรวิเศษ แต่เขาไม่ต้องการให้หลิงเซี่ยวไปด้วยกัน เพราะว่านักหลอมยาที่มีสวนส่วนตัวเท่านั้นถึงจะซื้อเมล็ดสมุนไพรวิเศษ สำหรับเขาที่เพิ่งเป็นนักหลอมยาระดับหนึ่งนั้น มันไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะต้องซื้อเมล็ดสมมุนไพรวิเศษมากมายขนาดนี้ แน่นอนว่ามันต้องมีบางอย่างแปลกๆ และสำหรับคนที่ชาญฉลาดอย่างเช่นหลิงเซี่ยวจะต้องมองออกแน่นอน และเมื่อเวลานั้นมาถึง เขาจะต้องถามโหยวเสี่ยวโม่แน่นอน

อย่างไรก็ตาม เขาคาดว่าหลิงเซี่ยวคงไม่ยอมทำตามความปราถนาของเขา แต่เขาก็ยังคงมีความหวังเล็กๆอยู่ดี ท้ายที่สุด หลิงเซี่ยวก็ตามเขาไปยังถนนทิศใต้ที่ซึ่งขายเมล็ดสมุนไพรวิเศษ

ถนนทิศใต้ไม่ค่อยคึกคักเหมือนอย่างถนนทิศเหนือ แต่ก็ยังคงมีคนอยู่บ้าง ส่วนน้อยเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ส่วนใหญ่เป็นนักหลอมยา

หอกล้วยไม้คือร้านขายสมุนไพรวิเศษที่โหยวเสี่ยวโม่มาซื้อเมื่อครั้งก่อน เมื่อเขาเดินเข้าไป เด็กรับใช้ที่เคยรับใช้เขาเมื่อครั้งก่อนก็ดูเหมือนจะจำเขาได้ เมื่อเห็นเขาเดินเข้าไป เด็กรับใช้จึงต้อนรับเขาอย่างดีพร้อมทั้งเชิญเขาเข้าไป แน่นอนว่ารวมทั้งหลิงเซี่ยวที่อยู่ข้างๆเขาด้วย ในความเป็นจริง คนที่เด็กรับใช้สังเกตเห็นเป็นคนแรกไม่ใช่โหยวเสี่ยวโม่ แต่เป็นหลิงเซี่ยว

สำหรับคนที่ค่าแรงขึ้นอยู่กับยอดขายแบบนี้ การตัดสินผู้คนล้วนสำคัญ แค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าหลิงเซี่ยวซึ่งสวนใส่ชุดหรูหรานั้นเป็นหนึ่งผู้ดีเหล่านั้นที่มีตำลึงหลายมัดอยู่ในกระเป๋าของตน

แต่เพราะว่าโหยวเสี่ยวโม่เป็นลูกค้าคนก่อนหน้านี้ เด็กรับใช้จึงให้ความสำคัญแก่โหยวเสี่ยวโม่มากกว่า เมื่อได้ยินว่าเขามาซื้อเมล็ดสมุนไพรวิเศษเพิ่ม เด็กรับใช้ก็เดินไปหยิบเมล็ดพันธ์ที่เพิ่งได้รับเมื่อไม่กี่วันก่อนมา เมล็ดพันธ์ตั้งแต่ระดับหนึ่งถึงระดับสาม ทุกเมล็ดสดใหม่และเต่งตึง

โหยวเสี่ยวโม่คิดถึงความเร็วในการเติบโตของต้นสมุนไพรในมิติของเขา และเขาก็คิดถึงจำนวนเงินในกระเป๋าของเขา ในครั้งนี้ เขาซื้อเมล็ดเป็นจำนวนมากในทีเดียว เมล็ดสมุนไพรระดับสาม หนึ่งพันเมล็ด ระดับสอง สองพันเมล็ด ทั้งหมดรวมเป็นเงิน 800 ตำลึงทอง เงินในกระเป๋าเขาหดไปกว่าครึ่ง แต่สิ่งที่เขาได้กลับมาคือเด็กรับใช้แถมเมล็ดระดับหนึ่งให้เขาถึงห้าร้อยเมล็ด

เมื่อเดินออกจากหอกล้วยไม้ โหยวเสี่ยวโม่มองดูเงินออกจากกระเป๋าเขาไปด้วยความเจ็บปวด เขาเหลือเงินอยู่ประมาณ 700 ตำลึงทอง

แต่……… โหยวเสี่ยวโม่แอบชำเลืองมองหลิงเซี่ยว เขาไม่คาดคิดเลยว่าหลิงเซี่ยวจะนิ่งเงียบ ไม่ถามเขาว่าทำไมเขาถึงซื้อเมล็ดพันธ์ตั้งมากมาย

“ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ข้าซื้อของที่จำเป็นหมดแล้ว ตอนนี้เราจะไปทำธุระให้ท่านหรือว่าเราควรจะไปเจอกับศิษย์น้องหญิงถังที่โรงเตี๊ยมดี?”

หลิงเซี่ยวหรี่ตาและจ้องมายังเขา เขาถูกจ้องจนหนังหน้าแทบด้านชา ก่อนที่หลิงเซี่ยวจะกล่าวว่า “ไปที่โรงเตี๊ยมก่อนดีกว่า ยังไงก็ตาม สองคนนั้นก็มากับข้า หากมีอะไรเกิดขึ้น ข้าอาจจะลำบากในการรายงานแก่ท่านเจ้าพรรคได้”

แม้ว่าหลิงเซี่ยวจะพูดแบบนี้ก็ตาม แต่โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้รู้สึกถึงความยากลำบากที่ว่าบนใบหน้าของหลิงเซี่ยวเลยแม้แต่น้อย

เมื่อพวกเขากำลังจะไปที่ถนนตะวันตก ผู้คนข้างหลังกลับส่งเสียงดังและพากันวิ่ง

โหยวเสี่ยวโม่หันหลังไปมอง และเห็นกลุ่มผู้คนกำลังวิ่งตรงมาทางนี้ ใบหน้าของผู้คนไม่ใช่สีหน้าแตกตื่น แต่เป็นสีหน้าสงสัยหลังจากได้ยินข่าว สีหน้าแบบนี้โหยวเสี่ยวโม่เคยเห็นบ่อยๆ สีหน้าที่ต้องการจะเป็นผู้เห็นเหตุการณ์น่าตื่นเต้น

กลุ่มคนวิ่งผ่านเขาไปยังถนนตะวันออก โหยวเสี่ยวโม่ไม่สนใจ ในตอนที่เขากำลังจะเดินออกไป เขาได้ยินพ่อค้าข้างทางพูดคุยกัน

“ข้าได้ยินว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นที่ถนนตะวันออก”

“ข้าก็ได้ยินเหมือนกัน ดูเหมือนว่าใครบางคนจะทะเลาะกัน ครั้งล่าสุดเกิดที่ถนนตะวันตก ตอนนี้เกิดที่ถนนตะวันออก”

“อย่าบอกนะว่าเป็นคนกลุ่มเดียวกันน่ะ? พวกนั้นไม่คิดถึงพรรคเถียนซินเลยสินะ แม้ว่าเมืองเหอปิงไม่ได้อยู่ใต้อำนาจของพรรคเถียนซินก็จริง แต่พรรคเถียนซินก็มีอิทธิพลอยู่ดี ใครที่เป็นคนหนุนหลังคนกลุ่มนั้นกันนะ ถึงกล้ามาท้าทายอำนาจถึงที่นี่?”

“ใครจะรู้ แต่น่าจะเป็นพวกคนมีอำนาจนั่นแหล่ะ ไม่มีใครกล้ายุ่งเกี่ยวกับพรรคเถียนซินหรอก ตอนนี้ผู้หญิงในเมืองเหอปิงอยู่ในสถานการณ์เลวร้าย”

“ถูกเลย เด็กสาวในบ้านข้าไม่ได้รับอนุญาติให้ออกไปข้างนอก เพื่อที่จะได้หลบเลี่ยงไม่ให้ปะทะกับคนกลุ่มนั้น”

“ฮ่าๆ เด็กสาวจากบ้านของเจ้ารึ? ข้าล่ะสงสัยจริงๆว่าพวกมันสนใจอะไรในตัวเด็กพวกนั้น?”

“หมายความว่าไง?”

ดวงตาของโหยวเสี่ยวโม่เบิกกว้างหลังจากได้ยินบทสนทนาเหล่านั้น หากเขาจำไม่ผิด ถังหยุนฉีและศิษย์พี่ผู้นั้นน่าจะอยู่ที่ถนนตะวันออก พอคิดแล้วเขาก็หันกลับไปหาหลิงเซี่ยว “ศิษย์พี่ใหญ่หลิง จะเป็นอะไรไหมหากเราจะไปดูที่ถนนตะวันออกก่อน?”

หากมันเป็นไปอย่างที่เขาคิดจริงๆแล้วล่ะก็ มันจะเลวร้ายมาก ด้วยนิสัยถังหยุนฉี เหตุการณ์มีแต่จะเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ

หลิงเซี่ยวหาได้ใส่ใจถึงความสำคัญของถังหยุนฉีไม่ เขาเพียงแค่รู้สึกว่านางนำมาแต่ปัญหา แต่ถังหยุนฉีเป็นลูกสาวของเจ้าพรรค เขาจึงไม่สามารถอยู่เฉยได้ เรื่องนี้ทำให้เขาเดินไปถนนตะวันออกกับโหยวเสี่ยวโม่ ถนนทิศใต้ไม่ได้ไกลจากถนนตะวันออกเท่าไหร่นัก แต่หากก็ยังคงใช้เวลาในการเดินทางเท่ากับเวลาในการต้มน้ำชา 2 ถ้วย แล้วใครจะรู้ได้ว่าเหตุการณ์บางอย่างอาจจะเกิดขึ้นในเวลาสั้นๆแค่นี้ก็เป็นได้ ดังนั้นหลิงเซี่ยวจึงจับคอเสื้อของโหยวเสี่ยวโม่แล้วเดินไปยังมุมถนน

เมื่อเขาปรากฎตัวอีกครั้ง เขาก็มาถึงถนนตะวันออกแล้ว โหยวเสี่ยวโม่ขึ้นรู้สึกสับสนและมึนหัวเป็นอย่างมาก เขายังคงไม่รู้ว่าเมื่อกี้เกิดอะไร สติเขากลับมาด้วยเสียงกรีดร้องที่ดังขึ้น

เสียงอันคุ้นเคยนี้เป็นเสียงที่เขาไม่มีทางลืมได้แม้จะอยากลืมก็ตาม มันมาจากถังหยุนฉี เขาหันหน้าไปตามเสียง ทันใดนั้นดวงตาของโหยวเสี่ยวโม่ก็เกือบจะถลนออกมาจากเบ้า เขาหน้าแดงมองไปทางซ้ายทีขวาที แต่ไม่สามารถมองไปยังศิษย์น้องถังตรงๆได้อีก

ศิษย์น้องถังในตอนนี้นั้น มีสภาพต่างจากตอนจากกันเมื่อสองชั่วโมงที่แล้วอย่างคาดไม่ถึง ชุดยาวสีชมพูขาดวิ่นเผยให้เห็นถึงต้นขาเรียวสวย ผ้าที่เหลืออยู่ก็ไม่พอที่จะปิดก้นอันน้อยๆของนางได้ ส่วนบนนั้นยิ่งกว่าเลวร้าย ผ้าตรงส่วนหน้าอกถูกตัดขาด จนเห็นหน้าอกขาวเนียนเลือนราง มันอาจจะเป็นเพราะนางรู้สึกอายและโกรธอยู่ ทำให้ผิวส่วนที่เผยออกมานั้นเป็นสีชมพู ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าถังหยุนฉีในตอนนี้นั้นดูสวยงามกว่าที่ผ่านมา และดูยั่วยวน

เหล่าผู้ชายในฝูงชนได้แต่เหวอในขณะที่ผู้หญิงนั้นมองด้วยสายตาชื่นชม อิจฉา และเกลียดปนกันไป บางคนมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความพอใจ

หากในที่นี้คนที่ไม่สะเทือนต่อความงามของถังหยุนฉี คงมีเพียงแค่หลิงเซี่ยวคนเดียวเท่านั้น ใบหน้าเขาสงบอย่างยิ่ง สายตาของเขาก็ต่างไปจากสายตาคนอื่นๆที่ส่งสายตาหื่นกระหายไปยังถังหยุนฉี ในทางกลับกัน หลิงเซี่ยวจ้องไปยังชายมีเคราตรงข้ามกับถังหยุนฉี คนโรคจิตที่ฉีกเสื้อผ้าของนางเป็นชิ้นๆ แต่เขาไม่ใช่คนโรคจิตธรรมดาๆแน่นอน

“แก วิปลาศ กล้าจ้องมองข้าแบบนี้ รอจนกว่าพ่อข้าจะรู้เรื่องนี้เถอะ เขาต้องแทงมีดบนร่างเจ้าและสับเป็นหมื่นๆชิ้น”

ถังหยุนฉีโกรธจนจนกระทั่วใบหน้าของนางบิดเบี้ยว ไฟแค้นลุกไหม้บนดวงตาของนาง หากว่านางสามารถทำให้คนตายได้เพียงแค่การจ้องมอง ชายมีเคราตรงหน้านางคงตายเป็นล้านรอบแล้ว

ชายตรงหน้าไม่เกรงกลัวต่อคำขู่ของนางเลย มันหัวเราะออกมาเสียงดัง เลียริมฝีปากอย่างหื่นกระหายและชั่วร้าย ก่อนกล่าวว่า “ในตอนที่พ่อของเจ้ารู้เรื่องนี้ ข้ากลัวว่ามันจะสายไปแล้วน่ะสิ เจ้าคงตกเป็นของข้าไปแล้ว ข้าแนะนำให้เจ้าเชื่อฟังข้าดีๆ บางทีข้าผู้ยิ่งใหญ่อาจจะทำพอใจและทำดีกับเจ้าขึ้นมาบ้างก็ได้”

“ไอ้โรคจิตชั่ว ศิษย์พี่ใหญ่ของข้าอยู่ใกล้ๆนี้ หากเจ้ากล้าแตะต้องศิษย์น้องหญิงแม้แต่เส้นผมสักเส้น เขาจะต้องไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่”

เฉินเกาหยางซึ่งนอนอยู่บนพื้นกลางอย่างเกลียดชัง ก่อนหน้านี้เขาต่อสู้กับชายผู้นี้ แต่ไม่สามารถเอาชนะมันได้ ไม่เช่นนั้นศิษย์น้องหญิงคงไม่อยู่ในสถานการณ์เลวร้ายขนาดนี้ อีกทั้ง ในการปะทะกันก่อนหน้านี้ทำให้เขาไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้

“ศิษย์พี่ใหญ่งั้นรึ? ฮึ!” ชายผู้นั้นหัวเราเยือกเย็น “ไม่ต้องเป็นห่วง ถ้าเขากล้าโผล่หน้ามา ข้าผู้ยิ่งใหญ่คนนี้จะ…”

“จะทำอะไรรึ?”

น้ำเสียงขี้เล่นลอยมาจากทางฝูงชน ตัดคำพูดของชายผู้นั้น

****

ยินดีปรับปรุงค่ะ

Facebook Comment