+100%-

บท 121 โชคใหญ่หลวง

 

บท 121 โชคใหญ่หลวง

เนื่องจากโหยวเสี่ยวโม่ขอโทษอย่างจริงใจ พี่หยางและคนอื่นๆจึงรู้สึกว่าพวกเขาไม่ควรจะพูดอะไรต่อไปอีก อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังของโหยวเสี่ยวโม่ก็ไม่ใช่คนธรรมดา พวกเขาเพียงแต่หยุดเรื่องนี้ และจากไปหลังจากพูดบางประโยคว่าให้เขาระวังให้มากกว่านี้

 

หลังจากที่ส่งพวกนั้นจากไป โหยวเสี่ยวโม่จึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขาไม่ได้คาดว่าเขาจะดึงดูดคนมากขนาดนี้เพียงแค่การฝึกฝนครั้งแรกเท่านั้น ดูเหมือนเขาจะต้องระมัดระวังให้มากกว่านี้ จะต้องไม่ให้ผิดสังเกตมากเกินไป หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน มันคงจะเกิดปัญหาขึ้นได้

 

แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าเคล็ดแปรธาตุของพรรคเถียนซินจะเป็นเช่นไร แต่ความแตกต่างของทั้งสองเคล็ดนี้ช่างกว้างนัก ผลลัพธ์จึงต้องออกมาแตกต่างกันอย่างมาก ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ หากมันไม่เกิดขึ้นอีกเลยจะดีที่สุด

 

แต่เขาดูถูกความชอบสอดรู้สอดเห็นของศิษย์ต่างๆ ไม่นานนัก ข่าวที่เขาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ของพลังจิต เคลื่อนย้ายสวรรค์และโลกจากการฝึกฝนก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งตำหนักพสุธา

 

ดูเหมือนว่าทุกคนจะพูดคุยกันแต่เรื่องนี้ ช่วงเวลาที่ผู้คนรวมตัวกัน การซุบซิบก็เริ่มต้นขึ้น

 

มีคนจำนวนมากที่เริ่มเทียบโหยวเสี่ยวโม่กับฟางเฉินเล่อและฟูจื่อหลิน เนื่องจากพวกเขาฝึกเคล็ดแปรธาตุเล่มเดียวกัน แต่พวกเขาไม่ได้ทำให้เกิดปรากฎการณ์ประหลาดเช่นนี้ ว่ากันว่าการสามารถเคลื่อนย้ายพลังจิตวิญญาณจากสวรรค์และโลกได้ในการฝึกฝนนั้นถือว่าเป็นโชคใหญ่หลวง

 

นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทุกคนจึงสนทนากันอย่างลึกซึ้งว่าโหยวเสี่ยวโม่จะทำให้เกิดอะไรขึ้นอีกหรือไม่ มิเช่นั้น สิ่งที่แม้แต่ศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่รองยังไม่สามารถทำได้ แล้วโหยวเสี่ยวโม่ทำได้อย่างไร?

 

แต่ก็มีผู้คนไม่น้อยที่คิดว่าโหยวเสี่ยวโม่เพียงแค่โชคดีเท่านั้น

 

ท้ายที่สุด ในบ่ายวันนั้น โหยวเสี่ยวโม่จึงถูกคงเวินเรียกตัว

 

ในตอนแรก เขาไม่รู้เลยว่าเรื่องนี้แพร่กระจายออกไป เขารู้ตัวในตอนที่คงเวินบอกเขา ดูเหมือนว่าเรื่องเมื่อเช้านี้จะแพร่กระจายไปอย่างบ้าคลั่ง

 

แต่เขาไม่ได้ตื่นตระหนกแต่อย่างใด หลังจากที่เกิดเรื่องขึ้นเช้านี้ เขาก็ได้เตรียมข้ออ้างจะพูดกับศิษย์พี่ทั้งหลายไว้แล้ว เขาไม่ได้คาดคิดว่าคนแรกที่เขาจะต้องบอกกล่าวข้ออ้างนี้คืออาจารย์ของเขาเอง

 

ข้ออ้างที่ว่าก็คือทำตัวโง่เง่า

 

ไม่ว่าคงเวินจะถามอะไร เขาก็ทำตัวไม่รู้เรื่อง ผลลัพธ์ก็คือไม่มีคำตอบใดชัดเจนเลยแม้แต่น้อย

 

คงเวินเห็นว่าโหยวเสี่ยวโม่ไม่รู้อะไรทั้งนั้น ดังนั้น เขาจึงทำได้แค่เพียงสรุปว่ามันคือโชคดีเท่านั้นเนื่องจากเขาได้ยินเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง มันเป็นไปได้สำหรับบางคนที่โชคดีสามารถกระตุ้นพลังจิตวิญญาณจากสวรรค์และโลกได้ขณะที่ฝึกฝนอยู่ แต่ที่เขาไม่ได้คาดคิดก็คือโชคใหญ่เช่นนี้กลับเกิดขึ้นกับศิษย์คนที่เขาไม่เคยคิดถึงมาก่อน

 

โชคร้ายที่มันสายไปเสียแล้วสำหรับเขาที่จะกล่าวอะไรในตอนนี้ คงเวินถอนหายใจขณะที่เชื่อว่านี่คือโชคชะตาเล่นตลก

 

เมื่อจากคงเวินมา โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้ไปที่ไหนเลย เขาตรงกลับไปห้องของเขา

 

ระหว่างทาง เขาเจอศิษย์บางคนทั้งชายและหญิง ผู้หญิงนั้นยังคงไม่มีปัญหา แต่สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความสงสัยและคำถาม ภายนอกพวกเขาดูราวกับหญิงสาวที่เหยียดหยามและชั่วร้าย แต่ในความจริงพวกเขานั้นไม่เหมือนรูปลักษณ์ภายนอกเลยแม้แต่น้อย

 

โหยวเสี่ยวโม่รู้ตัวในเรื่องนี้หลังจากที่เขากลายเป็นศิษย์ของตำหนักพสุธาได้เพียงสิบวันแรกเท่านั้น

 

ศิษย์ผู้หญิงมักจะมีจำนวนน้อยกว่าศิษย์ผู้ชายทั้งสำนักยุทธ์และสำนักหลอมโอสถ ในสิบคน จะเป็นผู้หญิงเพียงแค่สองคน บางครั้งก็หนึ่งคน นั่นเป็นเพราะว่าพรรคเถียนซินมีธาตุหยางมากเกินไปและขาดแคลนธาตุหยิน

 

เนื่องจากธาตุหยินและหยางที่ไม่เท่าเทียมกัน ศิษย์ผู้หญิงจึงเป็นที่ต้องการมาก ยิ่งไปกว่านั้น ศิษย์ผู้ชายจะดูแลและยอมให้กับศิษย์ผู้หญิงที่อ่อนแอกว่าตนอย่างอัตโนมัติ ดังนั้นศิษย์ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่ถูกเอาใจเสียจนกลายเป็นคนเอาแต่ใจ

 

โหยวเสี่ยวโม่เคยเห็นมาก่อน ศิษย์ผู้ชายบางคนมาเพียงเพื่อพูดคุยกับหญิงสาวที่สวยเล็กน้อย

 

แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกตะลึงมากที่สุดคือ หญิงสาวผู้นั้นไม่เพียงนางไม่หยุดพวกเขาเท่านั้น นางกลับยิ่งราดน้ำมันลงบนกองไฟ และพวกนั้นจึงทำร้ายผู้อื่นโดยไม่สามารถแบ่งแยกได้ว่าอะไรถูกอะไรผิด หลังจากทำร้ายผู้คนแล้ว พวกเขายังคงรู้สึกว่าตนเองถูกต้อง ท่าทางเอาใจและจงใจของพวกเขานั้นเปิดเผยออกมาชัดเจน

 

ท่าทางเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาซึ่งเป็นผู้หลอมโอสถตัวเล็กๆจะทนทานได้ ดังนั้น เมื่อเห็นความอ่อนโยน ความละเอียดอ่อนขี้อายเหล่านั้น เขารู้สึกว่าฟันของเขากำลังปวดอยู่ พวกนั้นไม่รู้ว่าโลกแห่งความจริงไม่มีใครคิดว่าพวกเขาทุก ทุก ทุกคนเป็นเสือผู้หญิงที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อหรอก

 

สถานการณ์เช่นนี้ เขาเห็นมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ตั้งแต่นั้น เขาก็ยอมให้กับหญิงสาวชั่วร้ายของพรรคเถียนซินไปโดยปริยาย

 

เมื่อกลับถึงห้องแล้ว โหยวเสี่ยวโม่พักเล็กน้อย เมื่อแก่นวิญญาณ พลังงาน และจิตวิญญาณถึงจุงสูงสุด เขาจึงนำหม้อหลอมอันที่ต่ำกว่าออกมา

 

เขานำหม้อหลอมสีทองแห่งการรู้แจ้งไว้ในมิติของเขา หากเขาไม่มั่นใจว่าเขาจะไม่ถูกบางคนเจอ เขาจะไม่นำหม้อหลอมนั้นออกมา มิเช่นนั้น เขาไม่รู้เลยว่าจะอธิบายเรื่องนี้ให้ศิษย์ผู้อื่นฟังเช่นไร

 

ในครั้งนี้ เขาไม่กล้าปิดประตูหน้าต่างอย่างหนาแน่นอีกต่อไป นี่เป็นการป้องกันไม่ให้ศิษย์ข้างห้องคิดว่าเขากำลังทำอะไรอีก หากเรื่องมันเกินกว่าที่เขาจะควบคุมได้ เขาคงต้องไปอธิบายกับคงเวินด้วยตัวเองอีกครั้งเป็นแน่

 

ในครั้งนี้ เขาเพียงวางหม้อหลอมบนพื้น และนั่งขัดสมาธิ เตรียมพร้อมที่จะหลอมโอสถบนพื้น

 

โหยวเสี่ยวโม่นำสมุนไพรที่เขาได้รับมาจากหอสมุนไพรเมื่อครึ่งเดือนก่อนออกมาจากกระเป๋าวิเศษ ทั้งหมดสี่ร้อยห้าสิบต้นด้วยกัน เขานำออกมาทั้งหมด และจัดเรียงทีละต้น

 

แม้ว่าสมุนไพรคุณภาพต่ำจะไม่ดี แต่พวกมันก็ยังคงดีต่อการฝึกอยู่ เนื่องจากพวกมันมีความไม่บริสุทธิ์อยู่มาก การสกัดจึงสามารถทำได้หลายรอบ ทำให้กลายเป็นการฝึกทักษะการสกัดที่ดี

 

เมื่อพูดถึงทักษะการสกัด โหยวเสี่ยวโม่จำได้สิ่งหนึ่ง ในตอนนี้เขาสามารถสกัดสมุนไพรวิเศษได้ถึงสี่ครั้ง แต่ในหลายเดือนที่ผ่านมา เขาสามารถสกัดสมุนไพรวิเศษได้ห้ารอบ แต่ในครั้งนั้น มันทำให้พลังวิญญาณของเขาหมดเกลี้ยง หากหลิงเซี่ยวไม่มาหาในตอนนั้น ใครจะรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

 

หลังจากที่หลิงเซี่ยวเตือนเขา เขาก็ไม่ได้ทดลองเสี่ยงทำอีกเลย

 

แต่ในตอนนั้น เขาเพิ่งเข้าพรรคเถียนซินได้ไม่นาน พลังวิญญาณเขาก็ยังไม่มากนัก อีกทั้งนั่นเป็นก่อนที่เขาจะฝึกเคล็ดวิญญาณสวรรค์ ตอนนี้มันแตกต่างจากตอนนั้น เขาเป็นผู้หลอมโอสถระดับสองแล้ว แถมพลังวิญญาณของเขาก็ยังคงแข็งแกร่งมากกว่าตอนนั้น ดังนั้นหากเขาไม่ทำมันในตอนนี้ แล้วจะทำตอนไหน!

 

เมื่อคิดดังนั้น โหยวเสี่ยวโม่จึงตัดสินใจลองทำมันดูสักครั้ง

 

โหยวเสี่ยวโม่เลือกสมุนไพรออกมาสามต้น พวกมันคือสมุนไพรวิญญาณ สมุนไพรจิตวิญญาณสีขาว และสมุนไพรคะน้าขน สมุนไพรทั้งสามชนิดถูกนำมาใช้หลอมโอสถที่เรียกว่าโอสถน้ำแข็ง เมื่อกินโอสถชนิดนี้เขาไปจะสามารถเพิ่มพลังได้ แต่ก็เพิ่มไม่มาก ดังนั้นในการกินแต่ละครั้งจะต้องกินเยอะไม่ใช่น้อย

 

แต่โอสถน้ำแข็งนั้นมีผลเพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับพสุธาเท่านั้น เมื่อพวกเขาทะลวงผ่านระดับพสุธาแล้ว โอสถน้ำแข็งจะไม่มีผลกับพวกเขาอีกต่อไป

 

แม้ว่าจะเป็นเช่นนี้ จำนวนผู้ฝึกยุทธ์ของทวีปหลงเซี่ยวก็มีเท่ากับจำนวนเส้นขนของวัว ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีตลาดสำหรับโอสถน้ำแข็ง เนื่องจากผู้ฝึกยุทธ์ระดับต่ำสามารถหาได้แทบทุกที่

 

หลังจากเปลี่ยนพลังวิญญาณของเขาลงในหม้อหลอมแล้ว โหยวเสี่ยวโม่จึงโยนสมุนไพรสามต้นลงไป

 

ภายใต้การเคลื่อนไหวที่มีทักษะของเขา สมุนไพรทั้งสามต้นกลายเป็นแอ่งน้ำเล็กๆสีเขียว จากนั้นเขาเริ่มเอาความไม่บริสุทธิ์ออกจากแอ่งน้ำสีเขียวทีละน้อย หลังจากครั้งที่สี่ แอ่งน้ำสีเขียวก็เริ่มบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น แต่โหยวเสี่ยวโม่ก็ยังค้นพบว่าแอ่งน้ำสีเขียวนี้มีความไม่บริสุทธิ์อยู่ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และเริ่มทำการสกัดความไม่บริสุทธิ์รอบที่ห้า

 

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า หลังจากที่เขาสกัดรอบที่ห้าได้สำเร็จ เขาไม่รู้สึกเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย พลังวิญญาณเองก็ถูกใช้ไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น?

 

ครั้งที่ห้านั้นราวกับเป็นเพียงการกระโดดอย่างใหญ่หลวง เนื่องจากความไม่บริสุทธิ์ในแอ่งน้ำสีเขียวนั้นลดลงร้อยละสองถึงสามเลย สำหรับสมุนไพรคุณภาพต่ำแล้ว ตัวเลขนี้ถือว่าเหลือเชื่ออย่างมาก มีคนไม่น้อยที่ไม่สามารถทำสำเร็จแม้ว่าพวกเขาจะใช้เวลาทั้งชีวิตในการพยายามทำก็ตาม

 

แม้ว่าโหยวเสี่ยวโม่จะต้องการสกัดรอบที่หก แต่พลังวิญญาณของเขาก็บอกเขาว่านี่ถึงขีดจำกัดแล้ว ไม่ใช่ขีดจำกัดของเขา แต่เป็นขีดจำกัดของสมุนไพร เขาไม่สามารถนำความไม่บริสุทธิ์ที่เหลืออกได้ไม่ว่าเขาจะทำอย่างไรก็ตาม

 

แต่เขาไม่ได้รู้สึกท้อแท้ เขาสามารถสกัดได้ถึงห้ารอบอย่างง่ายดายเช่นนี้ เขารู้สึกว่ามันดีมากแล้ว ดังนั้นเขาจึงเริ่มขั้นตอนการผสานโอสถ….

 

โหยวเสี่ยวโม่ผู้ถูกการหลอมโอสถดึงดูดไปจึงไม่ได้รู้ตัวเลยว่าในขณะที่เขาเริ่มทำการผสานโอสถ มีเงาดำนอกหน้าต่างปรากฎขึ้นทันที ดวงตาสีดำสนิทไร้ก้นบึ้งคู่นั้นมองสถานการณ์ภายในห้องจากรอยแตกที่หน้าต่าง เงาร่างสีดำหายไปในขณะที่โหยวเสี่ยวโม่ทำการผสานโอสถเสร็จสิ้น และมองโอสถด้วยรอยยิ้ม

 

ทั้งบ่ายนั้น โหยวเสี่ยวโม่ลองหลอมโอสถระดับสองทุกชนิด

 

อาจจะเป็นเพราะเขาฝึกฝนเคล็ดวิญญาณสวรรค์ในตอนเช้า เขาจึงจิบน้ำวิเศษเพียงแค่สองจิบเท่านั้นในการหลอมสมุนไพรหลายร้อยต้น แต่เนื่องจากการรอบการสกัดที่เพิ่มมากขึ้น ในตอนที่เขาหลอมโอสถหนึ่งร้อยห้าสิบเม็ดเสร็จสิ้นก็กลายเป็นเช้าของอีกวันแล้ว

 

เขารู้สึกเหนื่อย แต่ไม่ได้ดื่มน้ำวิเศษ เขารีบเก็บสิ่งของก่อนจะกินโอสถเพื่อกำจัดความหิวเล็กน้อย ก่อนจะยืนขึ้นและขึ้นเตียงไปหลับ

 

ก่อนจะเข้าสู่ความฝัน ความคิดสุดท้ายของโหยวเสี่ยวโม่คือโอสถพวกนี้ควรจะเพียงพอให้หลิงเซี่ยวไปอีกหลายวันเลยสินะ?

 

การนอนหลับครั้งนี้ใช้เวลาประมาณสามชั่วโมง จนกระทั่งถึงช่วงเวลาเซิน* ซึ่งหากจะกล่าวแล้ว เขาตื่นในตอนที่นาฬิกาบอกเลขสามในตอนบ่ายนั่นเอง

 

หากเป็นชีวิตเขาในช่วงชีวิตก่อนหน้านี้ ในตอนที่เขาเป็นนักเรียนในยุคศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันที่เขาใช้ชีวิตแบบสลับกลางคืนกับกลางวันเช่นนี้ สำหรับนักเรียนที่ดีเช่นเขา เขาจะต้องหลับอยู่บนเตียงในเวลาสี่ทุ่มตรง

 

แต่ตอนนี้ เขารู้สึกว่าเขาหลุดออกจากวิสัยของมนุษย์ทีละน้อย

 

ครึ่งชั่วโมงต่อมา โหยวเสี่ยวโม่เตรียมพร้อมที่จะไปหาหลิงเซี่ยว ขณะที่ถือขวดโอสถไว้ในมือ

 

หลังจากกลับมาได้สองวัน หลิงเซี่ยวยังคงไม่มาหาเขา ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจจะไปหาหลิงเซี่ยวด้วยตัวเอง และมอบโอสถที่เขาหลอมให้แก่หลิงเซี่ยว แน่นอนว่าเขาไม่เคยยอมรับว่าเขาไปหาหลิงเซี่ยวเพราะเขาคิดถึงหลิงเซี่ยวนิดหน่อย…..

 

หากหลิงเซี่ยวรู้เกี่ยวกับความคิดนี้ เขาจะต้องดีใจอย่างมากเนื่องจากแผนการที่เขาวางเอาไว้ได้สำเร็จแล้ว

 

***********************

*เวลาเซิน 15.00-17.00 น.

 

ถ้าเราพิมพ์ผิด หรือตกหล่น หรือไม่รู้เรื่อง หรืออะไรก็ตาม เม้นเตือนได้ค่ะ หรือจะข้อความมาบอกในเพจก็ได้ ^_^

Facebook Comment