+100%-

บท 28 ความปรารถนาจากใจ

บท 28 ความปรารถนาจากใจ

ถังฟาน หรือประมุขพรรคเถียนซินอยู่ในตำแหน่งนี้มาเกือบหนึ่งร้อยปีแล้ว ภายใต้การนำของเขา พรรคเถียนซินค่อยๆกลายเป็นพรรคชั้นหนึ่งเข้าไปทุกที ปัจจุบัน พรรคนี้ดูเหมือนจะกลายเป็นพรรคผู้นำในทวีปหลงเซี่ยวไปแล้ว ชายผู้ที่มีทักษะระดับนี้นั้นมิใช่คนธรรมดาเลย ในความทรงจำของหลินเซี่ยว แม้ว่าถังฟานจะเป็นอาจารย์ของเขา แต่ถังฟานก็ยังคงมีความลึกลับบางอย่างอยู่ แม้ว่าหลินเซี่ยวจะเป็นที่รักใคร่ของผู้อาวุโสหรือศิษย์พี่คนอื่นๆก็ตาม เขายังคงไม่รู้ถึงระดับของถังฟานอยู่ดี นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมทุกคนจึงมีความประทับใจที่ว่าถังฟานนั้นเหมือนกับจิ้งจอก จิ้งจอกเฒ่า ที่สุดจะลึกลับและยากจะคาดเดา

 

เนื่องจากเขากลัวในตัวถังฟาน หลินเซี่ยวจึงไม่กล้าที่จะเปิดเผยจุดอ่อนของตนเองต่อหน้าเขาเลย แต่ที่สำคัญก็คือเนื่องจากพรรคเถียนซินเป็นพรรคชั้นหนึ่งในทวีปหลงเซี่ยว ความแข็งแกร่งของมันจึงไม่ใช่สิ่งที่จะเปิดเผยได้ง่าย ๆ ช่างน่าเสียดายที่แม้แต่คนอย่างหลินเซี่ยวก็ยังคงไม่สามารถค้นพบความแข็งแกร่งที่แท้จริงของพรรคเถียนซินได้

 

เรื่องที่ถังฟานเรียกเขาไปนั้นเป็นบางสิ่งที่หลิงเซี่ยวคาดการณ์ไว้แล้ว นอกเหนือจากสภาวะทางจิตใจของเขาที่เปลี่ยนแปลงไปครั้งใหญ่ ยังคงมีเรื่องที่ว่าจู่ๆเขาก็ติดต่อกับใครบางคนจากตำหนักพสุธา เพียงแค่ถังหยุนฉีวิ่งกลับไปและคร่ำครวญพร้อมทั้งน้ำตา ก็เพียงพอแล้วที่จะเป็นเหตุผลให้ถังฟานเรียกเขาไป ในความทรงจำของหลินเซี่ยว ถังฟานนั้นเป็นพ่อที่เอาใจลูกสาวอย่างมาก สิ่งใดก็ตามที่ถังหยุนฉีปรารถนา ตราบเท่าที่มันยังอยู่ในขอบเขตที่พอรับได้ ถังฟานจะต้องช่วยให้นางได้สิ่งนั้นมาอย่างแน่นอน ดังนั้น ในครั้งนี้ การที่ถังหยุนฉีรู้สึกว่าถูกดูถูกต่อหน้าคนอื่นๆจึงทำให้นางวิ่งทั้งน้ำตาเข้ามาหาถังฟาน

 

“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านประมุขกำลังรออยู่ด้านใน”

 

ศิษย์น้องที่นำเขามายังที่นี่ทิ้งเขาไว้ด้านนอกหอประชุม หลิงเซี่ยวมองดูความยิ่งใหญ่ของห้องโถง แผ่นป้ายที่แขวนชื่ออยู่นั้นว่ากันว่ามันถูกดึงขึ้นไปโดยถังฟานเอง ตัวอักษรนั้นภายนอกเผยให้เห็นความอ่อนโยน แต่ละเส้นเฉียบคมด้วยขอบที่ตัดเรียบ แต่มีความหมายที่ลึกซึ้งซ่อนอยู่ภายใน

 

หลิงเซี่ยวเปิดประตู และเดินเข้าไป ภายในห้องโถงที่กว้างขวางนั้น แม้ว่าจะไม่ได้หรูหรามากนัก แต่ก็ยังคงสง่างาม เก้าอี้ที่แกะสลักอย่างปราณีตตั้งหันหน้าเข้าหาทางเข้า ชายวัยกลางคนซึ่งอายุราวๆสี่สิบนั่งอยู่บนเก้าอี้หนึ่งในสองตัวนั้น

 

ชายวัยกลางคนมีคิ้วที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา และดวงตาที่ชวนมอง เมื่อเห็นหลิงเซี่ยว เขาจึงเผยให้เห็นรอยยิ้มอย่างอัธยาศัยดี “หลินเซี่ยว มานี่สิ มาหาอาจารย์”

 

หลิงเซี่ยวเดินเข้าไปอย่างไร้ซึ่งอารมณ์ ริมฝีปากของเขาเริ่มโค้งขึ้นเล็กน้อย “อาจารย์”

 

การทักทายของศิษย์อาจารย์นี้ถือว่าเป็นการยกย่องที่สูงส่งสำหรับถังฟานแล้ว ด้วยคุณสมบัติของเขา ถังฟานไม่มีค่าพอที่จะเป็นอาจารย์เขาได้หรอก ความจริงแล้ว หากย้อนมองอีกครั้ง ถังฟานไม่แม้กระทั่งจะมาเป็นศิษย์ของเขา เป็นเพราะว่าเขากำลังเล่นเป็นหลินเซี่ยวอยู่ในตอนนี้ ดังนั้นเขาจึงต้องให้ความเคารพที่ไม่คู่ควรแก่ถังฟาน

 

“ลูกเซี่ยว นี่ก็นานมาแล้วที่เราศิษย์อาจารย์ไม่ได้พูดคุยเปิดใจกันเช่นนี้ ตอนนี้เรามีช่วงเวลาที่หายากเช่นนี้ในเวลาที่พวกเรายังไม่ได้ทำอะไร มา มานั่งนี่ และพูดคุยกันดีกว่า” ถังฟานยิ้มขณะที่มองมาทางเขา

 

หลิงเซี่ยวไม่ขัดขวางแม้แต่น้อย เขานั่งเก้าอี้ตัวแรกซึ่งอยู่ต่ำกว่าถังฟาน “อาจารย์กล่าวได้ถูกต้อง พวกเราไม่ได้คุยกันเกือบสองปีได้แล้ว”

 

ถังฟานลูบเคราของตนขณะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ลูกเซี่ยว เจ้าจำได้รึไม่ ครั้งแรกที่เราพูดคุยกันอยู่ในช่วงเวลาไหน และที่ใด?”

 

“มีคนไม่มากที่จะเข้าห้องอาจารย์ได้ ข้ายังคงจำได้ดี ครั้งแรกที่ท่านมองหาข้านั้นเป็นกลางดึกของคืนหนึ่ง ช่างเป็นการเคลื่อนไหวที่พิเศษ และมีเพียงท่านซึ่งน่ายกย่องเท่านั้นที่จะกระทำสิ่งนั้นได้”

 

รอยยิ้มบางๆปรากฎขึ้นบนใบหน้าไร้อารมณ์ของหลิงเซี่ยว ราวกับว่าเขากำลังระลึกบางอย่างจากความทรงจำ ไม่แสดงจุดอ่อนของเขาออกมาแม้แต่น้อย

 

“อายุเพิ่มขึ้น ทำให้ความสามารถในความจำของคนเราลดลงอย่างมากจริงๆ อา” ถังฟานถอนหายใจ

 

พวกเขาพูดคุยกันต่ออีกเล็กๆน้อยๆ ส่วนใหญ่จะเป็นการรำลึกถึงอดีต ในที่สุด ถังฟานจึงพูดเรื่องของลูกสาวสุดที่รักของเขาขึ้นมา ถังหยุนฉีนั้นเป็นเจ้าหญิงที่ถูกตามใจ แต่ทุกคนเห็นว่าหลินเซี่ยวมักจะกระทำตัวกับนางอย่างเย็นชา เรื่องนี้แม้แต่ถังฟานก็ยังคงรับรู้ได้ และเนื่องจากเขารับรู้ได้ ถังฟานจึงไม่เป็นกังวล เขารู้ตัวดีว่าลูกสาวสุดที่รักของเขานั้นไร้เหตุผลแค่ไหน นั่นจึงเป็นเหตุที่ว่าทำไมเขาจึงไม่บอกให้หลิงเซี่ยวตามใจนางได้ เขาเพียงแค่บอกให้หลิงเซี่ยวตามใจนางบ้างเมื่อมีโอกาส เช่นนั้นจึงจะไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตาม นางก็ยังคงเป็นเด็กสาวตัวน้อย และต้องการรักษาชื่อเสียงตัวเอง โดยเฉพาะต่อหน้าศิษย์คนอื่นๆ หลังจากที่พูดคุยกันเกือบสองชั่วโมง ถังฟานจึงปล่อยให้เขาออกมาได้

 

การแสร้งทำตัวเป็นหลินเซี่ยวนั้น การแสดงของหลิงเซี่ยวสามารถพูดได้ว่าผ่อนคลายและไม่มีปัญหาแม้แต่น้อย

 

เมื่อออกจากหอประชุม หลิงเซี่ยวเดินอย่างผ่อนคลายไปตามเส้นทางเดิน รอยยิ้มบนริมฝีปากเขาเริ่มกว้างขึ้นเรื่อยๆ จิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์งั้นรึ อา เก้าในสิบส่วนนั้นเป็นเรื่องราวในอดีต หากเขาไม่ได้ดูดซึมความทรงจำของหลินเซี่ยวมา เขาคงถูกจับได้ไปนานแล้ว

 

หลินเซี่ยวนั้นเป็นชายผู้เย็นชาจนใกล้จะเป็นคนไม่มีหัวใจ แต่ความนิยมในตัวเขาของพรรคเถียนซินนั้นดีมากจนเกินจินตนาการ คนธรรมดาคงไม่สามารถเข้าใจได้ แต่หลิงเซี่ยวซึ่งดูดซึมความทรงจำของหลินเซี่ยวสามารถเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของเขาได้อย่างชัดเจน ในการที่จะเอาชนะใจคนอื่น เขาจะต้องทำบางสิ่งโดย”ไม่เจตนา”ให้แก่ศิษย์ที่อยู่รอบๆตัวบ่อยครั้ง เนื่องจากการกระทำที่ “ไม่เจตนา” เหล่านั้น สำหรับคนที่อยู่ในจุดที่ยากลำบากแล้ว ก็เหมือนกับได้รับถ่านหินในตอนที่มีพายุหิมะ เมื่อบ่อยครั้งเข้า คนพวกนั้นก็จะจดจำได้ว่าเขาเป็นคนที่ทำดีกับพวกเขา หลินเซี่ยวใช้ประโยชน์จากจุดนี้เอง นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมศิษย์ของพรรคเถียนซินมากมายต่างรู้สึกติดหนี้บุญคุณเขา และสรรเสริญเขา ศิษย์พี่ใหญ่ที่เย็นชาและไร้ความรู้สึก แต่ภายใต้ท่าทางเรียบเฉยเหล่านั้นกลับซ่อนหัวใจที่อบอุ่นเอาไว้ นี่จึงเป็นสิ่งที่ศิษย์ทุกคนคิดเช่นนี้

 

แต่………..นอกเหนือจากคนที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาแล้ว ไม่มีใครรู้เลยว่าใต้การกระทำนี้นั้นมีเบื้องหลังซ่อนอยู่ หากจะพูดตรงๆแล้ว หลิงเซี่ยวดูดซึมความทรงจำของหลินเซี่ยวเนื่องจากว่ามันมีประโยชน์ เขาไม่ได้คาดว่าหลินเซี่ยวจะมีความลับที่ใหญ่ขนาดนี้ซ่อนอยู่ ความทะเยอทะยาน อา ช่างเป็นสิ่งที่ดีเหลือเกิน!

 

ดังนั้นหลิงเซี่ยวจึงตกลงว่า ในเมื่อเขามาแทนที่หลินเซี่ยว เขาจะช่วยหลินเซี่ยวในการเติมเต็มความปรารถนาจากใจดวงเล็กๆนี้!

 

“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านกลับมาแล้วรึ” ชายหนุ่มหันกลับมา เมื่อมองเห็นเขา ชายหนุ่มผู้นั้นจึงยินดีอย่างมาก และวิ่งเข้ามาหาโดยไม่หยุดหายใจเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะกระซิบด้วยเสียงอันเบา “ท่านหาสิ่งนั้นเจอรึไม่?”

 

หลิงเซี่ยวยิ้ม “โจวเปิ่ง อา เนื่องจากข้าศิษย์พี่ใหญ่จัดการด้วยตนเอง แน่นอนว่ามันง่ายดายเหมือนกับเพียงแค่เหยียดมืออกไปเท่านั้น”

 

เขารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่โจวเปิ่งพูดถึง และเนื่องจากสิ่งนั้นนั่นเองที่ทำให้หลินเซี่ยวมาเจอกับเขา และเสียชีวิตในที่สุด

 

โจวเปิ่งตกตะลึงไปชั่วขณะ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นศิษย์พี่ใหญ่ยิ้มอ่อนโยนเช่นนี้

 

………

 

โหยวเสี่ยวโม่วางแผนที่จะกลับไปในมิติในตอนที่เขากลับพรรคเถียนซิน เพื่อที่จะรดน้ำเมล็ดพันธุ์ระดับหนึ่งและสองบนพื้นดิน แต่เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น เขาจึงไม่กล้าที่จะทำตามที่คิด ใครจะไปรู้ว่าจะมีใครมาตามหาเขาอีกหรือไม่

 

หลังจากใช้เวลาทั้งเช้าหมดไปกับการอ่านหนังสืออยู่ในห้อง เขาจึงเดาว่าหลิงเซี่ยวจะไม่มาหาเขาในตอนนี้ โหยวเสี่ยวโม่มองไปยังกระเพาะที่ว่างเปล่า และตัดสินใจจะออกไปกินอาหารที่โรงอาหาร แม้ว่าสวรรค์จะพังทลายลงมาก็ตาม มันก็ยังคงต้องรอให้เขาจัดการอาหารเที่ยงเสียก่อน แน่นอนว่าคำพูดโอ้อวดเช่นนี้สามารถพูดได้ก็ต่อเมื่อหลิงเซี่ยวไม่ได้อยู่ด้วยกัน

 

วันนี้มีอะไรเป็นพิเศษรึ? ดูเหมือนจะมีคนที่โรงอาหารมากกว่าปกติ โหยวเสี่ยวโม่ไม่สนใจเท่าไหร่ เขาเพียงกังวลว่าอาหารจะหมดลงเสียก่อน ดังนั้นเขาจึงเร่งรีบเข้าไปภายใน เขาไม่แน่ใจว่ามันเป็นจินตนาการของเขาหรือเปล่า แต่ผู้คนที่เดินเข้าออก รวมทั้งคนที่นั่งอยู่ต่างมองเขาด้วยสายตาประหลาด เกือบจะทุกคนวิเคราะห์เขาและกรองเขาอย่างงงงวย พวกเขาต่างกระซิบกันและกัน

 

โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้รับรู้เลยว่าเขานั้นกลายเป็นคนดังเสียแล้ว หลังจากได้รับอาหารจากพ่อครัวแล้ว เขาจึงมองไปทั่วและพบว่าไม่มีที่นั่งว่างเหลือเลย ขณะที่เขากำลังลังเลอยู่นั้น เสียงหนึ่งจากโต๊ะทางขวาเรียกเขา “ศิษย์น้อง ทางนี้!”

 

โหยวเสี่ยวโม่หันกลับมามอง เป็นศิษย์พี่ใหญ่ฟางเฉินเล่อนั่นเอง และดูเหมือนจะมีที่นั่งว่างข้างๆเขาด้วย ดังนั้นโหยวเสี่ยวโม่จึงเดินตรงเข้าไปพร้อมถือถาดอาหารอย่างไม่ลังเล

 

เมื่อไม่ได้เจอหน้ากันประมาณสองวัน ฟางเฉินเล่อก็ยังคงสนิทสนทดังเช่นเคย แถมยังช่วยเขาดึงเก้าอี้อีกด้วย โหยวเสี่ยวโม่ขอบคุณเขาอย่างสุภาพและนั่งลงไป

 

ฟางเฉินเล่อมองดูอาหารในถาดของเขาและกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ศิษย์น้อง เจ้ากินน้อยแบบนี้ทุกมื้อเลยรึ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่พยักหน้า “แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ข้าไม่ค่อยได้กินมากเท่าไหร่”

 

ฟางเฉินเล่อหัวเราะออกมาเสียงดัง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินบางคนกล่าวว่าเขาไม่ค่อยกินมาก เท่าที่เขารู้ก็คือ การกินนั้นเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ แต่เขาก็หัวเราะเพียงคนเดียวเท่านั้น ศิษย์คนอื่นๆที่อยู่ในโต๊ะอดไม่ได้ที่จะมองหน้ากันอย่างตกตะลึง ในที่สุด หนึ่งในพวกเขาก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป

 

“ศิษย์น้อง เราได้ยินมาว่าเจ้ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับดาวรุ่งแห่งสำนักยุทธ์หลินเซี่ยว เช้านี้ เจ้ายังกลับมาพร้อมเขาเลย ใช่รึไม่?”

 

โหยวเสี่ยวโม่เงยหน้าขึ้นด้วยความประลหาดใจและเห็นว่าทุกคนที่ได้ยินข่าวลือกำลังมองมาทางเขาอย่างตั้งใจ ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าทำไมทุกคนจึงจ้องมองมาทางเขาในตอนที่เขาเข้ามาในโรงอาหารเมื่อกี้ ดูเหมือนว่าเรื่องเมื่อเช้าจะแพร่กระจายไปทั่ว คนแพร่กระจายข่าวมิใช่ใครที่ไหนเลย หากมิใช่ศิษย์ที่อยู่ด้วยกันกับเขาเมื่อเช้านี้แล้วก็คงไม่มีใครจะสามารถแพร่กระจายข่าวในตำหนักพสุธาได้รวดเร็วเท่านี้

 

เมื่อมองดูสายตาลุกเป็นไฟของทุกคนแล้ว โหยวเสี่ยวโม่หัวเราออกมาอย่างอายๆ “จริงๆแล้ว มันเป็นความเข้าใจผิด”

 

“จะเข้าใจผิดได้ยังไงกัน? คนตั้งมากมายที่อยู่ในเหตุการณ์” ศิษย์ผู้นั้นขมวดคิ้วและคิดว่าโหยวเสี่ยวโม่กำลังปกปิดความจริง

 

“มันเป็นการเข้าใจผิดจริงๆ…..”

 

โหยวเสี่ยวโม่หน้ามุ่ยอย่างไม่สบายใจ และรู้สึกอัดอัดกับการตกเป็นเป้าหมายของสายตาคนอื่น นอกเหนือไปจากการเข้าใจผิดแล้ว เขายังจะพูดอะไรได้อีก? เขาไม่สามารถพูดได้เลยว่า นั่นเป็นเพราะเขาค้นพบความลับของหลิงเซี่ยว ดังนั้นตอนนี้เขาจึงถูกหลิงเซี่ยวข่มขู่ หากเขาไม่ได้ประสบมาด้วยตนเอง เขาก็คงไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน”

 

“เอาละ อย่ารบกวนศิษย์น้องอีกเลย เขากล่าวว่าเป็นคือความเข้าใจผิด ก็คือความเข้าใจผิด อย่างไรก็ตาม โรงอาหารเป็นสถานที่สำหรับมากินอาหาร ไม่ใช่สถานที่เอาไว้พูดคุยไร้สาระ”

 

ฟางเฉินเล่อพูดออกมาเพื่อช่วยเหลือโหยวเสี่ยวโม่จากการตกที่นั่งลำบาก เขาน่าจะเป็นเพียงคนเดียวในโรงอาหารนี้ที่ไม่สงสัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโหยวเสี่ยวโม่และหลิงเซี่ยว

 

หลังจากทุกคนจากไป โหยวเสี่ยวโม่จึงขอบคุณฟางเฉินเล่อเงียบๆ คนถูกขอบคุณตอบกลับด้วยความอบอุ่นว่าเขายินดี อา ในตอนนี้ภาพลักษณ์ของศิษย์พี่ใหญ่พอเหมาะพอดีกับสิ่งที่โหยวเสี่ยวโม่คิดไว้ในใจของเขาเลย! เขาคิดด้วยน้ำตาที่เอ่อล้น แล้วหลิงเซี่ยวนั่นละ? คนผู้นั้นไม่สามารถเทียบเคียงกับศิษย์พี่ใหญ่ได้เลย!

 

********

Facebook Comment