+100%-

บทที่ 39 การบรรยายที่ห้องโถงวิหคสวรรค์

===============

วันต่อมา โหยวเสี่ยวโม่มุ่งหน้าไปยังห้องโถงวิหคสวรรค์ โถงวิหคสวรรค์เป็นที่ที่นักหลอมยาระดับสูงมาบรรยายประมาณเดือนละหนึ่งครั้ง ซึ่งในเดือนนี้เป็นรอบของเจ้าตำหนักคงเหวิน เมื่อวาน ก่อนที่โหยวเสี่ยวโม่จะกลับ ศิษย์พี่ใหญ่ได้บอกเขาในเรื่องนี้ และกดดันให้เขาเข้าร่วมฟังด้วยไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม

เจ้าตำหนักคงเหวินได้รับเขาเป็นลูกศิษย์เมื่อวานนี้ แต่คนที่รู้เรื่องนี้ก็ยังมีน้อยอยู่ ดังนั้นเจ้าตำหนักคงเหวินจึงคิดจะใช้โอกาสนี้ในการแนะนำโหยวเสี่ยวโม่ต่อบรรดาศิษย์ตำหนักพสุธา เพราะว่าการบรรยายจากนักหลอมยาระดับสูงเป็นงานที่ศิษย์มากมายมาเข้าร่วม

เพื่อที่จะได้ไม่ไปสาย โหยวเสี่ยวโม่ตัดสินใจออกจากที่พักก่อนเวลา เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกที่เขาจะไปยังห้องโถงวิหคสวรรค์ และเขาไม่เหมือนกับศิษย์คนอื่น เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าตำหนักพสุธามีห้องโถงวิหคสวรรค์จนถึงตอนนี้ เขาจึงต้องถามทางกับคนอื่นๆไปตลอดทาง และในเวลาที่เขาถึงห้องโถง ที่นั่งในชั้นหญ้าทะเลก็ถูกจับจองหมดแล้ว ทุกที่หนาแน่นไปด้วยเหล่าศิษย์ทั้งหลาย ในตอนนี้ยังคงไม่ถึงเวลาเริ่มบรรยาย ทุกคนจึงยุ่งกับการพูดคุยกัน พอเสียงกระซิบหลายๆเสียงรวมเข้าด้วยกัน ก็ดูคล้ายๆกับตลาดขายผัก

โหยวเสี่ยวโม่ยืนอยู่ตรงทางเข้า มองเข้าไปข้างในพยายามหาศิษย์พี่ใหญ่ เขาเห็นบางคนที่ยืนอยู่ตรงแถวหน้าหันกลับมาและโบกมือให้เขา

“ศิษย์น้อง ตรงนี้!”

คนที่โบกมือให้เขาก็คือฟางเฉินเล่อ เขารอศิษย์น้องผู้นี้มานานแล้ว เขาเจอศิษย์น้องผู้นี้คิ้วหมวด หน้าเคร่งเครียดระหว่างหมุนคอไปมา และมันช่วยไม่ได้ที่เขาพบว่ามันดูน่าตลก เขารู้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่โหยวเสี่ยวโม่มาที่นี่ ดังนั้นศิษย์น้องอาจจะยังไม่เข้าใจอยู่บ้าง เขาจึงตัดสินใจเรียกโหยวเสี่ยวโม่ แต่ทั้งห้องโถงกลับเงียบลงในตอนที่ได้ยินเสียงของฟางเฉินเล่อ

บรรดาศิษย์ทั้งหลายต่างหันมาเจอโหยว เสี่ยวโมซึ่งกำลังยืนที่ประตู ศิษย์จำนวนไม่น้อยจำเขาได้ในทันที บางคนถึงกับอุทานออกมาเสียงดัง

“เอ้ะ นั่นไม่ใช่คนที่กินข้าวพร้อมกับหลินเซี่ยวจากสำนักยุทธ์ในโรงอาหารหรอกเหรอ? ทำไมเขาถึงรู้จักศิษย์พี่ใหญ่ฟางล่ะ?”

โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกถึงสายตาอันร้อนแรงจากทุกทิศทาง เขาจึงรีบเดินเข้าไปหาฟาง เฉินเลอ เสียงกระซิบเริ่มขึ้นอีกครั้ง ในครั้งนี้มันเสียงดังกว่าครั้งก่อนเสียอีก เพราะว่าฟางเฉินเล่อกำชับไม่ให้ศิษย์ที่รู้เรื่องบอกใครว่าโหยวเสี่ยวโม่กลายเป็นศิษย์ของเจ้าตำหนักคงเหวิน ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงยังไม่รู้เรื่องนี้ ไม่เช่นนั้น มันอาจจะทำให้คนทั้งห้องโถงตกใจหนักกว่าเดิม

ฟางเฉินเล่อคิดว่าโหยวเสี่ยวโม่ไม่น่าจะหาที่นั่งได้ทัน ดังนั้นเขาจึงจองไว้ให้แล้วหนึ่งที่ โหยวเสี่ยวโม่เดินเข้าไปเห็นที่นั่งว่างถัดจากของฟางเฉินเล่อ ศิษย์อีกสี่คนที่เหลือเองก็นั่งถัดไปในแถวเดียวกัน

หลังจากที่กล่าวขอบคุณศิษย์พี่ใหญ่ และทักทายศิษย์คนอื่นแล้ว โหยวเสี่ยวโม่ก็ทำหน้าราวกับไม่มีอะไร แล้วนั่งลง เขาตระหนักว่า ถึงแม้เขาจะไม่ต้องการเป็นจุดสนใจมากแค่ไหน แต่ผู้คนที่เขารู้จักก็มักจะทำให้เขากลายเป็นจุดสนใจต่อหน้าคนอื่นอยู่เรื่อยไป เขาเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่มันเป็นแบบนี้มันดีหรือไม่ดี!

คงเหวินมาถึงในอีก 15 นาทีต่อมา เขาแต่งกายด้วยชุดธรรมดาสีน้ำเงิน ปักปิ่นปักผมหยกขาว แม้ว่าอาจจะไม่เด่นสะดุดตา แต่เขาก็แผ่ออร่าของนักหลอมยาระดับสูงออกมา จนเกือบทุกคนจะต้องก้มหัวให้เขาเมื่อมองเห็น หลังจากการมาถึงของคงเหวิน ทั้งห้องโถงก็เงียบเสียงลง เงียบเสียจนกระทั่งเสียงเข็มตกพื้นก็อาจจะได้ยิน

วันนี้ เจ้าตำหนักไม่ได้ตรงเข้าสู่บทเรียนทันทีเหมือนทุกที แต่กลับกัน เขาเริ่มแนะนำบางคนให้กับบรรดาศิษย์ทั้งหลาย คนคนนั้นก็คือคนที่เพิ่งถูกทุกคนจ้องมอง โหยวเสี่ยวโม่นั่นเอง หลังจากที่พวกเขาได้ยินว่าโหยวเสี่ยวโม่ได้กลายเป็นศิษย์คนที่เจ็ดของเจ้าตำหนักคงเหวิน บรรดาศิษย์ที่นั่งอยู่ตรงชั้นหญ้าทะเลก็ส่งเสียงดัง

“ท่านเจ้าตำหนักรับลูกศิษย์แล้วจริงๆเหรอ? ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”

“โหยวเสี่ยวโม่คนนี้แน่จริงๆ วันก่อนหน้านี้ เขาก็กลายเป็นข่าวใหญ่กับหลินเซี่ยวจากสำนักยุทธ์ และในเวลาไม่กี่วัน เขาประสบความสำเร็จในการเป็นลูกศิษย์ของท่านเจ้าตำหนัก มันชักจะเกินไปแล้ว!”

“จริงรึ? ประวัติของเขาเป็นยังไง? ทำไมเหล่าคนมีชื่อเสียงในพรรคเถียนซินถึงอยากเกี่ยวข้องกับเขา?”

“ข้าได้ยินมาว่าพรสวรรค์ของเขาก็ไม่เท่าไหร่ ทำไมท่านเจ้าตำหนักถึงเลือกเขากันล่ะ?”

“หรือว่านี่จะเป็นเส้นสายที่เคยกล่าวถึงกัน?”

…………..

ผู้คนเริ่มที่จะสงสัยไปต่างๆนานา ไม่กี่วันก่อน ในตอนที่เขาไปเกี่ยวข้องกับหลินเซี่ยว ก็มีบางคนเริ่มสำรวจเขา และพบว่าพรสวรรค์ของเขาไม่ได้สูงส่งอะไรเลย เมื่อไม่นานมานี้ ที่ห้องโถงผู้วิเศษ เขาไม่ได้ถูกเลือกจากทั้งตำหนักสวรรค์ และตำหนักโบยบิน และท้ายสุดเขากลับถูกเลือกเข้าตำหนักพสุธาโดยเจ้าตำหนัก แต่เจ้าตำหนักคงเหวินก็ไม่ได้รับเขาเป็นลูกศิษย์ทันที ถ้าพรสวรรค์ของเขาดีจริง เจ้าตำหนักต้องรับเขาตั้งแต่อยู่ที่นั่นแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้ถูกเลือกในตอนนั้น ดังนั้น เมื่อได้ยินข่าวนี้ สิ่งเดียวที่พวกเขาคิดได้ก็คือความสัมพันธ์อันดีของโหยวเสี่ยวโม่กับหลินเซี่ยวนั่นเอง

แม้ว่าสำนักนักหลอมยาจะสำคัญต่อพรคคเถียนซินก็จริง แต่สำนักยุทธ์เองก็สำคัญไม่แพ้กัน การที่พรรคเถียนซินได้กลายเป็นพรรคอันดับหนึ่งก็เพราะว่าสำนักยุทธ์ ถ้าหากจะอธิบายอย่างง่ายๆ สำนักหลอมยาเปรียบเสมือนฝ่ายการจัดการมากกว่า

หลินเซี่ยวผู้รั้งอันดับหนึ่งของเด็กรุ่นใหม่ในสำนักยุทธ์มีโอกาสอย่างมากที่จะกลายเป็นเจ้าพรรคคนถัดไป ดังนั้นหากเจ้าตำหนักคงเหวินทำตัวดีต่อโหยวเสี่ยวโม่ ก็เป็นไปได้ว่าเขาอยากได้รับความดีความชอบนั่นเอง

“เงียบ!” เจ้าตำหนักคงเหวินกล่าวอย่างใจเย็น ทุกคนต่างก็หุบปากของตัวเองลง ทิ้งไว้แต่เสียงหอบหายใจที่ดับไปทั้งห้องโถงวิหคสวรรค์ มันเป็นเพราะทุกคนต่างพูดคุยกันอย่างหนักในเรื่องนี้ และกระทั่งโกรธที่โหยวเสี่ยวโม่กลายเป็นลูกศิษย์ของท่านเจ้าตำหนัก อย่างไรก็ตาม มีทั้งสายตาชื่นชม อิจฉา เกลียดปะปนกันไปจ้องไปยังโหยวเสี่ยวโม่ และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกเสียด้วย

โหยวเสี่ยวโม่ได้แต่หดคอตัวเองลง ฟางเฉินเล่อซึ่งนั่งอยู่ถัดไปเห็นท่าทางเหมือนเต่าของศิษย์น้องก็อดรู้สึกขำไม่ได้ ศิษย์น้องผู้นี้มีแต่เรื่อง “ขำขัน” มาให้เขาหัวเราะเสียจริง

ทุกคนต่างคิดว่าคงเหวินจะพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่เขากลับไม่ได้พูด ท่านเจ้าตำหนักยังคงทำท่าเหมือนไม่ได้ยินอะไร ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เรื่องสำคัญที่ท่านเจ้าตำหนักต้องการจะบรรยายในวันนี้ก็คือความเข้าใจอันลึกซึ้งในการหลอมเม็ดยา ด้วยที่เขาเป็นนักหลอมยาระดับสูง เขาจึงมีประสบการณ์ในการหลอมยาวิเศษมากมายและหลากหลาย ถ้าหาคุณพลาดมันไป จะไม่มีทางได้ยินมันอีกเป็นครั้งที่สองแน่นอน เพราะท่านเจ้าตำหนักจะไม่พูดซ้ำในเรื่องเดิม

โหยวเสี่ยวโม่ที่รู้สึกอึดอัด และสิ้นหวังกลับกลายเป็นตกตะลึง แม้ว่าสิ่งที่ท่านเจ้าตำหนักกำลังบรรยายเป็นเรื่องเกี่ยวกับเม็ดยาชั้นกลางซึ่งยังไม่ใช่สิ่งที่เขาจะสามารถหลอมมันได้ในตอนนี้ก็ตาม แต่เขาก็ยังสามารถฟังและเรียนรู้ล่วงหน้าได้ การบรรยายยาวถึง 2 ชั่วโมง โหยวเสี่ยวโม่มองไปด้วยสีหน้าที่ฟ้องว่าไม่อยากให้การบรรยายนี้จบลง แต่อย่างไรก็ตามเมื่อท่านเจ้าตำหนักประกาศว่าการบรรยายสิ้นสุดลง โหยวเสี่ยวโม่ก็ยังคงตกตะลึง และเขาถูกฟางเฉินเล่อดึงสติกลับมา

“ศิษย์น้อง เจ้าจะนั่งอยู่ตรงนี้อีกนานไหม?”

“เอ้ะ?” โหยวเสี่ยวโม่สะดุ้ง เขาเห็นศิษย์พี่ใหญ่จ้องเขาด้วยรอยยิ้มล้อเลียน และรับรู้ว่าตอนนี้เหลือแค่เขากับศิษย์พี่ใหญ่แค่สองคนในห้องโถง เขาลุกขึ้นอย่างรีบร้อนและกระอักกระอ่วน

ฟางเฉินเล่อไม่ได้ล้อโหยวเสี่ยวโม่อีกต่อไป เขาถามอย่างอ่อนโยนด้วยกลัวว่าว่าโหยวเสี่ยวโม่จะไม่เข้าใจสิ่งที่ท่านเจ้าตำหนักบรรยาย และหากโหยวเสี่ยวโม่ไม่เข้าใจ เขาสามารถถามได้ตลอดเวลา

โหยวเสี่ยวโม่ขอบคุณศิษย์พี่ใหญ่ และแยกกันในทางกลับไปยังหอพัก แต่เมื่อเขาถึงห้องของตัวเอง เขากลับพบว่ามีใครบางคนที่ไม่รู้จักกำลังยืนอยู่หน้าประตู คนผู้นั้นกำลังรอเขาอยู่ด้วยท่าทางเย็นชาและไม่ใส่ใจ บางทีอาจจะเป็นธรรมชาติของคนผู้นั้น หรืออาจจะเป็นเพราะอย่างอื่น เมื่อพบกับเขา คนผู้นั้นก็ถามขึ้นมาโดยไม่ได้ทักทาย

“เจ้าคือโหยวเสี่ยวโมใช่หรือไม่?”

********

หากมีการแก้ไขก็พร้อมปรับปรุงค่ะ ขอบคุณค่ะ 😀

*เปลี่ยนชื่อตำหนักจากโบยบินเป็นทะยานฟ้านะคะ

*แก้คำผิด

Facebook Comment