+100%-

บท 115 จริงหรือหลอก

บท 115 จริงหรือหลอก
“อย่าเข้ามา ไม่งั้น ข้าฆ่าเจ้านี่แน่”

ชายชุดสีดำจับตัวโหยวเสี่ยวโม่ไว้และตะโกนด้วยน้ำเสียงน่ากลัว

หลิงเซี่ยวฆ่าสหายของเขาทั้งสามภายในชั่วพริบตาเดียว ทั้งความไวและความเหี้ยมโหดในการกระทำของหลิงเซี่ยวทำให้รู้สึกกลัวขึ้นมา เขาต้องจับตัวโหยวเสี่ยวโม่เพื่อข่มขู่หลิงเซี่ยว ทันใดนั้นความเกรงกลัวสุดขีดจึงปรากฎบนดวงตาของเขา

“ปล่อยเขาไป และข้าให้เจ้าได้หลงเหลือเป็นศพแบบครบชิ้นส่วน”

หลิงเซี่ยวจ้องมองเขาด้วยดวงตาเย็นชา ในทางกลับกัน น้ำเสียงของเขานั้นยังคงปราณีตราวกับหยก ไม่เพียงแต่ฟังดูมีอัธยาศัยดีเท่านั้น น้ำเสียงยังคงไม่เย็นชาอีกด้วย แต่บรรยากาศที่บ้าคลั่งและโหดร้ายลึกจนไปถึงกระดูกทำให้คนตัวสั่นอย่างไม่รู้จบจากก้นบึ้งของจิตใจ

เมื่อเห็นท่าทางของเขา ผู้คนที่หลบซ่อนอยู่ในเงามืดเริ่มรู้สึกได้ถึงหัวใจที่สั่น โดยเฉพาะฉากที่เขาสังหารนักสู้ระดับจันทราทั้งสามคน การเคลื่อนไหวที่ลื่นไหลของเขาทำให้มันดูง่ายเหมือนกับตัดเต้าหู้ และสังหารทั้งสามคนอย่างรวดเร็ว พวกเขานั้นราวกับถูกกระบองฟาดเข้าใส่หัว ทำให้หัวใจของพวกเขานั้นเต็มไปด้วยความกลัวและตื่นตระหนก ภายในของพวกเขานั้นรู้อยู่แล้วว่าพวกเขาประเมินพลังของชายผู้นั้นต่ำไป

ท่าทางที่ดูเป็นลางไม่ดีของหลิงเซี่ยวทำให้มือของชายชุดดำสั่นอย่างหวาดกลัว จนเกือบทำให้เขาทำคอของโหยวเสี่ยวโม่เป็นรอย

หลังจากที่เห็นการเคลื่อนไหวกระหายเลือดของหลิงเซี่ยวแล้ว ไม่มีทางที่เขาจะปล่อยตัวโหยวเสี่ยวโม่อย่างแน่นอน โหยวเสี่ยวโม่ในตอนนี้นั้นคล้ายๆกับเป็นเครื่องรางช่วยชีวิตของเขาอยู่ หากเขาปล่อยให้โหยวเสี่ยวโม่ไป เขาจะต้องจบลงไม่ต่างจากสหายทั้งหลายแน่นอน เมื่อคิดเช่นนั้น ชายชุดดำจึงสงบใจของเขาลง ใช่แล้ว ตอนนี้เขามีตัวประกัน ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไร

“ส่งกระเป๋าวิเศษของเจ้ามาซะ หรือไม่งั้น ข้าจะฆ่าเจ้านี่”

“ข้าให้โอกาสเจ้าแล้วนะ แต่เป็นเจ้าเองที่ปฏิเสธมันไป”

ดวงตาของหลิงเซี่ยวคมกริบขึ้นในขณะที่เขาพูดประโยคนั้นออกไปอย่างอ่อนนุ่ม

ชายชุดดำยังคงไม่เข้าใจในคำพูดของหลิงเซี่ยว ในขณะที่เขาเห็นหลิงเซี่ยวดีดนิ้ว ในพริบตา เปลวไฟแห่งมังกรก็พุ่งออกจากร่างกายของหลิงเซี่ยว ทันทีที่เปลวไฟแห่งมังกรปรากฎตัวขึ้น อุณหภูมิรอบๆต่างพุ่งสูงขึ้นราวกับว่าดวงอาทิตย์ขยับเข้าใกล้มากขึ้นจนแผดเผาโลกใบนี้

เมื่อเห็นเปลวไฟเหล่านั้น ใบหน้าของชายชุดดำก็เปลี่ยนไปในทันที เขาเห็นมากับตาแล้วกับพลังของเปลวไฟพวกนั้น เมื่อเห็นมันอีกครั้ง เขาจึงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เขารีบกระชับคอของโหยวเสี่ยวโม่ให้แน่นด้วยมือเขา แรงกดนั้นทำให้เล็บมือของเขาเกือบจะจมเข้าไปในเนื้อของโหยวเสี่ยวโม่แล้ว เขาตะโกนออกมาอย่างตื่นกลัว “อยากเห็นเพื่อนเจ้าตายนักรึไง? อย่าคิดว่าข้าไม่กล้าฆ่าเขานะ ข้าจะเอาชีวิตเขาจริงๆ”

ริมฝีปากของหลิงเซี่ยวยกขึ้นอย่างเหยียดหยาม

“นี่ไม่ถูกต้องเลย!”

ผู้อาวุโสหยุนซึ่งหลบซ่อนอยู่ในเงาดำมืดกล่าวขึ้นด้วยเสียงทุ้มต่ำ สายตาของเขาเฉียบคมขึ้นเมื่อเขามองโหยวเสี่ยวโม่ “ชายหนุ่มผู้นั้นเป็นตัวปลอม”

มู่เหยาซึ่งอยู่ข้างๆเขาได้ยินดังนั้นจึงตรวจสอบร่างกายของโหยวเสี่ยวโม่อย่างดำมืด ตรวจสอบจนกระทั่งถึงใบหน้าซีดเซียวของเขา

คอของชายหนุ่มถูกบีบด้วยมือของชายชุดดำ ตามจริงแล้วใบหน้าของคนที่ถูกบีบคอควรจะเปลี่ยนเป็นสีแดง แต่ชายผู้นี้ นอกจากใบหน้าจะไม่เปลี่ยนสีแล้ว ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ เขายังแทบไม่มีปฏิกิริยาใดๆเลย หากนี่เป็นเรื่องที่ผิดปกติ จะต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไม่แปลกใจเลยที่นางจะคิดว่าบางสิ่งไม่ถูกต้อง

ขณะที่อยู่ที่หอคอยเจ็ดดารา นางเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสองนั้นใกล้ชิดกันมาก แม้ว่าผู้คนจะเปลี่ยนเป็นเห็นแก่ตัวเมื่อเผชิญกับสถานการณ์เป็นตายแบบนี้ก็ตาม แต่ชายหนุ่มในชุดสีขาวนั้นดูเหมือนจะไม่สนใจชีวิตของเพื่อนของเขามากเกินไป เขาไม่แม้แต่จะเปลี่ยนสีหน้าตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้

หลังจากที่ผู้อาวุโสหยุนชี้ให้เห็นถึงบางอย่าง นางถึงรับรู้ได้ว่าอะไรที่ผิดไป แต่พวกเขาไปสลับตัวกันตอนไหน? พวกเขาสามารถสลับตัวกันได้โดยที่แม้แต่พระเจ้าก็ไม่รู้ และเหล่าภูตผีก็ไม่อาจรู้ตัว ผู้อาวุโสหยุนและนางเริ่มติดตามพวกเขาตั้งแต่นาทีที่พวกเขาออกจากหอคอยเจ็ดดารา

“ผู้อาวุโสหยุน ท่านคาดเดาได้รึไม่ว่าเขานำชายอีกคนไปไว้ที่ใดกัน?”

มู่เหยาถามออกมา

“มีอยู่ 2 ทาง”

ผู้อาวุโสหยุนครุ่นคิดและกล่าวออกมาอย่างจริงจัง “ทางแรกก็คือเขามีมิติเมล็ดพันธุ์แห่งผักกาด * ด้วยทางนี้ พวกเขาสามารถหลุดรอดการตรวจตราของพวกเราได้”

“ไม่มีทาง!”

มู่เหยาปฏิเสธอย่างไม่ต้องคิด

มีเพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับราชาขึ้นไปเท่านั้นที่จะสามารถมีมิติเมล็ดพันธุ์แห่งผักกาด ได้ นั่นเป็นเพราะว่ามิตินี้นั้นจะถูกสร้างเมื่อผู้มีพลังใช้ความสามารถเหนือธรรมชาติของเขาตัดผ่ามิติ และเปลี่ยนมันให้กลายเป็นมิติสำหรับเขา มักจะใช้สำหรับเก็บสิ่งของที่สามารถนำติดตัวเขาไปได้ทุกที่

มิติประเภทนี้นั้นดีกว่าหนึ่งพัน หนึ่งหมื่นเท่าเมื่อเปรียบเทียบกับกระเป๋าวิเศษ เนื่องจากมันไม่เหมือนกับกระเป๋าวิเศษที่สามารถเก็บได้เฉพาะสิ่งที่ไม่มีชีวิต มิตินี้สามารถเก็บสิ่งที่มีชีวิตได้ อีกทั้ง มันสามารถสะสมพลังจิตวิญญาณเข้มข้นได้ด้วยตัวมันเอง พลังจิตวิญญาณพวกนั้นเข้มข้นมากกว่าในทวีปหลงเซี่ยวเสียอีก เช่นนั้นเอง มิตินี้จึงเป็นสถานที่ที่เหมาะที่สุดสำหรับการฝึกฝนและปลูกสมุนไพรวิเศษ

อย่างไรก็ตาม มิติเมล็ดพันธุ์แห่งผักกาด นี้ไม่ใช่สิ่งที่จะหาได้ง่ายๆเพียงแค่โชคดีเท่านั้น เนื่องจากแม้แต่คนที่อยู่ในระดับราชาหรือสูงกว่านั้นก็ไม่สามารถจะตัดผ่ามิติและเปลี่ยนมันให้กลายเป็นของพวกเขาได้

แม้แต่คนที่มีความรู้เกี่ยวกับพลังวิเศษแม้เพียงระดับต้นเท่านั้นก็สามารถบ่งบอกได้ว่ามิตินั้นเป็นสิ่งที่ไม่เสถียรเป็นที่สุด หากโชคไม่ดี และตัดผ่ามิติที่ไม่มีความเสถียร พลังจิตวิญญานในมิตินั้นจะฉีกกระชากร่างของผู้ตัดผ่ามิติเป็นชิ้นๆ แม้ว่าคนผู้นั้นจะอยู่ในระดับราชาก็ตาม แต่เมื่อเผชิญหน้ากับความปั่นป่วนของกระแสพลังจิตวิญญาณแล้ว เขาก็คงหลงเหลือแต่เพียงความตายเท่านั้น

นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมมู่เหยาถึงปฏิเสธวิธีแรกอย่างทันที ไม่เกี่ยวข้องว่าหลิงเซี่ยวจะเป็นระดับราชาหรือไม่ก็ตาม หากจะรวบรวมผู้ฝึกยุทธ์ที่มีระดับตั้งแต่ราชาขึ้นในทวีปหลงเซี่ยวมารวมกัน ก็ยังคงหาผู้ที่มีมิติเมล็ดพันธุ์ผักกาด ได้ยากอยู่ดี

มู่เหยาจึงปฏิเสธอย่างทันที แต่แน่นอนว่ายังคงมีอีกเหตุผลหนึ่ง

หากว่าหลิงเซี่ยวเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับราชาจริงๆ นั่นหมายความว่าผู้คนที่อยู่ที่นี่ไม่มีโอกาสที่จะออกจากทุ่งหญ้าสีเขียวแบบมีชีวิตอยู่ได้อย่างแน่นอน

ผู้อาวุโสหยุนเองก็เห็นด้วยกับคำพูดของนาง เขาพยักหน้า “ชายแก่ผู้นี้เองก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้เช่นกัน ดูเหมือนว่าคงจะมีแต่ทางที่สองเท่านั้นที่พอจะเป็นไปได้ ชายหนุ่มผู้นั้นน่าจะสลับตัวภายในหอคอยเจ็ดดารา นายหญิงน้อยน่าจะยังจำได้ว่าพวกเขากลับไปยังห้องของพวกเขาหนึ่งครั้ง”

“ผู้อาวุโสหยุน ท่านกำลังจะบอกว่าชายหนุ่มคนนั้นยังอยู่ที่เมืองฮันจีรึ?”

มู่เหยาเดาขึ้น

“น่าจะเป็นเช่นนั้นแปดถึงเก้าส่วน แต่เขาอาจจะถือโอกาสนี้ในการออกจากเมืองฮันจีในตอนที่คลาดกับการติดตามของพวกเรา”

ท่าทางของผู้อาวุโสหยุนนั้นเศร้าหมองลง หากพวกเขามีชายหนุ่มผู้นั้นอยู่ในมือ นั่นคงจะเป็นหนทางที่แน่นอนที่สุด แต่โชคร้ายนักที่พวกเขาทั้งหมดถูกหลอก

สายตาของมู่เหยามองกวาดไปยังคนที่อยู่ด้านหน้า และกล่าวด้วยเสียงต่ำ “ผู้อาวุโสหยุน มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เหยาน้อยผู้นี้ไม่เข้าใจ ชายหนุ่มในเสื้อคลุมสีดำเมื่อวานนี้เองก็เอาชนะจิตวิญญาณเหลวไปได้ เขามีเพียงตัวคนเดียว ทำไมพวกเราไม่ซุ่มโจมตีเขาแทนที่จะติดตามสองคนนี้กันละ?”

“ท่านคิดว่าชายแก่ผู้นี้จะไม่ส่งคนไปจับตาดูเขารึ? เพียงแต่ชายในเสื้อคลุมสีดำนั้นประหลาดอย่างมาก เขาจัดการสลัดคนของพวกเราทิ้ง ข้าเชื่อว่าเขาสลัดคนของพรคคอื่นๆทิ้งด้วยเช่นกัน หากไม่เช่นั้น ทำไมหอคอยจีเล่อและตระกูลเสวี่ยซาจึงจบลงที่การไล่ตามมาจนถึงที่นี่และฆ่าพวกเขาแบบพวกเรากันละ?”

ร่องรอยแห่งความเศร้าหมองปรากฎขึ้นบนใบหน้าของผู้อาวุโสหยุน หอคอยจีเล่อและตระกูลเสวี่ยซานั้นไม่ได้อ่อนแอเลย หากพวกเขาเคลื่อนไหวแล้ว พรรคเซี่ยวเหยาคงไม่อาจมีเปรียบได้เลย

“ดูเหมือนว่าพวกเราคงได้แต่นั่งมอง และรอให้พวกเขาเคลื่อนไหวก่อน”

มู่เหยาพึมพำอย่างแผ่วเบา แม้ว่านางจะกระวนกระวายใจอย่างมาก แต่นางก็เชื่อว่าหอคอยจีเล่อและตระกูลเสวี่ยซาเองก็กระวนกระวายเช่นกัน

แต่ในตอนที่พวกเขาพูดคุยกันเสร็จสิ้น ชายชุดดำผู้นั้นก็ถูกฆ่าโดยหลิงเซี่ยวเรียบร้อยแล้ว ส่วนโหยวเสี่ยวโม่ตัวปลอมนั้น เขาหายไปในอากาศ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครรั้งหลิงเซี่ยวไว้ ผู้มีอำนาจอื่น จึงต้องเคลื่อนไหวอย่างช่วยไม่ได้

บรรยากาศของผู้ฝึกยุทธ์จำนวนสิบคนหรือมากกว่านั้นที่เต็มไปด้วยรังสีการฆ่าฟันพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้าขณะที่พวกเขามุ่งหน้าอย่างรุนแรงไปทางหลิงเซี่ยว พวกเขายกอาวุธคมกริบซึ่งส่งประกายอยู่ในมือขึ้นมา คมดาบนั้นมุ่งเป้าไปยังจุดตายของหลิงเซี่ยว

การเผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่งมากมายเช่นนี้ แม้แต่คนอย่างมู่หยุนเทียน และผู้อาวุโสหยุนเองก็คงได้แต่ตั้งรับเท่านั้น ในทันใดนั้น หลิงเซี่ยวไม่ได้หลบหรือซ่อนตัว เปลวไฟสีม่วงแห่งมังกรดูเหมือนจะไม่เหนื่อยอ่อนลงเลย เปลวไฟสิบสายหรือมากกว่านั้นระเบิดออกจากร่างกายของหลิงเซี่ยวในทันที และมุ่งตรงไปยังนักสู้ทั้งหลายราวกับสายฟ้า

แม้ว่าพวกเขาเกือบทั้งหมดจะระมัดระวังตัวอยู่แล้วก็ตาม ในขณะที่พวกเขายกโล่ขึ้นมา เปลวไฟแห่งมังกรก็พุ่งผ่านร่างกายของพวกเขาไปราวกับว่าไม่มีอะไรขวางกั้น ไม่เพียงเท่านั้น เลือดจากร่างกายของทุกคนที่ถูกเผาไหม้โดยเปลวไฟแห่งมังกรกลับแห้งเหือดจนหมดสิ้น เมื่อศพพวกนั้นตกลงบนพื้น ร่างกายของพวกเขาจึงคล้ายกับมัมมี่ที่ไม่มีเลือด ราวกับว่าพวกเขาถูกดูดน้ำไปจนแห้งเหือด

ในขณะที่ผู้อาวุโสหยุนและมู่เหยาจะเคลื่อนไหวนั้น พวกเขาเห็นเหตุการณ์นี้ และใบหน้าซีดลงด้วยความกลัว

ไม่เพียงแค่พวกเขาเท่านั้น แม้แต่เจ้าเมืองฮันจีที่ซ่อนตัวอยู่เองก็ตกตะลึงกับเหตุการณ์นี้เช่นกัน เปลวไฟที่สามารถทำให้แม้แต่เลือดก็แห้งเหือดได้ ความรุนแรงของความร้อนนั้นน่าจะเหนือกว่าจินตนาการของพวกเขาเสียอีก

คนผู้นี้เป็นใครกัน? มีแม้กระทั่งเปลวไฟที่ประหลาดเช่นนี้ แถมยังเป็นเปลวไฟสีม่วงที่ไม่เคยได้ยินหรือไม่เคยเห็นมาก่อนด้วย!

หลิงเซี่ยวผู้ซึ่งสังหารผู้คนสิบคนหรือมากกว่านั้นในพริบตาเดียว เขาเอามือลงและหายใจอย่างช้าๆ ผู้คนมากมายต่างถามหาความตาย ทำให้เขาต้องเสียเวลา หากเขาไม่ได้กังวลว่าเขาจะเปิดเผยความแข็งแกร่งของเขาออกไป เขาก็คงขี้เกียจที่จะให้ความสำราญแก่พวกนั้น

เขากวาดตามองไปรอบๆ และเห็นว่าผู้คนที่หลบซ่อนอยู่ไม่มีท่าทางจะแสดงตัว หลิงเซี่ยวเองก็ไม่มีความตั้งใจจะค้นหาพวกเขา เมื่อหันกลับไป เขาเดินสี่ถึงห้าก้าว และทันใดนั้นเสียงดังที่ผ่าแยกท้องฟ้าจึงพุ่งเข้ามาจากทางด้านหลังเขา

ลูกศรที่ห่อหุ้มด้วยแสงสีดำเคลื่อนไหวภายใต้พลังอำนาจแปลกประหลาด มุ่งตรงไปยังด้านหลังของหลิงเซี่ยว เมื่อลูกศรเข้าไปใกล้หลิงเซี่ยวในระยะสามเมตร มันเหมือนพบเจอกับสิ่งกีดขวาง และหยุดลงในทันที จากนั้นราวกับว่าบางคนใช้มือดัดลูกศรนั้น หัวของลูกศรค่อยๆหันกลับไปช้าๆ และด้วยเสียง *ชู่ว* มันพุ่งกลับไปยังที่ที่มันจากมา และจบลงด้วยเสียงกรีดร้อง

หลิงเซี่ยวหันหลังกลับอย่างช้าๆ และกระทืบเท้าเบาๆ คลื่นแรงอันแข็งแกร่งพุ่งออกไปในทันที

ใบหน้าของผู้คนทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ต่างเปลี่ยนแปลงไปครั้งใหญ่ สีหน้าตกตะลึงของพวกเขานั้นแต่งแต้มไปด้วยความพรั่นพรึง

ชายในเสื้อคลุมสีเทาทิ้งร่างกายลูกน้องที่มีลูกศรปักอยู่บนหน้าอกซึ่งเขาใช้มาเป็นโล่ของเขาออกไป ใบหน้าของเขานั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “คนผู้นี้กลับอยู่ในระดับสวรรค์ห้าดาว……” ตัวเขาเองยังคงอยู่ในระดับสวรรค์หนึ่งดาวเท่านั้น
********
*เมล็ดพันธุ์ผักกาด – หลักธรรมแห่งเต๋าเขียนไว้ว่า เขาพระสุเมรุซ่อนเมล็ดพันธุ์ผักกาด เมล็ดพันธุ์ผักกาดบรรจุเขาพระสุเมรุทั้งลูก คร่าวๆคือ บางสิ่งที่เล็กมากๆกลับมีศักยภาพและความสามารถอยู่มากมาย

http://www.chongter.com/Articles/thamma/Zen/075.htm อ่านจากลิ้งค์นี้เพิ่มเติมได้ค่ะ

ระดับเรียงจากต่ำไปสูงนะคะ

ระดับมนุษย์ < ระดับพสุธา < ระดับนภา < ระดับสุริยัน < ระดับจันทรา < ระดับดารา < ระดับสวรรค์ < ระดับจิตวิญญาณ < ระดับราชา < ระดับมหาราชา < ระดับเทวา < และระดับพระเจ้า

ในแต่ละระดับจะแบ่งออกเป็นตั้งแต่ 1 ดาวจนถึง 10 ดาวนะคะ เผื่อใครงง

ปล. สปอยว่าหลิงเซี่ยวไม่ใช่ระดับสวรรค์หรอกค่ะ อิอิ

Facebook Comment