+100%-

บท 116 เมืองอู๋เฟิง

ตอนที่แล้วแปลระดับของหลิงเซี่ยวผิดไปค่ะ ต้องระดับสวรรค์นะคะ พอดีชื่อระดับเรื่องนี้เรียงแปลกๆ เราเลยงง T^T

อ่านแล้วลองย้อนอ่านตอนที่แล้วใหม่นะคะ ตรงย่อหน้าสุดท้ายค่ะ

บท 116 เมืองอู๋เฟิง

ความแข็งแกร่งระดับสวรรค์นั้นถือได้ว่าเป็นคนที่อยู่ในจุดสูงสุดของทวีปหลงเซี่ยว ผู้ฝึกยุทธ์ต่างมีข้อจำกัดในการฝึกฝนของตน เนื่องจากมีกำแพงขนาดใหญ่อยู่ทุกๆสี่ระดับ ดังนั้นสำหรับผู้ฝึกยุทธ์แล้ว โดยส่วนมากพวกเขาจะอยู่ในระดับสุริยันหรือต่ำกว่านั้น รองลงมาก็คือผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ในระหว่างระดับจันทราและระดับจิตวิญญาณ โดยเฉพาะระดับจิตวิญญาณ

 

ดังนั้นจึงมีผู้ฝึกยุทธ์ระดับจิตวิญญาณจำนวนไม่น้อยเลยที่ติดอยู่กับกำแพงขนาดใหญ่นี้ทั้งชีวิตของพวกเขา เนื่องจากมันยากมากที่จะทะลวงผ่านจากระดับจิตวิญญาณไปยังระดับราชา ซึ่งคนพวกนี้อาจมีไม่ถึงหนึ่งในสิบของคนทั้งหมด ดังนั้นสำหรับคนที่อยู่ในระดับสวรรค์ซึ่งอยู่ต่ำกว่าระดับจิตวิญญาณ ตราบใดที่พวกเขาไม่ไปเจอคนที่อยู่ในระดับจิตวิญญาณ พวกเขาก็สามารถทำตัวโอ้อวดได้

 

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้นำเมืองฮันจีนถึงสามารถครองที่นี่ และทำให้ผู้มีอำนาจคนอื่นๆตกอยู่ในความกลัวได้

 

เขาคิดว่า อย่างมากที่สุด หลิงเซี่ยวคงจะอยู่ในระดับดารา เขาไม่ได้คาดคิดเลยว่าในครั้งนี้ เขาจะมีตาแต่กลับไม่ได้ดูจนกระทั่งไปเจอใส่ของแข็งเข้า

 

อย่าคิดว่าพวกเขาทั้งคู่อยู่ระดับสวรรค์เท่ากัน ความต่างของแต่ละดาวนั้นมีมากนัก หากไม่มีอาวุธวิเศษหรือท่าเคลื่อนไหวพิเศษ ก็คงไม่มีทางต่อสู้กับคนที่อยู่ระดับสูงกว่าได้เลย โดยเฉพาะตอนนี้ที่ความต่างของพวกเขาไม่ใช่เพียงแค่หนึ่งดาว

 

“ท่านผู้นำเมือง ความแข็งแกร่งของคนผู้นั้นสูงมากเกินไป ดูเหมือนว่าพวกเราคงต้องถอนตัว”

 

ชายแก่ เถ้าแก่ของศูนย์กลางโอสถวิเศษมองไปยังหลิงเซี่ยวที่อยู่ห่างไกลด้วยสายตาแห่งความกลัว

 

ถังฮุนรีบปฏิเสธคำแนะนำในทันที และกล่าวด้วยใบหน้าดำมืด “ไม่ หากเราถอยตอนนี้ ก็คงจะตามหาตัวคนผู้นี้ยากกว่าเดิม ข้าต้องการวิธีในการบ่มเพาะสมุนไพรคุณภาพสูง”

 

ตรามใดก็ตามที่เขาได้รับวิธีนั้นมา ไม่นาน จะต้องมีวันที่เขาสามารถกลายเป็นผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดของทวีปหลงเซี่ยวได้

 

“แต่ท่านผู้นำ ระดับของคนผู้นี้นั้นสูงส่งมาก พวกเราไม่สามารถเอาชนะเขาได้”

 

เถ้าแก่พูดอย่างลังเล แน่นอนว่าเขารู้ดีว่าวิธีการบ่มเพาะสมุนไพรนั้นมีค่ามากขนาดไหน หากข้อมูลนี้รั่วไหลออกไป ผู้คนที่สนใจคงไม่ได้มีแต่พวกเขา ในตอนนั้น พวกผู้มีอำนาจต่างๆจะต้องออกมาอย่างแน่นอน แต่การจะได้รับผลประโยชน์นี้ แน่นอนว่าย่อมต้องมีชีวิตรอดเสียก่อน

 

“แน่นอนว่าพวกเขาคงไม่สามารถเอาชนะได้เพียงแค่พวกเราเท่านั้น แต่ที่นี่ไม่ได้มีเพียงพวกเรา อำนาจทั้งสามจะต้องสนใจในสมบัติที่พวกเขามี ตราบใดที่…..”

 

“ท่านผู้นำ มันไม่มีทางเป็นไปได้!”

 

เถ้าแก่ไม่ได้รอให้เขาพูดจนจบ และพูดตัดขึ้นมาทันที

 

ถังฮุนมองเขาอย่างเย็นชา “ทำไม?”

 

เถ้าแก่อธิบาย “คิดให้ดีอีกที ท่านผู้นำ อำนาจทั้งสามต่างตามพวกเขาเนื่องด้วยไข่สัตว์วิเศษระดับแปดและจิตวิญญาณเหลว แต่แล้วเป้าหมายของพวกเราเล่า? พวกเรามีจิตวิญญาณเหลวอยู่แล้ว ส่วนไข่สัตว์วิเศษก็เป็นสิ่งที่พวกเรานำเข้าประมูลเอง เช่นนี้ จะมีเหตุผลอะไรให้เราฆ่าพวกเขากันเล่า? ดังนั้น อำนาจทั้งสามจะต้องสงสัยจุดประสงค์ของเราอย่างแน่นอน หากอำนาจทั้งสามค้นพบ วิธีบ่มเพาะสมุนไพรก็คงจะไม่ตกเป็นของเราแน่”

 

ถังฮุนคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาไม่ปฏิเสธว่าคำพูดของเถ้าแก่เป็นสิ่งที่ผิด ดังนั้นเขาจึงกล่าว “ตอนนี้ชายหนุ่มคนนั้นถูกซ่อนตัว พวกเขาเพียงแค่ต้องหาเขาให้เจอ และเคลื่อนไหวก่อน เถ้าแก่คิดว่าเช่นไร?”

 

เถ้าแก่คิดเล็กน้อย และกล่าว “ท่านผู้นำ ดูเหมือนว่าในเวลานี้ท่านสมควรนำสิ่งนั้นออกมาเท่านั้น มีเพียงสิ่งนั้นเท่านั้นมีจะหลบสายตาและญาณของผู้ฝึกยุทธ์ระดับสวรรค์ได้”

 

ถังฮุนตกตะลึงไปชั่วขณะ เขาขมวดคิ้ว สิ่งนั้นเป็นสมบัติของเขา หากนี่ไม่ใช่ความเป็นไปได้สุดท้ายแล้วจริงๆ เขาจะไม่นำมันออกมา แต่เมื่อดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ เขามีเพียงวิธีนี้เท่านั้น

 

ไม่นานนัก อำนาจทั้งสามต่างรู้สึกว่าหนึ่งในอำนาจถอนตัวออกไปแล้ว แม้ว่าพวกเขาจะประหลาดใจเล็กน้อยกับการยอมแพ้ง่ายๆเช่นนี้ แต่เมื่อคิดถึงระดับของชายหนุ่มแล้ว ทุกคนจึงรู้สึกด้านชา ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสวรรค์ห้าดาวไม่ใช่คนที่ใช่จะไปยั่วยุได้ หากพวกเขารู้มาล่วงหน้าว่าชายผู้นี้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่น่ากลัวขนาดนี้ พวกเขาคงไม่ลงมืออย่างผลีผลาม

 

เมื่อกลุ่มนั้นถอนตัวออกไปแล้ว หอคอยจีเล่อจึงถอนตัวด้วยเช่นกัน แม้ว่าไข่ของสัตว์วิเศษระดับแปดและจิตวิญญาณเหลาจะดึงดูดขนาดไหนก็ตาม แต่พวกเขาก็ยังคงต้องการมีชีวิตเพื่อใช้ประโยชน์พวกมันอยู่ดี ความแข็งแกร่งของมู่หยุนเทียนไม่ได้แย่เลย มีคนที่อายุระดับเขาเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถเทียบเคียงเขาได้ แต่ในตอนนี้ เขาเป็นเพียงระดับจันทราเท่านั้น แม้ว่าคนที่เขานำมาด้วยจะอยู่ในขั้นครึ่งก้าวสู่ระดับสวรรค์ก็ตาม แต่เมื่อเทียบกับผู้ฝึกยุทธ์ระดับสวรรค์ที่แท้จริงแล้ว ความแตกต่างด้านความแข็งแกร่งนั้นไม่ใช่แค่ดาวเดียวเท่านั้น

 

เมื่อหอคอยจีเล่อถอนตัว แม้ว่าพรรคเซี่ยวเหยากับตระกูลเสวี่ยซาจะเดินหน้าต่อไปด้วยกัน โอกาสที่จะชนะของพวกเขาก็มีไม่ถึงสามในสิบส่วน

 

ไม่นานหลังจากนั้น ตระกูลเสวี่ยซาเองก็ถอนตัวออกไป เนื่องจากพวกเขาสูญเสียคนไปจำนวนหนึ่ง หากพวกเขาสูญเสียไปมากกว่านี้ เมื่อกลับไปคงอธิบายสาเหตุได้ยากขึ้น

 

มู่เหยาต้องการกระทืบเท้าด้วยความโกรธ แต่นางก็ได้แต่เพียงจากไปพร้อมกับผู้อาวุโสหยุนอย่างช่วยไม่ได้ แม้ว่าพวกนางจะต้องการจิตวิญญาณเหลวพวกนั้นก็ตาม

 

หลังจากทุกคนจากไปแล้ว หลิงเซี่ยวจึงยับยั้งบรรยากาศน่ากลัวรอบๆตัวเขาลง แต่หากพวกเขารู้ว่าระดับที่แท้จริงของหลิงเซี่ยวไม่ใช่ระดับสวรรค์ แต่เป็นระดับที่สูงยิ่งกว่านั้น พวกเขาคงจากไปไวยิ่งกว่านี้

 

ดวงตาอันคมกริบของเขากวาดมองดูรอบๆ เพื่อดูว่าไม่มีใครหลงเหลืออยู่แล้ว หลิงเซี่ยวโบกมือของเขาไปมาในอากาศ ทันใดนั้น รอยแตกก็ปรากฎขึ้นกลางอากาศ ไม่นานนัก ใครบางคนก็หล่นลงมาจากรอยแตกนั้น เข้าสู่อ้อมกอดของหลิงเซี่ยวที่ยืนอยู่ด้านล่าง

 

หากมู่เหยาและผู้อาวุโสเห็นเหตุการณ์นี้ ทั้งสองคนต้องหน้าซีดด้วยความหวาดกลัวเป็นแน่ และขณะเดียวกันก็ต้องขอบคุณดาวนำโชคของพวกเขาที่พวกเขาตัดสินใจถอนตัวอย่างชาญฉลาด

 

“หวา อา. ….”

 

คนที่ตกลงมาจากรอยแตกนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน โหยวเสี่ยวโม่นั่นเอง

 

ในตอนนี้ ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกใจ จิตใจของเขาอ่อนล้าในขณะที่เขามองไปยังหลิงเซี่ยวที่กำลังกอดเขา

 

หลิงเซี่ยวทำลายบรรยากาศชั่วร้ายรอบๆตัวเขาออกไปแล้ว เขามองไปยังโหยวเสี่ยวโม่ด้วยท่าทางสง่างาม มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยยิ้มหยอกล้อ “ศิษย์น้อง เจ้ากำลังคิดว่าวันนี้ข้าหล่อเหลาและดูดีเป็นพิเศษจนถึงขนาดทำให้เจ้าตกตะลึงเลยใช่หรือไม่?”

 

โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกอยากจะตบใบหน้าหล่อเหลาและดูดีนั้นเสียจริง แต่นั่นไม่ใช่จุดสำคัญ

 

จู่ๆหลิงเซี่ยวก็พูดขึ้นมาว่า “ศิษย์น้อง ตอนนี้ เจ้าอยากตบหน้าข้าใช่รึไม่?”

 

โหยวเสี่ยวโม่หน้ามุ่ยเล็กน้อย ในขณะที่เขากำลังจะถามว่าทำไมหลิงเซี่ยวถึงรู้ความคิดเขาได้ เขากลับกลืนคำถามที่กำลังจะพูดนั้นลงไปด้วยแรงทั้งหมดที่มี เขากระพริบตาด้วยความใสซื่อ “ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ท่านทำให้คนพวกคนเลวพวกนั้นหนีไปจนหมดแล้วใช่รึไม่?”

 

“ใช่ อา แค่มองเจ้าก็น่าจะรู้แล้ว”

 

หลิงเซี่ยวยิ้ม

 

โหยวเสี่ยวโม่มองดูรอบๆ กระเพาะอาหารของเขาปั่นป่วน ไม่น่าแปลกใจเลยที่เขารับรู้ถึงกลิ่นอายเลือดในอากาศ เนื่องจากหลิงเซี่ยวยืนอยู่ตรงกลาง ส่วนรอบๆตัวคือชิ้นส่วนต่างๆมากมาย และยังคงมีศพแห้งเหือดอีกกว่าสิบศพ…. คนพวกนี้ดูเหมือนจะตายอย่างน่าสยดสยอง นี่มันอะไรกัน อา? เขายังไม่ได้กินข้าวกลางวันเลยนะ!

 

หลิงเซี่ยวเงยหน้าขึ้นไปมองดวงอาทิตย์ที่ขึ้นสูงบนท้องฟ้า เขาหัวเราะขณะกล่าว “ศิษย์น้อง รีบกลับทางเดินของเรากันเถอะ หากพวกเราถึงเมืองใหญ่หรือเมืองเล็กๆซักเมืองก่อนเวลาเว่ย* น่าจะดีกว่า ทางนี้ พวกเราน่าจะมีเวลาพอสำหรับอาหารกลางวัน”

 

พูดจบ เขาก็กอดโหยวเสี่ยวโม่แน่นขึ้น เพียงกระโดดครั้งเดียว พวกเขาก็หายตัวไปในอากาศ หลงเหลือทิ้งไว้เพียงศพที่เกลื่อนเต็มพื้นที่ไปหมด และคำพูดต่อต้านเล็กน้อยที่จางหายไปในอากาศ

 

“ข้าไม่…..”

 

เมืองอู๋เฟิงนั้นตั้งอยู่ชายขอบของแนวภูเขาอู๋เฟิง เกือบทุกคนจะต้องผ่านมาเมืองนี้เมื่อจะออกจากแนวภูเขาอู๋เฟิง แม้ว่าจะเรียกว่าเมืองเล็กก็ตาม แต่พื้นที่ของเมืองก็พอๆกับเมืองฮันจี อีกทั้ง เมืองนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอำนาจใดๆ เป็นเมืองที่ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าออกได้อย่างอิสระ

 

หลิงเซี่ยวอุ้มโหยวเสี่ยวโม่จนกระทั่งถึงนอกเมืองอู๋เฟิง ในตอนนี้ ดวงอาทิตย์อยู่ตรงกลางท้องฟ้า เป็นเวลาอาหารกลางวันตามที่เขาได้พูดไว้เมื่อกี้ เขาจึงวางโหยวเสี่ยวโม่ซึ่งกำลังไม่พอใจ

 

“ศิษย์น้อง ดูสิ พวกเรามาถึงเมืองอู๋เฟิงแล้ว”

 

หลิงเซี่ยวลูบหัวเขาเบาๆ

 

โหยวเสี่ยวโม่เมินเขา และมุ่งหน้าไปสำรวจเมืองอู๋เฟิง

 

เมื่อพูดกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในตอนที่พวกเขามุ่งหน้าไปยังเมืองฮันจี พวกเขาเองก็ผ่านเมืองอู๋เฟิงมาเช่นกัน แต่ในตอนนั้นพวกเขาไม่ได้อยู่ที่นี่นานนัก ดังนั้นโหยวเสี่ยวโม่จึงไม่มีความประทับใจอะไรเกี่ยวกับที่นี่นัก แต่เมืองนี้นั้นวุ่นวายมากเนื่องจากไม่มีใครคอยจัดการระเบียบ ดังนั้นเรื่องเช่นการต่อสู้ ขโมย และปล้นนั้นถือเป็นเรื่องธรรมดา

 

ทั้งสองคนกำลังจะเข้าเมืองอู๋เฟิงในขณะที่มีคนสองคนวิ่งออกมาจากประตูเมืองที่ไม่มีผู้คุ้มกัน หนึ่งคนตัวสูง ส่วนอีกคนตัวเตี้ย มองดูร้ายกาจอย่างยิ่ง อีกทั้งพวกเขามีฟันยื่นออกมา หนึ่งในฟันยื่นสีเหลืองนั้นดูน่าเกลียดเป็นพิเศษ แต่ความแข็งแกร่งของพวกเขาก็ไม่ถือว่าแย่ ทั้งคู่อยู่ในระดับสุริยัน ตอนนี้พวกเขามองมายังโหยวเสี่ยวโม่และหลิงเซี่ยวด้วยท่าทางชั่วร้าย

 

คนตัวเตี้ยมองโหยวเสี่ยวโม่อย่างชั่วร้ายหนึ่งครั้ง จากนั้นเขาจึงยิ้มอย่างดำมืด “ตั้งแต่วันนี้ไป พวกเจ้าที่เข้าและออกเมืองอู๋เฟิงจะต้องจ่ายค่าผ่านทาง”

 

“แต่ครั้งที่แล้วพวกเราไม่เห็นต้องจ่ายเลย”

 

โหยวเสี่ยวโม่อุทานอย่างประหลาดใจ เขาไม่มีทางจำผิดพลาดเป็นแน่ ในตอนนั้น เขากำลังอ้วกอยู่ในรถม้า หลิงเซี่ยวไม่ได้ขอเงินเขา

 

คนตัวเตี้ยแสยะยิ้มขณะพูด “เราเพิ่งเริ่มตั้งแต่วันนี้ไป แต่เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าจะต้องจ่าย ขอให้ข้าได้บอกข่าวดีนี้แก่เจ้า เมืองอู๋เฟิงนี้เป็นอาณาเขตของกลุ่มเขี้ยวหมาป่าตั้งแต่นี้ต่อไป หลังจากที่เจ้าเข้าไปแล้ว จงระวังท่าทางของตนเอาไว้ด้วย มิเช่นนั้น เจ้าอาจเสียชีวิตน้อยๆของเจ้าไปก็ได้”

 

กลุ่มเขี้ยวหมาป่า?

 

โหยวเสี่ยวโม่ตกตะลึงไปชั่วขณะ เขาได้ยินไม่ผิดใช่ไหม หัวหน้ากลุ่มเขี้ยวหมาป่าเหมือนจะถูกหลิงเซี่ยวฆ่าไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ทำไมพวกเขาถึงยังไม่สลายกลุ่ม กลับมายึดครองเมืองอู๋เฟิงงั้นรึ? และพวกเขายังคงถามหาค่าผ่านทางอีกด้วย โหยวเสี่ยวโม่หันกลับไปและมองไปยังหลิงเซี่ยว ลืมมันไปเถอะ หากพวกเขาไม่มีเรื่องมันคงจะดีกว่า

 

“ก็ได้ คนละเท่าไหร่?”

 

“สองร้อยตำลึงทอง”

 

คนตัวเตี้ยหัวเราะขณะพูด

 

“…. ทำไมพวกเจ้าไม่ปล้นกันเลยละ”

 

โหยวเสี่ยวโม่กำลังจะนำมือออกจากกระเป๋าวิเศษ เขากลับหยุดมือลง เดี๋ยวก่อนนะ เมืองฮันจีเก็บแค่สองตำลึงทอง ในขณะที่พวกนี้ต้องการสองร้อยตำลึงทองงั้นรึ? นี่มันปล้นกันชัดๆ เขาไม่มีทางส่งเงินให้แน่ ยังไงซะพวกนี้ก็เป็นพวกเลวในกลุ่มเขี้ยวหมาป่าอยู่แล้ว

 

ใบหน้าของคนตัวเตี้ยดำมืดลงในทันที ส่วนคนตัวสูงที่อยู่ด้านข้างเขาเองก็เริ่มมองมายังพวกเขาสองคนด้วยสายตาดำมืดและเย็นยะเยือก

 

“ในเมื่อพวกเจ้าเลือกวิธียากแทนที่จะเลือกวิธีง่าย ข้าจะต้องเติมเต็มความปรารถนาของเจ้าแน่”

 

คนตัวเตี้ยแสยะยิ้มและกล่าวอย่างมาดร้าย จากนั้น ทั้งสองคนจึงกระชับมีดคมกริบในมือและวิ่งเข้าหาพวกเขาจากทั้งสองด้าน และฟันลงมา กล้าที่จะต่อต้านกฎที่วางโดยกลุ่มเขี้ยวหมาป่างั้นรึ? งั้นก็ตายซะ ดีเสียอีก พวกเราจะได้ใช้พวกเจ้าทั้งสองเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู

 

*ปัง! ปัง!*

 

คนตัวสูงและเตี้ยกระเด็นไปชนกับประตูเมืองอู๋เฟิงอย่างแรง และกระอักเลือดออกมา ใบหน้าของทั้งสองซีดขาว ร่างของพวกเขาร่วงลงมา คอหัก ตายในทันที!

 

ผู้คนโดยรอบที่กำลังมองดูอยู่ต่างตกตะลึง ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสุริยันตายเพียงแค่หมัดเดียว จากนั้นพวกเขาจึงมองอย่างตกตะลึงไปยังคนสองคนที่เดินเข้ามาภายในเมืองอู๋เฟิง

 

************************

**เวลาเว่ย – 13.00-15.00 น.

Facebook Comment